พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 224 (เล่ม 43)

ปรนปรือด้วยอาหารฉะนั้น ในกาลนั้น เขาเป็นคน
มึนซึม ย่อมเข้าไปถึงห้องร่ำไป.
๕. เมื่อก่อน จิตนี้ได้เที่ยวจาริกไป ตามอาการ
ที่ปรารถนาตามอารมณ์ที่ใคร่ (และ) ตามความสบาย
วันนี้เราจักข่มมันด้วยโยนิโสมนสิการ ประหนึ่งนาย
ควาญช้าง ข่มช้างที่ซับมันฉะนั้น.
๖. ท่านทั้งหลาย จงยินดีในความไม่ประมาท
จงตามรักษาจิตของตน จงถอนตนขึ้นจากหล่ม ประ-
หนึ่งช้างที่จมลงในเปือกตม ถอนตนขึ้นได้ฉะนั้น.
๗. ถ้าว่าบุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษา
ตัว มีธรรมเครื่องอยู่อันดี เป็นนักปราชญ์ ไว้เป็นผู้
เที่ยวไปด้วยกันไซร้ เขาพึงครอบงำอันตรายทั้งสิ้น
เสียแล้ว พึงเป็นผู้มีใจยินดี มีสติ เที่ยวไปกับสหาย
นั้น หากว่าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษา
ตัว มีธรรมเครื่องอยู่อันดี เป็นนักปราชญ์ ไว้เป็นผู้
เที่ยวไปด้วยกันไซร้ เขาพึงเที่ยวไปคนเดียว เหมือน
พระราชาทรงละแว่นแคว้น ที่ทรงชนะเด็ดขาดแล้ว
(หรือ) เหมือนช้างชื่อว่ามาตังคะ ละโขลงแล้ว เที่ยว
ไปในป่าตัวเดียวฉะนั้น. ความเที่ยวไปแห่งบุคคลคน
เดียวประเสริฐกว่า เพราะคุณเครื่องเป็นสหายไม่
มีอยู่ในชนพาล บุคคลนั้นพึงเป็นผู้ผู้เดียวเที่ยวไป
เหมือนช้างชื่อมาตังคะ ตัวมีความขวนขวายน้อย

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 225 (เล่ม 43)

เที่ยวไปอยู่ในป่าฉะนั้น และไม่พึงทำบาปทั้งหลาย.
๘. เมื่อความต้องการเกิดขึ้น สหายทั้งหลายนำ
ความสุขมาให้ ความยินดีด้วยปัจจัยนอกน ๆ (ตาม
มีตามได้) นำความสุขมาให้ บุญนำความสุขมาให้
ในขณะสิ้นชีวิต การละทุกข์ทั้งปวงเสียได้นำความ
สุขมาให้ ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่มารดา นำความสุข
มาให้ในโลก อนึ่ง ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่บิดา นำ
ความสุขมาให้ ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่สมณะ นำ
ความสุขมาให้ในโลก อนึ่ง ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่
พราหมณ์นำความสุขมาให้ ศีลนำความสุขมาให้
ตราบเท่าเรา ศรัทธาที่ตั้งมั่นแล้ว นำความสุขมา
ให้ การได้เฉพาะซึ่งปัญญา นำความสุขมาให้ การ
ไม่ทำบาปทั้งหลาย นำความสุขมาให้.
จบนาควรรคที่ ๒๓

225
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 226 (เล่ม 43)

