พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 314 (เล่ม 43)

" โทษของคนเหล่าอื่น เห็นได้ง่าย, ส่วนโทษ
ของตน เห็นได้ยาก, หล่อนนั่นเอง เสื่อมทั้งผัวทั้งชู้
ซบเซาอยู่ แม้ (ยิ่ง) กว่าเรา."
" พระยาเนื้อ ชาติซัมพุกะ เรื่องนั้น เป็นเหมือน
เจ้ากล่าว. ฉันนั้น ไปจากที่นี้แล้ว จักเป็นผู้ไปตาม
อำนาจของภัสดาแน่แท้."
" ผู้ใดพึงนำภาชนะดินไปได้, แม้ภาชนะสำริด
ผู้นั้นก็พึงนำไปได้; หล่อนทำชั่วจนช่ำ, ก็จักทำชั่ว
อย่างนั้นแม้อีก."
แล้วตรัสว่า " ในกาลนั้น จูฬธนุคคหบัณฑิตได้เป็นเธอ, หญิงนั้นได้เป็น
หญิงรุ่นสาวนี้ในบัดนี้, ท้าวสักกเทวราช ผู้มาโดยรูปสุนัขจิ้งจอก ทำการ
ข่มขี่นางนั้น เป็นเรานี่แหละ" แล้วทรงโอวาทภิกษุนั้นว่า " หญิงนั้น
ปลงบัณฑิตผู้เลิศในชมพูทวีปทั้งสิ้น จากชีวิต เพราะความสิเนหาในชาย
คนหนึ่ง ซึ่งตนเห็นครู่เดียวนั้นอย่างนี้; ภิกษุเธอจงตัดตัณหาของเธอ อัน
ปรารภหญิงนั้นเกิดขึ้นเสีย" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรมให้ยิงขึ้นไป
จึงทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
๗. วิตกฺกมถิตสฺส ชนฺตุโน
ติพฺพราคสฺส สุภานุปสฺสิโน
ภิยฺโย ตณฺหา ปวฑฺฒติ
เอส โข ทฬฺหํ กโรติ พนฺธนํ.
วิตกฺกูปสเม จ โย รโต
อสุภํ ภาวยตี สทา สโต

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 315 (เล่ม 43)

เอส โข วฺยนฺติกาหติ
เอสจฺเฉจฺฉติ มารพนฺธนํ.
" ตัณหา ย่อมเจริญยิ่งแก่ชนผู้ถูกวิตกย่ำยี มี
ราคะจัด เห็นอารมณ์ว่างาม, บุคคลนั่นแลย่อมทำ
เครื่องผูกให้มั่น. ส่วนภิกษุใด ยินดีในธรรมเป็นที่เข้า
ไประงับวิตก เจริญอสุภฌานอยู่ มีสติทุกเมื่อ, ภิกษุ
นั่นแล จักทำตัณหาให้สูญสิ้นได้ ภิกษุนั่น จะตัด
เครื่องผูกแห่งมารได้."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิตกฺกมถิตสฺส ได้แก่ ผู้ถูกวิตก ๓
มีกามวิตกเป็นต้นย่ำยียิ่ง.
บทว่า ติพฺพราคสฺส คือ ผู้มีราคะหนาแน่น.
บทว่า สุภานุปสฺสิโน ความว่า ชื่อว่า ผู้ตามเห็นอารมณ์ว่า " งาม "
เพราะความเป็นผู้มีใจอันตนปล่อยไป ในอารมณ์อันน่าปรารถนาทั้งหลาย
ด้วยสามารถแห่งการยึดถือโดยสุภนิมิตเป็นต้น.
บทว่า ตณฺหา เป็นต้น ความว่า บรรดาฌานเป็นต้น แม้ฌานหนึ่ง
ย่อมไม่เจริญแก่บุคคลผู้เห็นปานนั้น. โดยที่แท้ ตัณหาเกิดทางทวาร ๖
ย่อมเจริญยิ่ง.
บทว่า เอส โข ความว่า บุคคลนั่นแล ย่อมทำเครื่องผูกคือตัณหา
ชื่อว่า ให้มั่น.
บทว่า วิตกฺกูปสเม ความว่า บรรดาอสุภะ ๑๐ ในปฐมฌานกล่าว
คือธรรมเป็นที่ระงับมิจฉาวิตกทั้งหลาย.

