พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 244 (เล่ม 43)

พระศาสดาทรงบอกอุบายบรรเทากินจุ
ในกาลจบเทศนา พระศาสดาได้ตรัสพระคาถานี้ด้วยสามารถอุปการะ
แก่พระราชาว่า:-
" คนผู้มีสติทุกเมื่อ รู้จักประมาณในโภชนะที่ได้
แล้วนั้น ย่อมมีโรคภัยไข้เจ็บน้อย แก่ช้า อายุยืน."
ดังนี้แล้ว โปรดให้อุตตรมาณพเรียนไว้แล้ว ทรงแนะอุบายว่า " เธอ
พึงกล่าวคาถานี้เฉพาะในเวลาที่พระราชาเสวย, และพึงให้พระราชาทรง
ลดโภชนะลงด้วยอุบายนี้," เขาได้กระทำเช่นนี้.
สมัยต่อมา พระราชาทรงกระปรี้กระเปร่า มีพระสรีระเบา ทรงถึง
ความสำราญ เพราะความที่ทรงมีพระกระยาหารทะนานหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง
ทรงมีความคุ้นเคยบังเกิดขึ้นในพระศาสดาแล้ว ทรงให้อสทิสทานเป็นไป
๗ วัน. ในเพราะทรงอันโมทนาทาน มหาชนซึ่งมาประชุม (ณ ที่นั้น)
บรรลุคุณวิเศษใหญ่แล้ว ดังนี้แล.
เรื่องพระเจ้าปเสนทิโกศล จบ.

244
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 245 (เล่ม 43)

๕. เรื่องสานุสามเณร [๒๓๖]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภสามเณร ชื่อ
สานุ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อิทํ ปุเร " เป็นต้น.
สานุสามเณรประกาศธรรม
ได้ยินว่า สามเณรนั้นได้เป็นบุตรน้อยคนเดียวของอุบาสิกาคนหนึ่ง.
ครั้งนั้น นางให้เธอบรรพชาในกาลที่เธอเป็นเด็กทีเดียว. ตั้งแต่กาลที่
บรรพชาแล้ว เธอได้เป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร. เธอได้กระทำวัตรแก่
อาจารย์ อุปัชฌายะ และพระอาคันตุกะทั้งหลายทีเดียว. ตลอด ๘ วัน
ของเดือน เธอลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ เข้าไปตั้งน้ำในโรงน้ำ ปัดกวาดโรง
ธัมมัสสวนะ ตามประทีป ประกาศธัมมัสสวนะด้วยน้ำเสียงอันไพเราะ.
ภิกษุทั้งหลายทราบเรี่ยวแรงของเธอแล้ว ย่อมเชื้อเชิญว่า " จงกล่าวบท
ภาณะเถิด สามเณร." เธอไม่กระทำอิดเอื้อนไร ๆ ว่า " ลมเสียดแทง
หทัยของผม, หรือโรคไอเบียดเบียนผม" ขึ้นสู่ธรรมาสน์ กล่าวบทภาณะ
เหมือนจะให้น้ำในอากาศตกลง เมื่อจะลง ย่อมกล่าวว่า " ข้าพเจ้าให้ส่วน
บุญ ในเพราะการกล่าวนี้แก่มารดาและบิดาของข้าพเจ้า." มนุษย์ทั้งหลาย
หาทราบความที่เธอให้ส่วนบุญแก่มารดาและบิดาไม่.
ยักษิณีเคยเป็นมารดาของสานุสามเณร
ก็มารดาของเธอเกิดเป็นยักษิณีในอัตภาพเป็นลำดับ นางมากับ
เทวดาทั้งหลาย ฟังธรรมแล้ว (เมื่อจะอนุโมทนา) ส่วนบุญที่สามเณรให้
ย่อมกล่าวว่า " ฉันขออนุโมทนา พ่อ." ก็ธรรมดาภิกษุทั้งหลาย ผู้สมบูรณ์

245
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 246 (เล่ม 43)

