พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 274 (เล่ม 43)

ลำดับนั้น พระเถระตักเตือนโจรเหล่านั้นว่า " บัดนี้ พวกท่าน
เป็นผู้มีศีล; พวกท่านไม่ควรล่วงศีลแม้เพราะเหตุแห่งชีวิตเลย; ความ
ประทุษร้ายทางใจ ก็ไม่ควรทำ." โจรเหล่านั้นรับว่า " ดีละ " แล้ว.
ครั้งนั้น ชาวชนบทเหล่านั้น (มา) ถึงที่นั้นแล้ว ค้นหาข้างโน้น
ข้างนี้ พบโจรเหล่านั้นแล้ว ก็ช่วยกันปลงชีวิตเสียทั้งหมด. พวกโจร
เหล่านั้นทำกาละแล้ว ก็บังเกิดในเทวโลก. หัวหน้าโจรได้เป็นหัวหน้า
เทพบุตร.
เทพบุตรถือปฏิสนธิในตระกูลชาวประมง
เทพบุตรเหล่านั้น ท่องเที่ยวไปในเทวโลกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง ด้วย
อำนาจอนุโลมและปฏิโลม ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดแล้วในบ้าน
ชาวประมง ๕๐๐ ตระกูล ใกล้ประตูพระนครสาวัตถี. หัวหน้าเทพบุตร
ถือปฏิสนธิในเรือนของหัวหน้าชาวประมง, พวกเทพบุตรนอกนี้ ถือ
ปฏิสนธิในเรือนชาวประมงนอกนี้. การถือปฏิสนธิและการออกจากท้อง
มารดาแห่งชนเหล่านั้น ได้มีแล้วในวันเดียวกันทั้งนั้น ด้วยประการฉะนี้.
หัวหน้าชาวประมงให้คนเที่ยวแสวงหาว่า " พวกทารกแม้เหล่าอื่น
ในบ้านนี้ เกิดแล้วในวันนี้มีอยู่บ้างไหม ?" ได้ยินความที่ทารกเหล่านั้น
เกิดแล้ว จึงสั่งให้ ๆ ทรัพย์ค่าเลี้ยงดูแก่ชาวประมงเหล่านั้น ด้วยตั้งใจว่า
" พวกทารกนั้น จักเป็นสหายของบุตรเรา." ทารกเหล่านั้นแม้ทุกคน
เป็นสหายเล่นฝุ่นร่วมกัน ได้เป็นผู้เจริญวัยโดยลำดับแล้ว บรรดาเด็ก
เหล่านั้น บุตรของหัวหน้าชาวประมงได้เป็นผู้เยี่ยมโดยยศและอำนาจ.
กปิละเกิดเป็นปลาใหญ่
แม้ภิกษุกปิละ ไหม้ในนรกสิ้นพุทธันดรหนึ่งแล้ว ในกาลนั้น

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 275 (เล่ม 43)

บังเกิดเป็นปลาใหญ่ในแม่น้ำอจิรวดี มีสีเหมือนทองคำ มีปากเหม็น ด้วย
เศษแห่งวิบาก.
ต่อมาวันหนึ่ง สหายเหล่านั้นปรึกษากันว่า " เราจักจับปลา " จึง
ถือเอาเครื่องจับสัตว์น้ำมีแหเป็นต้น ทอดไปในแม่น้ำ. ทีนั้นปลานั้นได้
เข้าไปสู่ภายในแหของคนเหล่านั้น. ชาวบ้านประมงทั้งหมด เห็นปลานั้น
แล้ว ได้ส่งเสียงเอ็ดอึงว่า " ลูกของพวกเราเมื่อจับปลาครั้งแรก จับได้
ปลาทองแล้ว, คราวนี้ พระราชาจักพระราชทานทรัพย์แก่เราเพียงพอ."
สหายแม้เหล่านั้นแล เอาปลาใส่เรือ ยกเรือขึ้นแล้วก็ไปสู่พระราชสำนัก.
แม้เมื่อพระราชาทอดพระเนตรเห็นปลานั้น ตรัสว่า " นั่นอะไร ? "
พวกเขาได้กราบทูลว่า " ปลา พระเจ้าข้า." พระราชาทอดพระเนตรเห็น
ปลามีสีเหมือนทองคำ ทรงดำริว่า " พระศาสดาจักทรงทราบเหตุที่ปลานั่น
เป็นทองคำ" ดังนี้แล้ว รับสั่งให้คนถือปลา ได้เสด็จไปสู่สำนักพระผู้มี-
พระภาคเจ้า. เมื่อปากอันปลาพออ้าเท่านั้น พระเชตวันทั้งสิ้น ได้มีกลิ่น
เหม็นเหลือเกิน.
พระราชาทูลถามพระศาสดาว่า " พระเจ้าข้า เพราะเหตุไร ปลา
จึงมีสีเหมือนทองคำ ? และเพราะเหตุไร กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจากปาก
ของมัน ? "
พระศาสดา. มหาบพิตร ปลานี้ได้เป็นภิกษุชื่อกปิละ เป็นพหูสูต
มีบริวารมาก ในธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสป,
ถูกความทะยานอยากในลาภครอบงำแล้ว ด่าบริภาษพวกภิกษุผู้ไม่ถือคำ
ของตน ยังพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสป ให้
เสื่อมลงแล้ว . เขาบังเกิดในอเวจีด้วยกรรมนนั้นแล้ว บัดนี้เกิดเป็นปลา

