พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 254 (เล่ม 43)

๓. เรื่องสัมพหุลภิกษุ [๒๓๘]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยป่าชื่อปาลิไลยกะ ประทับอยู่ในไพรสณฑ์
ชื่อรักขิตะ ทรงปรารภภิกษุเป็นอันมาก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " สเจ
ลเภถ " เป็นต้น.
ภิกษุ ๕๐๐ รูปอยากเข้าเฝ้าพระศาสดา
เรื่องมาในอรรถกถาแห่งพระคาถาว่า "ปเร จ น วิชานนฺติ"
เป็นต้น ในยมกวรรคแล้วแล. อันที่จริง ข้าพเจ้ากล่าวเรื่องนี้แล้วว่า
" การประทับอยู่ของพระตถาคตเจ้า ผู้ซึ่งพระยาช้างในไพรสณฑ์ ชื่อรักขิตะ
นั้นบำรุงอยู่ ได้ปรากฏไปในสกลชมพูทวีปแล้ว. ตระกูลใหญ่มีอาทิอย่างนี้
คือ " ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขามหาอุบาสิกา" ส่งข่าวไปจาก
พระนครสาวัตถีแก่พระอานนทเถระว่า " ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงแสดง
พระศาสดาแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด." ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป แม้ผู้มีปกติ
อยู่ในทิศ ออกพรรษาแล้ว เข้าไปหาพระอานนทเถระ วิงวอนว่า " อานนท์
ผู้มีอายุ เราทั้งหลายฟังธรรมกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ต่อ
กาลนานแล้ว, ดีละ อานนท์ผู้มีอายุ เราทั้งหลายพึงได้เพื่อฟังธรรมกถา
ณ ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า."
ช้างปาลิไลยกะจับไม้จะตีพระอานนท์
พระเถระ พาภิกษุเหล่านั้นไป ณ ไพรสณฑ์ชื่อรักขิตะนั้นแล้ว ดำริ
ว่า " การเข้าไปสู่สำนักพระตถาคตเจ้า ผู้มีปกติประทับอยู่พระองค์เดียว
ตลอดไตรมาส พร้อมกับภิกษุมีประมาณเท่านี้ ไม่สมควร" ดังนี้แล้ว

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 255 (เล่ม 43)

องค์เดียวเท่านั้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดา. ช้างชื่อปาลิไลยกะเห็นท่านแล้ว
จับไม้แล่นแปร๋ไป. พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นแล้วตรัสว่า " เจ้าจง
หลีกไป ปาลิไลยกะ, อย่าห้าม, นั่นเป็นพุทธปัฏฐาก." มันทิ้งท่อนไม้
ลงในที่นั้นนั่นเอง ถามโดยเอื้อเฟื้อถึงการรับบาตรและจีวร. พระเถระ
มิได้ให้. ช้างคิดว่า " ถ้าภิกษุนี้จักเป็นผู้มีวัตรอันเรียนแล้วไซร้, ท่านจัก
ไม่วางบริขารของตนลงบนแผ่นหินที่ประทับนั่งของพระศาสดา." พระ-
เถระวางบาตรและจีวรลงบนพื้น. แท้จริง ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยวัตรทั้งหลาย
ย่อมไม่วางบริขารของตนลงบนที่นั่งหรือที่นอนของครู. พระเถระถวาย
บังคมพระศาสดาแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดาตรัสถามว่า " เธอ
มารูปเดียวเท่านั้นหรือ ?" ทรงสดับความที่พระเถระมากับภิกษุประมาณ
๕๐๐ รูป ตรัสว่า " ภิกษุพวกนั้นอยู่ที่ไหนเล่า ?" เมื่อพระเถระกราบทูล
ว่า "ข้าพระองค์ เมื่อไม่ทราบจิตของพระองค์ จึงพักไว้ข้างนอก (ก่อน)
แล้วมาเฝ้า," ตรัสว่า " จงเรียกภิกษุเหล่านั้นเข้ามาเถิด." พระเถระได้
กระทำอย่างนั้น.
เที่ยวไปคนเดียวดีกว่าไปกับเพื่อนชั่ว
พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับภิกษุเหล่านั้นแล้ว, เมื่อภิกษุเหล่า-
นั้นกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระพุทธ-
เจ้าผู้สุขุมาล และเป็นกษัตริย์ผู้สุขุมาล, พระองค์ผู้เดียวประทับยืนและ
ประทับนั่งอยู่ตลอดไตรมาส ทรงทำกรรมที่ทำได้โดยยากแล้ว, ผู้กระทำ
วัตรและปฏิวัตรก็ดี ผู้ถวายวัตถุมีน้ำบ้วนพระโอษฐ์เป็นต้นก็ดี ชะรอยจะ
มิได้มี," จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย กิจทุกอย่าง ช้างปาลิไลยกะทำแล้ว

