พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 424 (เล่ม 43)

ทั้งหลาย ข้อนั้นอย่างไร " เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลเนื้อความนั้นแล้ว,
จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ก็พวกเธอยังยินดีวาทะว่า เป็นพระอรหันต์
อยู่หรือ."
พวกภิกษุ. พวกข้าพระองค์ไม่ยินดี พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เมื่อเป็นเช่นนั้น, คำนั้น เป็นคำกล่าวด้วยความ
เลื่อมใสของมนุษย์ทั้งหลาย, ภิกษุทั้งหลาย ไม่เป็นอาบัติในเพราะการ
กล่าวด้วยความเลื่อมใส; ก็แลอีกอย่างหนึ่ง ความรักใคร่ในพระอรหันต์
ทั้งหลายของพราหมณ์ มีประมาณยิ่ง; เหตุนั้น แม้พวกเธอตัดกระแส
ตัณหาแล้วบรรลุพระอรหันต์นั่นแล ควร" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดง
ธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๑. ฉินฺท โสตํ ปรกฺกมฺม กาเม ปนูท พฺราหฺมณ
สงฺขารานํ ขยํ ญตฺวา อกตญฺญูสิ พฺราหฺมณ.
" พราหมณ์ ท่านจงพยายามตัดกระแสตัณหา,
จงบรรเทากามทั้งหลายเสีย, ท่านรู้ความสิ้นไปแห่ง
สังขารทั้งหลายแล้ว เป็นผู้รู้พระนิพพานอันอะไร ๆ
กระทำไม่ได้นะ พราหมณ์."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรกฺกมฺม เป็นต้น ความว่า ขึ้นชื่อว่า
กระแสตัณหา ใคร ๆ ไม่อาจเพื่อจะตัดได้ด้วยความพยายามมีประมาณ
น้อย; เหตุนั้นท่านจงพยายามตัดกระแสนั้น ด้วยความบากบั่นอย่างใหญ่
ซึ่งสัมปยุตด้วยญาณ คือจงบรรเทา ได้แก่ จงขับไล่กามแม้ทั้งสองเสียเถิด.
คำว่า พฺราหฺมณ นั้น เป็นคำร้องเรียกพระขีณาสพทั้งหลาย.

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 425 (เล่ม 43)

บทว่า สงฺขารานํ ความว่า รู้ความสิ้นไปแห่งขันธ์ ๕.
บทว่า อกตญฺญู ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจะเป็นผู้ชื่อว่า
อกตัญญ. เพราะรู้พระนิพพาน อันอะไร ๆ บรรดาโลกธาตุทั้งหลายมี
ทองคำเป็นต้น ทำไม่ได้.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพราหมณ์ผู้มีความเลื่อมใสมาก จบ.

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 426 (เล่ม 43)

๒. เรื่องภิกษุมากรูป [๒๖๕]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุมากรูป
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ยทา ทฺวเยสุ ธมฺเมสุ " เป็นต้น.
พระสารีบุตรทูลถามปัญหาเพื่อพวกภิกษุ
ในวันหนึ่ง ภิกษุผู้อยู่ในทิศประมาณ ๓๐ รูป มาถวายบังคมพระ-
ศาสดาแล้วนั่ง. พระสารีบุตรเถระเล็งเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตของภิกษุ
เหล่านั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ยืนอยู่เทียว ทูลถามปัญหานี้ว่า
" พระเจ้าข้า ธรรมทั้งหลายที่พระองค์ตรัสเรียกว่า ' ธรรม ๒ ประการ ๆ
ดังนี้; ธรรม ๒ ประการนี้เป็นไฉนหนอแล ?"
ทีนั้น พระศาสดาตรัสกะท่านว่า " สารีบุตร สมถะและวิปัสสนา
เรียกว่าธรรม ๒ ประการแล" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๒. ยทา ทฺวเยสุ ธมฺเมสุ ปารคู โหติ พฺราหฺมโณ
อถสฺส สพฺเพ สํโยคา อตฺถํ คจฺฉนฺติ ชานโต.
" ในกาลใด พราหมณ์เป็นผู้ถึงฝั่งในธรรมสอง
ในกาลนั้น กิเลสเครื่องประกอบทั้งปวงของพราหมณ์
ผู้รู้อยู่ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา เป็นต้น ความว่า ในกาลใด
พระขีณาสพนี้เป็นผู้ถึงฝั่ง ในธรรมคือสมถะและวิปัสสนา อันตั้งอยู่โดย
ส่วน ๒ ด้วยอำนาจแห่งการถึงฝั่งคืออภิญญาเป็นต้น, ในกาลนั้นกิเลส