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 276 (เล่ม 43)

ด้วยเศษแห่งวิบาก; ก็เพราะเธอบอกพระพุทธวจนะ กล่าวสรรเสริญคุณ
พระพุทธเจ้าสิ้นกาลนาน, จึงได้อัตภาพมีสีเหมือนทองคำนี้ ด้วยผลแห่ง
กรรมนั้น. เธอได้เป็นผู้บริภาษภิกษุทั้งหลาย กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจาก
ปากของเธอ ด้วยผลแห่งกรรมนั้น; มหาบพิตร อาตมภาพจะให้ปลานั้น
พูด.
พระราชา. ให้พูดเถิด พระเจ้าข้า.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามปลาว่า " เจ้าชื่อกปิละหรือ ? "
ปลา. พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ชื่อกปิละ.
พระศาสดา. เจ้ามาจากที่ไหน ?
ปลา. มาจากอเวจีมหานรก พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. พระโสธนะพี่ชายใหญ่ของเจ้าไปไหน ?
ปลา. ปรินิพพานแล้ว พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ก็นางสาธนีมารดาของเจ้าเล่าไปไหน ?
ปลา. เกิดในนรก พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. นางตาปนาน้องสาวของเจ้าไปไหน ?
ปลา. เกิดในมหานรก พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. บัดนี้เจ้าจักไปที่ไหน ?
ปลาชื่อกปิละกราบทูลว่า " จักไปสู่อเวจีมหานรกดังเดิม พระเจ้าข้า "
ดังนี้แล้ว อันความเดือดร้อนครอบงำแล้ว เอาศีรษะฟาดเรือ ทำกาละ
ในทันทีนั่นเอง เกิดในนรกแล้ว. มหาชนได้สลดใจมีโลมชาติชูชันแล้ว.
พระศาสดาตรัสกปิลสูตร
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูวาระจิตของบริษัทผู้ประชุม

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 277 (เล่ม 43)

กันในขณะนั้น เพื่อจะทรงแสดงธรรมให้สมควรแก่ขณะนั้น จึงตรัส
กปิลสูตรในสุตตนิบาต๑ว่า " นักปราชญ์ทั้งหลาย ได้กล่าวการประพฤติ
ธรรม ๑ การประพฤติพรหมจรรย์ ๑ นั่น ว่าเป็นแก้วอันสูงสุด" ดังนี้
เป็นต้นแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า:-
๑. มนุชสฺส ปมตฺตจาริโน
ตณฺห วฑฺฒติ มาลุวา วิย
โส ปลวตี หุราหุรํ
ผลมิจฺฉํว วนสฺมึ วานโร.
ยํ เอสา สหตี ชมฺมี ตณฺหา โลเก วิสตฺติกา
โสกา ตสฺส ปวฑฺฒนฺติ อภิวฑฺฒํว พีรณํ.
โย เจ ตํ สหตี ชมฺมึ ตณฺหํ โลเก ทุรจฺจยํ
โสกา ตมฺหา ปปตนฺติ อุทพินฺทุว โปกฺขรา.
ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา
ตณฺหาย มูลํ ขณถ อุสีรตฺโถว พีรณํ.
มา โว นฬํ ว โสโตว มาโร ภญฺชิ ปุนปฺปุนํ.
" ตัณหา ดุจเถาย่านทราย ย่อมเจริญแก่คนผู้มี
ปกติประพฤติประมาท. เขาย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อย
ใหญ่ ดังวานรปรารถนาผลไม้เร่ร่อนไปในป่าฉะนั้น.
ตัณหานี้เป็นธรรมชาติลามก มักแผ่ซ่านไปในอารมณ์
ต่าง ๆ ในโลก ย่อมครอบงำบุคคลใด ความโศก
ทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น, ดุจหญ้าคมบางอัน
๑. ขุ. สุ. ๒๕/ ข้อ ๓๒๑. ธรรมจริยสูตร.

