พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 464 (เล่ม 43)

ด้วยกำลังคือขันติ อันเป็นหมู่ เพราะเกิดขึ้นบ่อย ๆ นั่นแล ว่า เป็น
พราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องอักโกสกภารทวารพราหมณ์ จบ.

464
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 465 (เล่ม 43)

๑๗. เรื่องพระสารีบุตรเถระ [๒๘๐]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพระสารี-
บุตรเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อกฺโกธนํ " เป็นต้น.
พระเถระสละทรัพย์ออกบวช
ได้ยินว่า ในกาลนั้นพระเถระเที่ยวไปบิณฑบาตกับด้วยภิกษุ ๕๐๐0
รูป ได้ไปยังประตูเรือนของมารดา ในบ้านนาลกะ.
ครั้งนั้น นางนิมนต์ให้ท่านนั่งแล้ว อังคาสอยู่ ด่าว่า " ผู้เจริญ
ท่านไม่ได้ของเคี้ยวที่เป็นเดน และน้ำข้าวที่เป็นเดน ก็สมควรจะกินน้ำ
ข้าวที่ติดอยู่ทางหลังกระบวย ในเรือนของคนอื่น, ท่านสละทรัพย์ ๘๐
โกฏิบวชเสียได้, ท่านให้เราฉิบหายแล้ว, บัดนี้ท่านจงบริโภคเถิด." นาง
พลางถวายภัตแม้แก่ภิกษุทั้งหลาย กล่าวว่า " บุตรของเราถูกท่านทั้งหลาย
ทำให้เป็นคนรับใช้ของตนแล้ว, บัดนี้ พวกท่านจงบริโภคเถิด," พระ-
เถระรับภิกษาแล้วได้ตรงไปยังวิหารทีเดียว.
ครั้งนั้น ท่านพระราหุล เอื้อเฟื้อพระศาสดาด้วยบิณฑบาตแล้ว.
ทีนั้น พระศาสดาตรัสกะท่านว่า " ราหุล พวกเธอไป ณ ที่ไหน."
พระราหุล. พวกข้าพระองค์ไปยังบ้านของย่า พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ก็อุปัชฌายะของเธอ ถูกย่ากล่าวอย่างไร ?
พระราหุล. พระเจ้าข้า พระอุปัชฌายะของข้าพระองค์ ถูกย่าด่า
แล้ว.

465
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 466 (เล่ม 43)

พระศาสดา. อุปัชฌายะของเธอถูกย่าว่าอย่างไร ?
พระราหุล. ว่ากล่าวถ้อยคำชื่อนี้ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ส่วนอุปัชฌายะของเธอ ว่าอย่างไร ?
พระราหุล. ไม่ว่าอะไร ๆ เลย พระเจ้าข้า.
ภิกษุทั้งหลายสรรเสริญพระเถระ
ภิกษุทั้งหลาย ฟังคำนั้นแล้ว สนทนากันในโรงธรรมว่า " ผู้มีอายุ
ทั้งหลาย คุณทั้งหลายของพระสารีบุตรเถระน่าอัศจรรย์หนอ: เมื่อมารดา
ของท่านด่าอยู่ชื่ออย่างนั้น แม้เหตุสักว่าความโกรธ มิได้มีเลย."
พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอ
นั่งสนทนากันด้วยกถาอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า " ด้วย
กถาชื่อนี้," จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาพระขีณาสพทั้งหลาย
เป็นผู้โกรธเลย" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๑๗. อกฺโกธนํ วตวนฺตํ สีลวนฺตํ อนุสฺสทํ
ทนฺตํ อนฺติมสารีรํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
" เราเรียกผู้ไม่โกรธ มีวัตร มีศีล ไม่มีตัณหา
เครื่องฟูขึ้น ผู้ฝึกแล้ว มีสรีระในที่สุดนั้นว่า เป็น
พราหมณ์."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วตฺตว๑นฺตํ เป็นต้น ความว่า เราเรียก
ผู้ประกอบด้วยวัตรคือธุดงค์ ผู้มีศีลด้วยปาริสุทธิศีล ๔ ผู้ชื่อว่าไม่มีตัณหา
๑. บาลีเป็น วตวนฺตํ.