255
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 256 (เล่ม 43)

แก่เรา, อันที่จริง การที่บุคคลเมื่อได้สหายผู้มีรูปเช่นนี้ อยู่ร่วมกัน สมควร
แล้ว, เมื่อบุคคลไม่ได้ การเที่ยวไปคนเดียวเท่านั้นเป็นการประเสริฐ"
แล้วได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ไว้ในนาควรรคว่า :-
๗. สเจ ลเภถ นิปกํ สหายํ
สทฺธึจรํ สาธุวิหาริธีรํ
อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ
จเรยฺย เตนตฺตมโน สตีมา.
โน เจ ลเภถ นิปกํ สหายํ
สทฺธึจรํ สาธุวิหาริธีรํ
ราชาว รฏฺฐํ วิชิตํ ปหาย
เอโก จเร มาตงฺครญฺเญว นาโค.
เอกสฺส จริตํ เสยฺโย นตฺถิ พาเล สหายตา
เอโก จเร น จ ปาปานิ กยิรา
อปฺโปสฺสุกฺโก มาตงฺครญฺเญว นาโค.
" ถ้าว่า บุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษา
ตัว มีธรรมเครื่องอยู่อันดี เป็นนักปราชญ์ ไว้เป็น
ผู้เที่ยวไปด้วยกันไซร้, เขาพึงครอบงำอันตรายทั้งสิ้น
เสียแล้ว พึงเป็นผู้มีใจยินดี มีสติ เที่ยวไปกับ
สหายนั้น. หากว่า บุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญา
เครื่องรักษาตัว มีธรรมเครื่องอยู่เป็นอันดี เป็นนัก
ปราชญ์ ไว้เป็นผู้เที่ยวไปด้วยกันไซร้, เขาพึงเที่ยว

256
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 257 (เล่ม 43)

ไปคนเดียว เหมือนพระราชาทรงละแว่นแคว้น ที่
ทรงชนะเด็ดขาดแล้ว (หรือ) เหมือนช้างชื่อว่า
มาตังคะ ละโขลงแล้ว เที่ยวไปในป่าตัวเดียวฉะนั้น.
ความเที่ยวไปแห่งบุคคลคนเดียวประเสริฐกว่า, เพราะ
คุณเครื่องเป็นสหาย ไม่มีอยู่ในชนพาล; บุคคลนั้น
พึงเป็นผู้ผู้เดียวเที่ยวไป เหมือนช้างชื่อมาตังคะ ตัว
มีความขวนขวายน้อยเที่ยวไปอยู่ในป่าฉะนั้น และ
ไม่พึงทำบาปทั้งหลาย."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิปกํ คือผู้ประกอบปัญญาเครื่องรักษา
ตน.
บทว่า สาธุวิหาริธีรํ คือผู้มีธรรมเครื่องอยู่อันเจริญ เป็นบัณฑิต.
บทว่า ปริสฺสยานิ เป็นต้น ความว่า เขาเมื่อได้สหายผู้มีเมตตาเป็น
วิหารธรรมเช่นนั้น พึงครอบงำอันตรายทั้งหลาย คือ " อันตรายที่ปรากฏ
มีสีหะและพยัคฆ์เป็นต้น และอันตรายที่ปกปิด มีราคะและโทสะเป็นต้น "
ทั้งหมดทีเดียวแล้ว พึงเป็นผู้มีใจยินดี มีสติมั่นคง เที่ยวไป คืออยู่กับ
สหายนั้น.
สองบทว่า ราชาว รฏฺฐํ ความว่า เหมือนพระราชาผู้ฤาษี ทรงละ
แว่นแคว้นผนวชอยู่ฉะนั้น. ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า " พระราชาผู้มี
ภูมิประเทศอันพระองค์ทรงชนะเด็ดขาดแล้ว ทรงละแว่นแคว้นที่ทรงชนะ
เด็ดขาดแล้วเสีย ด้วยทรงดำริว่า ชื่อว่าความเป็นพระราชานี้ เป็นที่ตั้ง
แห่งความประมาทอันใหญ่, ประโยชน์อะไรของเราด้วยราชสมบัติที่เรา

257
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 258 (เล่ม 43)

