ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 344 (เล่ม 43)

แก้อรรถ
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า จกฺขุนา เป็นต้น ในพระคาถานั้น ดัง-
ต่อไปนี้ :-
ก็ในกาลใด รูปารมณ์มาสู่คลองในจักษุทวารของภิกษุ, ในกาลนั้น
เมื่อภิกษุไม่ยินดีในอารมณ์ที่น่าปรารถนา ไม่ยินร้ายในอารมณ์ที่ไม่น่า
ปรารถนา ไม่ยังความหลงให้เกิดขึ้นในเพราะความเพ่งเล็งอันไม่สม่ำเสมอ,
ความสำรวม คือความกั้น ได้แก่ความปิด หมายถึงความคุ้มครอง ชื่อว่า
เป็นกิริยาอันภิกษุทำแล้วในทวารนั้น; ความสำรวมทางจักษุนั้นเห็นปาน
นั้น ของภิกษุนั้น เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ. นัยแม้ในทวารอื่นมี
โสตทวารเป็นต้น ก็เหมือนกับนัยนี้.
ก็ความสำรวมหรือความไม่สำรวม ย่อมไม่เกิดในทวารทั้งหลายมี
จักษุทวารเป็นต้นเลย, แต่ความสำรวมหรือความไม่สำรวมนี้ ย่อมได้ใน
วิถีแห่งชวนจิตข้างหน้า; จริงอยู่ ในคราวนั้น ความไม่สำรวมเมื่อเกิด
ขึ้นเป็นอกุศลธรรม ๕ อย่างนี้ คือ " ความไม่เชื่อ ความไม่อดทน ความ
เกียจคร้าน ความหลงลืมสติ ความไม่รู้ " ย่อมได้ในอกุศลวิถี. ความ
สำรวมเมื่อเกิดขึ้นเป็นกุศลธรรม ๕ อย่างนี้ คือ " ความเชื่อ ความอดทน
ความเพียร ความระลึกได้ ความรู้" ย่อมได้ในกุศลวิถี.
ก็ปสาทกายก็ดี โจปนกายก็ดี ย่อมได้ในสองบทนี้ว่า " กาเยน
สํวโร " ก็คำว่าปสาทกายและโจปนกาย แม้ทั้งสองนั่น คือกายทวาร
นั่นเอง. ในกายทวารทั้งสองนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความสำรวมและ
ความไม่สำรวมไว้ในปสาททวารเทียว. ตรัสปาณาติบาต อทินนาทาน และ

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 345 (เล่ม 43)

มิจฉาจารซึ่งมีปสาททวารนั้นเป็นที่ตั้งไว้แม้ในโจปนทวาร. ทวารนั้น ชื่อ
ว่าอันภิกษุไม่สำรวมแล้ว เพราะอกุศลธรรมเหล่านั้น ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ใน
อกุศลวิถี พร้อมด้วยปสาททวารและโจปนทวารเหล่านั้น, ทวารนั้น ชื่อ
ว่าเป็นอันภิกษุสำรวมแล้ว. เพราะวิรัติทั้งหลาย มีเจตราเป็นเครื่องเว้น
จากปาณาติบาตเป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ในกุศลวิถี.
โจปนวาจา ตรัสไว้แม้ในสองบทนี้ว่า " สาธุ วาจาย " ทวารนั้น
ชื่อว่าอันภิกษุไม่สำรวมแล้ว เพราะวจีทุจริตทั้งหลายมีมุสาวาทเป็นต้น ซึ่ง
เกิดขึ้นอยู่ พร้อมด้วยโจปนวาจานั้น, ชื่อว่า อันภิกษุสำรวมแล้ว เพราะ
วิรัติทั้งหลาย มีเจตนาเป็นเครื่องเว้นจากมุสาวาทเป็นต้น.
มโนทุจริตทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้น กับด้วยใจอื่นจากใจที่แล่นไป
ย่อมไม่มีแม้ในสองบทนี้ว่า "มนสา สํวโร." แต่ทวารนั้น ชื่อว่าอัน
ภิกษุไม่สำรวมแล้ว เพราะมโนทุจริตทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้นซึ่งเกิดขึ้น
อยู่ในขณะแห่งชวนจิตในมโนทวาร, ชื่อว่าอันภิกษุสำรวมแล้ว เพราะ
มโนสุจริตทั้งหลายมีอนภิชฌาเป็นต้น (ซึ่งเกิดขึ้นในขณะแห่งชวนจิตใน
มโนทวาร).
สองบทว่า สาธุ สพฺพตฺถ ความว่า ความสำรวมแม้ในทวาร
ทั้งปวงมีจักษุทวารเป็นต้นเหล่านั้น เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ. ก็
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงทวารที่ภิกษุสำรวม ๘ อย่าง และทวารที่ภิกษุ
ไม่สำรวม ๘ อย่าง ด้วยพระพุทธพจน์เพียงเท่านี้. ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในทวาร
ที่ไม่สำรวม ๘ อย่างนั้น ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ซึ่งมีวัฏฏะเป็นมูลทั้งสิ้น, ส่วน
ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในทวารที่สำรวม ย่อมพ้นจากทุกข์ซึ่งมีวัฏฏะเป็นมูลแม้ทั้งสิ้น;

