พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 454 (เล่ม 43)

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิสํ ความว่า ก็ชนทั้งหลายผู้ทรงผ้า
บังสุกุล บำเพ็ญข้อปฏิบัติอันสมควรแก่ตน ย่อมเป็นผู้มีเนื้อและโลหิต
น้อย และเป็นผู้มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็น; เหตุนั้น พระศาสดาจึงตรัสอย่าง
นั้น.
สองบทว่า เอกํ วนสฺมึ ความว่า เราย่อมเรียกบุคคลผู้เพ่งอยู่ผู้เดียว
ในที่สงัดนั้นว่า เป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องนางกิสาโคตมี จบ.

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 455 (เล่ม 43)

๑๓. เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง [๒๗๖]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์
คนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " น จาหํ " เป็นต้น.
พราหมณ์เข้าเฝ้าพระศาสดา
ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นคิดว่า " พระสมณโคดม ตรัสเรียกสาวก
ทั้งหลายของพระองค์ว่า ' พราหมณ์,' ส่วนเราก็เป็นผู้เกิดในกำเนิด
พราหมณ์, การที่พระองค์ตรัสเรียกเราอย่างนั้นบ้าง ย่อมควร" ดังนี้แล้ว
เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลถามเนื้อความนั้น.
ลักษณะแห่งพราหมณ์
ลำดับนั้น พระศาสดาจึงตรัสกะเขาว่า " พราหมณ์ เราย่อมไม่
เรียกว่า ' พราหมณ์ ' ด้วยเหตุสักว่าเกิดในกำเนิดพราหมณ์เท่านั้น, ส่วน
ผู้ใดไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ถือมั่น, เราเรียกผู้นั้นว่า ' เป็นพราหมณ์ "
ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๓. น จาหํ พฺราหฺมณํ พฺรูมิ โยนิชํ มตฺติสมฺภวํ
โภวาที นาม โส โหติ ส เว โหติ สกิญฺจโน
อกิญฺจนํ อนาทนํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
" เราไม่เรียกบุคคลผู้เกิดแต่กำเนิด ผู้มีมารดา
เป็นแดนเกิดว่า เป็นพราหมณ์; เขาย่อมเป็นผู้ชื่อว่า
โภวาที, เขาย่อมเป็นผู้มีกิเลสเครื่องกังวล, เราเรียก
ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ผู้ไม่ถือมั่นนั้นว่า เป็น
พราหมณ์."

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 456 (เล่ม 43)

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โยนิชํ ได้แก่ ผู้เกิดแล้วแต่กำเนิด.
บทว่า มตฺติสมฺภวํ ความว่า ผู้เกิดแล้วในท้องอันเป็นของมีอยู่แห่ง
มารดาผู้เป็นพราหมณี.
บทว่า โภวาที ความว่า ก็เขาเที่ยวกล่าวอยู่ว่า " ผู้เจริญ ผู้เจริญ "
ในคำที่ร้องเรียกกันเป็นต้น ย่อมเป็นผู้ชื่อว่า โภวาที, เขาแล ยังเป็น
ผู้มีกิเลสเครื่องกังวล ด้วยกิเลสเครื่องกังวลทั้งหลายมีราคะเป็นต้น; แต่
เราเรียกผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ด้วยกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นอาทิ ผู้ไม่
ถือมั่นด้วยอุปาทาน ๔ ว่า เป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา พราหมณ์นั้นตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. เทศนา
ได้มีประโยชน์แม้แก่มหาชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง จบ.

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 457 (เล่ม 43)

๑๔. เรื่องอุคคเสน [๒๗๗]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภเศรษฐีบุตร
ชื่ออุคคเสน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " สพฺพสญฺโญช๑นํ " เป็นต้น.
พระอรหันต์ย่อมไม่กลัว
เรื่องข้าพเจ้าให้พิสดารแล้ว ในอรรถแห่งพระคาถาว่า " มุญฺจ
ปุเร มุญฺจ ปจฺฉโต " เป็นต้นนั้นแล.
ก็ในกาลนั้น พระศาสดา เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า " พระ-
เจ้าข้า พระอุคคเสนย่อมกล่าวว่า ' เราไม่กลัว ' ชะรอยว่าจะพยากรณ์
พระอรหัตผลด้วยคำไม่จริง," จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เช่นกับ
บุตรของเรา มีสังโยชน์อันตัดได้แล้ว ย่อมไม่กลัวเลย " ดังนี้แล้ว ตรัส
พระคาถานี้ว่า :-
๑๔. สพฺพสํโยชนํ เฉตฺวา โย เว น ปริตสฺสติ
สงฺคาติคํ วิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
" ผู้ใดแล ตัดสังโยชน์ทั้งปวงได้แล้ว ย่อมไม่
สะดุ้ง, เราเรียกผู้นั้น ผู้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องได้
ผู้หลุดพ้นแล้วว่า เป็นพราหมณ์."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพสญฺโญชนํ ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐
อย่าง.
บทว่า น ปริตสฺสติ ได้แก่ ย่อมไม่กลัวเพราะตัณหา.
บทว่า ตมหํ ตัดบทเป็น ตํ อหํ ความว่า เราเรียกผู้นั้น ซึ่งชื่อว่า
๑. บาลี เป็น สพฺพสํโยชนํ.