ด้วยศีล ย่อมเป็นที่รักของโลกพร้อมทั้งเทวโลก; เพราะฉะนั้น พวกเทวดา
ที่มีความละอาย มีความเคารพในสามเณร ย่อมสำคัญเธอเหมือนมหา-
พรหม และกองเพลิง. และย่อมเห็นนางยักษิณีนั้นเป็นที่น่าเคารพ เพราะ
คารวะในสามเณร; ในสมัยทั้งหลาย มีสมัยฟังธรรมและสมัยที่ยักษ์ประชุม
กันเป็นต้น อมนุษย์ทั้งหลายย่อมให้อาสนะที่ดี น้ำที่ดี อาหารที่ดี แก่นาง
ยักษิณี ด้วยคิดว่า " นางยักษิณีตนนี้ เป็นมารดาของสานุสามเณร" ยักษ์
ทั้งหลายแม้ที่มีศักดิ์ใหญ่ เห็นนางยักษิณีแล้ว ย่อมหลีกทางให้, ย่อมลุก
ขึ้นจากอาสนะ.
ยักษิณีเข้าสิงกายสามเณร
ครั้นสามเณรนั้นถึงความเจริญ มีอินทรีย์แก่กล้า ถูกความไม่ยินดี
ยิ่งบีบคั้น ไม่สามารถจะบรรเทาความไม่ยินดียิ่งลงได้ ปล่อยผมและเล็บ
ไว้ยาว มีผ้านุ่งและผ้าห่มมอมแมม ไม่แจ้งแก่ใครๆ หยิบบาตรจีวรขึ้น
แล้ว ได้ไปเรือนของมารดาลำพังคนเดียว. อุบาสิกาเห็นบุตรแล้วไหว้
กล่าวว่า " พ่อ ครั้งก่อน พ่อมาในที่นี้พร้อมกับอาจารย์และอุปัชฌายะ
หรือพร้อมกับภิกษุหนุ่มและสามเณร, เพราะเหตุไร ในวันนี้พ่อจึงมาคน
เดียวเล่า ?" เธอแจ้งความที่ตนกระสัน (ให้มารดาทราบ) แล้ว. อุบาสิกา
มีศรัทธา แม้แสดงโทษในฆราวาสโดยประการต่าง ๆ ตักเตือนบุตรอยู่
ก็ไม่อาจให้เธอยินยอมได้ (แต่) ก็ไม่เสือกไสไปเสีย ด้วยคิดว่า " ถึง
อย่างไร เธอพึงกำหนดได้แม้ตามธรรมดาของตน" กล่าวว่า " พ่อ โปรด
รออยู่จนกว่าฉันจะจัดยาคูและภัตเพื่อพ่อเสร็จ, ฉันจักนำผ้าชอบใจมา
ถวายแก่พ่อ ผู้ดื่มยาคู กระทำภัตกิจแล้ว" แล้วได้ตกแต่งอาสนะถวาย.
สามเณรนั่งลงแล้ว. อุมาสิกาจัดแจงยาคูและของเคี้ยวเสร็จโดยครู่เดียว

246
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 247 (เล่ม 43)

เท่านั้น ได้ถวายแล้ว. ลำดับนั้น อุบาสิกาคิดว่า " เราจักจัดแจงภัต"
นั่งลงในที่ไม่ไกล ซาวข้าวอยู่.
สมัยนั้น นางยักษิณีนั้นใคร่ครวญอยู่ว่า "สามเณรอยู่ที่ไหนหนอ
แล ? เธอได้ภิกษาหาร หรือยังไม่ได้ " ทราบความที่เธอนั่งอยู่แล้ว
ด้วยความเป็นผู้ใคร่จะสึก จึงคิดว่า " ก็เธออย่าพึงยังความละอายให้เกิด
ขึ้นแก่เราในระหว่างเทวดาทั้งหลายเลย, เราจะไป จักกระทำอันตรายใน
การสึกของเธอ " ดังนี้แล้ว จึงมาสิงในสรีระของสามเณรนั้น บิดคอให้
ล้มลงเหนือแผ่นดิน. เธอมีตาทั้งสองเหลือก มีน้ำลายไหล ดิ้นรนอยู่บน
แผ่นดิน. อุบาสิกาเห็นอาการแปลกนั้นของบุตร รีบมาช้อนบุตรแล้ว
ให้นอนบนตัก. ชาวบ้านทั้งสิ้นมากระทำการเช่นสรวงมีพลีกรรมเป็นต้น.
อุบาสิกาคร่ำครวญ
ส่วนอุบาสิกาคร่ำครวญ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
" ชนเหล่าใด ย่อมรักษาอุโบสถที่ประกอบด้วย
องค์ ๘ ตลอดดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และที่ ๘ แห่งปักษ์
และตลอดปาริหาริยปักษ์ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่,
ยักษ์ทั้งหลายย่อมไม่เล่นด้วยชนเหล่านั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับคำของพระอรหันต์ทั้งหลายดังนี้:. ในวันนี้
บัดนี้เอง ข้าพเจ้านั้นเห็นอยู่ ยักษ์ทั้งหลาย เล่นกับ
สานุสามเณร."
นางยักษิณีฟังคำของอุบาสิกาแล้ว จึงกล่าวว่า :-
" ยักษิณีทั้งหลาย ย่อมไม่เล่นกับเหล่าชนผู้รักษา
อุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ตลอดดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และ

