พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 474 (เล่ม 43)

๒๑. เรื่องพระติสสเถระอยู่ในเงื้อมเขา [๒๘๔]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระติสสเถระ
ผู้อยู่ในเงื้อมเขา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อสํสฏฺฐิ " เป็นต้น.
เทพดากลัวผู้มีศีลบริสุทธิ์
ได้ยินว่า พระเถระนั้นเรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาแล้ว เข้า
ไปสู่ป่า พลางตรวจดูเสนาสนะเป็นที่สบาย ถึงเงื้อมถ้ำแห่งหนึ่ง. ในขณะ
ที่ท่านถึงนั้นเอง จิตของท่านได้ (ถึง) ความเป็นธรรมชาติแน่แน่วแล้ว.
ท่านคิดว่า " เราเมื่ออยู่ในที่นี้ จักสามารถเพื่อให้กิจแห่งบรรพชิตสำเร็จ
ได้.
เทพดาผู้สิงอยู่แม้ที่ถ้ำคิดว่า " ภิกษุผู้มีศีลมาแล้ว, การที่เราอยู่ในที่
แห่งเดียวกันกับภิกษุนี้ ลำบาก; ก็ภิกษุนี้จักอยู่ในที่สิ้นราตรีหนึ่งเท่านั้น
ก็จักจากไป" จึงพาบุตรทั้งหลายออกไป.
ในวันรุ่งขึ้น พระเถระเข้าไปสู่โคจรคามแต่เช้าตรู่ เพื่อบิณฑบาต.
ครั้งนั้น อุบาสิกาคนหนึ่งเห็นท่านแล้ว กลับได้ความรักเพียงดัง
บุตรแล้ว นิมนต์ให้นั่งในเรือน ให้ฉันแล้ว อ้อนวอนเพื่อต้องการให้
อาศัยตนอยู่ตลอด ๓ เดือน. ฝ่ายท่านก็รับ ด้วยคิดว่า " เราอาศัยอุบาสิกานี้
สามารถเพื่อทำการสลัดออกจากภพได้" ดังนี้แล้ว ได้ไปยังถ้ำนั้นแล.
เทพดาเห็นท่านกำลังเดินมา คิดว่า " พระเถระนี้จักเป็นผู้อันใคร ๆ
นิมนต์ไว้แน่แท้, ท่านคงจักไปในวันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้."

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 475 (เล่ม 43)

เทพยดาคิดอบายให้ภิกษุไปจากที่นั้น
เมื่อเวลาประมาณกึ่งเดือนล่วงไปแล้วอย่างนี้, เทพดาก็ติดว่า "ภิกษุ
นี้ เห็นจักอยู่ในที่นี้จริง ๆ สิ้นภายในฤดูฝน, ก็การที่เรากับบุตรน้อย
ทั้งหลายอยู่ในที่อันเดียวกันกับผู้มีศีล เป็นการทำได้ยาก; อนึ่งเราไม่อาจ
จะกล่าวกะภิกษุนี้ว่า ' ท่านจงออกไปเสีย ' ดังนี้ได้, ความพลั้งพลาดใน
ศีลของภิกษุนี้มีอยู่ไหมหนอ ?" ดังนี้แล้ว ตรวจดูอยู่ด้วยทิพยจักษุ ก็ยัง
ไม่เห็นความพลั้งพลาดในศีลของท่าน ตั้งแต่เวลาอุปสมบท จึงคิดว่า " ศีล
ของท่านบริสุทธิ์, เราจักทำเหตุบางอย่างนั่นเทียว ให้ความเสื่อมเสียเกิด
ขึ้นแก่ท่าน" ดังนี้แล้ว จึง (เข้าไป) สิงในสรีระของบุตรคนใหญ่ของ
อุบาสิกา ในตระกูลอุปัฏฐาก บิดคอแล้ว. นัยน์ตาทั้งสองของบุตรนั้น
เหลือกแล้ว, น้ำลายไหลออกจากปาก. อุบาสิกาเห็นบุตรนั้นแล้ว ร้องว่า
" นี้อะไรกัน ? "
ครั้งนั้น เทพดามีรูปไม่ปรากฏ กล่าวกะอุบาสิกานั้นอย่างนี้ว่า " บุตร
นั่นเราจับไว้แล้ว, เราไม่มีความต้องการแม้ด้วยพลีกรรม, แต่ท่านจงขอ
ชะเอมเครือกะพระเถระผู้เข้าถึงตระกูลของท่านแล้ว เอาชะเอมเครือนั้น
ทอดน้ำมันแล้ว จงให้แก่บุตรนี้โดยวิธีนัดถุเถิด, เมื่อทำอย่างนี้ เราจึง
จักปล่อยบุตรนี้."
อุบาสิกา. บุตรนั่น จงฉิบหายหรือตายไปก็ตามเถิด, ฉันไม่อาจจะ
ขอชะเอมเครือกะพระผู้เป็นเจ้าได้.
เทพดา. ถ้าท่านไม่อาจจะขอชะเอมเครือไซร้, ท่านจงบอกเพื่อใส่
ผงหิงคุลงในจมูกของบุตรนั้น.
อุบาสิกา. ฉันไม่อาจเพื่อกล่าวคำแม้อย่างนี้ได้.