ครอบครองแล้ว ' ลำดับนั้นแหละเสด็จเข้าไปยังป่าใหญ่ ผนวชเป็นดาบส
แล้วเสด็จเที่ยวไปเฉพาะพระองค์เดียวในอิริยาบถทั้ง ๔ ฉันใด; บุคคล
พึงเที่ยวไปเฉพาะผู้เดียวฉันนั้น."
สองบทว่า มาตงฺครญฺเญว นาโค ความว่า เหมือนอย่างว่า พระยา
ช้างตัวนี้ได้นามว่า " มาตังคะ " เพราะพิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า " เราแล
ย่อมอยู่นัวเนียด้วยพวกช้างพลาย ช้างพัง ช้างสะเทิ้น และลูกช้างทั้งหลาย,
เราย่อมเคี้ยวกินหญ้าที่เขาเด็ดปลายแล้ว, และเขาย่อมเคี้ยวกินกิ่งไม้อันพอ๑
หักได้ที่เขาหักลงแล้วๆ. และเราย่อมดื่มน้ำที่ขุ่น, เมื่อเราหยั่งลง (สู่ท่า
น้ำ) และก้าวขึ้น (จากท่าน้ำ) เหล่าช้างพังย่อมเดินเสียดสีกายไป, ถ้า
อย่างไร เราตัวเดียวเท่านั้น พึงหลีกออกไปจากโขลงอยู่ " ดังนี้แล้ว
ดำเนินไปด้วยความรู้ ละโขลงแล้ว ย่อมเที่ยวไปในป่านี้ตามสบายตัวเดียว
เท่านั้น ในอิริยาบถทั้งปวง ฉันใด;. บุคคลพึงเที่ยวไปคนเดียวเท่านั้น
แม้ฉันนั้น.
บทว่า เอกสฺส ความว่า ความเที่ยวไปแห่งบรรพชิตผู้ยินดียิ่งแล้ว
ในเอกีภาพ ตั้งแต่กาลที่ตนบวช ชื่อว่า ผู้ผู้เดียวเท่านั้นประเสริฐ.
บาทพระคาถาว่า นตฺถิ พาเล สหายตา ความว่า เพราะคุณธรรม
นี้ คือ " จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล กถาวัตถุ ๑๐ ธุดงคคุณ ๑๓
วิปัสสนาญาณ มรรค ผล ๔ วิชชา ๓ อภิญญา ๖ อมตมหานิพพาน"
ชื่อว่าคุณเครื่องเป็นสหาย. บุคคลไม่อาจบรรลุคุณเครื่องเป็นสหายนั้น
เพราะอาศัยเหล่าพาลชน เพราะฉะนั้น คุณเครื่องเป็นสหาย จึงชื่อว่า
ไม่มีในพาลชน.
๑. สาขาภงฺคํ ซึ่งรุกขาวัยวะอันบุคคลพึงหักคือกิ่งไม้.

258
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 259 (เล่ม 43)

บทว่า เอโก เป็นต้น ความว่า เพราะเหตุนี้ บุคคลพึงเป็นผู้
ผู้เดียวเท่านั้นเที่ยวไปในอิริยาบถทั้งปวง, และไม่พึงทำบาปทั้งหลาย แม้มี
ประมาณน้อย. อธิบายว่า " บุคคลนั้น พึงเป็นผู้ผู้เดียวเท่านั้นเที่ยวไป
เหมือนช้างชื่อมาตังคะ ตัวมีความขวนขวายน้อย คือไม่มีอาลัย เที่ยวไป
ตามสบายในสถานที่ที่ตนปรารถนาแล้ว ๆ ในป่านี้ฉะนั้น, และไม่พึงทำ
บาปทั้งหลายแม้มีประมาณน้อย.
เพราะฉะนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนี้ว่า " แม้ท่าน
ทั้งหลาย เมื่อไม่ได้สหายมีรูปเช่นนี้ พึงเป็นผู้เที่ยวไปคนเดียวเท่านั้น"
จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้แก่ภิกษุเหล่านั้น.
ในกาลจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นแม้ทั้ง ๕๐๐ รูป ดำรงอยู่ในพระ-
อรหัตแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องสัมพหุลภิกษุ จบ.