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 278 (เล่ม 43)

ฝนตกรดแล้วงอกงามอยู่ฉะนั้น, แต่ผู้ใด ย่อมย่ำยี
ตัณหานั่น ซึ่งเป็นธรรมชาติลามก ยากที่ใครในโลก
จะล่วงไปได้, ความโศกทั้งหลาย ย่อมตกไปจากผู้
นั้น เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัวฉะนั้น. เพราะ-
ฉะนั้น เราบอกกะท่านทั้งหลายว่า ความเจริญจงมี
แก่ท่านทั้งหลาย บรรดาที่ประชุมกันแล้ว ณ ที่นี้
ท่านทั้งหลายจงขุดรากตัณหาเสียเถิด, ประหนึ่งผู้
ต้องการแฝก ขุดหญ้าคมบางเสียฉะนั้น, มารอย่า
ระรานท่านทั้งหลายบ่อย ๆ ดุจกระแสน้ำระรานไม้
อ้อฉะนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปมตฺตจาริโน ความว่า ฌานไม่เจริญ
เทียว วิปัสสนา มรรค และผล ก็ไม่เจริญ แก่บุคคลผู้มีปกติประพฤติ
ประมาท ด้วยความประมาท มีการปล่อยสติเป็นลักษณะ อธิบายว่า
เหมือนอย่างว่า เครือเถาย่านทรายร้อยรัด รึงรัดต้นไม้อยู่ ย่อมเจริญเพื่อ
ความพินาศแห่งต้นไม้นั้นฉันใด, ตัณหาก็ฉันนั้น ชื่อว่าเจริญแก่บุคคล
นั้น เพราะอาศัยทวารทั้ง ๖ เกิดขึ้นบ่อย ๆ.
บาทพระคาถาว่า โส ปริปฺล๑วติ หุราหุรํ ความว่า บุคคลนั้น คือ
ผู้เป็นไปในคติแห่งตัณหา ย่อมเร่ร่อนคือแล่นไปในภพน้อยใหญ่. ถามว่า
" เขาย่อมเร่ร่อนไปเหมือนอะไร ? " แก้ว่า " เหมือนวานรตัวปรารถนา
ผลไม้ โลดไปในป่าฉะนั้น." อธิบายว่า วานรเมื่อปรารถนาผลไม้ ย่อม
โลดไปในป่า. มันจับกิ่งไม้นั้น ๆ ปล่อยกิ่งนั้นแล้ว จับกิ่งอื่น. ปล่อย
๑. บาลีเป็น ปลวตี.

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 279 (เล่ม 43)

กิ่งแม้นั้นแล้ว จับกิ่งอื่น ย่อมไม่ถึงความเป็นสัตว์ที่บุคคลควรกล่าวได้ว่า
" มันไม่ได้กิ่งไม้จึงนั่งเจ่าแล้ว " ฉันใด; บุคคลผู้เป็นไปในคติแห่งตัณหา
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เร่ร่อนไปสู่ภพน้อยภพใหญ่ ย่อมไม่ถึงความเป็นผู้ที่
ใคร ๆ ควรพูดได้ว่า " เขาไม่ได้อารมณ์แล้ว จึงถึงความไม่เป็นไปตาม
ความทะเยอทะยาน."
บทว่า ยํ เป็นต้น ความว่า ตัณหาอันเป็นไปในทวาร ๖ นี้ ชื่อ
ว่า ลามก เพราะความเป็นของชั่ว ถึงซึ่งอันนับว่า ' วิสตฺติกา ' เพราะ
ความที่ตัณหานั้น เป็นธรรมชาติซ่านไป คือว่าข้องอยู่ในอารมณ์มีรูป
เป็นต้น โดยความเป็นดุจอาหารเจือด้วยพิษ โดยความเป็นดุจดอกไม้เจือ
ด้วยพิษ โดยความเป็นคุณผลไม้เจือด้วยพิษ โดยความเป็นดุจเครื่องบริโภค
เจือด้วยพิษ ย่อมครอบงำบุคคลใด, ความโศกทั้งหลายมีวัฏฏะเป็นมูล
ย่อมเจริญยิ่งในภายในของบุคคลนั้น เหมือนหญ้าคมบางที่ฝนตกรดอยู่
บ่อย ๆ ย่อมงอกงามในป่าฉะนั้น.
บทว่า ทุรจฺจยํํ เป็นต้น ความว่า ก็บุคคลใด ย่อมข่ม คือย่อม
ครอบงำตัณหานั่น คือมีประการที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว ชื่อว่ายากที่ใครจะ
ล่วงได้ เพราะเป็นของยากจะก้าวล่วงคือละได้, ความโศกทั้งหลายมีวัฏฏะ
เป็นมูล ย่อมตกไปจากบุคคลนั้น; คือไม่ตั้งอยู่ได้เหมือนหยาดน้ำตกไป
บนใบบัว คือบนใบดอกปทุม ไม่ติดอยู่ได้ฉะนั้น.
หลายบทว่า ตํ โว วทามิ คือ เพราะเหตุนั้น เราขอกล่าวกะท่าน
ทั้งหลาย.
สองบทว่า ภทฺทํ โว ความว่า ความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย,
อธิบายว่า ท่านทั้งหลาย อย่าได้ถึงความพินาศ ดุจกปิลภิกษุรูปนี้.