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 476 (เล่ม 43)

เทพดา. ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเทน้ำล้างเท้าของพระเถระนั้น ลงบน
ศีรษะ (บุตร) เถิด.
อุบาสิกากล่าวว่า " ฉันอาจทำข้อนี้ได้," นิมนต์ให้พระเถระผู้มาตาม
เวลานั่งแล้ว ถวายข้าวยาคูและของเคี้ยว ล้างเท้าของพระเถระผู้นั่งอยู่ใน
ระหว่างภัต รองเอาน้ำไว้แล้ว เรียนให้ทราบว่า " ท่านผู้เจริญ ฉันจะรด
น้ำนี้ลงบนศีรษะของเด็ก," เมื่อท่านอนุญาตว่า " จงรดเถิด," ได้ทำ
อย่างนั้นแล้ว. เทพดาปล่อยเด็กนั้นในขณะนั้นเอง แล้วได้ไปยืนอยู่ที่
ประตูถ้ำ
แม้พระเถระ ในเวลาเสร็จภัตกิจ ลุกจากอาสนะ สาธยายอาการ
๓๒ อยู่เทียว เพราะความที่ท่านเป็นผู้ไม่ละเลยกัมมัฏฐาน หลีกไปแล้ว.
ครั้นในเวลาท่านถึงประตูถ้ำ เทพดานั้นกล่าวกะท่านว่า " พ่อ
หมอใหญ่ ท่านอย่าเข้ามาในที่นี้." ท่านยืนอยู่ ณ ที่นั้นเอง กล่าวว่า
" ท่านเป็นใคร ? "
เทพดา. ข้าพเจ้าเป็นเทพดาผู้สิงอยู่ในที่นี้.
พระเถระคิดว่า " ที่อันเราทำเวชกรรมมีอยู่หรือหนอแล ?" ดังนี้
แล้ว ตรวจดูจำเติมแต่กาลอุปสมบท ก็ยังไม่เห็นความเศร้าหมองหรือด่าง
พร้อยในศีลของตน จึงกล่าวว่า " ข้าพเจ้าไม่เห็นที่ที่ข้าพเจ้าทำเวชกรรม
เลย, ท่านกล่าวอย่างนี้ เพราะเหตุไร ?"
เทพดา. ท่านไม่เห็นหรือ ?
พระเถระ. เออ เราไม่เห็น.
เทพดา. ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะบอกแก่ท่าน.
พระเถระ. (เชิญ) ท่านจงบอก.