๒๓. นาควรรควรรณนา
๑. เรื่องของพระองค์ [๒๓๒]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงโกสัมพี๑ ทรงปรารภพระองค์
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อหํ นาโคว" เป็นต้น.
พระศาสดาถูกพวกมิจฉาทิฏฐิด่า
เรื่องข้าพเจ้าให้พิสดารแล้ว ในวรรณนาแห่งพระคาถาแรกแห่ง
อัปปมาทวรรคนั่นแล. จริงอยู่ ในที่นั้นข้าพเจ้ากล่าวไว้ฉะนี้ว่า " พระนาง
มาคันทิยา ไม่อาจทำอะไร ๆ แก่หญิง ๕๐๐ มีพระนางสามาวดีเป็นประมุข
เหล่านั้นได้" จึงทรงดำริว่า " เราจักทำกิจที่ควรทำแก่พระสมณโคดมให้
ได้" ดังนี้แล้ว ให้สินจ้างแก่ชาวนครทั้งหลายแล้ว กล่าวว่า " ท่านทั้งหลาย
พร้อมกับพวกผู้ชายที่เป็นทาสและกรรมกร จงด่าจงบริภาษพระสมณโคดม
ผู้เสด็จเที่ยวเข้ามาภายในพระนคร ให้หนีไป."
พวกมิจฉาทิฏฐิผู้ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ได้ติดตามพระศาสดา
ผู้เสด็จเข้าไปภายในพระนคร ด่าอยู่ บริภาษอยู่ ด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ ว่า
" เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นอูฐ เจ้าเป็นโค
เจ้าเป็นลา เจ้าเป็นสัตว์นรก เจ้าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน, สุคติไม่มีสำหรับเจ้า
ทุคติเท่านั้นอันเจ้าพึงหวัง."
๑. นครหลวงแห่งแคว้นวังสะ.

226
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 227 (เล่ม 43)

พระอานนท์ทูลให้เสด็จไปนครอื่นก็ไม่เสด็จไป
ท่านพระอานนท์สดับคำนั้นแล้ว ได้กราบทูลคำนี้กะพระศาสดาว่า
' ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชาวนครเหล่านี้ ย่อมด่า ย่อมบริภาษเราทั้งหลาย,
เราทั้งหลายไปในที่อื่นจากพระนครนี้เถิด.'
พระศาสดา. ไปไหน อานนท์ ?
พระอานนท์. สู่นครอื่น พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เมื่อมนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น ด่าอยู่ บริภาษอยู่, เราจัก
ไปในที่ไหนอีก อานนท์ ?
พระอานนท์. สู่นครอื่นแม้จากนครนั้น พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เมื่อมนุษย์ในที่นั้น ด่าอยู่ บริภาษอยู่ เราทั้งหลาย
จักไปในที่ไหน (อีก) เล่า อานนท์ ?
พระอานนท์. สู่นครอื่นแม้จากนครนั้น (อีก) พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. อานนท์ การทำอย่างนั้นไม่ควร, อธิกรณ์เกิดขึ้น
ในที่ใด, เมื่อมันสงบแล้วในนั้นนั่นแหละ, การไปสู่ที่อื่นจึงควร; อานนท์
ก็เขาพวกไหนเล่า ย่อมด่า ?
พระอานนท์. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนทั้งหมดจนกระทั่งทาสและ
กรรมกร ย่อมด่า.
พระศาสดาทรงอดกลั้นคำล่วงเกินได้
พระศาสดาตรัสว่า " อานนท์ เราเป็นเช่นกับช้างที่เข้าสู่สงคราม,
การอดทนต่อลูกศรที่แล่นมาจาก ๔ ทิศ เป็นภาระของช้างที่เข้าสู่สงคราม
ฉันใด, ชื่อว่าการอดทนถ้อยคำที่ชนทุศีลแม้มากกล่าวแล้ว เป็นภาระของ

227
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 228 (เล่ม 43)

เราฉันนั้นเหมือนกัน " เมื่อทรงปรารภพระองค์แสดงธรรม ได้ทรงภาษิต
พระคาถาเหล่านี้ ในนาควรรคว่า:-
๑. อหํ นาโคว สงฺคาเม จาปาโต ปติตํ สรํ
อติวยากฺยนฺติติกฺขิสฺสํ ทุสฺสีโล หิ พหุชฺชโน.
ทนฺตํ นยนฺติ สมิตึ ทนฺตํ ราชาภิรูหติ
ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ โยติวากฺยนฺติติกฺขติ.
วรมสฺสตรา ทนฺตา โยติวากฺยนฺติติกฺข่ติ.
กุญฺชรา จ มหานาคา อตฺตทนฺโต ตโต วรํ.
" เราจักอดกลั้นคำล่วงเกิน เหมือนช้างอดทนต่อ
ลูกศรที่ตกจากแล่งในสงครามฉะนั้น, เพราะชนเป็น
อันมากเป็นผู้ทุศีล. ชนทั้งหลาย ย่อมนำสัตว์พาหนะ
ที่ฝึกแล้วไปสู่ที่ประชุม, พระราชาย่อมทรงสัตว์
พาหนะที่ฝึกแล้ว, บุคคลผู้อดกลั้นคำล่วงเกินได้ ฝึก
(ตน) แล้ว เป็นผู้ประเสริฐในมนุษย์ทั้งหลาย, ม้า
อัสดร ๑ ม้าสินธพผู้อาชาไนย ๑ ช้างใหญ่ชนิด
กุญชร ๑ ที่ฝึกแล้วย่อมเป็นสัตว์ประเสริฐ, แต่
บุคคลที่มีตนฝึกแล้ว ย่อมประเสริฐกว่า (สัตว์พิเศษ
นั้น)."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาโคว คือ เหมือนช้าง.
สองบทว่า จาปาโต ปติตํ ความว่า หลุดออกไปจากธนู.
บทว่า อติวากฺยํ ความว่า ซึ่งคำล่วงเกิน ที่เป็นไปแล้วด้วย

