พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 334 (เล่ม 43)

๑๒. เรื่องอังกุรเทพบุตร [๒๕๑]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่บนแท่นบัณฑุกัมพลศิลา ทรงปรารภ
อังกุรเทพบุตร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ติณโทสานิ เขตฺตานิ "
เป็นต้น.
ทานที่เลือกให้พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญ
ข้าพเจ้าทำเรื่องให้พิสดารแล้วแล ในพระคาถาว่า " เย ฌานปฺปสุตา
ธีรา" เป็นต้น. สมจริงดังคำที่ข้าพเจ้าปรารภอินทกเทพบุตรกล่าวไว้ใน
เรื่องนั้นดังนี้ว่า : " ได้ยินว่า อินทกเทพบุตรนั้นยังภิกษาทัพพีหนึ่ง ที่เขา
นำมาเพื่อตน ให้ถึงแล้วแก่พระอนุรุทธเถระผู้เข้าไปสู่ภายในหมู่บ้านเพื่อ
บิณฑบาต. บุญนั้นของอินทกเทพบุตรนั้น มีผลมากกว่าทานที่อังกุร-
เทพบุตร ทำระเบียบแห่งเตาประมาณ ๑๒ โยชน์ ถวายแล้วสิ้นหมื่นปี"
เพราะเหตุนั้น อินทกเทพบุตร จึงกล่าวอย่างนั้น. เมื่ออินทกเทพบุตร
กล่าวอย่างนั้นแล้ว พระศาสดาจึงตรัสว่า " อังกุระ ชื่อว่าการเลือกให้ทาน
ย่อมควร, ทาน (ของอินทกะ) นั้น เป็นของมีผลมาก ดังพืชที่หว่านดีแล้ว
ในนาดี อย่างนั้น, แต่ท่านไม่ได้ทำอย่างนั้น, เพราะฉะนั้น ทานของท่าน
จึงไม่มีผลมาก " เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนี้ จึงตรัสว่า :-
" บุคคลควรเลือกให้ทาน ในเขตที่ตนให้แล้ว
จะมีผลมาก. เพราะการเลือกให้ พระสุคตทรง
สรรเสริญแล้ว: ทานที่ให้ในท่านผู้เป็นทิกขิไณย-
บุคคลในชีวโลกนี้ เป็นของมีผลมากเหมือนพืชที่
หว่านในนาดีฉะนั้น."

334
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 335 (เล่ม 43)

เมื่อจะทรงแสดงธรรมให้ยิ่งขึ้นไป จึงได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่า
นี้ว่า :-
๑๒. ติณโทสานิ เขตฺตานิ โทสโทสา อยํ ปชา
ตสฺมา หิ วีตโทเสสุ ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ.
ติณโทสานิ เขตฺตานิ โมหโทสา อยํ ปชา
ตสฺมา หิ วีตโมเหสุ ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ.
ติณโทสานิ เขตฺตานิ อิจฺฉาโทสา อยํ ปชา
ตสฺมา หิ วีคติจฺเฉสุ ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ.
" นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ, หมู่สัตว์นี้ก็มีราคะ
เป็นโทษ; ฉะนั้นแล ทานที่ให้ในท่านผู้ปราศจาก
ราคะ จึงมีผลมาก. นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ,
หมู่สัตว์นี้มีโทสะเป็นโทษ; ฉะนั้นแล ทานที่ให้ใน
ท่านผู้ปราศจากโทสะ จึงมีผลมาก. นาทั้งหลายมี
หญ้าเป็นโทษ, หมู่สัตว์นี้ก็มีโมหะเป็นโทษ; ฉะนั้น
แล ทานที่ให้ในท่านผู้ปราศจากโมหะ จึงมีผลมาก.
นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ, หมู่สัตว์นี้ก็มีความอยาก
เป็นโทษ; ฉะนั้นแล ทานที่ให้ในท่านผู้ปราศจาก
ความอยาก จึงมีผลมาก."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติณโทสานิ ความว่า ความจริงหญ้า
ทั้งหลายมีข้าวฟ่างเป็นต้น เมื่องอกขึ้น ย่อมประทุษร้ายนาแห่งบุพพัณณ-