476
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 477 (เล่ม 43)

เทพดา. การพูดในสิ่งที่ไกลจงยกไว้ก่อนเถิด, ในวันนี้เอง ท่าน
รดน้ำล้างเท้าแก่บุตรของอุปัฏฐาก ซึ่งถูกอมนุษย์สิงแล้ว บนศีรษะ หรือ
ไม่ได้รด.
พระเถระ. เออ เราได้รด.
เทพดา. นั่นเป็นไรเล่า ? ท่านไม่เห็นหรือ ?
พระเถระ. ท่านกล่าวประสงค์เหตุนั่นหรือ ?
เทพดา. จ้ะ ข้าพเจ้ากล่าวประสงค์เหตุนั่น.
ผู้มีศีลบริสุทธิ์ไม่ต้องร้อนใจ
พระเถระติดว่า " โอหนอ ตนเราตั้งไว้ชอบแล้ว, เราประพฤติ
สมควรแก่ศาสนาแล้วจริง, แม้เทพดามิได้เห็นความเศร้าหมองหรือด่าง
พร้อยในจตุปาริสุทธิศีลของเรา ได้เห็นแต่เพียงน้ำล้างเท้า อันเรารดแล้ว
บนศีรษะของทารก." ปีติมีกำลังเพราะปรารภศีลเกิดขึ้นแล้วแก่ท่าน. ท่าน
ข่มปีติอันมีกำลังนั้นไว้แล้ว ไม่ทำแม้การยกเท้าขึ้น บรรลุพระอรหัตใน
ที่นั้นนั่นเอง แล้วกล่าวว่า " ท่านประทุษร้ายสมณะผู้บริสุทธิ์เช่นเรา, ท่าน
อย่าอยู่ในชัฏแห่งป่านี้, ท่านนั่นแล จงออกไปเสีย" เมื่อจะสอนเทวดา
จึงเปล่งอุทานนี้ว่า :-
" การอยู่ของเราบริสุทธิ์แล้วหนอ, ท่านอย่า
ประทุษร้ายเราผู้ไม่มีมลทิน ผู้มีตบะ ผู้บริสุทธิ์แล้ว,
ท่านจงออกจากป่าใหญ่เสียเถิด."
ท่านอยู่ในที่นั้นนั่นแล ตลอดไตรมาส ออกพรรษาแล้วไปยังสำนัก
พระศาสดา ถูกภิกษุทั้งหลายถามว่า " ผู้มีอายุ กิจแห่งบรรพชิตท่านให้

477
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 478 (เล่ม 43)

ถึงที่สุดแล้วหรือ ?" จึงบอกเรื่องนั้นทั้งหมด จำเดิมแต่การเข้าจำพรรษา
ในถ้ำนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย, เมื่อภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า " ผู้มีอายุ ท่าน
ถูกเทพดาว่ากล่าวอยู่อย่างนั้น ไม่โกรธหรือ ?" กล่าวว่า " ผมไม่โกรธ. "
ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระตถาคตว่า " พระเจ้าข้า
ภิกษุนี้ย่อมพยากรณ์พระอรหัตผล, แม้ถูกเทพดาว่ากล่าวคำชื่อนี้อยู่ ย่อม
กล่าวได้ว่า ' เราไม่โกรธ."
ลักษณะพราหมณ์ในพระพุทธศาสนา
พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของพระภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุ
ทั้งหลาย บุตรของเราย่อมไม่โกรธเลย, เพราะขึ้นชื่อว่าความเกี่ยวข้อง
ด้วยคฤหัสถ์หรือด้วยบรรพชิตทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่บุตรของเรานั่น, บุตร
ของเรานั่น ไม่เกี่ยวข้อง ปรารถนาน้อย สันโดษ " ดังนี้แล้ว เมื่อจะ
ทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๒๑. อสํสฏฺฐํ คหฏฺเฐหิ อนาคาเรหิ จูภยํ
อโนกสารึ อปฺปิจฺฉํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
" เราเรียกบุคคลผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยชน ๒ จำพวก
คือคฤหัสถ์ ๑ บรรพชิต ๑ ผู้ไม่มีอาลัยเที่ยวไป ผู้
ปรารถนาน้อยนั้นว่า เป็นพราหมณ์."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสํสฏฺฐํ ความว่า ชื่อว่า ผู้ไม่เกี่ยวข้อง
เพราะความไม่มีความเกี่ยวข้องด้วยการดู การฟัง การสนทนา การบริโภค
และด้วยกาย.