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 316 (เล่ม 43)

สองบทว่า สทา สโต ความว่า ภิกษุใด เป็นผู้ยินดียิ่งในปฐมฌานนี้
ชื่อว่า มีสติ เพราะความเป็นผู้มีสติตั้งมั่นเป็นนิตย์เจริญอสุภฌานนั้นอยู่.
บทว่า พฺ๑ยนฺติกาหติ ความว่า ภิกษุนั่น จักทำตัณหาอันจะให้เกิด
ในภพ ๓ ให้ไปปราศได้.
บทว่า มารพนฺธฺนํ ความว่า ภิกษุนั่น จักตัดแม้เครื่องผูกแห่งมาร
กล่าวคือวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ เสียได้.
ในกาลจบเทศนา ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว, เทศนา
ได้มีประโยชน์แม้แก่บุคคลผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องจูฬธนุคคหบัณฑิต จบ.
๑. บาลีเป็น วฺยนฺติกาหติ.

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 317 (เล่ม 43)

๘. เรื่องมาร [๒๔๗]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภมาร ตรัส
พระธรรมเทศนานี้ว่า "นิฏฺฐํ คโต" เป็นต้น.
มารแปลงเป็นช้างรัดกระหม่อนพระราหุล
ความพิสดารว่า ในวันหนึ่งเวลาวิกาล พระเถระเป็นอันมากเข้า
ไปสู่พระเชตวันมหาวิหาร ไปถึงที่เป็นที่อยู่ของพระราหุลเถระแล้วก็ไล่ท่าน
ให้ลุกขึ้น. ท่านเมื่อไม่เห็นที่เป็นที่อยู่ในที่อื่น จึงไปนอนที่หน้ามุขพระ-
คันธกุฎีของพระตถาคต. คราวนั้น ท่านผู้มีอายุนั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว
ได้เป็นผู้ยังไม่มีพรรษาเลย.
มารชื่อวสวัตดี ดำรงอยู่ในภพนั่นแหละ เห็นท่านผู้มีอายุนั้นนอน
ที่หน้ามุขพระคันธกุฎี จึงคิดว่า " พระหน่อน้อยผู้แทงใจของพระสมณ-
โคดมนอนข้างนอก, ส่วนพระองค์ผทมในภายในพระคันธกุฎี; เมื่อเรา
บีบคั้นพระหน่อน้อย พระองค์เองก็จัก (เป็นเหมือน) ถูกบีบคั้น (ด้วย)."
มารนั้น นิรมิตเพศเป็นพระยาช้างใหญ่มา เอางวงรัดกระหม่อมพระเถระ
แล้วร้องดุจนกกระเรียนด้วยเสียงดัง.
พระศาสดาทรงแสดงเหตุที่พระราหุลไม่กลัว
พระศาสดาผทมในพระคันธกุฎี ทรงทราบว่าช้างนั้นเป็นมาร จึง
ตรัสว่า " มาร คนเช่นท่านนั้นแม้ตั้งแสน ก็ไม่สามารถเพื่อจะให้ความ
กลัวเกิดแก่บุตรของเราได้, เพราะว่าบุตรของเรามีปกติไม่สะดุ้ง มีตัณหา
ไปปราศจากแล้ว มีความเพียรใหญ่ มีปัญญามาก" ดังนี้แล้ว ได้ทรง
ภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 318 (เล่ม 43)

๘. นิฏฐํ คโต อสนฺตาสี วีตตโณฺห อนงฺคโณ
อจฺฉินฺทิ ภวสลฺลานิ อนฺติโมยํ สมฺสฺสโย.
วีตตโณฺห อนาทาโน นิรุตฺติปทโกวิโท
อกฺขรานํ สนฺนิปาตํ ชญฺญา ปุพฺพปรานิ จ
ส เว อนฺติมสารีโร มหาปญฺโญ มหาปุริโสติ วุจฺจติ.
" (ผู้ใด) ถึงความสำเร็จ มีปกติไม่สะดุ้ง มีตัณหา
ไปปราศแล้ว ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวนใจ ได้ตัดลูกศร
อันให้ไปสู่ภพทั้งหลายเสียแล้ว, กายนี้ (ของผู้นั้น)
ชื่อว่ามีในที่สุด. (ผู้ใด) มีตัณหาไปปราศแล้ว ไม่มี
ความถือมั่น ฉลาดในบทแห่งนิรุตติ รู้ที่ประชุมแห่ง
อักษรทั้งหลาย. และรู้เบื้องต้นและเบื้องปลายแห่ง
อักษรทั้งหลาย. ผู้นั้นแล มีสรีระมีในที่สุด เราย่อม
เรียกว่าผู้มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า นิฏฺฐํ คโต ความว่า พระอรหัต
ชื่อว่า ความสำเร็จของบรรพชิตทั้งหลาย ในพระศาสนานี้, ถึง คือบรรลุ
พระอรหัตนั้น.
บทว่า อสนฺตาสี คือ ผู้ชื่อว่าไม่สะดุ้ง เพราะไม่มีกิเลสเครื่องสะดุ้ง
คือราคะเป็นต้น ในภายใน.
บาทพระคาถาว่า อจฺฉินฺทิ ภวสลฺลานิ คือ ได้ตัดลูกศรอันมีปกติ
ให้ไปสู่ภพทั้งสิ้น.