335
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 336 (เล่ม 43)

ชาติ๑ และอปรัณณชาติ,๒ เพราะเหตุนั้น นาเหล่านั้นจึงไม่งอกงามมาก
ได้; ราคะเมื่อเกิดขึ้นในภายในแม้แห่งสัตว์ทั้งหลาย ย่อมประทุษร้ายสัตว์
ทั้งหลาย, เพราะเหตุนั้น ทานที่ให้ในคนที่ถูกราคะประทุษร้ายเหล่านั้น
จึงเป็นของไม่มีผลมาก; ส่วนทานที่ให้ในพระขีณาสพทั้งหลาย เป็นของมี
ผลมาก; เพราะฉะนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า " นาทั้งหลาย
มีหญ้าเป็นโทษ, หมู่สัตว์นี้มีราคะเป็นโทษ; ฉะนั้นแล ทานที่ให้ในท่าน
ผู้ปราศจากราคะ จึงเป็นของมีผลมาก."
แม้ในคาถาที่เหลือ ก็นัยนี้แหละ.
ในกาลจบเทศนา อังกุรเทพบุตร และอินทกเทพบุตร ก็ดำรงอยู่
ในโสดาปัตติผล, เทศนาได้เป็นประโยชน์แม้แก่เหล่าเทพบุตรผู้ประชุม
กันแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องอังกุรเทพบุตร จบ.
ตัณหาวรรควรรณนา จบ.
วรรคที่ ๒๔ จบ.
๑. บุพพัณณชาติ=พืชที่จะพึงกินอ่อน ได้แก่ข้าวทุกชนิด. ๒. อปรัณณชาติ=พืชที่จะพึงกิน
ทีหลัง หรืออาหาร คือถั่วและผักอื่น ๆ.

336
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 337 (เล่ม 43)

คาถาธรรมบท
ภิกขุวรรค๑ที่ ๒๕
ว่าด้วยทางเดินของภิกษุ
[๓๕] ๑. ความสำรวมทางตา เป็นคุณยังประโยชน์ให้
สำเร็จ ความสำรวมทางหู เป็นคุณยังประโยชน์ให้
สำเร็จ ความสำรวมทางจมูก เป็นคุณยังประโยชน์
ให้สำเร็จ ความสำรวมทางลิ้น เป็นคุณยังประโยชน์
ให้สำเร็จ ความสำรวมทางกาย เป็นคุณยังประโยชน์
ให้สำเร็จ ความสำรวมทางใจ เป็นคุณยังประโยชน์
ให้สำเร็จ ภิกษุผู้สำรวมแล้วในทวารทั้งปวง ย่อม
พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.
๒. บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวบุคคลผู้มีมือสำรวม
แล้ว มีเท้าสำรวมแล้ว มีวาจาสำรวมแล้ว มีตน
สำรวมแล้ว ยินดีในธรรมอันเป็นไปภายใน มีจิต
ตั้งมั่นแล้ว เป็นคนโดดเดี่ยว สันโดษว่า เป็นภิกษุ.
๓. ภิกษุใดสำรวมปาก มีปกติกล่าวด้วยปัญญา
ไม่ฟุ้งซ่านแสดงอรรถและธรรม ภาษิตของภิกษุนั้น
ย่อมไพเราะ.
๔. ภิกษุมีธรรมเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในธรรม
ใคร่ครวญอยู่ซึ่งธรรม ระลึกถึงธรรมอยู่ ย่อมไม่
เสื่อมจากพระสัทธรรม.
๑. วรรคนี้ มีอรรถกถา ๒ เรื่อง.