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 458 (เล่ม 43)

ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้อง เพราะความที่กิเลสเครื่องข้องทั้งหลาย มีราคะ
เป็นต้น อันล่วงได้แล้ว ผู้ชื่อว่าพรากได้แล้ว เพราะไม่มีแห่งโยคะแม้ ๔
ว่า เป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องอุคคเสน จบ.

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 459 (เล่ม 43)

๑๕. เรื่องพราหมณ์ ๒ คน [๒๗๘]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์
๒ คน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " เฉตฺวา นทฺธึ " เป็นต้น.
พราหมณ์สองคนเอาโคแข่งขันกัน
ได้ยินว่า ในพราหมณ์สองคนนั้น พราหมณ์คนหนึ่งมีโคชื่อว่า
จูฬโรหิต, คนหนึ่งมีโคชื่อว่ามหาโรหิต.
ในวันหนึ่ง เขาทั้งสองเถียงกันว่า " โคของท่านแข็งแรง หรือโค
ของเราแข็งแรง" ดังนี้แล้ว ต่างกล่าวกันว่า " ประโยชน์อะไรของเรา
ทั้งหลาย ด้วยการเถียงกัน, เราแข่งกันแล้ว จักรู้ " ยังเกวียนให้เต็มด้วย
ทรายที่ฝั่งแม่น้ำอจิรวดี แล้วเทียมโค.
ในขณะนั้น แม้ภิกษุทั้งหลายก็ได้ไปแล้วในที่นั้น เพื่อสรงน้ำ.
พราหมณ์ทั้งหลายแข่งโคกันแล้ว. เกวียนได้หยุดนิ่งอยู่, ส่วนชะเนาะและ
เชือกทั้งหลายขาดแล้ว.
ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว ไปยังวิหาร กราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระ-
ศาสดา.
ควรตัดชะเนาะและเชือกภายใน
พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ชะเนาะและเชือกนั่นเป็นแต่
ภายนอก, คนใดคนหนึ่งก็ตัดชะเนาะและเชือกเหล่านั้นได้ทั้งนั้น, ฝ่าย
ภิกษุตัดชะเนาะคือความโกรธ และเชือกคือตัณหาอันเป็นไปภายในควร"
ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 460 (เล่ม 43)

๑๕. เฉตฺวา นทฺธึ วรตฺตญฺจ สนฺทา๑นํ สหนุกฺกมํ
อุกฺขิตฺตปลิฆํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
" เราเรียกบุคคลผู้ตัดชะเนาะ เชือก และเครื่อง
ต่อพร้อมทั้งหลาย ผู้มีลิ่มสลักอันถอนขึ้นแล้ว ผู้รู้แล้ว
นั้นว่า เป็นพราหมณ์."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นทฺธึ ได้แก่ ความโกรธอันเป็นไปโดย
ความเป็นเครื่องผูกรัด.
บทว่า วรตฺตํ ได้แก่ ตัณหาอันเป็นไปโดยความเป็นเครื่องผูก.
บาทพระคาถาว่า สนฺธานํ สหนุกฺกมํ เป็นต้น ความว่า เราเรียก
บุคคลผู้ตัดเครื่องต่อคือทิฏฐิ ๖๒๒ อันประกอบด้วยสายคืออนุสัย แม้ทั้งปวง
นี้ตั้งอยู่แล้ว ผู้ชื่อว่า มีลิ่มสลักอันถอนขึ้นแล้ว เพราะความที่ลิ่มสลักคือ
อวิชชาเป็นของอันตนถอนขึ้นแล้ว ผู้ชื่อว่า รู้แล้วเพราะรู้สัจจะ ๔ นั้นว่า
เป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ภิกษุ ๕๐๐ รูปตั้งอยู่ในพระอรหัตผลแล้ว. เทศนา
ได้มีประโยชน์แม้แก่ชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องพราหมณ์ ๒ คน จบ.
๑. ม. โป. และ อรรถกถา เป็น สนฺธานํ. ๒. ที. สี. ๙/๔๙.

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 461 (เล่ม 43)