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 346 (เล่ม 43)

เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า " สพฺพตฺถ สํวุโต ภิกฺขุ
สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ."
ในกาลจบเทศนา ภิกษุ ๕ รูปตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล, เทศนาได้มี
ประโยชน์แม้แก่มหาชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุ ๕ รูป จบ.

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 347 (เล่ม 43)

๒. เรืองภิกษุฆ่าหงส์ [๒๕๓]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้ฆ่าหงส์
รูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " หตฺถสญฺญโต " เป็นต้น.
สองสหายออกบวช
ดังได้สดับมา สหายสองคนชาวกรุงสาวัตถี ได้บรรพชาอุปสมบท
ใน (สำนัก) ภิกษุทั้งหลายแล้ว โดยมากเที่ยวไปด้วยกัน.
ในวันหนึ่ง ภิกษุสองรูปนั้นไปสู่แม่น้ำอจิรวดี สรงน้ำแล้วผิงแดด
อยู่ ได้ยืนพูดกันถึงสาราณียกถา. ในขณะนั้น หงส์สองตัวบินมาโดย
อากาศ.
ภิกษุรูปหนึ่งดีดตาหงส์ด้วยก้อนกรวด
ขณะนั้น ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งหยิบก้อนกรวดแล้วพูดว่า " ผมจักดีด
ตาของหงส์ตัวหนึ่ง," ภิกษุนอกนี้กล่าวว่า " ท่านจักไม่สามารถ."
ภิกษุรูปที่หนึ่ง. ตาข้างนี้จงยกไว้, ผมจักดีดตาข้างโน้น.
ภิกษุรูปที่สอง. แม้ตาข้างนี้ ท่านก็จักไม่สามารถ (ดีด) เหมือนกัน.
ภิกษุรูปที่หนึ่ง. พูดว่า " ถ้าอย่างนั้น ท่านจงคอยดู" แล้วหยิบ
กรวดก้อนที่สอง ดีดไปทางข้างหลังของหงส์. หงส์ได้ยินเสียงก้อนกรวด
จึงเหลียวดู. ขณะนั้น เธอหยิบก้อนกรวดกลมอีกก้อนหนึ่ง แล้วดีดหงส์
ตัวนั้นที่ตาข้างโน้น ให้ทะลุออกตาข้างนี้. หงส์ร้อง ม้วนตกลงแทบเท้า
ของภิกษุเหล่านั้นนั่นแล.

347
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 348 (เล่ม 43)

