ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 354 (เล่ม 43)

หงส์สองตัวพาเต่าผู้สหายไปถ้ำของตน
ในอดีตกาล เต่าอาศัยอยู่ในสระแห่งหนึ่ง ในหิมวันตประเทศ.
ลูกหงส์สองตัวเที่ยวไปเพื่อหากินอยู่ ทำความคุ้นเคยกับเต่านั้น เป็นผู้
สนิทสนมอย่างแน่นแฟ้น ในวันหนึ่ง จึงถามเต่าว่า " เพื่อนเอ๋ย ที่อยู่
ของพวกเราในถ้ำทอง บนพื้นแห่งภูเขาชื่อจิตตกูฏ ในหิมวันตประเทศ
เป็นประเทศที่น่ารื่นรมย์, ท่านจักไปกับพวกเราไหม ?"
เต่า. ฉันจักไปได้อย่างไร ?
หงส์. พวกเราจักนำท่านไป, ถ้าว่าท่านสามารถเพื่อจะรักษาปาก
ไว้ได้.
เต่า. เพื่อนเอ๋ย ฉันจักอาจ, ขอท่านทั้งหลายจงพาฉัน ไปเถิด.
หงส์ทั้งสองพูดว่า " ดีละ" แล้วให้เต่าคาบท่อนไม้ท่อนหนึ่ง ส่วน
ตนคาบปลายทั้งสองแห่งท่อนไม้นั้น แล้วบินไปสู่อากาศ.
เต่าหลุดจากท่อนไม้ที่คาบตกลงตาย
พวกเด็กชาวบ้าน เห็นเต่าถูกหงส์นำไปอยู่อย่างนั้น จึงพูดกันว่า
" หงส์สองตัวนำเต่าไปอยู่ด้วยท่อนไม้." เต่าใคร่จะพูดว่า " ผิว่าสหาย
ทั้งสองนำเราไปอยู่, ประโยชน์อะไรของพวกเอง ในเพราะข้อนี้ อ้าย
พวกเด็กเปรตชั่วร้าย" จึงปล่อยท่อนไม้จากที่ตนคาบไว้ในเวลาถึงส่วน
เบื้องบนพระราชนิเวศน์ ในพระนครพาราณสี เพราะความที่หงส์ทั้งสอง
เป็นสัตว์มีกำลังเร็ว จึงตกลงไปในพระลานหลวงแตกเป็นสองภาค.
การพูดมากไม่ถูกเวลาให้โทษ
พระศาสดาครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาแล้ว ทรงยังพหุภาณิชาดก๑
ในทุกนิบาตนี้ให้พิสดารว่า :-
๑. ขุ. ชา. ๒๗/๒๗๙. กัจฉปชาดก. อรรถกถา. ๓/๒๓๕.

354
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 355 (เล่ม 43)

" เต่าเปล่งวาจา ได้ฆ่าตนแล้วหนอ, เมื่อท่อน
ไม้ที่ตนคาบไว้ดีแล้ว, ก็ฆ่า (ตน) ด้วยวาจาอันเป็น
ของ ๆ ตน. ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้าประเสริฐใน
หมู่คน บุคคลเห็นเหตุแม้นั่นแล้ว ควรเปล่งวาจาที่ดี
ไม่ควรเปล่งวาจาที่ล่วงเลยเวลา. พระองค์ย่อม
ทอดพระเนตรเห็นเต่าตัวถึงความฉิบหายเพราะพูดมาก
(มิใช่หรือ)"
แล้วตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาภิกษุพึงเป็นผู้สำรวมปากประพฤติ
สม่ำเสมอ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๓.โย มุขสญฺญโต ภิกฺขุ มนฺตภาณี อนุทฺธโต
อตฺถํ ธมฺมญฺจ ทีเปติ มธุรํ ตสฺส ภาสิตํ.
" ภิกษุใด สำรวมปาก มีปกติกล่าวด้วยปัญญา
ไม่ฟุ้งซ่าน แสดงอรรถและธรรม, ภาษิตของภิกษุ
นั้น ย่อมไพเราะ."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุขสญฺญโต ความว่า ชื่อว่าผู้สำรวม
แล้วด้วยปาก เพราะไม่พูดคำเป็นต้นว่า " เจ้าเป็นคนชาติชั่ว เจ้าเป็นคน
ทุศีล" แม้กะคนทั้งหลายมีทาสและคนจัณฑาลเป็นต้น.
บทว่า มนฺตภาณ ความว่า ปัญญา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก
ว่า มันตา, ผู้มีปกติพูดด้วยปัญญานั้น.
บทว่า อนุทฺธโต ได้แก่ ผู้มีจิตสงบแล้ว.