247
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 248 (เล่ม 43)

ที่ ๘ แห่งปักษ์ และตลอดปาริหาริยปักษ์ ผู้ประพฤติ
พรหมจรรย์อยู่, ท่านได้สดับคำของพระอรหันต์ทั้ง-
หลายดังนี้ดีแล้ว."
ดังนี้แล้ว จึงกล่าว (ต่อไปอีก) ว่า :-
" ขอท่านจงบอกคำนี้ของยักษ์ทั้งหลาย กะสานุ-
สามเณร ผู้รู้สึกขึ้นแล้วว่า ' ท่านอย่าได้กระทำบาป
กรรมในที่แจ้งหรือในที่ลับ; หากว่าท่านจักกระทำบาป
กรรมก็ตาม กำลังกระทำอยู่ก็ตาม ท่านถึงจะเหาะ
หนีไป ก็หามีการหลุดพ้นจากทุกข์ไม่."
นางยักษิณีตนนั้นกล่าวว่า " ความพ้นย่อมไม่มีแก่ท่านผู้แม้กระทำ
บาปกรรมอย่างนี้แล้ว เหาะหนีไปอยู่เหมือนนก" ดังนี้แล้ว ก็ปล่อย
สามเณร.
สามเณรนั้น ลืมตาขึ้นแล้ว เห็นมารดากำลังสยายผมร้องไห้สะอึก
สะอื้นอยู่ และชาวบ้านทั้งสิ้นประชุมกันอยู่แล้ว ไม่ทราบความที่ตนถูก
ยักษ์สิง จึงนึกสงสัยขึ้นว่า " เมื่อก่อนเรานั่งบนตั่ง, มารดาของเรานั่ง
ซาวข้าว ณ ที่ไม่ไกล, แต่บัดนี้ เรา (กลับ) นอนเหนือแผ่นดิน; นี่อะไร
กันหนอ ?" นอนอยู่เทียว กล่าวกะมารดาว่า :-
" โยม ชนทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคนที่ตายไป
แล้ว หรือยังเป็นอยู่ (แต่) ไม่ปรากฏ: โยม โยม
เห็นฉันซึ่งเป็นอยู่ ไฉนจึงร้องให้ถึงฉันเล่า ? โยม."
ครั้งนั้น มารดาเมื่อจะแสดงโทษในการมาเพื่อจะสึกอีกของบุคคล
ผู้ละวัตถุกามและกิเลสกามบวชแล้วแก่เธอ จึงกล่าวว่า :-

248
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 249 (เล่ม 43)