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 427 (เล่ม 43)

เครื่องประกอบทั้งหลาย มีกิเลสเครื่องประกอบคือกามเป็นต้นทั้งปวง ซึ่ง
สามารถเพื่อประกอบไว้ในวัฏฏะของพระขีณาสพนั้น ผู้รู้อยู่อย่างนี้ ย่อม
ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ คือความสิ้นไป.
ในกาลจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ตั้งอยู่ในพระอรหัต
แล้ว ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุมากรูป จบ.

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 428 (เล่ม 43)

๓. เรื่องมาร [๒๖๖]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภมาร ตรัส
พระธรรมเทศนานี้ว่า " ยสฺส ปารํ อปารํ วา " เป็นต้น.
มารปลอมตัวทูลถามเรื่องฝั่ง
ได้ยินว่า ในวันหนึ่ง มารนั้นปลอมเป็นบุรุษคนใดคนหนึ่งเข้าไป
เฝ้าพระศาสดา แล้วทูลถามว่า " พระเจ้าข้า สถานที่อันพระองค์ตรัสว่า
' ฝั่ง ๆ;' อะไรหนอแล ? ที่ชื่อว่าฝั่งนั่น."
พระศาสดาทรงทราบว่า " นี้เป็นมาร " จึงตรัสว่า " มารผู้มีบาป
ประโยชน์อะไรของท่านด้วยฝั่ง, ฝั่งนั้น อันผู้มีราคะไปปราศแล้วทั้งหลาย
พึงถึง " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๓. ยสฺส ปารํ อปารํ วา ปาราปารํ น วิชฺชติ
วีตทฺทรํ วิสญฺญุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
" ฝั่งก็ดี ที่มิใช่ฝั่งก็ดี ฝั่งและมิใช่ฝั่งก็ดี ไม่มี
แก่ผู้ใด, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีความกระวนกระวาย
ไปปราศแล้ว ผู้พราก (จากกิเลส) ได้แล้วว่า เป็น
พราหมณ์."
แก้อรรถ
อายตนะอันเป็นไปในภายใน ๖ ชื่อว่า ปารํ ในพระคาถานั้น.
อายตนะอันมี ณ ภายนอก ๖ ชื่อว่า อปารํ. อายตนะทั้งสองนั้น ชื่อว่า
ปาราปารํ.

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 429 (เล่ม 43)

บทว่า น วิชฺชติ ความว่า ฝั่งและที่มิใช่ฝั่งทั้งหมดนั่น ไม่มีแก่
ผู้ใด เพราะความไม่มีการยึดถือว่า " เรา " หรือว่า " ของเรา, " เราเรียก
ผู้นั้น ซึ่งชื่อว่ามีความกระวนกระวายไปปราศแล้ว เพราะอันไปปราศ
แห่งความกระวนกระวายคือกิเลสทั้งหลาย ผู้พรากจากกิเลสทั้งปวงได้แล้ว
ว่า เป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องมาร จบ.