228
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 229 (เล่ม 43)

สามารถแห่งอนริยโวหาร ๘.๑
บทว่า ติติกฺขิสฺสํ ความว่า ช้างใหญ่ที่เขาฝึกหัดดีแล้ว เข้าสู่สงคราม
เป็นสัตว์อดทน ไม่พรั่นพรึงซึ่งลูกศรที่หลุดจากแล่งตกลงที่ตน ชื่อว่า ย่อม
ทนทานต่อการประหารทั้งหลาย มีประหารด้วยหอกเป็นต้นได้ ฉันใด, เรา
ก็จักอดกลั้น คือจักทนทานคำล่วงเกิน มีรูปอย่างนั้น ฉันนั้นเหมือนกัน.
บทว่า ทุสฺสีโล หิ ความว่า เพราะโลกิยมหาชนนี้เป็นอันมาก
เป็นผู้ทุศีล เที่ยวเปล่งถ้อยคำเสียดสีด้วยอำนาจแห่งความชอบใจของตน,
การอดกลั้น คือการวางเฉย ในถ้อยคำนั้น เป็นภาระของเรา.
บทว่า สมิตึ ความว่า ก็ชนทั้งหลาย เมื่อจะไปสู่ท่ามกลางมหาชน
ในสมาคมสถาน มีอุทยานและสนามกรีฑาเป็นต้น เทียมโคหรือม้าที่ฝึก
แล้วเท่านั้นเข้าที่ยานแล้ว ย่อมนำไป.
บทว่า ราชา ความว่า แม้พระราชา เมื่อเสด็จไปสู่ที่เห็นปาน
นั้นนั่นแหละ ย่อมทรงสัตว์พาหนะเฉพาะที่ฝึกแล้ว.
บทว่า มนุสฺเสสุ ความว่า แม้ในมนุษย์ทั้งหลายผู้ฝึกแล้ว คือผู้
สิ้นพยศแล้วแล๒ ด้วยอริยมรรค ๔ เป็นผู้ประเสริฐ.
๑. อนริยโวหาร ๘ คือ:-
๑. อทิฏฺเฐ ทิฏฺฐวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่ไม่เห็นว่าเห็น.
๒. อสฺสุเต สุตวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่ไม่ได้ยินว่าได้ยิน.
๓. อมุเต มุตวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่ไม่รู้ว่ารู้.
๔. อวิญฺญาเต วิญฺญาตวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่ไม่ทราบชัดว่าทราบชัด.
๕. ทิฏฺเฐ อทิฏฺฐวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่เห็นว่าไม่เห็น.
๖. สุเต อสฺสุตวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่ได้ยินว่าไม่ได้ยิน.
๗. มุเต อมุตวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่รู้ว่าไม่รู้.
๘. วิญฺญาเต อวิญฺญาตวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่ทราบชัดว่าไม่ทราบชัด.
๒. นิพฺพิเสว= มีความเสพผิดออกแล้วเทียว.