" ลูก (ถูกแล้ว) ชนทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงชนที่
ตายไปแล้ว หรือยังเป็นอยู่ (แต่) ไม่ปรากฏ; ก็ผู้ใด
ละกามทั้งหลายได้แล้ว ยังจะเวียนมาในกามนี้อีก,
ลูก ชนทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงผู้นั้นบ้าง, เพราะเขา
(ถึง) เป็นอยู่ต่อไป ก็เหมือนตายแล้ว."
ก็แลครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะแสดงโทษในการครอบครอง
เรือน ทำการครอบครองเรือนให้เป็นเช่นกับเถ้ารึงเทียว และให้เป็นเช่น
กับเหว จึงกล่าวอีกว่า :-
" พ่อ พ่อถูกยกขึ้นจากเถ้ารึงแล้ว ยังปรารถนา
จะตกลงสู่เถ้ารึง (อีก), พ่อ พ่อถูกยกขึ้นจากเหวแล้ว
ยังปรารถนาเพื่อจะตกลงไปสู่เหว (อีก)."
ต่อมา เพื่อจะแสดงว่า " ลูก ขอพ่อจงมีความเจริญเถิด, ก็ฉันจะ
ปรับทุกข์แก่ใคร จะให้ใครช่วยคิดเนื้อความนี้ว่า ' บุตรน้อยของเรานี้ อัน
เรานำออกให้บวชในพระพุทธศาสนา ประหนึ่งภัณฑะที่ถูกนำออกจาก
เรือนซึ่งกำลังถูกไฟไหม้แล้ว ยังปรารถนาเพื่อรุ่มร้อนในฆราวาสอีก, ขอ
ท่านทั้งหลายจงช่วยวิ่งเต้น จงช่วยต้านทาน แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด" นาง
จึงกล่าวคาถานี้กะสานุสามเณรนั้นว่า :-
" ขอท่านทั้งหลาย จงช่วยวิ่งเต้น ความเจริญจง
มีแก่ท่าน, ข้าพเจ้าจะปรับทุกข์แก่ใครเล่า ท่านเป็น
ดุจภัณฑะ ซึ่งถูกนำออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้แล้ว
ยังปรารถนาเพื่อจะถูกไหม้อีก."

249
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 250 (เล่ม 43)

สานุสามเณรนั้น กำหนดได้ในเมื่อมารดากล่าวอยู่ จึงกล่าวว่า " ฉัน
ไม่มีความต้องการด้วยความเป็นคฤหัสถ์." ครั้งนั้น มารดาของเธอกล่าวว่า
" สาธุ พ่อ" พอใจแล้ว ให้บริโภคโภชนะอันประณีต ถามว่า " พ่อ พ่อ
มีกาลฝนเท่าไร ?" ทราบความที่เธอมีกาลฝนครบแล้ว ก็จัดแจงไตรจีวร
ให้. เธอมีบาตรจีวรครบ ได้อุปสมบทแล้ว.
ต่อมา พระศาสดาเมื่อจะทรงยิ่งความอุตสาหะในการข่มจิตให้เกิดขึ้น
แก่เธอผู้อุปสมบทแล้วไม่นาน จึงตรัสว่า " ธรรมดาว่าจิตนี้เที่ยวจาริกไป
ในอารมณ์ต่าง ๆ ตลอดกาลนาน, ชื่อว่าความสวัสดี ย่อมไม่มีแก่บุคคล
ผู้ไม่ข่มจิตนั้นลงไปได้, เพราะฉะนั้น บุคคลจึงควรทำความเพียรในการ
ข่มจิต เหมือนนายหัตถาจารย์ทำความพยายามในการข่มช้างมันด้วยขอ
ฉะนั้น" แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๕. อิทํ ปุเร จิตฺตมจาริ จาริกํ
เยนิจฺฉกํ ยตฺถกามํ ยถาสุขํ
ตทชฺชหํ นิคฺคเหสฺสามิ โยนิโส
หตฺถิปฺปภินฺนํ วิย อํกุสคฺคโห.
" เมื่อก่อน จิตนี้ได้เที่ยวจาริกไป ตามอาการที่
ปรารถนา ตามอารมณ์ที่ใคร่ (และ) ตามความ
สบาย, วันนี้ เราจักข่มมันด้วยโยนิโสมนสิการ
ประหนึ่งนายควาญช้าง ข่มช้างที่ซับมันฉะนั้น."
แก้อรรถ
เนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า; ก่อนแต่นี้ ชื่อว่าจิตนี้เที่ยวจาริกไป
ในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้นตลอดกาลนาน, ชื่อว่าตามอาการที่ปรารถนา

250
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 251 (เล่ม 43)