ภิกษุทั้งหลายติเตียนแล้วทูลแด่พระศาสดา
ภิกษุทั้งหลาย ยืนอยู่ในที่นั้น ๆ เห็นแล้ว จึงกล่าวว่า " ผู้มีอายุ
เธอบวชในพระพุทธศาสนา ทำปาณาติบาต (นับว่า) ทำกรรมไม่สมควร"
แล้วพาภิกษุทั้งสองรูปนั้นไปเฝ้าพระตถาคต.
พระศาสดาประทานโอวาท
พระศาสดาตรัสถามว่า " ภิกษุ ได้ยินว่า เธอทำปาณาติบาตจริง
หรือ ?" เมื่อเธอกราบทูลว่า " จริง พระเจ้าข้า " จึงตรัสว่า " ภิกษุ เธอ
บวชในพระศาสนาที่เป็นเหตุนำสัตว์ออกจากทุกข์ เห็นปานนี้ ได้ทำแล้ว
อย่างนี้ เพราะเหตุอะไร ? บัณฑิตในปางก่อน เมื่อพระพุทธเจ้ายิ่งไม่
ทรงอุบัติ อยู่ในท่ามกลางเรือน ทำความรังเกียจในฐานะแม้มีประมาณ
น้อย, ส่วนเธอบวชในพระพุทธศาสนาเห็นปานนี้ หาได้ทำแม้มาตรว่า
ความรังเกียจไม่" อันภิกษุเหล่านั้นทูลอ้อนวอนแล้ว ทรงนำอดีตนิทาน
มา (ตรัส) ว่า :-
ศีล ๕ ชื่อกุรุธรรม
" ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าธนญชัยเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนคร
ชื่ออินทปัตตะ ในแคว้นกุรุ, พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของ
พระอัครมเหสีของพระราชานั้น ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้วโดยลำดับ
ทรงเรียนศิลปะทั้งหลายในเมืองตักกสิลาแล้ว อันพระบิดาทรงให้ดำรงใน
ตำแหน่งอุปราช ในกาลต่อมา โดยกาลเป็นที่ล่วงไปแห่งพระบิดา ได้รับ
ราชสมบัติแล้ว ไม่ทรงละเมิดราชธรรมทั้ง ๑๐ ประการ๑ ทรงประพฤติ
๑. ราชธรรม ๑๐ คือ:- ทานํ การให้ ๑ สีลํ ศีล ๑ ปริจฺจาคํ การบริจาค ๑ อาชฺชวํ ความ
ซื่อตรง ๑ มทฺทวํ ความอ่อนโยน ๑ ตปํ ความเพียร ๑ อกฺโกธํ ความไม่โกรธ ๑ อวิหึสา
ความไม่เบียดเบียน ๑ ขนฺติ ความอดทน ๑ อวิโรธนํ ความไม่พิโรธ ๑.

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 349 (เล่ม 43)

อยู่ในกุรุธรรมแล้ว. ศีล ๕ ชื่อว่ากุรุธรรม. พระโพธิสัตว์ทรงรักษาศีล ๕
นั้น ทำให้บริสุทธิ์. พระชนนี พระอัครมเหสี พระอนุชา อุปราช
พราหมณ์ปุโรหิต อำมาตย์ผู้ถือเชือก๑ นายสารถี เศรษฐี มหาอำมาตย์
ผู้เป็นขุนคลัง๒ คนรักษาประตู นางวรรณทาสี๓ ผู้เป็นหญิงงามเมือง
ของพระโพธิสัตว์นั้น ย่อมรักษาศีล ๕ เหมือนพระโพธิสัตว์ ด้วยประการ
ฉะนี้.
แคว้นกาลิงคะเกิดฝนแล้ง
เมื่อชนทั้ง ๑๑ คนนี้ รักษากุรุธรรมอยู่อย่างนั้น, เมื่อพระราชา
ทรงพระนามว่ากาลิงคะ เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครทันตบุรี ในแคว้น
กาลิงคะ ฝนมิได้ตกในแคว้นของพระองค์แล้ว . ก็ช้างมงคล ชื่อว่าอัญ-
ชนาสภะของพระมหาสัตว์ เป็นสัตว์มีบุญมาก. ชาวแคว้นพากันกราบทูล
ด้วยสำคัญว่า " เมื่อนำช้างนั้นมาแล้ว ฝนจักตก."
พระราชาทรงส่งพวกพราหมณ์ไป เพื่อต้องการนำช้างนั้นมา.
พราหมณ์เหล่านั้นไปแล้ว ทูลขอช้างกะพระมหาสัตว์แล้ว. เพื่อจะทรง
แสดงอาการขอนี้ของพราหมณ์เหล่านั้น พระศาสดาจึงตรัสชาดก๔ในติก-
นิบาตนี้เป็นต้นว่า :-
" ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชน ข้าพระพุทธ-
เจ้าทั้งหลาย ทราบศรัทธาและศีลของพระองค์แล้ว
ขอพระราชทานแลกทองด้วยช้าง ซึ่งมีสีดุจดอกอัญ-
ชัน ไปในแคว้นกาลิงคะ."
๑. พนักงานรางวัด. ๒. โทณมาปโก ผู้ตวงวัตถุด้วยทะนาน. โทณะหนึ่งเท่ากับ ๔ อาฬหก.
๓. หญิงคนใช้รูปงาม ๔. ขุ. ชา. ๒๗/ข้อ ๔๒๗. กุรุธรรมชาดก. อรรถกถา. ๔/ ๑๑๙.