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 280 (เล่ม 43)

บทว่า มูลํ เป็นต้น ความว่า ท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหา
อันเป็นไปในทวาร ๖ นี้ ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยพระอรหัตมรรค. ถาม
ว่า " ขุดรากแห่งตัณหานั้น เหมือนอะไร ? แก้ว่า " เหมือนผู้ต้องการแฝก
ขุดหญ้าคมบางฉะนั้น." อธิบายว่าบุรุษผู้ต้องการแฝก ย่อมขุดหญ้าคมบาง
ด้วยจอบใหญ่ฉันใด; ท่านทั้งหลาย จงขุดรากแห่งตัณหานั้นเสียฉันนั้น.
สองบาทคาถา๑ว่า มา โว นฬํ ว โสโตว มาโร ภญฺชิ ปุนปฺปุนํ
ความว่า กิเลสมาร มรณมาร และเทวบุตรมาร จงอย่าระรานท่านทั้ง-
หลายบ่อย ๆ เหมือนกระแสน้ำพัดมาโดยกำลังแรง ระรานไม้อ้อซึ่งเกิดอยู่
ริมกระแสน้ำฉะนั้น.
ในกาลจบเทศนา บุตรของชาวประมงทั้ง ๕๐๐ ถึงความสังเวช
ปรารถนาการทำที่สุดแห่งทุกข์ บวชในสำนักพระศาสดา ทำที่สุดแห่งทุกข์
ต่อกาลไม่นานเท่าไร ได้เป็นผู้มีการบริโภคเป็นอันเดียว โดยธรรมเป็น
เครื่องบริโภค คืออเนญชวิหารธรรมและสมาปัตติธรรม ร่วมกับพระ-
ศาสดา ดังนี้แล.
เรื่องปลาชื่อกปิละ จบ.
๑. กึ่งพระคาถาสุดท้าย.

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 281 (เล่ม 43)

๒. เรื่องนางลูกสุกร [๒๔๑]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภนางลูกสุกร
กินคูถตัวหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ยถาปิ มูเล " เป็นต้น.
พระศาสดาตรัสบุรพกรรมของนางลูกสุกร
ได้ยินว่า วันหนึ่ง พระศาสดาเสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ เพื่อ
บิณฑบาต ทอดพระเนตรเห็นนางลูกสุกรตัวหนึ่ง จึงได้ทรงทำการแย้ม
(พระโอษฐ์) ให้ปรากฏ. เมื่อพระองค์ทรงทำการแย้ม (พระโอษฐ์) อยู่
พระอานนทเถระได้เห็นมณฑลแห่งทัสสโนภาส ซึ่งเปล่งออกจากช่อง
พระโอษฐ์ จึงทูลถามเหตุแห่งการแย้ม (พระโอษฐ์) ว่า " พระเจ้าข้า
อะไรหนอแลเป็นเหตุ ? อะไรเป็นปัจจัยแห่งการทำการแย้มให้ปรากฏ."
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระอานนท์นั้นว่า " อานนท์ เธอ
เห็นนางลูกสุกรนั่นไหม ? "
พระอานนท์. เห็น พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. นางลูกสุกรนั้น ได้เกิดเป็นแม่ไก่ อยู่ในที่ใกล้โรงฉัน
แห่งหนึ่ง ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากกุสันธะ, นาง
ไก่นั้น ฟังเสียงประกาศธรรมของภิกษุผู้เป็นโยคาวจรรูปหนึ่ง สาธยาย
วิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้เกิดในราชตระกูล เป็น
ราชธิดาพระนามว่า อุพพรี, ในกาลต่อมา พระนางเสด็จเข้าไปยังสถาน
เป็นที่ถ่ายอุจจาระ ทอดพระเนตรเห็นหมู่หนอนแล้วยังปุฬวกสัญญาให้เกิด
ขึ้นในที่นั้น ได้ปฐมฌานแล้ว, พระนางดำรงอยู่ในอัตภาพนั้นจนสิ้นอายุ