337
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 338 (เล่ม 43)

๕. ภิกษุไม่ควรดูหมิ่นลาภของตน ไม่ควรเที่ยว
ปรารถนาลาภของผู้อื่น ภิกษุเมื่อปรารภนาลาภของผู้
อื่น ไม่ประสบสมาธิ ถ้าภิกษุแม้เป็นผู้มีลาภน้อย ก็
ไม่ดูหมิ่นลาภของตน เทพดาทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญ
ภิกษุนั้นแล (ว่า) ผู้มีอาชีพหมดจด ไม่เกียจคร้าน.
๖. ความยึดถือในนามรูปว่าเป็นของของเรา ไม่
มีแก่ผู้ใดโดยประการทั้งปวง อนึ่ง ผู้ใดไม่เศร้าโศก
เพราะนามรูปนั้นไม่มีอยู่ ผู้นั้นแล เราเรียกว่า ภิกษุ.
๗. ภิกษุใด มีปกติอยู่ด้วยเมตตา เสื่อมใสใน
พระพุทธศาสนา ภิกษุนั้นพึงบรรลุบทอันสงบ เป็นที่
เข้าไประงับสังขารอันเป็นสุข ภิกษุ เธอจงวิดเรือนี้
เรือที่เธอวิดแล้วจักถึงเร็ว เธอตัดราคะและโทสะได้
แล้ว แต่นี้จักถึงพระนิพพาน ภิกษุพึงตัดธรรม ๕ อย่าง
พึงละธรรม ๕ อย่าง และพึงยังคุณธรรม ๕ ให้เจริญ
ยิ่ง ๆ ขึ้น ภิกษุผู้ล่วงกิเลสเครื่องข้อง ๕ อย่าง ได้
แล้ว เราเรียกว่า ผู้ข้ามโอฆะได้ ภิกษุ เธอจงเพ่ง
และอย่าประมาท จิตของเธออย่าหมุนไปในกามคุณ
เธออย่าเป็นผู้ประมาทกลืนกินก้อนแห่งโลหะ เธอ
อย่าเป็นผู้อันกรรมแผดเผาอยู่ คร่ำครวญว่า นี้ทุกข์
ฌานย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่
มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ฌานและปัญญาย่อมมีในบุคคลใด
บุคคลนั้นแล ตั้งอยู่แล้วในที่ใกล้พระนิพพาน ความ

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 339 (เล่ม 43)

ยินดีมิใช่ของมีอยู่แห่งมนุษย์ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เข้าไป
แล้วสู่เรือนว่าง ผู้มีจิตสงบแล้ว ผู้เห็นแจ้งธรรมอยู่
โดยชอบ ภิกษุพิจารณาอยู่ ซึ่งความเกิดขึ้นและ
ความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย โดยอาการใด ๆ
เธอย่อมได้ปีติและปราโมทย์โดยอาการนั้น ๆ การ
ได้ปีติและปราโมทย์นั้น เป็นธรรมอันไม่ตายของผู้รู้
แจ้งทั้งหลาย ธรรมนี้คือ ความคุ้มครองอินทรีย์ ๑
ความสันโดษ ๑ ความสำรวมในพระปาติโมกข์ ๑
เป็นเบื้องต้น ในธรรมอันไม่ตายนั้น มีอยู่แก่ภิกษุผู้มี
ปัญญาในพระศาสนานี้ เธอจงคบมิตรที่ดีงาม
อาชีวะอันหมดจด ไม่เกียจคร้าน ภิกษุพึงเป็นผู้
ประพฤติในปฏิสันถาร พึงเป็นผู้ฉลาดในอาจาระ
เพราะเหตุนั้น เธอจักเป็นผู้มากด้วยปราโมทย์ กระ-
ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.
๘. ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงปลดเปลื้องราคะ
และโทสะเสีย เหมือนมะลิเครือปล่อยดอกทั้งหลายที่
เหี่ยวเสียฉะนั้น.
๙. ภิกษุผู้มีกายสงบ มีวาจาสงบ มีใจสงบ ผู้
ตั้งมั่นดีแล้ว มีอามิสในโลกอันคายเสียแล้ว เรา
เรียกว่า ผู้สงบระงับ.
๑๐. เธอจงตักเตือนตนด้วยตน จงพิจารณาดู
ตนนั้นด้วยตน ภิกษุ เธอนั้นมีสติ ปกครองตนได้แล้ว