466
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 467 (เล่ม 43)

เครื่องฟูขึ้น เพราะไม่มีเครื่องฟูขึ้นคือตัณหา ผู้ชื่อว่าฝึกแล้ว เพราะฝึก
อินทรีย์ ๖ ผู้ชื่อว่ามีสรีระมีในที่สุด เพราะอัตภาพอันตั้งอยู่ในที่สุดนั้น
ว่าเป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระสารีบุตรเถระ จบ.

467
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 468 (เล่ม 43)

๑๘. เรื่องพระอุบลวรรณาเถรี [๒๘๑]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระอุบล-
วรรณาเถรี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " วาริ โปกฺขรปตฺเตว " เป็นต้น.
มหาชนเข้าใจว่าพระขีณาสพยินดีกามสุข
เรื่องข้าพเจ้าให้พิสดารแล้วแล ในอรรถกถาแห่งพระคาถาว่า
" มธุวา มญฺญตี พาโล๑" เป็นต้น.
จริงอยู่ ในที่นั้นข้าพเจ้ากล่าวว่า " โดยสมัยอื่นอีก มหาชนสนทนา
กันในโรงธรรมว่า " ถึงพระขีณาสพทั้งหลาย ชะรอยจะยังเสพกาม, ทำไม
จักไม่เสพ ? เพราะท่านเหล่านั้น ไม่ใช่ไม้ผุ ไม่ใช่จอมปลวก ยังมีเนื้อ
และสรีระสดชื่นอยู่เทียว; เหตุนั้น แม้พระขีณาสพเหล่านั้น จึงยังยินดี
กามสุขมีอยู่."
พระขีณาสพไม่ติดอยู่ในกาม
พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอ
นั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า " ด้วย
กถาชื่อนี้" จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย พระขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่ยินดี
ซึ่งกามสุข ไม่เสพกาม, เหมือนอย่างว่าหยาดน้ำที่ตกลงบนใบบัว ย่อมไม่
ติด ไม่ค้างอยู่, ย่อมกลิ้งตกไปทีเดียวฉันใด; อนึ่ง เหมือนเมล็ดพันธุ์
ผักกาด ย่อมไม่ติด ไม่ตั้งอยู่บนปลายเหล็กแหลม, ย่อมกลิ้งตกไปทีเดียว
๑. มาใน ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๒ พาลวรรค เรื่องพระอุบลวรรณาเถรี.

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 469 (เล่ม 43)

ฉันใด; แม้กามทั้งสองอย่าง ย่อมไม่ติด ไม่ตั้งอยู่ ในจิตของพระขีณาสพ
ฉันนั้น" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถาใน
พราหมณวรรคนี้ว่า :-
๑๘. วาริ โปกฺขรปตฺเตว อารคฺเคริว สาสโป
โย น ลิมฺปติ กาเมสุ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
" ผู้ใด ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย เหมือนน้ำไม่
ติดอยู่บนใบบัว เหมือนเมล็ดพันธุผักกาด ไม่ตั้ง
อยู่บนปลายเหล็กแหลมฉะนั้น, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็น
พราหมณ์."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า โย น ลิปฺป๑ติ เป็นต้น ความว่า
ผู้ใด ย่อมไม่ติดแม้ในกามทั้งสองอย่างในภายใน คือไม่ตั้งอยู่ในกามนั้น
อย่างนี้นั่นแล, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระอุบลวรรณาเถรี จบ.
๑. บาลีเป็น ลิมฺปติ.

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 470 (เล่ม 43)

๑๙. เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง [๒๘๒]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์
คนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โย ทุกฺขสฺส " เป็นต้น.
ทาสของพราหมณ์หนีไปบวช
ได้ยินว่า ทาสคนหนึ่งของพราหมณ์นั้น เมื่อสิกขาบทอันพระศาสดา
ยังไม่ทรงบัญญัติ หนีไปบวชบรรลุพระอรหัตแล้ว. พราหมณ์ค้นหาอยู่
ก็ไม่พบ ในวันหนึ่งพบท่านเข้าไปบิณฑบาตกับพระศาสดาที่ระหว่างประตู
ได้ยึดจีวรไว้อย่างมั่น. พระศาสดาเสด็จกลับ ตรัสถามว่า " นี่อะไรกัน ?
พราหมณ์."
พราหมณ์. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ (ภิกษุนี้) เป็นทาสของ
ข้าพระองค์.
พระศาสดา. พราหมณ์ ภิกษุนั่น เป็นผู้มีภาระอันปลงแล้ว.
เมื่อพระศาสดาตรัสว่า " เป็นผู้มีภาระอันปลงแล้ว," พราหมณ์
กำหนดได้ว่า " เป็นพระอรหันต์." เหตุนั้น เมื่อพราหมณ์กราบทูลแม้
อีกว่า " อย่างนั้นหรือ ? พระโคดมผู้เจริญ."
พระศาสดาตรัสว่า " ถูกแล้ว พราหมณ์ ภิกษุนั่นเป็นผู้มีภาระอัน
ปลงแล้ว " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑๙. โย ทุกฺขสฺส ปชานาติ อิเธว ขยมตฺตโน
ปนฺนภารํ วิสญฺญุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺรหฺมณํ.