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 282 (เล่ม 43)

จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในพรหมโลก, ก็แลพระนางครั้นจุติจาก
อัตภาพนั้นแล้ว สับสนอยู่ด้วยอำนาจคติ จึงเกิดแล้วในกำเนิดสุกรใน
บัดนี้, เราเห็นเหตุนี้ จึงได้ทำการแย้มให้ปรากฏ.
ภิกษุทั้งหลายมีพระอานนทเถระเป็นประมุข สดับเรื่องนั้นแล้วได้
ความสังเวชเป็นอันมาก.
ราคตัณหาให้โทษมาก
พระศาสดา ทรงยังความสังเวชให้เกิดแก่ภิกษุเหล่านั้นแล้ว เมื่อ
จะทรงประกาศโทษแห่งราคตัณหา ประทับยืนอยู่ระหว่างถนนนั่นเอง ได้
ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
๒. ยถาปิ มูเล อนุปทฺทเว ทเฬฺห
ฉินฺโนปิ รุกฺโข ปุนเรว รูหติ
เอวมฺปิ ตณฺหานุสเย อนูหเต
นิพฺพตฺตติ ทุกฺขมิทํ ปุนปฺปุนํ.
ยสฺส ฉตฺตึสตีโสตา มนาปสฺสวนา ภุสา
มหา วหนฺติ ทุทฺทิฏฺฐึ สงฺกปฺปา ราคนิสฺสิตา.
สวนฺติ สพฺพธี โสตา ลตา อุพฺภิชฺช ติฏฺฐติ
ตญฺจ ทิสฺวา ลตํ ชาตํ มูลํ ปญฺญาย ฉินฺทถ.
สริตานิ สิเนหิตานิ จ
โสมนสฺสานิ ภวนฺติ ชนฺตุโน
เต สาตสิตา สุเขสิโน
เต เว ชาติชรูปคา นรา.
ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 283 (เล่ม 43)

ปริสปฺปนฺติ สโสว พาธิโต
สํโยชนสงฺคสตฺตา
ทุกฺขมุเปนฺติ ปุนปฺปุนํ จิราย.
ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา
ปริสปฺปนฺติ สโสว พาธิโต
ตสฺมา ตสิณํ วิโนทเย
ภิกฺขุ อากงฺขํ วิราคมตฺตโน.
" ต้นไม้ เมื่อรากไม่มีอันตราย ยังมั่นคง ถึง
บุคคลตัดแล้ว ย่อมงอกขึ้นได้อีกทีเดียว แม้ฉันใด,
ทุกข์นี้ เมื่อตัณหานุสัย อันบุคคลยังขจัดไม่ได้แล้ว
ย่อมเกิดขึ้นร่ำไป แม้ฉันนั้น. กระแส (แห่งตัณหา)
๓๖ อันไหลไปในอารมณ์เป็นที่พอใจ เป็นธรรมชาติ
กล้า ย่อมมีแก่บุคคลใด, ความดำริทั้งหลายอันใหญ่
อาศัยราคะย่อมนำฉุดบุคคลนั้น ผู้มีทิฏฐิชั่วไป. กระแส
(แห่งตัณหาทั้งหลาย) ย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง
ตัณหาดุจเถาวัลย์แตกขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่, ก็ท่านทั้ง-
หลายเห็นตัณหานั้น เป็นดังเถาวัลย์เกิดแล้ว จงตัด
รากเสียด้วยปัญญาเถิด. โสมนัสทั้งหลายที่ซ่านไป
และเปื้อนตัณหาดุจยางเหนียว๑ ย่อมมีแก่สัตว์, สัตว์
ทั้งหลายนั้น อาศัยความสำราญ จึงเป็นผู้แสวงหา
ความสุข, นระเหล่านั้นแล ย่อมเป็นผู้เข้าถึงซึ่งชาติ
๑. โดยพยัญชนะแปลว่า เป็นไปแล้วกับด้วยตัณหาดุจยางเหนียว.

283