๑๖. เรื่องอักโกสกภารทวาชพราหมณ์ [๒๗๙]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภอักโกสก-
ภารทวาชพราหมณ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อกฺโกสํ " เป็นต้น.
นางธนัญชานีถูกด่า
ความพิสดารว่า นางพราหมณีชื่อธนัญชานี ของภารทวาชพราหมณ์
ผู้พี่ชายของอักโกสกภารทวาชพราหมณ์ ได้เป็นโสดาบันแล้ว. นางจาม
ก็ดี ไอก็ดี พลาดก็ดี เปล่งอุทานนี้ว่า " นโม ตสฺส ภควโต อรหโต
สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส (ความนอบน้อม จงมีแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็น
พระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ พระองค์นั้น)."
วันหนึ่ง ในเวลาที่อังคาสพราหมณ์ นางพลาดแล้ว เปล่งอุทาน
ขึ้นอย่างนั้นนั่นแล ด้วยเสียงอันดัง. พราหมณ์โกรธแล้ว กล่าวว่า " หญิง
ถ่อยนี้ พลาดแล้วในที่ใดที่หนึ่ง ย่อมกล่าวสรรเสริญพระสมณะหัวโล้นนั้น
อย่างนี้ทุกที " ดังนี้แล้ว กล่าวว่า " หญิงถ่อย บัดนี้ข้าจักไปยกวาทะต่อ
ศาสดานั้นของเจ้า."
ลำดับนั้น นางจึงกล่าวกะพราหมณ์นั้นว่า " จงไปเถิดพราหมณ์
ดิฉันไม่เห็นบุคคลผู้จะยกวาทะต่อพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นได้: เออ ก็ครั้น
ไปแล้ว จงทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้า." เขาไปสู่สำนักพระ-
ศาสดา ไม่ถวายบังคมเลย ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้ว, เมื่อจะทูลถาม
ปัญหา จึงกล่าวคาถานี้ว่า:-

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 462 (เล่ม 43)

" บุคคลฆ่าอะไรได้สิ จึงอยู่เป็นสุข, ฆ่าอะไร
ได้สิ จึงไม่เศร้าโศก, ข้าแต่พระโคดม พระองค์
ย่อมชอบใจซึ่งการฆ่าธรรมอะไรสิ ซึ่งเป็นธรรมอัน
เอก."
ลำดับนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงพยากรณ์ปัญหาแก่เขา จึงตรัส
พระคาถานี้ว่า :-
" บุคคลฆ่าความโกรธได้แล้ว จึงอยู่เป็นสุข. ฆ่า
ความโกรธได้แล้วจึงไม่เศร้าโศก, พราหมณ์ พระ-
อริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญการฆ่าความโกรธ
อันมีรากเป็นพิษ มียอดหวาน, เพราะบุคคลนั้นฆ่า
ความโกรธนั้นได้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก."
พราหมณ์ ๔ คนบรรลุพระอรหัตผล
เขาเลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วบรรลุพระอรหัต.
ครั้งนั้น อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ผู้น้องชายของเขา ได้ฟังว่า
" ได้ยินว่า พี่ชายของเราบวชแล้ว " ก็โกรธ จึงมาด่าพระศาสดาด้วย
วาจาหยาบคาย ซึ่งมิใช่วาจาสัตบุรุษ. แม้เขาก็ถูกพระศาสดาให้รู้สำนึก
แล้ว ด้วยข้ออุปมาด้วยการให้ของควรเคี้ยวเป็นต้นแก่แขกทั้งหลาย เลื่อม-
ใสในพระศาสดา บวชแล้วบรรลุพระอรหัต.
น้องชายทั้งสองของเธอแม้อื่นอีก คือสุนทริกภารทวาชะ พิลังคก-
ภารทวาชะ (พากัน ) ด่าพระศาสดาเหมือนกัน อันพระศาสดาทรงแนะนำ
บวชแล้วบรรลุพระอรหัต.

462
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 463 (เล่ม 43)

ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า " ผู้มีอายุ
ทั้งหลาย คุณของพระพุทธเจ้าน่าอัศจรรย์หนอ: เมื่อพราหมณ์พี่น้องชาย
ทั้ง ๔ ด่าอยู่, พระศาสดาไม่ตรัสอะไร ๆ กลับเป็นที่พึ่งของพราหมณ์
เหล่านั้นอีก."
พระศาสดาเป็นที่พึ่งของมหาชน
พระศาสดา เสด็จมาแล้วตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอ
นั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า " ด้วย
กถาชื่อนี้ " จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย เราไม่ประทุษร้าย ในชน
ทั้งหลายผู้ประทุษร้าย เพราะความที่เราประกอบด้วยกำลังคือขันติ ย่อมเป็น
ที่พึ่งของมหาชนโดยแท้ ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑๖. อกฺโกสํ วธพนฺธญฺจ อทุฏฺโฐ โย ติติกฺขติ
ขนฺตีพลํ พลาณีกํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
" ผู้ใด ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นซึ่งคำด่าและ
การตีและการจำจองได้, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีกำลัง
คือขันติ มีหมู่พลว่า เป็นพราหมณ์."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทุฏฺโฐ เป็นต้น ความว่า ผู้ใดเป็น
ผู้มีใจไม่โกรธ อดกลั้นคำด่าและคำบริภาษ ด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ และ
การดีด้วยฝ่ามือเป็นต้น และการจำด้วยเครื่องจำคือขื่อเป็นต้น, เราเรียก
ผู้นั้น คือผู้เห็นปานนั้น ซึ่งชื่อว่ามีกำลังคือขันติ เพราะความเป็นผู้
ประกอบด้วยกำลังคือขันติ ผู้ชื่อว่ามีหมู่พล เพราะความเป็นผู้ประกอบ

463