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 479 (เล่ม 43)

บทว่า อุภยํ ได้แก่ ผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยชนแม้ ๒ จำพวก คือ
คฤหัสถ์ ๑ บรรพชิต ๑.
บทว่า อโนกสารึ ได้แก่ ผู้ไม่มีอาลัยเที่ยวไป. อธิบายว่า เราเรียก
ผู้นั้น คือเห็นปานนั้นว่า เป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระติสสเถระผู้อยู่ในเงื้อมเขา จบ.

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 480 (เล่ม 43)

๒๒. เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง [๒๘๕]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปใด
รูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " นิธาย " เป็นต้น.
ภิกษุเดินทางร่วมกับหญิงแม้ไม่รู้ก็มีโทษ
ได้ยินว่า ภิกษุนั้นเรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาแล้ว พยายาม
อยู่ในป่า บรรลุพระอรหัตแล้ว คิดว่า " เราจักกราบทูลคุณอันตนได้แล้ว
แด่พระศาสดา " จึงออกจากป่านั้น.
ครั้งนั้น หญิงคนหนึ่งในบ้านตำบลหนึ่ง ทำการทะเลาะกับสามี,
เมื่อสามีนั้นออกไปภายนอก, คิดว่า " เราจักไปสู่เรือนตระกูล " จึงเดิน
ทางไป พบภิกษุนั้นในระหว่างทาง คิดว่า " เราจักอาศัยพระเถระนี้ไป"
จึงติดตามไปข้างหลัง ๆ. แต่พระเถระไม่เห็นนาง.
ครั้งนั้น สามีของนางมาสู่เรือน ไม่เห็นนาง คิดว่า " นางจักไปสู่
บ้านแห่งตระกูลแล้ว" ติดตามไปพบนางแล้วคิดว่า " อันหญิงนี้คนเดียว
ไม่อาจเดินข้ามดงนี้ได้, มันอาศัยอะไรหนอ ? จึงไปได้" ดังนี้แล้วตรวจดู
อยู่ เห็นพระเถระแล้ว คิดว่า " พระเถระนี้จักเป็นผู้พาหญิงนี้ออกไปแล้ว"
จึงขู่พระเถระ.
ครั้งนั้น หญิงนั้นจึงกล่าวกะสามีนั้นว่า " ท่านผู้เจริญนั่น มิได้เห็น
มิได้ร้องเรียกดิฉันเลย, คุณอย่าได้ว่ากล่าวอะไร ๆ กะท่านเลย."
พระเถระถูกสามีของหญิงนั้นตีแต่ไม่โกรธ
สามีนั้น มีความโกรธเกิดขึ้นว่า " ก็เจ้าจักไม่บอกบุคคลผู้พาเจ้าไป
แก่เราหรือ ? เราจักทำกรรมอันสมควรแก่ภิกษุนี้ (แทน) ตัวเจ้าให้ได้."

480
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 481 (เล่ม 43)

ด้วยความอาฆาตในหญิง จึงตีพระเถระ แล้วพาหญิงนั้นกลับไป.
ทั่วสรีระของพระเถระได้เป็นปมเกิดขึ้นแล้ว. ครั้นในกาลแห่งพระ-
เถระนั้นมาสู่วิหาร ภิกษุทั้งหลายพากันนวดสรีระ เห็นปมแล้วถามว่า "นี่
อะไร ?" ท่านบอกเนื้อความนั้นแก่ภิกษุเหล่านั้น.
ลำดับนั้น พวกภิกษุถามท่านว่า " ผู้มีอายุ ก็เมื่อบุรุษนั้นประหาร
อยู่อย่างนั้น, ท่านได้กล่าวอะไร ? หรือความโกรธเกิดแก่ท่านไหม ?"
พระเถระกล่าวว่า " ผู้มีอายุทั้งหลาย ความโกรธย่อมไม่เกิดขึ้นแก่เรา."
ภิกษุเหล่านั้น ไปสู่สำนักของพระศาสดา กราบทูลเนื้อความนั้นแล้ว
กราบทูลว่า " พระเจ้าข้า ภิกษุนั้น อันข้าพระองค์ทั้งหลายกล่าวอยู่ว่า
' ความโกรธย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านไหม ' ยังกล่าวได้ว่า ' ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย
ความโกรธย่อมไม่เกิดขึ้นแก่เรา,' ภิกษุนั้นกล่าวคำไม่จริง พยากรณ์
อรหัตผล."
พระขีณาสพแม้ถูกตีก็ไม่โกรธ
พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุ
ทั้งหลาย ธรรมดาพระขีณาสพทั้งหลาย มีอาชญาอันวางแล้ว, พระขีณาสพ
เหล่านั้น ย่อมไม่ทำความโกรธในชนทั้งหลาย แม้ผู้ประหารอยู่ " ดังนี้แล้ว
ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๒๒. นิธาย ทณฺฑํ ภูเตสุ ตเสสุ ถาวเรสุ จ
โย น หนฺติ น ฆาเตติ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
" ผู้ใดวางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย ผู้สะดุ้งและ
ผู้มั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า, เราเรียกผู้นั้น
ว่า เป็นพราหมณ์."