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 340 (เล่ม 43)

จักอยู่สบาย ตนแหละเห็นนาถะของตน ตนแหละ
เป็นคติของตน เพราะฉะนั้น เธอจงสงวนตนให้
เหมือนอย่างพ่อค้าม้าสงวนม้าตัวเจริญฉะนั้น.
๑๑. ภิกษุผู้มากด้วยความปราโมทย์ เลื่อมใส
แล้วในพระพุทธศาสนา พึงบรรลุสันตบท เป็นที่
เข้าไปสงบสังขาร เป็นสุข.
๑๒. ภิกษุใดแล ยังหนุ่มพากเพียรอยู่ในพระ-
พุทธศาสนา ภิกษุนั้น ย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง ดุจ
พระจันทร์ที่พ้นแล้วจากหมอก (เมฆ) สว่างอยู่ฉะนั้น.
จบภิกขุวรรคที่ ๒๕

340
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 341 (เล่ม 43)

๒๕. ภิกขุวรรควรรณนา
๑. เรื่องภิกษุ ๕ รูป [๒๕๒]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ ๕ รูป
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " จกฺขุนา สํวโร สาธุ" เป็นต้น.
ภิกษุ ๕ รูปรักษาทวารต่างกัน
ดังได้สดับมา บรรดาภิกษุ ๕ รูปนั้น รูปหนึ่ง ๆ ย่อมรักษาทวาร
ทั้ง ๕ มีจักษุทวารเป็นต้น รูปละทวารเท่านั้น.
ต่อมาวันหนึ่ง พวกเธอประชุมกันแล้ว เถียงกันว่า " ผมย่อม
รักษาทวารที่รักษาเขาได้ยาก, ผมย่อมรักษาทวารที่รักษาได้ยาก" แล้ว
กล่าวว่า " พวกเราทูลถามพระศาสดาแล้ว จักรู้เนื้อความนี้" จึงเข้าไป
เฝ้าพระศาสดา กราบทูลถามว่า " พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์รักษาทวาร
มีจักษุทวารเป็นต้นอยู่ ย่อมสำคัญว่า ' ทวารที่ตน ๆ รักษานั่นแล เป็น
สิ่งที่รักษาได้โดยยาก, บรรดาพวกข้าพระองค์ ใครหนอแล ? ย่อมรักษา
ทวารที่รักษาได้โดยยาก."
พระศาสดาทรงแก้ความเข้าใจผิดขอภิกษุ ๕ รูป
พระศาสดาไม่ทรงยังภิกษุแม้รูปหนึ่งให้น้อยใจแล้ว ตรัสว่า "ภิกษุ
ทั้งหลาย ทวารเหล่านั้นแม้ทั้งหมด เป็นสิ่งที่รักษาได้โดยยากแท้; อีก
อย่างหนึ่งแล พวกเธอไม่สำรวมแล้วทวารทั้ง ๕ ในบัดนี้เท่านั้น หา
มิได้, แม้ในกาลก่อน พวกเธอก็ไม่สำรวมแล้ว; ก็พวกเธอไม่ประพฤติ

341
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 342 (เล่ม 43)