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 319 (เล่ม 43)

บทว่า สมุสฺสโย คือ ร่างกายนี้ ของผู้นั้นมีในที่สุด.
บทว่า อนาทาโน คือ ผู้ไม่มีการยึดถือในขันธ์เป็นต้น.
บาทพระคาถาว่า นิรุตฺติปทโกวิโท ความว่า ผู้ฉลาดในปฏิสัมภิทา
แม้ทั้ง ๔ คือ ในนิรุตติ และบทที่เหลือ.
สองบาทพระคาถาว่า อกฺขรานํ สนฺนปาตํ ชญฺญา ปุพฺพาปรานิ จ
ความว่า ย่อมรู้หมวดหมู่แห่งอักษร กล่าวคือที่ประชุมแห่งอักษรทั้งหลาย
และรู้อักษรเบื้องปลายด้วยอักษรเบื้องต้น และอักษรเบื้องต้นด้วยอักษร
เบื้องปลาย. ชื่อว่า รู้จักอักษรเบื้องปลายด้วยอักษรเบื้องต้น คือเมื่อเบื้องต้น
ปรากฏอยู่ ในท่ามกลางและที่สุด แม้ไม่ปรากฏ, ก็ย่อมรู้ได้ว่า " นี้เป็น
ท่ามกลางแห่งอักษรเหล่านี้, นี้เป็นที่สุด," ชื่อว่า ย่อมรู้จักอักษรเบื้องต้น
ด้วยอักษรเบื้องปลาย คือเมื่อที่สุดปรากฏอยู่ เมื่อเบื้องต้นและท่ามกลาง
แม้ไม่ปรากฏ, ก็ย่อมรู้ได้ว่า " นี้เป็นท่ามกลางแห่งอักษรเหล่านั้น, นี้เป็น
เบื้องต้น" เมื่อท่ามกลางปรากฏอยู่ เมื่อเบื้องต้นและที่สุดแม้ไม่ปรากฏ,
ย่อมทราบได้เหมือนกันว่า " นี้เป็นเบื้องต้นแห่งอักษรเหล่านั้น, นี้เป็น
ที่สุด."
บทว่า มหาปญฺโญ ความว่า ท่านผู้มีสรีระตั้งอยู่ในที่สุดนั่นพระ-
ศาสดาตรัสเรียกว่า ผู้มีปัญญามาก เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา
อันกำหนดถือเอาซึ่งอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณ และศีลขันธ์เป็นต้น
อันใหญ่ และตรัสว่าเป็นมหาบุรุษ เพราะความเป็นผู้มีจิตพ้นแล้ว โดย
พระบาลีว่า " สารีบุตร เราเรียกผู้มีจิตพ้นแล้วแล ว่า " มหาบุรุษ."

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 320 (เล่ม 43)

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น.
ฝ่ายมารผู้มีบาปคิดว่า " พระสมณโคดม ย่อมทรงรู้จักเรา" แล้ว
อันตรธานไปในที่นั้นนั่นเอง ดังนี้แล.
เรื่องมาร จบ.

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 321 (เล่ม 43)

๙. เรื่องอุปกาชีวก [๒๔๘]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาทรงปรารภอาชีวกชื่ออุปกะ ในระหว่างทาง ตรัสพระ-
ธรรมเทศนานี้ว่า " สพฺพาภิภู " เป็นต้น.
อุปกาชีวกทูลถามพระศาสดา
ความพิสดารว่า ในสมัยหนึ่ง พระศาสดาทรงบรรลุพระสัพพัญ-
ญุตญาณแล้ว ทรงยังกาลให้ล่วงไปที่ควงไม้โพธิ์ ๗ สัปดาห์ ทรงถือบาตร
และจีวรของพระองค์ เสด็จดำเนินไปสิ้นทางประมาณ ๑๘ โยชน์มุ่งกรุง-
พาราณสี เพื่อทรงยังพระธรรมจักรให้เป็นไป ได้ทอดพระเนตรเห็น
อาชีวกชื่ออุปกะ ในระหว่างทาง.
ฝ่ายอุปกาชีวกนั้น เห็นพระศาสดาแล้ว ทูลถามว่า " ผู้มีอายุ อินทรีย์
ของท่านผ่องใสแล, ผิวพรรณก็บริสุทธิ์ผุดผ่อง; ผู้มีอายุ ท่านบวชเฉพาะ
ใคร ? ใครเป็นศาสดาของท่าน ? หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ?"
พระศาสดาตรัสตอบอุปกาชีวก
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสว่า " เราไม่มีอุปัชฌาย์หรืออาจารย์" ดังนี้
แล้ว ตรัสพระคาถานี้แก่อุปกาชีวกนั้น ว่า :-
๙. สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ
สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต
สพฺพญฺชโห ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต
สยํ อภิญฺญาย กมุทฺทิเสยฺยํ ฯ
" เราเป็นผู้ครอบงำธรรมได้ทั้งหมด รู้ธรรมทุก
อย่าง ไม่ติดอยู่ในธรรมทั้งปวง ละธรรมได้ทุกอย่าง