229
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 230 (เล่ม 43)

บทว่า โยติวากฺยํ ความว่า บุคคลใดย่อมอดกลั้น คือย่อมไม่
โต้ตอบ ไม่พรั่นพรึงถึงคำล่วงเกินมีรูปเช่นนั้น แม้อันเขากล่าวซ้ำซากอยู่.
บุคคลผู้ฝึกแล้วเห็นปานนั้น เป็นผู้ประเสริฐ.
ม้าที่เกิดจากแม่ม้าโดยพ่อลา ชื่อว่า ม้าอัสดร. บทว่า อาชานียา
ความว่า ม้าตัวสามารถเพื่อจะพลันรู้เหตุที่นายสารถีผู้ฝึกม้าให้กระทำ.
ม้าที่เกิดในแคว้นสินธพ ชื่อว่า ม้าสินธพ. ช้างใหญ่ที่เรียกว่ากุญชร
ชื่อว่า มหานาค.
บทว่า อตฺตทนฺโต เป็นต้น ความว่า ม้าอัสดรก็ดี ม้าสินธพก็ดี
ช้างกุญชรก็ดี เหล่านั้น ที่ฝึกแล้วเทียว เป็นสัตว์ประเสริฐ, ที่ยังไม่ได้ฝึก
หาประเสริฐไม่, แต่บุคคลใด ชื่อว่ามีตนฝึกแล้ว คือหมดพยศแล้ว
เพราะความที่ตนเป็นผู้ฝึกด้วยอริยมรรค ๔. บุคคลนี้ย่อมประเสริฐกว่า
สัตว์พาหนะ มีม้าอัสดรเป็นต้นแม้นั้น คือย่อมเป็นผู้ยิ่งกว่าสัตว์พาหนะ
มีม้าอัสดรเป็นต้นเหล่านั้นแม้ทั้งสิ้น.
ในกาลจบเทศนา มหาชนแม้ทั้งหมดนั้น ผู้รับสินจ้างแล้วยืนด่า
อยู่ในที่ทั้งหลาย มีถนนและทางสามแยกเป็นต้น บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว
ดังนี้แล.
เรื่องของพระองค์ จบ.

230
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 231 (เล่ม 43)

๒. เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นควาญช้าง [๒๓๓]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง
ผู้เคยเป็นนายหัตถาจารย์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " น หิ เอเตหิ "
เป็นต้น.
ควาญช้างฝึกช้างให้ดีได้เพราะได้นัยจากภิกษุ
ได้ยินว่า วันหนึ่ง ภิกษุนั้นเห็นนายควาญช้าง* ผู้ตั้งใจว่า " เราจัก
ฝึกช้างสักตัวหนึ่ง" แล้วไม่อาจเพื่อจะให้ช้างสำเหนียกเหตุที่ตนปรารถนา
ได้ อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำอจิรวดี จึงเรียกภิกษุทั้งหลายซึ่งยืนอยู่ที่ใกล้มาแล้ว
กล่าวว่า " ผู้มีอายุทั้งหลาย หากว่านายหัตถาจารย์นี้ พึงแทงช้างตัวนี้
ในที่ชื่อโน้นไซร้, เขาพึงให้มันสำเหนียกเหตุนี้ได้โดยเร็วทีเดียว." เขาสดับ
คำของภิกษุนั้นแล้ว จึงทำอย่างนั้น ก็ฝึกช้างตัวนั้นให้เรียบร้อยได้.๒
ภิกษุเหล่านั้น จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระศาสดา.
ฝึกตนดีแล้วย่อมไปสู่ที่ไม่เคยไปได้
พระศาสดารับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาแล้ว ตรัสถามว่า " เขาว่าเธอ
พูดอย่างนั้นจริงหรือ ?" เมื่อภิกษุนั้นทูลรับว่า " จริง พระเจ้าข้า " ทรง
ติเตียนภิกษุนั้นแล้ว ตรัสว่า " บุรุษเปล่า เธอต้องการอะไร ด้วยยาน
คือช้าง หรือยานอย่างอื่น ที่ฝึกแล้ว ? เพราะชื่อว่าคนผู้สามารถเพื่อจะไป
สู่สถานที่ไม่เคยไปด้วยยานเหล่านี้ หามีไม่, แต่ผู้มีตนฝึกดีแล้วอาจไปสู่
สถานที่ไม่เคยไปได้; เพราะฉะนั้น เธอจงฝึกตนเท่านั้น, เธอจะต้องการ
อะไรด้วยการฝึกสัตว์พาหนะเหล่านั้น " แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๑. หตฺถิทมกํ ซึ่งบุคคลผู้ฝึกซึ่งช้าง. ๒. สทนฺตํ ให้เป็นสัตว์ที่ฝึกดีแล้ว.