355
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 356 (เล่ม 43)

บาทพระคาถาว่า อตฺถํ ธมฺมญฺจ ทีเปติ ความว่า ย่อมแสดง
อรรถแห่งภาษิตและธรรมคือเทศนา.
บทว่า มธุรํ ความว่า ภาษิตของภิกษุเห็นปานนั้น ชื่อว่าไพเราะ.
ส่วนภิกษุใด ให้อรรถอย่างเดียวถึงพร้อม, ไม่ให้พระบาลีถึงพร้อม;
ให้พระบาลีอย่างเดียวถึงพร้อม, ไม่ให้อรรถถึงพร้อม; ก็หรือไม่ให้ทั้ง
สองอย่างถึงพร้อม, ภาษิตของภิกษุนั้น หาชื่อว่าเป็นภาษิตที่ไพเราะไม่.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุชื่อโกกาลิกะ จบ.

356
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 357 (เล่ม 43)

๔. เรื่องพระธรรมารามเถระ [๒๕๕]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระธรรมา-
รามเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ธมฺมารโม ธมฺมรโต" เป็นต้น.
พระภิกษุปรึกษาเรื่องปรินพพานของพระศาสดา
ดังได้สดับมา เมื่อพระศาสดาตรัสบอกว่า " การปรินิพพานของ
เราจักมีโดยล่วงไป ๔ เดือน ตั้งแต่เดือนนี้ , " ภิกษุหลายพันรูปเที่ยวแวด
ล้อมพระศาสดาแล้ว.
บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุผู้ยังเป็นปุถุชน ไม่อาจเพื่อจะอดกลั้น
น้ำตาไว้ได้. ธรรมสังเวชเกิดแก่ภิกษุผู้ขีณาสพแล้ว . ภิกษุทั้งปวงปรึกษา
กันว่า " เราจักทำอย่างไรหนอแล ?" ดังนี้แล้ว ก็เที่ยวไปโดยรวมกัน
เป็นพวกๆ.
พระธรรมารามะไม่เกี่ยวข้องด้วย
ส่วนภิกษุรูปหนึ่ง ชื่อว่าธรรมารามะ ไม่เข้าไปสู่สำนักของภิกษุ
ทั้งหลาย, อันภิกษุทั้งหลายพูดว่า "อย่างไร ? ผู้มีอายุ ก็ไม่ให้แม้คำตอบ
คิดว่า " ข่าวว่า พระศาสดาจักปรินิพพานโดยล่วงไป เตือน ๔ เดือน, ส่วนเรา
เป็นผู้มีราคะยังไม่ไปปราศแล้ว เมื่อพระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่นี้แหละ
จักพยายามบรรลุพระอรหัต" ดังนี้แล้ว ก็เป็นผู้ ๆ เดียวเท่านั้นอยู่ นึก
คิด ระลึก ถึงธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว. ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
(เรื่องนั้น) แต่พระตถาคตว่า "พระเจ้าข้า พระธรรมรามะมิได้มีแม้สักว่า
ความเยื่อใยในพระองค์ ไม่ทำแม้สักว่าการปรึกษากับพวกข้าพระองค์ว่า