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 430 (เล่ม 43)

๔. เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง [๒๖๗]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์
คนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ฌายึ " เป็นต้น.
พราหมณ์ทูลถามเรื่องพราหมณ์กะพระศาสดา
ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นคิดว่า " พระศาสดา ตรัสเรียกสาวกของ
พระองค์ว่า ' พราหมณ์,' ส่วนเราเป็นพราหมณ์โดยชาติและโคตร, การ
ที่พระองค์จะตรัสเรียกเราอย่างนั้นบ้าง ควร." เขาเข้าไปเฝ้าพระศาสดา
ทูลถามเนื้อความนั้นแล้ว .
พระศาสดาตรัสว่า " เรามิได้เรียกบุคคลว่า ' พราหมณ์' ด้วยเหตุ
สักว่าชาติและโคตร, แต่เราเรียกบุคคลผู้บรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั่นเท่า
นั้น (ว่าเป็นพราหมณ์)" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๔. ฌายึ วิรชมาสีนํ กตกิจฺจํ อนาสวํ
อุตฺตมตฺถํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
" เราเรียกบุคคลผู้มีความเพ่ง ผู้ปราศจากธุลี
อยู่แต่ผู้เดียว มีกิจอันกระทำแล้ว หาอาสวะมิได้
บรรลุประโยชน์อันสูงสุดแล้วนั้นว่า เป็นพราหมณ์."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฌายึ เป็นต้น ความว่า เราเรียก
บุคคลผู้เพ่งอยู่ด้วยฌาน ๒ อย่าง ผู้ปราศจากธุลี ด้วยธุลีคือกาม อยู่แต่

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 431 (เล่ม 43)

ผู้เดียวในป่า ชื่อว่าผู้มีกิจอันกระทำแล้ว เพราะกิจ ๑๖ อย่าง๑อันตนทำ
ด้วยมรรค ๔ แล้ว ชื่อว่าหาอาสวะมิได้ เพราะไม่มีอาสวะทั้งหลาย
บรรลุประโยชน์อันสูงสุด คือพระอรหัตแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา พราหมณ์นั้นตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว, เทศนา
ได้เป็นประโยชน์แม้แก่ชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง จบ.
๑. ทุกข์ มีกิจ ๔:- ปีฬนตฺถ ในอรรถว่าเบียดเบียน ๑. สงฺขตตฺถ ในอรรถว่าปัจจัย
ประชุมแต่ง ๑. สนฺตาปนตฺถ ในอรรถว่าเร่าร้อน ๑. วิปริณามตฺถ ในอรรถว่าแปรปรวน ๑.
สมุทัย มีกิจ ๔:- อายฺหนตฺถ ในอรรถว่าทำให้เกิดกองทุกข์ ๑. นิทานตฺถ ในอรรถ
ว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์ ๑. สงฺโยคตฺถ ในอรรถว่าประกอบไว้ด้วยสังสารทุกข์ ๑. ปลิโพธนตฺถ
ในอรรถว่าขังอยู่ในเรือนจำคือสังสารทุกข์ ๑.
นิโรธ มีกิจ ๔:- นิสฺสรณตฺถ ในอรรถว่าออกจากอุปธิ ๑. วิเวกตฺก ในอรรถว่าสงัด
จากหมู่คือกิเลส ๑. อสงฺขตตฺถ ในอรรถว่าปัจจัยประชุมแต่งไม่ได้ ๑. อมตตฺถ ในอรรถว่า
เป็นอมตรส (ไม่รู้จักตาย) ๑.
มรรค มีกิจ ๔:- นิยฺยานตฺถ ในอรรถว่าออกจากสงสาร ๑. เหตฺวตฺถ ในอรรถว่า
เป็นเหตุแห่งพระนิพพาน ๑. ทสฺสนตฺถ ในอรรถว่าเห็นพระนิพพาน ๑. อธิปเตยฺยตฺถ ใน
อรรถว่าเป็นอธิบดีในอันเห็นพระนิพพาน ๑.