231
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 232 (เล่ม 43)

๒. น หิ เอเตหิ ยาเนหิ คจฺเฉยฺย อคตํ ทิสํ
ยถาตฺตนา สุทนฺเตน ทนฺโต ทนฺเตน คจฺฉติ.
" ก็บุคคลพึงไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไปด้วยยานเหล่า
นี้ เหมือนคนผู้ฝึก (ตน) แล้ว ไปสู่ทิศที่ยังไม่เคย
ไป ด้วยคนที่ฝึกแล้ว ฝึกดีแล้วฉะนั้นหามิได้."
แก้อรรถ
พระคาถานั้น มีความว่า ก็บุคคลไร ๆ พึงไปสู่ทิศ คือพระนิพพาน
ที่นับว่ายังไม่ได้ไป เพราะความเป็นทิศที่ตนยังไม่เคยไป แม้โดยที่สุด
ด้วยความฝัน ด้วยยานทั้งหลาย มียานคือช้างเป็นต้นเหล่านี้ได้, เหมือน
บุคคลผู้ฝึก (ตน) แล้ว คือผู้หมดพยศ มีปัญญา ไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไป
แล้วนั้น คือบรรลุถึงภูมิแห่งท่านที่ฝึก (ตน) แล้ว ด้วยตนที่ฝึกแล้ว
ด้วยการฝึกอินทรีย์ในส่วนเบื้องต้น ทรมานดีแล้ว ด้วยอริยมรรคภาวนา
ในส่วนเบื้องหลังฉะนั้นก็หามิได; เพราะฉะนั้น การฝึกตนเท่านั้น จึง
ประเสริฐสำหรับเธอ.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นควาญช้าง จบ.

232
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 233 (เล่ม 43)

๓. เรื่องบุตรของพราหมณ์เฒ่า [๒๓๔]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภพวกบุตรของ
พราหมณ์เฒ่าคนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ธนปาลโก "
เป็นต้น.
บุตรบำรุงบิดาเพราะอยากได้สมบัติ
ได้ยินว่า พราหมณ์คนหนึ่งในกรุงสาวัตถี มีสมบัติประมาณ ๘ แสน
ทำอาวาหมงคลแก่บุตร ๔ คน ผู้เจริญแล้ว ได้ให้ทรัพย์ ๔ แสน.
ต่อมา เมื่อพราหมณีของเขาทำกาละ (ตาย) ไปแล้ว พวกบุตรจึงปรึกษา
พร้อมกันว่า " หากพ่อของเรานี้จักนำพราหมณีคนอื่นมาไซร้, ด้วยอำนาจ
แห่งบุตรทั้งหลาย ที่เกิดในท้องของนาง ตระกูลก็จักทำลาย; เอาเถิด
พวกเรา (ช่วยกัน ) สงเคราะห์ท่าน." พวกเขาบำรุงพราหมณ์เฒ่านั้น
อยู่ด้วยปัจจัยมีอาหารเครื่องนุ่งห่มเป็นต้นอันประณีต ทำกิจมีการนวดฟั้น
มือและเท้าเป็นต้นอยู่ ครั้นบำรุงแล้ว วันหนึ่ง เมื่อพราหมณ์เฒ่านั้น
นอนหลับกลางวันแล้วลุกขึ้นแล้ว, จึงนวดฟั้นมือและเท้าพลางพูดถึงโทษ
ในฆราวาสต่าง ๆ กันแล้ว วิงวอนว่า พวกผมจักทะนุบำรุงคุณพ่อโดย
ทำนองนี้ตลอดชีพ, ขอคุณพ่อโปรดให้แม้ทรัพย์ที่ยังเหลือแก่พวกผมเถิด."
พราหมณ์ให้ทรัพย์แก่บุตรอีกคนละแสน แบ่งเครื่องอุปโภคทั้งหมดให้
เป็น ๔ ส่วน มอบให้ เหลือไว้เพียงผ้านุ่งห่มของตน. บุตรคนหัวปีทะนุ
บำรุงพราหมณ์นั้น ๒-๓ วัน.

233