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 322 (เล่ม 43)

พ้นแล้ว ในเพราะธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา รู้เอง
แล้ว จะพึงอ้างใครเล่า ? (ว่าเป็นอุปัชฌาย์อาจารย์)."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพาภิภู คือ ครอบงำธรรมอันเป็น
ไปในภูมิ ๓ ได้ทั้งหมด.
บทว่า สพฺพวิทู คือ ผู้มีธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๔ ทั้งปวงอันรู้แล้ว.
สองบทว่า สพฺเพสุ ธมฺเมสุ ความว่า ผู้อันตัณหาและทิฏฐิ
ทั้งหลายฉาบทาไม่ได้ ในธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ แม้ทั้งสิ้น.
บทว่า สพฺพญฺชโห คือ ผู้ละธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด
ดำรงอยู่.
สองบทว่า ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต คือผู้พ้นแล้วในเพราะพระอรหัต
กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา ที่ตนให้เกิดขึ้นแล้ว ในที่สุดแห่ง
ความสิ้นไปแห่งตัณหา ด้วยวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะ.
สองบทว่า สยํ อภิญฺญาย คือรู้ธรรมต่างด้วยอภิญไญยธรรม
เป็นต้นได้เองทีเดียว.
บทว่า กมุทฺทิเสยฺยํ ความว่า เราจะพึงอ้างใครเล่าว่า " นี้เป็น
อุปัชฌาย์หรืออาจารย์ของเรา. "
ในกาลจบเทศนา อุปกาชีวก ไม่ยินดี ไม่คัดค้านพระดำรัสของ
พระตถาคตเลย, แต่เขาสั่นศีรษะ แลบลิ้น ยึดเอาทางที่เดินไปคนเดียว
ได้ไปยังที่เป็นที่อาศัยอยู่ของนายพรานแห่งใดแห่งหนึ่งแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องอุปกาชีวก จบ.

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 323 (เล่ม 43)

๑๐. เรื่องท้าวสักกเทวราช [๒๔๙]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภท้าวสักก-
เทวราช ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " สพฺพทานํ " เป็นต้น.
ปัญหา ๔ ข้อของเทวดา
ความพิสดารว่า ในสมัยหนึ่ง เทพดาในดาวดึงสเทวโลกประชุม
กันแล้ว ตั้งปัญหาขึ้น ๔ ข้อว่า " บรรดาทานทั้งหลาย ทานชนิดไหน
หนอแล ? บัณฑิตกล่าวว่าเยี่ยม, บรรดารสทั้งหลาย รสชนิดไหน ?
บัณฑิตกล่าวว่ายอด, บรรดาความยินดีทั้งหลาย ความยินดีชนิดไหน ?
บัณฑิตกล่าวว่าเลิศ, ความสิ้นไปแห่งตัณหาแล บัณฑิตกล่าวว่าประเสริฐ
ที่สุด เพราะเหตุไร ? แม้เทพดาองค์หนึ่ง ก็มิสามารถจะวินิจฉัยปัญหา
เหล่านั้นได้. ก็เทพดาองค์หนึ่ง ถามกะเทพดาองค์หนึ่ง, แม้เทพดาองค์นั้น
ก็ถามเทพดาองค์อื่นอีก, ก็เทพดาทั้งหลาย ถามกันและกันอย่างนั้น ด้วย
อาการอย่างนั้น ได้ท่องเที่ยวไปในหมื่นจักรวาลถึง ๑๒ ปี.
เทวดาพากันไปถามปัญหาท้าวมหาราชทั้ง ๔
เทวดาในหมื่นจักรวาล ไม่เห็นเนื้อความแห่งปัญญาโดยกาลแม้มี
ประมาณเท่านี้ ประชุมกันแล้ว ไปยังสำนักของท้าวมหาราชทั้ง ๔, เมื่อ
ท้าวมหาราชกล่าวว่า " พ่อทั้งหลาย ทำไมจึงมีเทพสันนิบาตกันใหญ่ ?"
จึงกล่าวว่า " พวกผมตั้งปัญหาขึ้น ๔ ข้อแล้ว เมื่อไม่สามารถจะวินิจฉัยได้
จึงมายังสำนักของท่าน," เมื่อท้าวมหาราชกล่าวว่า "ชื่อปัญหาอะไรกัน ?
พ่อ " (จึงบอกเนื้อความนั้น) ว่า " พวกผมไม่สามารถวินิจฉัยปัญหา

323