259
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 260 (เล่ม 43)

๘.เรื่องมาร [๒๓๙]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ กุฎีซึ่งตั้งอยู่ในป่าที่ข้างป่าหิมพานต์
ทรงปรารภมาร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อตฺถมฺหิ " เป็นต้น.
มารทูลให้พระศาสดาทรงครองราชสมบัติ
ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระราชาทั้งหลายทรงครอบครองราชสมบัติ
เบียดเบียนเหล่ามนุษย์. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็น
มนุษย์ทั้งหลายถูกเบียดเบียนด้วยการลงอาชญา ในรัชสมัยของพระราชา
ผู้มิได้ตั้งอยู่ในธรรม ทรงดำริด้วยสามารถแห่งความกรุณาอย่างนี้ว่า " เรา
อาจเพื่อจะครอบครองราชสมบัติโดยธรรม ไม่เบียดเบียนเอง ไม่ให้ผู้อื่น
เบียดเบียน ไม่ชนะเอง ไม่ให้ผู้อื่นชนะ ไม่เศร้าโศกเอง ไม่ให้ผู้อื่น
เศร้าโศก หรือหนอ ?"
มารผู้มีบาปทราบพระปริวิตกข้อนั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึง
ดำริว่า " พระสมณโคดมทรงดำริว่า ' เราอาจเพื่อครอบครองราชสมบัติ
หรือหนอ ?' บัดนี้ พระสมณโคดมนั้น จักเป็นผู้ใคร่เพื่อครอบครอง
ราชสมบัติ, ก็ชื่อว่าราชสมบัตินี้ เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท, เมื่อพระ-
สมณโคดมครอบครองราชสมบัตินั้นอยู่, เราอาจเพื่อได้โอกาส; เรา
จะไป, จักยังความอุตสาหะให้เกิดขึ้นแก่พระองค์." แล้วเข้าไปเฝ้าพระ-
ศาสดากราบทูลว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรง
ครองราชสมบัติ, ขอพระสุคตเจ้าจงทรงครองราชสมบัติโดยธรรม ไม่
เบียดเบียนเอง ไม่ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ไม่ชนะเอง ไม่ให้ผู้อื่นชนะ ไม่
เศร้าโศกเอง ไม่ให้ผู้อื่นเศร้าโศก."

260
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 261 (เล่ม 43)

พระศาสดาตรัสถามเหตุที่มารทูล
ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสกะมารนั้นว่า " มารผู้มีบาป ก็ท่านเห็น
อะไรของเรา ผู้ซึ่งท่านกล่าวอย่างนี้ ?" เมื่อมารกราบทูลว่า " ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าแล ทรงอบรมอิทธิบาททั้ง ๔ ดีแล้ว,
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงจำนงหวัง พึงทรงน้อมนึกถึงเขาหลวงหิมวันต์
ว่า " จงเป็นทอง" และเขาหลวงที่ทรงน้อมนึกถึงนั้น พึงเป็นทองทีเดียว,
แม้ข้าพระองค์จักทำกิจที่ควรทำด้วยทรัพย์ เพื่อพระองค์, เพราะเหตุนี้
พระองค์จักทรงครอบครองราชสมบัติโดยธรรม" ดังนี้แล้ว ทรงยังมาร
ให้สังเวชด้วยคาถา๑เหล่านี้ว่า:-
" บรรพต พึงเป็นของล้วนด้วยทองคำที่สุกปลั่ง,
แม้ความที่บรรพตนั้น (ทวีขึ้น) เป็น ๒ เท่า๒ ก็ยัง
ไม่เพียงพอแก่บุคคลคนหนึ่ง บุคคลทราบดังนี้แล้ว
พึงประพฤติแต่พอสม. ผู้เกิดมาคนใด ได้เห็นทุกข์
ว่ามีกามใดเป็นแดนมอบให้ (เป็นเหตุ), ไฉนผู้ที่
เกิดมาคนนั้น จะพึงน้อมไปในกามนั้นได้เล่า ? ผู้ที่
เกิดมารู้จักอุปธิ (สภาพเข้าไปทรงไว้) ว่า ' เป็น
ธรรมเครื่องข้อง ' ในโลกแล้ว พึงศึกษาเพื่อนำอุปธิ
นั้นนั่นแล ออกเสีย."
แล้วตรัสว่า " มารผู้ลามก โอวาทของท่านเป็นอย่างอื่นทีเดียวแล, ของ
เราก็เป็นอย่างอื่น (คนละอย่างกัน ), ขึ้นชื่อว่าการปรึกษาธรรมกับท่าน
๑. สํ. ส. ๑๕/๑๗๐. ๒. แม้ประชุมแห่งบรรพต ๒ ลกก็ว่า.