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 350 (เล่ม 43)

ก็เมื่อพราหมณ์ทั้งหลายนำช้างมาแล้ว, เมื่อฝนไม่ตก, ด้วยทรง
สำคัญว่า "พระราชานั้นทรงรักษากุรุธรรม; เพราะฉะนั้น ฝนจึงตกใน
แคว้นของพระองค์" พระเจ้ากาลิงคะ จึงทรงส่งพวกพราหมณ์และอำมาตย์
ไปอีก ด้วยพระดำรัสว่า " พวกท่านจงจารึกกุรุธรรมที่พระราชานั้นรักษา
ลงในแผ่นทองคำแล้วนำมา." เมื่อพราหมณ์และอำมาตย์เหล่านั้นไปทูลขอ
อยู่, ชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมด นับแต่พระราชาเป็นต้น กระทำอาการสักว่า
ความรังเกียจบางอย่างในศีลทั้งหลายของตน ๆ แล้ว ห้ามว่า " ศีลของ
พวกเราไม่บริสุทธิ์ " ถูกพราหมณ์และอำมาตย์เหล่านั้นอ้อนวอนหนักเข้า
ว่า " ความทำลายแห่งศีล หาได้มีด้วยเหตุเพียงเท่านี้ไม่" จึงได้บอกศีล
ทั้งหลายของตน ๆ แล้ว.
พระเจ้ากาลิงคะทรงรักษากุรุธรรมฝนจึงตก
พระเจ้ากาลิงคะ ได้ทอดพระเนตรกุรุธรรมที่พวกพราหมณ์และ
อำมาตย์จารึกลงในแผ่นทองคำนำมา ทรงสมาทานบำเพ็ญให้บริบูรณ์ด้วย
ดี. ฝนจึงตกในแคว้นของพระองค์, แว่นแคว้นได้เกษม มีภิกษาหาได้
โดยง่ายแล้ว.
พระศาสดาครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า:-
" หญิงแพศยาในครั้งนั้น ได้เป็นนางอุบลวรรณา,
คนรักษาประตู ได้เป็นภิกษุชื่อว่าปุณณะ, อำมาตย์ผู้
ถือเชือก ได้เป็นกัจจานภิกษุ, และอำมาตย์ผู้เป็น
ขุนคลัง ได้เป็นโกลิตะ, เศรษฐีในครั้งนั้น ได้เป็น
สารีบุตร, นายสารถี ได้เป็นอนุรุทธะ, พราหมณ์

350
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 351 (เล่ม 43)

ได้เป็นกัสสปเถระ, อุปราช ได้เป็นนันทบัณฑิต,
พระมเหสี ได้เป็นมารดาของราหุล, พระชนนี ได้
เป็นพระนางมายาเทวี, พระเจ้ากุรุ ได้เป็นพระโพธิ-
สัตว์; พวกเธอจงจำชาดกไว้ด้วยอาการอย่างนี้"
ดังนี้แล้ว ตรัสว่า " ภิกษุ บัณฑิตในครั้งก่อน เมื่อความรำคาญ
แม้มีประมาณน้อยเกิดขึ้นแล้ว, ทำศีลเภทของตนให้เป็นเครื่องรังเกียจแล้ว
อย่างนี้, ส่วนเธอ บวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้เช่นกับด้วยเรา ยัง
ทำปาณาติบาตอยู่ (นับว่า) ได้ทำกรรมอันหนักยิ่งนัก; ธรรมดาภิกษุ ควร
เป็นผู้สำรวมด้วยมือ เท้า และวาจา" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๒. หตฺถสญฺญโต ปาทสญฺญโต
วาจาย สญฺญโต สญฺตตฺตโม
อชฺฌตฺตรโต สมาหิโต
เอโก สนฺตุสิโต ตมาหุ ภิกขุ.
" บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวบุคคลผู้มีมือสำรวม
แล้ว มีเท้าสำรวมแล้ว มีวาจาสำรวมแล้ว มีตน
สำรวมแล้ว ยินดีในธรรมอันเป็นไปภายใน มีจิต
ตั้งมั่นแล้ว เป็นคนโดดเดี่ยว สันโดษว่า " เป็น
ภิกษุ."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หตฺถสญฺญโต ความว่า ชื่อว่าผู้มีมือ
อันสำรวมแล้ว เพราะความไม่มีการคะนองมือเป็นต้น* หรือการประหาร
สัตว์เหล่าอื่นเป็นต้นด้วยมือ.
๑. การยังมือให้เล่นเป็นต้น.