357
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 358 (เล่ม 43)

" ข่าวว่า พระศาสดาจักปรินิพพาน, พวกเราจักทำ อย่างไรกันเล่า ?"
พระศาสนารับสั่งให้หาตัว
พระศาสดารับสั่งให้เรียกเธอมาแล้ว ตรัสถามว่า " ข่าวว่า เธอทำ
อย่างนั้น จริงหรือ ?"
พระธรรมารามะ. จริง พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เพราะเหตุอะไร ?.
พระธรรมารามะ. ข่าวว่า พระองค์จักปรินิพพานโดยกาลล่วงไป
เดือน, ส่วนข้าพระองค์ เป็นผู้มีราคะไม่ไปปราศ, เมื่อพระองค์ยังทรง
พระชนม์อยู่นี้แหละ, ข้าพระองค์จักพยายามบรรลุพระอรหัต เพราะเหตุ
นั้น ข้าพระองค์จึงนึก คิด ระลึก ถึงธรรมที่พระองค์ทรงแสดงแล้วอยู่.
พระศาสดาทรงอนุโมทนาด้วย
พระศาสดาประทานสาธุการแก่เธอว่า " ดีละ ๆ" แล้วตรัสว่า
" ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้มีความรักใคร่ในเราแม้รูปอื่น พึงเป็นเช่นภิกษุ
ธรรมารามะนี้แหละ, แท้จริง ภิกษุทั้งหลาย เมื่อทำการบูชาด้วยระเบียบ
และของหอมเป็นต้น หาชื่อว่าทำการบูชาแก่เราไม่, ผู้ปฏิบัติธรรมสมควร
แก่ธรรมเท่านั้น จึงชื่อว่าบูชาเรา," ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๔. ธมฺมาราโม ธมฺมรใต ธมฺมํ อนุวิจินฺตยํ
ธมฺมํ อนุสฺสรํ ภิกฺขุ สทฺธมฺมา น ปริหายติ.
" ภิกษุมีธรรมเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในธรรม
ใคร่ครวญอยู่ซึ่งธรรม ระลึกถึงธรรมอยู่ ย่อมไม่เสื่อม
จากพระสัทธรรม."

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 359 (เล่ม 43)

แก้อรรถ
พึงทราบวิเคราะห์ในบทเหล่านั้นว่า :- ธรรมคือสมถะและวิปัสสนา
เป็นที่มายินดีของภิกษุนั้น เพราะอรรถว่าเป็นที่อยู่ เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า
ผู้มีธรรมเป็นที่มายินดี, ผู้ยินดีแล้วในธรรมนั้นนั่นแล เพราะเหตุนั้น
จึงชื่อว่าผู้ยินดีแล้วในธรรม, ชื่อว่าผู้ใคร่ครวญอยู่ซึ่งธรรม เพราะนึกถึง
ธรรมนั้นนั่นแหละบ่อย ๆ, อธิบายว่า ผู้นึกถึงธรรมนั้นอยู่.
บทว่า อนุสฺสรํ ได้แก่ ระลึกถึงธรรมนั้นนั่นแหละอยู่.
บทว่า สทฺธมฺมา ความว่า ภิกษุเห็นปานนั้น ย่อมไม่เสื่อมจาก
โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประเภท และจากโลกุตรธรรม ๙.
ในกาลจบเทศนา ภิกษุนั้นตั้งอยู่แล้วในพระอรหัต, เทศนาได้มี
ประโยชน์แม้แก่ผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องพระธรรมารามเถระ จบ.