481
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 482 (เล่ม 43)

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิธาย ได้แก่ วางแล้ว คือ ปลงลง
แล้ว.
สองบทว่า ตเสสุ ถาวเรสุ จ ความว่า ผู้ชื่อว่าสะดุ้ง เพราะความ
สะดุ้งด้วยสามารถแห่งตัณหา และผู้ชื่อว่า มั่นคง เพราะความเป็นผู้มั่นคง
โดยความไม่มีแห่งตัณหา.
สองบทว่า โย น หนฺติ เป็นต้น ความว่า ผู้ใด ชื่อว่ามีอาชญาอัน
วางแล้ว เพราะความเป็นผู้มีปฏิฆะไปปราศแล้วในสัตว์ทั้งปวงอย่างนี้ ย่อม
ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ซึ่งสัตว์อะไรๆ, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็น
พราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จบ.

482
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 483 (เล่ม 43)

๒๓. เรื่องสามเณร [๒๘๖]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภสามเณร
ทั้งหลาย ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อวิรุทฺธํ " เป็นต้น.
พราหมณีเสียใจเพราะได้สามเณรน้อย
ได้ยินว่า พราหมณีคนหนึ่ง จัดแจงอุทเทสภัตไว้เพื่อภิกษุ ๔ รูป
กล่าวกะพราหมณ์ว่า " พราหมณ์ ท่านจงไปวิหารแล้ว เจาะจงนำพราหมณ์
แก่ ๔ คนมา." พราหมณ์นั้นไปสู่วิหารแล้วกล่าวว่า " ท่านทั้งหลายจง
เจ้าจงให้พราหมณ์ ๔ คนแก่ผม."
สามเณรผู้เป็นขีณาสพ ๔ รูป ซึ่งมีอายุ ๗ ปี คือ " สังกิจจสามเณร
บัณฑิตสามเณร โสปากสามเณร เรวตสามเณร" ถึงแล้วแก่พราหมณ์นั้น.
พราหมณี แต่งตั้งอาสนะทั้งหลายควรแก่ค่ามากไว้ เห็นสามเณร
แล้ว โกรธ บ่นพึมพำอยู่ เหมือนเกลืออันบุคคลใส่ลงที่เตาไฟ กล่าวว่า
" ท่านไปวิหารแล้ว พาเด็ก ๔ คนแม้ปูนหลานของตนซึ่งไม่สมควรมา
แล้ว " จ่งไม่ให้สามเณรเหล่านั้นนั่งบนอาสนะเหล่านั้น ลาดตั่งที่ต่ำ ๆ
แล้วกล่าวว่า " ท่านทั้งหลายจงนั่งบนตั่งเหล่านั้น" กล่าวว่า " พราหมณ์
ท่านจงไป จงเลือกพราหมณ์แก่แล้วนำมา."
แม้อัครสาวกทั้งสองก็ไม่เป็นที่พอใจของพราหมณี
พราหมณ์ไปสู่วิหาร พบพระสารีบุตรเถระแล้ว เรียนว่า " มาเถิด
ท่าน, เราจักไปสู่เรือนของเราทั้งหลาย " ดังนี้แล้ว นำมา. พระเถระมา
เห็นสามเณรทั้งหลายแล้ว ถามว่า " พราหมณ์เหล่านี้ได้ภัตแล้วหรือ ?"

483