351
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 352 (เล่ม 43)

นัยแม้ในบทที่สอง ก็เหมือนนัยนี้.
ก็ชื่อว่าผู้มีวาจาอันสำรวมแล้ว เพราะไม่ทำวจีทุจริต มีพูดเท็จทาง
วาจาเป็นต้น.
บทว่า สญฺญตตฺตโม คือผู้มีอัตภาพอันสำรวมแล้ว, อธิบายว่า ผู้
ไม่ทำอาการแปลก มีโคลงกาย สั่นศีรษะ และยักคิ้ว เป็นต้น.
บทว่า อชฺฌตฺตรโต ความว่า ผู้ยินดีในการเจริญกัมมัฏฐาน
กล่าวคือโคจรธรรมอันเป็นไป ณ ภายใน.
บทว่า สมาหิโต คือ ผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยดีแล้ว.
สองบทว่า เอโก สนฺตุสิโต ความว่า เป็นผู้มีปกติอยู่ผู้เดียวยินดี
แล้วด้วยดี คือมีใจยินดีแล้วด้วยอธิคมแห่งตน จำเดิมแต่การประพฤติใน
วิปัสสนา. จริงอยู่ พระเสขบุคคลแม้ทุกจำพวก ตั้งต้นแต่กัลยาณปุถุชน
ย่อมยินดีด้วยอธิคมแห่งตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้สันโดษ, ส่วนพระ-
อรหันต์ เป็นผู้ยินดีแล้วโดยส่วนเดียวแล; พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมาย
เอาพระอรหันต์นั้น จึงตรัสคำนั่นว่า " เอโก สนฺตุสิโต. "
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุฆ่าหงส์ จบ.

352
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 353 (เล่ม 43)

๓. เรื่องภิกษุชื่อโกกาลิกะ [๒๕๔]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุชื่อ
โกกาลิกะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โย มุขสญฺญโต " เป็นต้น.
พระโกกาลิกะเกิดในนรกเพราะด่าพระอัครสาวก
เรื่องมาแล้วในพระสูตรว่า๑ " ครั้งนั้นแล ภิกษุชื่อโกกาลิกะ ได้
เข้าไปเฝ้าโดยสถานที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ " เป็นต้น. แม้เนื้อ
ความแห่งเรื่องนั้น บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้
แล้วในอรรถกถานั่นแล.ท
ก็เมื่อพระโกกาลิกะเกิดในปทุมนรก, ภิกษุทั้งหลายสนทนากันใน
โรงธรรมว่า " โอ ! ภิกษุชื่อโกกาลิกะ ถึงความพินาศแล้ว เพราะอาศัย
ปากของตน, ก็เมื่อเธอด่าพระอัครสาวกทั้งสองอยู่นั้นแล, แผ่นดินได้ให้
ช่องแล้ว."
พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่ง
ประชุมกันด้วยกถาอะไร ในกาลบัดนี้ ?" เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า
" ด้วยกถาชื่อนี้," จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อโกกาลิกะ ฉิบหาย
เพราะอาศัยปากของตนในบัดนี้เท่านั้น หามิได้, แม้ในกาลก่อน โกกาลิกะ
ก็ฉิบหายแล้วเพราะอาศัยปากของตนเหมือนกัน" อันภิกษุทั้งหลายผู้ใคร่
จะสดับเนื้อความนั้นทูลอ้อนวอนแล้ว เพื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น
ได้ทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัส) ว่า:-
๑. สํ. ส. ๑๕/๒๑๙. ขุ. สุ. ๒๕/๔๕๘.

353