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 471 (เล่ม 43)

" ผู้ใด ในศาสนานี้แล รู้ชัดความสิ้นไปแห่งทุกข์
ของตน, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีภาระอันปลงแล้ว ผู้
พรากได้แล้วว่า เป็นพราหมณ์."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขสฺส ได้แก่ ขันธทุกข์.
บทว่า ปนฺนภารํ เป็นต้น ความว่า เราเรียกผู้มีภาระคือขันธ์อัน
ปลงแล้ว ผู้พรากได้แล้วจากโยคะ ๔ หรือสรรพกิเลสนั้นว่า เป็น
พราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา พราหมณ์นั้นตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. เทศนา
ได้เป็นประโยชน์แม้แก่ชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง จบ.

471
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 472 (เล่ม 43)

๒๐. เรื่องพระเขมาภิกษุณี [๒๘๓]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภพระเขมา
ภิกษุณี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " คมฺภีรปญฺญํ " เป็นต้น.
พระเขมาภิกษุณีพบท้าวสักกะ
ความพิสดารว่า ในวันหนึ่ง ท้าวสักกเทวราชเสด็จมากับเทวบริษัท
ในระหว่างแห่งปฐมยาม ประทับนั่งสดับธรรมกถาอันเป็นที่ตั้งแห่งความ
ระลึกถึงอยู่ ในสำนักพระศาสดา.
ในขณะนั้น พระเขมาภิกษุณีมาด้วยดำริว่า " จักเฝ้าพระศาสดา "
เห็นท้าวสักกะแล้ว ยืนอยู่ในอากาศนั่นเอง ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว
ก็กลับไป.
ท้าวสักกะทอดพระเนตรเห็นพระเขมานั้นแล้ว ทูลถามว่า " พระ-
เจ้าข้า ภิกษุณีนั่นชื่ออะไร ? มายืนอยู่ในอากาศนั้นเอง ถวายบังคมแล้ว
กลับไป."
ลักษณะแห่งพราหมณ์ในพระพุทธศาสนา
พระศาสดาตรัสว่า " มหาบพิตร ภิกษุณีนั่น เป็นธิดาของตถาคต
ชื่อเขมา เป็นผู้มีปัญญามาก ฉลาดในทางและมิใช่ทาง" ดังนี้แล้ว ตรัส
พระคาถานี้ว่า :-
๒๐. คมฺภีรปญฺญ เมธาวึ มคฺคามคฺคสฺส โกวิทํ
อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 473 (เล่ม 43)

" เราเรียกผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นปราชญ์ ฉลาด
ในทางและมิใช่ทาง บรรลุประโยชน์สูงสุด นั้นว่า
เป็นพราหมณ์.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คมฺภีรปญฺญํ เป็นต้น ความว่า เรา
เรียกบุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญา อันเป็นไปในธรรมทั้งหลายมีขันธ์เป็นต้น
อันลึกซึ้ง ผู้เป็นปราชญ์ ประกอบด้วยปัญญาอันรุ่งเรืองในธรรม ผู้ชื่อว่า
ฉลาด ในทางและมิใช่ทาง เพราะความเป็นผู้ฉลาดในทางและมิใช่ทาง
อย่างนี้ คือ นี้เป็นทางแห่งทุคติ, นี้เป็นทางแห่งสุคติ, นี้เป็นทางแห่ง
พระนิพพาน, นี้มิใช่ทาง, ผู้บรรลุประโยชน์อันสูงสุด กล่าวคือพระ-
อรหัตนั้นว่า เป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระเขมาภิกษุณี จบ.

473