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 432 (เล่ม 43)

๕. เรื่องพระอานนทเถระ [๒๖๘]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในปราสาทของอุบาสิกาชื่อมิคารมารดา
ทรงปรารภพระอานนทเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ทิวา ตปติ
อาทิจฺโจ " เป็นต้น.
รัศมีของวัตถุ ๕ อย่างต่างกัน
ได้ยินว่า ในวันมหาปวารณา พระเจ้าปเสนทิโกสลทรงประดับ
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ครบถ้วน ทรงถือเอาวัตถุทั้งหลายมีของหอมเป็นต้น
ได้เสด็จไปยังวิหารแล้ว .
ในขณะนั้น พระกาฬุทายีเถระนั่งเข้าฌานอยู่ที่ท้ายบริษัท. ก็คำว่า
' กาฬุทายีเถระ ' นั่น เป็นชื่อของท่านเอง. สรีระ (ของท่าน) มีสีเพียง
ดังทองคำ. ก็ในขณะนั้นพระจันทร์กำลังขึ้น, พระอาทิตย์กำลังอัสดงคต.
พระอานนท์เถระ แลดูรัศมีของพระอาทิตย์ซึ่งกำลังอัสดงคตและ
ของพระจันทร์ซึ่งกำลังขึ้น แล้วมองดูพระสรีโรภาสของพระราชา สรี-
โรภาสของพระเถระ และพระสรีโรภาสของพระตถาคต. ในท่านเหล่านั้น
พระศาสดาย่อมไพโรจน์ล่วงรัศมีทั้งปวง. พระเถระถวายบังคมพระศาสดา
แล้ว กราบทูลว่า " พระเจ้าข้า " ในวันนี้ เมื่อข้าพระองค์แลดูรัศมีเหล่านี้
อยู่, พระรัศมีของพระองค์เท่านั้นข้าพระองค์ชอบใจ, เพราะว่า พระสรีระ
ของพระองค์ ย่อมไพโรจน์ล่วงรัศมีทั้งปวง."
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะท่านว่า " อานนท์ ธรรมดาพระอาทิตย์
ย่อมรุ่งเรืองในกลางวัน, พระจันทร์ ย่อมรุ่งเรืองในกลางคืน, พระราชา

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 433 (เล่ม 43)

ย่อมรุ่งเรืองในเวลาประดับแล้วเท่านั้น, พระขีณาสพ ละความระคนด้วย
หมู่แล้ว ย่อมรุ่งเรืองในภายในสมาบัติเท่านั้น, ส่วนพระพุทธเจ้า ย่อม
รุ่งเรืองด้วยเดช ๕ อย่าง ทั้งในกลางคืน ทั้งในกลางวัน " ดังนี้แล้ว
ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๕. ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ รตฺติมาภาติ จนฺทิมา
สนฺนทฺโธ ขตฺติโย ตปิต ฌายี ตปติ พฺรหฺมโณ
อถ สพฺพมโหรตฺตึ พุทฺโธ ตปติ เตชสา.
" พระอาทิตย์ ย่อมส่องแสงในกลางวัน,
พระจันทร์ ย่อมรุ่งเรืองในกลางคืน, กษัตริย์ ทรง
เครื่องรบแล้ว ย่อมรุ่งเรือง, พราหมณ์ผู้มีความเพ่ง
ย่อมรุ่งเรือง. ส่วนพระพุทธเจ้า ย่อมรุ่งเรืองด้วยเดช
ตลอดกลางวันและกลางคืน."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ทิวา ตปติ ความว่า พระอาทิตย์
ย่อมรุ่งเรืองเฉพาะในกลางวัน, แต่แม้ทางที่พระอาทิตย์นั้นไปในกลางคืน
หาปรากฏไม่.
บทว่า จนฺทิมา ความว่า แม้พระจันทร์ ที่พ้นแล้วจากหมอก
เป็นต้น ก็รุ่งเรืองเฉพาะในกลางคืน, หารุ่งเรืองในกลางวันไม่.
บทว่า สนฺนทฺโธ ความว่า พระราชาผู้ทรงประดับด้วยเครื่อง
อิสริยาภรณ์ทั้งปวงอันวิจิตรด้วยทองและแก้วมณี อันเสนามีองค์ ๔๑น
แวดล้อมแล้วเท่านั้น ย่อมรุ่งเรือง, ท้าวเธอประทับอยู่ด้วยเพศอันบุคคล
ไม่รู้ (ปลอมเพศ) หารุ่งเรืองไม่.
๑. พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า.

433