261
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 262 (เล่ม 43)

ย่อมไม่มี, เพราะเราย่อมสอนอย่างนี้" แล้วได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้
ว่า:-
๘. อตฺถมฺหิ ชาตมฺหิ สุขา สหายา
ตุฏฺฐี สุขา ยา อิตรีตเรน
ปุญฺญํ สุขํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ
สพฺพสฺส ทุกฺขสฺส สุขํ ปหานํ.
สุขา มตฺเตยฺยตา โลเก อโถ เปตฺเตยฺยตา สุขา
สุขา สามญฺญตา โลเก อโถ พฺรหฺมญฺญตา สุขา
สุขํ ยาว ชรา สีลํ สุขา สทฺธา ปติฏฺฐิตา
สุโข ปญฺญาย ปฏิลาโภ ปานานํ อกรณํ สุขํ.
" เมื่อความต้องการเกิดขึ้น สหายทั้งหลายนำ
ความสุขมาให้, ความยินดีด้วยปัจจัยนอกนี้ ๆ (ตาม
มีตามได้ ) นำความสุขมาให้, บุญนำความสุขมาให้
ในขณะสิ้นชีวิต, การละทุกข์ทั้งปวงเสียได้ นำความ
สุขมาให้. ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่มารดา นำความสุข
มาให้ในโลก, อนึ่ง ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่บิดา นำ
ความสุขมาให้. ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่สมณะ นำ
ความสุขมาให้ ในโลก, อนึ่ง ความเป็นผู้เกื้อกูล
แก่พราหมณ์ นำความสุขมาให้. ศีลนำความสุขมาให้
ตราบเท่าชรา, ศรัทธาที่ตั้งมั่นแล้ว นำความสุขมา
ให้, การได้เฉพาะซึ่งปัญญา นำความสุขมาให้, การ
ไม่ทำบาปทั้งหลาย นำความสุขมาให้."

262
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 263 (เล่ม 43)

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถมฺหิ ความว่า ก็เมื่อกิจ มีการ
ทำจีวรเป็นต้นก็ดี มีการระงับอธิกรณ์เป็นต้นก็ดี บังเกิดขึ้นแก่บรรพชิต
บ้าง. (หรือ ) เมื่อกิจ มีกสิกรรมเป็นต้นก็ดี มีการถูกเหล่าชนผู้อาศัย
ร่วมด้วยฝักฝ่ายที่มีกำลังย่ำยีก็ดี บังเกิดขึ้นแก่คฤหัสถ์บ้าง, สหายเหล่าใด
สามารถเพื่อยังกิจนั้นให้สำเร็จได้ หรือให้สงบได้, สหายผู้เห็นปานนั้น
นำความสุขมาให้.
สองบทว่า ตุฏฺฐี สุขา ความว่า ก็แม้คฤหัสถ์ทั้งหลาย ผู้ไม่
สันโดษแล้วด้วยของแห่งตน จึงปรารภทุจริตกรรมมีการตัดที่ต่อเป็นต้น,
แม้บรรพชิตทั้งหลายผู้ไม่สันโดษแล้วด้วยปัจจัยของตน จึงปรารภอเนสนา
มีประการต่าง ๆ, เพราะเหตุนี้ คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งสองนั้น จึงไม่
ประสพความสุขเลย; เพราะฉะนั้น ความสันโดษด้วยของมีอยู่แห่งตน
นอกนี้ ๆ คือเล็กน้อยหรือมากมายนี่เอง นำความสุขมาให้.
บทว่า ปุญฺญํ ความว่า ก็บุญกรรมที่เริ่มทำไว้ตามอัธยาศัยอย่างไร
นั่นแล นำความสุขมาให้ในมรณกาล.
บทว่า สพฺพสฺส ความว่า อนึ่ง พระอรหัต กล่าวคือการละ
วัฏทุกข์ทั้งสิ้นได้นั่นแล ชื่อว่านำความสุขมาให้ในโลกนี้.
การปฏิบัติชอบในมารดา ชื่อว่า มตฺเตยฺยตา. การปฏิบัติชอบใน
บิดา ชื่อว่า เปตฺเตยฺยตา การทะนุบำรุงมารดาบิดานี่แล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยบทแม้ทั้งสอง. อันที่จริง มารดาและบิดาทราบว่า
บุตรทั้งหลายไม่บำรุงแล้ว ย่อมฝังทรัพย์อันเป็นของมีอยู่แห่งตนเสียใน
แผ่นดินบ้าง ย่อมสละให้แก่ชนเหล่าอื่นบ้าง, อนึ่ง การนินทาย่อมเป็นไป

263