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 360 (เล่ม 43)

๕. เรื่องภิกษุคบภิกษุผู้เป็นฝักฝ่ายผิดรูปใดรูปหนึ่ง [๒๕๖]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภภิกษุผู้คบ
ภิกษุผู้เป็นฝักฝ่ายผิดรูปใดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " สลาภํ
นาติมญฺเญยฺย " เป็นต้น.
ภิกษุคบภิกษุพวกพระเทวทัตเพราะเห็นแก่ลาภ
ดังได้สดับมา ภิกษุผู้เป็นฝักฝ่ายพระเทวทัตรูปหนึ่ง ได้เป็นสหาย
ของภิกษุรูปนั้น. ภิกษุผู้เป็นฝักฝ่ายของพระเทวทัตนั้น เห็นเธอเที่ยวไป
เพื่อบิณฑบาตกับภิกษุทั้งหลาย ทำภัตกิจแล้ว (กลับ) มา จึงถามว่า " ท่าน
ไปไหน ?."
ภิกษุผู้เป็นฝักฝ่ายพระศาสดา. ผมไปสู่ที่ชื่อโน้นเพื่อเที่ยวบิณฑบาต.
ภิกษุผู้เป็นฝักฝ่ายพระเทวทัต. ท่านได้บิณฑบาตแล้วหรือ ?
ภิกษุผู้เป็นฝักฝ่ายพระศาสดา. เออ เราได้แล้ว.
ภิกษุผู้เป็นฝักฝ่ายพระเทวทัต. ในที่นี้แหละ พวกผมมีลาภและ
สักการะเป็นอันมาก, ขอท่านจงอยู่ในที่นี้แหละสัก ๒-๓ วันเถิด.
เธออยู่ในที่นั้น ๒-๓ วันตามคำของภิกษุนั้นแล้ว ก็ได้ไปสู่ที่อยู่
ของตนตามเดิม.
ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระตถาคตว่า " พระ-
เจ้าข้า ภิกษุนี้บริโภคลาภและสักการะที่เกิดขึ้นแก่พระเทวทัต, เธอเป็น
ฝักฝ่ายของพระเทวทัต."

360
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 361 (เล่ม 43)

พระศาสดารับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาแล้ว ตรัสถามว่า " ได้ยินว่า
เธอได้ทำอย่างนั้น จริงหรือ ?."
ภิกษุ. จริง พระเจ้าข้า, ข้าพระองค์อาศัยภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งอยู่ใน
ที่นั้น ๒-๓ วัน; ก็แต่ว่า ข้าพระองค์มิได้ชอบใจลัทธิของพระเทวทัต.
ภิกษุควรยินดีในลาภของตนเท่านั้น
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะเธอว่า " เธอไม่ชอบใจลัทธิ
(ของพระเทวทัต ) ก็จริง, ถึงอย่างนั้น เธอเที่ยวไปประหนึ่งว่าชอบใจ
ลัทธิของชนผู้ที่เธอพบเห็นแล้วทีเดียว; เธอทำอย่างนั้นในบัดนี้เท่านั้นก็หา
มิได้, แม้ในกาลก่อน เธอก็เป็นผู้เห็นปานนั้นเหมือนกัน," อันภิกษุ
ทั้งหลายทูลวิงวอนว่า " พระเจ้าข้า ในบัดนี้ พวกข้าพระองค์เห็นภิกษุนี้
ด้วยตนเองก่อน, แต่ในกาลก่อน ภิกษุนี่พอใจลัทธิของใครเที่ยวไป ?
ขอพระองค์โปรดตรัสบอกแก่พวกข้าพระองค์เถิด," จึงทรงนำอดีตนิทาน
มา ทรงยังมหิลามุขชาดก๑ นี้ให้พิสดารว่า :-
" ช้างชื่อมหิลามุข ฟังคำของพวกโจรก่อนแล้ว
เที่ยวฟาดบุคคลผู้ไปตามอยู่, แต่พอฟังคำของสมณะ
ผู้สำรวมดีแล้ว ก็เป็นช้างประเสริฐ ตั้งอยู่แล้วในคุณ
ทั้งปวง."
แล้วตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาภิกษุเป็นผู้ยินดีด้วยลาภของตน
เท่านั้น, การปรารถนาลาภของผู้อื่น ไม่สมควร, เพราะบรรดาฌาน
วิปัสสนา มรรค และผลทั้งหลาย แม้ธรรมสักอย่างหนึ่งย่อมไม่เกิดขึ้น
๑. ขุ. ชา. ๒๗/๙. อรรถกถา. ๑/ ๒๗๙.