ด้วยสามารถแห่งอาการแห่งกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น อันเป็นเหตุ
ปรารถนา, ชื่อว่า (เที่ยวไป) ตามอารมณ์เป็นที่ใคร่ ด้วยสามารถแห่ง
อารมณ์เป็นที่เกิดความใคร่แห่งจิตนั้นนั่นแหละ, ชื่อว่าตามความสบาย
เพราะเมื่อมันเที่ยวด้วยอาการใด ความสุขจึงมี ก็เที่ยวไปด้วยอาการนั้น
นั่นแหละ, วันนี้ เราจักข่มจิตด้วยโยนิโสมนสิการ คือจักไม่ยอมให้มัน
ก้าวล่วงได้ เหมือนบุรุษผู้กุมขอไว้ (ในมือ) ผู้ฉลาด คือนายหัตถาจารย์
ข่มช้างซับมัน คือตกมันไว้ด้วยขอฉะนั้น.
ในกาลจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่เทวดาเป็นอันมาก ผู้เข้าไป
เพื่อสดับธรรมพร้อมกับพระสานุ. ก็ท่านผู้มีอายุนั้น เรียนพระพุทธรจนะ
คือพระไตรปิฎกแล้ว ได้เป็นพระธรรมกถึกที่เชี่ยวชาญ ดำรง (ชีพ) อยู่
ตลอด ๑๒๐ ปี ยังชมพูทวีปทั้งสิ้นให้กระฉ่อนแล้วปรินิพพาน ดังนี้แล.
เรื่องสานุสามเณร จบ.

251
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 252 (เล่ม 43)

๖. เรื่องช้างชื่อปาเวรกะ [๒๓๗]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภช้างชื่อ
ปาเวรกะของพระเจ้าโกศล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อปฺปมาทรตา"
เป็นต้น.
ช้างของพระเจ้าโกศลติดหล่ม
ดังได้สดับมา ช้างนั้นในกาลเป็นหนุ่ม เป็นสัตว์มีกำลังมาก โดย
สมัยอื่นอีก ถูกกำลังแห่งลมซึ่งเกิดขึ้นเพราะชราตัดทอน ลงไปสู่สระใหญ่
สระหนึ่ง ติดอยู่ในหล่มแล้ว ไม่ได้อาจเพื่อจะขึ้นได้. มหาชนเห็นช้าง
นั้นแล้ว จึงสนทนากันขึ้นว่า " ช้างชื่อแม้เห็นปานนี้ ยังถึงทุพพลภาพนี้."
พระราชาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงบังคับนายหัตถาจารย์ว่า " เธอจงไป
จงยกช้างนั้นให้ขึ้นจากหล่ม." เขาไปแล้วแสดงการรบขึ้นที่นั่น ให้ตีกลอง
รบขึ้นแล้ว. ช้างซึ่งเป็นเชื้อชาติแห่งสัตว์มีมานะ ลุกขึ้นโดยเร็ว ดำรงอยู่
บนบกได้. ภิกษุทั้งหลายเห็นเหตุนั้นแล้ว จึงกราบทูลแด่พระศาสดา.
พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ช้างตัวนั้นถอนตนขึ้นจากหล่มคือ
เปือกตมตามปกติก่อน, ส่วนเธอทั้งหลาย แล่นลงแล้วในหล่มกิเลส;
เพราะฉะนั้น แม้เธอทั้งหลายจงเริ่มตั้ง (ความเพียร) โดยแยบคายแล้ว
ถอนตนขึ้นจากหล่มคือกิเลสนั้นเถิด" แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๖. อปฺปมาทรตา โหถ สจิตฺตมนุกฺขถ
ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ ปงฺเก สนฺโนว กุญฺชโร.

252
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 253 (เล่ม 43)

" ท่านทั้งหลาย จงยินดีในความไม่ประมาท, จง
ตามรักษาจิตของตน, จงถอนตนขึ้นจากหล่ม ประหนึ่ง
ช้างที่จมลงในเปือกตม ถอนตนขึ้นได้ฉะนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมาทรตา ความว่า ท่านทั้งหลาย
จงยินดียิ่งในความไม่อยู่ปราศจากสติ.
บทว่า สจิตฺตํ ความว่า จงรักษาจิตของตนในอารมณ์ทั้งหลายมีรูป
เป็นต้น โดยอาการที่มันจะทำความก้าวล่วงไม่ได้.
บทว่า สนฺโน ความว่า ช้างที่จมลงไปแล้วในเปือกตมตัวนั้น ทำ
ความพยายามด้วยเท้าหน้าและเท้าหลัง ถอนตนขึ้นพ้นจากเปือกตม ดำรง
อยู่บนบกได้ ฉันใด, แม้ท่านทั้งหลายก็จงถอนตนขึ้นจากหล่มคือกิเลส
คือยังตนให้ดำรงอยู่บนบกคือพระนิพพาน ฉันนั้นเถิด.
ในกาลจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นดำรงอยู่ในพระอรหัตผลแล้ว ดัง
นี้แล.
เรื่องช้างชื่อปาเวรกะ จบ

253