ในโอวาทของบัณฑิตทั้งหลาย ถึงความสิ้นไปแห่งชีวิต ก็เพราะความที่
ทวารเหล่านั้น อันตนไม่สำรวมแล้วนั่นแล" อันภิกษุเหล่านั้นทูลวิงวอน
ว่า " เมื่อไร ? พระเจ้าข้า" จึงทรงยังเรื่องตักกสิลชาดกให้พิสดาร๑ แล้ว
ตรัสพระคาถานี้ว่า:-
" เราทั้งหลาย ไม่ได้ถึงอำนาจแห่งรากษสทั้ง-
หลายเลย เพราะความเป็นผู้ตั้งมั่น ด้วยความเพียร
อันมั่น ในอุบายเครื่องแนะนำของท่านผู้ฉลาด และ
เพราะความเป็นผู้ขลาดต่อภัย, ความสวัสดี จากภัย
ใหญ่นั้น ได้มีแล้วแก่เรา."
ซึ่งพระมหาสัตว์ผู้ได้รับอภิเษกแล้ว ในเมื่อราชตระกูลถึงความสิ้นไปแห่ง
ชีวิต เพราะอำนาจแห่งรากษสทั้งหลาย ประทับนั่งเหนือราชอาสน์ ณ
ภายใต้เศวตฉัตร ทอดพระเนตรดูสิริสมบัติของพระองค์แล้ว ตรัสว่า
" ชื่อว่าความเพียรนี่ สัตว์ทั้งหลายควรทำแท้ " แล้วทรงเปล่งด้วยอำนาจ
แห่งความเบิกบาน ทรงประชุมชาดกว่า " แม้กาลนั้น เธอทั้งหลายเป็น
ชน ๕ คน มีอาวุธในมือ แวดล้อมพระมหาสัตว์ซึ่งเสด็จออกไปเพื่อ
ประโยชน์จะยึดเอาราชสมบัติในเมืองตักกสิลา เดินทางไปไม่สำรวมแล้ว
ในอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น ที่รากษสทั้งหลายนำเข้ามา ด้วยอำนาจแห่ง
ทวารมีจักษุทวารเป็นต้น ในระหว่างทาง ไม่ประพฤติในโอวาทของ
บัณฑิต แลดูอยู่ ถูกรากษสทั้งหลายเคี้ยวกิน ถึงความสิ้นไปแห่งชีวิต,
๑. ขุ. ชา. ๒๗/ข้อ ๔๓. ปัญจภีรุกชาดก. อรรถกถา. ๒/๓๕๓.

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 343 (เล่ม 43)

ส่วนพระราชาผู้ทรงสำรวมในอารมณ์เหล่านั้น ไม่เอื้อเฟื้อถึงนางยักษิณี
ผู้มีเพศดุจเทพยดา แม้ติดตามไปอยู่ข้างหลัง ๆ เสด็จถึงเมืองตักกสิลาโดย
สวัสดิภาพ แล้วถึงความเป็นพระราชา คือเราแล" แล้วตรัสว่า " ธรรมดา
ภิกษุ ควรสำรวมทวารแม้ทั้งหมด, เพราะว่า ภิกษุสำรวมทวารเหล่านั้น
นั่นแล ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม
ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านั้นว่า :-
๑. จกฺขุนา สํวโร สาธุ สาธุ โสเตน สํวโร
ฆาเนน สํวโร สาธุ สาธุ ชิวฺหาย สํวโร
กาเยน สํวโร สาธุ สาธุ วาจาย สํวโร
มนสา สํวโร สาธุ สาธุ สพฺพตฺถ สํวโร
สพฺพตฺถ สํวุโต ภิกฺขุ สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ.
" ความสำรวมทางตา เป็นคุณยังประโยชน์ให้
สำเร็จ, ความสำรวมทางหู เป็นคุณยังประโยชน์ให้
สำเร็จ, ความสำรวมทางจมูก เป็นคุณยังประโยชน์
ให้สำเร็จ, ความสำรวมทางลิ้น เป็นคุณยังประโยชน์
ให้สำเร็จ, ความสำรวมทางกาย เป็นคุณยังประโยชน์
ให้สำเร็จ, ความสำรวมทางวาจา เป็นคุณยังประ-
โยชน์ให้สำเร็จ, ความสำรวมทางใจ เป็นคุณยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จ, ความสำรวมในทวารทั้งปวง
เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ, ภิกษุผู้สำรวมแล้วใน
ทวารทั้งปวง ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้."

343