361
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 362 (เล่ม 43)

แก่ภิกษุผู้ปรารถนาลาภของผู้อื่น, แต่คุณชาติทั้งหลายมีฌานเป็นต้น ย่อม
เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ยินดีด้วยลาภของตนเท่านั้น" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดง
ธรรม ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
๕. สลาภํ นาติมญฺเญยฺย นาญฺเญสํ ปิหยญฺจเร
อญฺเญสํ ปิหยํ ภิกฺขุ สมาธึ นาธิคจฺฉติ.
อปฺปลาโภปิ เจ ภิกฺขุ สลาภํ นาติมญฺญติ
ตํ เว เทวา ปสํสนฺติ สุทฺธาชีวึ อตนฺทิตํ.
" ภิกษุไม่ควรดูหมิ่นลาภของตน, ไม่ควรเที่ยว
ปรารถนาลาภของผู้อื่น, ภิกษุเมื่อปรารถนาลาภของ
ผู้อื่น ย่อมไม่ประสบสมาธิ; ถ้าภิกษุแม้เป็นผู้มีลาภ
น้อย ก็ไม่ดูหมิ่นลาภของตน, เทพยดาทั้งหลาย ย่อม
สรรเสริญภิกษุนั้นแล (ว่า) ผู้มีอาชีพหมดจด ไม่
เกียจคร้าน."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สลาภํ ได้แก่ ลาภที่เกิดขึ้นแก่ตน.
จริงอยู่ ภิกษุผู้เว้นการเที่ยวไปตามตามลำดับตรอก เลี้ยงชีพอยู่ด้วยการ
แสวงหาอันไม่สมควร ชื่อว่าดูหมิ่น คือดูแคลน ได้แก่ รังเกียจลาภของ
ตน; เพราะเหตุนั้น ภิกษุไม่ควรดูหมิ่นลาภของตน ด้วยการไม่ทำอย่าง
นั้น.
สองบทว่า อญฺเญสํ ปิหยํ ความว่า ไม่ควรเที่ยวปรารถนาลาภ
ของคนเหล่าอื่น.

362
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 363 (เล่ม 43)

บาทพระคาถาว่า สมาธึ นาธิคจฺฉติ ความว่า ก็ภิกษุเมื่อปรารถนา
ลาภของชนเหล่าอื่นอยู่ ถึงความขวนขวายในการทำบริขารมีจีวรเป็นต้น
แก่ชนเหล่านั้น ย่อมไม่บรรลุอัปปนาสมาธิ หรืออุปจารสมาธิ.
บาทพระคาถาว่า สลาภํ นาติมญฺญติ ความว่า ภิกษุแม้เป็นผู้มี
ลาภน้อย เมื่อเที่ยวไปตามลำดับตรอกโดยลำดับแห่งตระกูลสูงและต่ำ
ชื่อว่า ไม่ดูแคลนลาภของตน.
บทว่า ตํ เว เป็นต้น ความว่า เทพดาทั้งหลายย่อมสรรเสริญ คือ
ชมเชย ภิกษุนั้น คือผู้เห็นปานนั้น ผู้ชื่อว่ามีอาชีวะหมดจด เพราะความ
เป็นผู้มีชีวิตเป็นสาระ ชื่อว่าผู้ไม่เกียจคร้าน เพราะความเป็นผู้ไม่ย่อท้อ
ด้วยอาศัยกำลังแข้งเลี้ยงชีพ.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุคบภิกษุผู้เป็นฝักฝ่ายผิดรูปใดรูปหนึ่ง จบ.

363