พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 194 (เล่ม 43)

ละอายเพราะสิ่งอันควรละอาย สมาทานมิจฉาทิฏฐิ
ย่อมถึงทุคติ สัตว์ทั้งหลายมีปกติเห็นในสิ่งอันไม่ควร
กลัวว่าควรกลัว และมีปกติเห็นในสิ่งอันควรกลัวว่าไม่
ควรกลัว สมาทานมิจฉาทิฏฐิ ย่อมเข้าถึงทุคติ.
๙. สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีความรู้ว่ามีโทษ ในธรรม
ที่หาโทษนี้ได้ มีปกติเห็นว่าหาโทษมิได้ ในธรรมที่
มีโทษ เห็นผู้ถือด้วยดีซึ่งมิจฉาทิฏฐิ ย่อมไปสู่ทุคติ
สัตว์ทั้งหลายรู้ธรรมที่มีโทษโดยความเป็นธรรมมีโทษ
รู้ธรรมที่หาโทษมิได้โดยความเป็นธรรมหาโทษมิได้
เป็นผู้ถือด้วยดีซึ่งสัมมาทิฏฐิ ย่อมไปสู่สุคติ.
จบนิรยวรรคที่ ๒๒

194
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 195 (เล่ม 43)

๒๒. นิรยวรรควรรณนา
๑. เรื่องนางปริยาชิกาชื่อสุนทรี [๒๒๓]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภนางปริพาชิกา
ชื่อสุนทรี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อภูตวาที " เป็นต้น.
พวกเดียรถีย์คิดตัดลาภสักการะพระศาสดา
เรื่องมาโดยพิสดารในอุทานนั่นแลว่า " ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าเป็นผู้อันมหาชนสักการะ ทำความเคารพ นับถือ บูชาแล้ว "
เป็นต้น. ส่วนเนื้อความย่อในเรื่องนี้ มีดังต่อไปนี้ :-
ได้ยินว่า เมื่อลาภสักการะเช่นกับห้วงน้ำใหญ่แห่งปัญจมหานที เกิด
ขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์แล้ว, พวกอัญญเดียรถีย์ก็เสื่อมลาภ
สักการะ เป็นผู้อับแสง ประหนึ่งหิ่งห้อยในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ร่วม
ประชุมปรึกษากันว่า " ตั้งแต่กาลแห่งพระสมณโคดมอุบัติขึ้น พวกเรา
ก็เสื่อมลาภสักการะ, ใคร ๆ ย่อมไม่รู้แม้ความที่เราทั้งหลายมีอยู่, พวกเรา
จะพึงรวมกันกับใครหนอ ? ก่อโทษให้เกิดขึ้นแก่พระสมณโคดม แล้วยัง
ลาภสักการะของเธอให้เสื่อมสูญ. "
พวกเดียรถีย์ให้นางสุนทรี ทำลายพระเกียรติพระศาสดา
ครั้งนั้น ความคิดได้เกิดขึ้นแก่อัญญเดียรถีย์เหล่านั้นว่า " พวกเรา
ร่วมกับนางสุนทรีจักสามารถ (ทำได้)." วันหนึ่ง พวกเขา (แกล้ง) ไม่
สนทนากะนางสุนทรี ผู้เข้าไปยังอารามเดียรถีย์ ไหว้แล้วยืนอยู่. นางแม้

195
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 196 (เล่ม 43)

ปราศรัยบ่อยๆ ก็ไม่ได้คำตอบ จึงถามว่า " พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ถูก
ใครๆ เบียดเบียนบ้างหรือ ?"
เดียรถีย์. น้องหญิง นางไม่เห็นพระสมณโคดมที่เที่ยวเบียดเบียน
พวกเรา ทำให้เสื่อมลาภสักการะหรือ ?
นางสุนทรี. ดิฉันควรจะทำอย่างไร ในเรื่องนี้ ?
เดียรถีย์. น้องหญิง นางแลมีรูปสวย ถึงความเป็นผู้งามเลิศ จง
ยกโทษขึ้นแก่พระสมณโคดม แล้วให้มหาชนเชื่อถ้อยคำ ทำให้เสื่อมลาภ
สักการะ.
นางสุนทรีนั้น รับรองว่า " ดีละ " แล้วหลีกไป ตั้งแต่นั้นมา นาง
ถือเอาสิ่งของมีระเบียบดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ การบูรและของ
เผ็ดร้อนเป็นต้น เดินบ่ายหน้าตรงไปยังพระเชตวัน ในเวลาที่มหาชนฟัง
พระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วกลับเข้าพระนครในเวลาเย็น, ถูก
มหาชนถามว่า " ไปไหน " ก็ตอบว่า " ไปสำนักพระสมณโคดม, ฉันอยู่
ในพระคันกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดมนั้น " แล้วอยู่ในอารามเดียรถีย์
แห่งใดแห่งหนึ่ง ย่างลงสู่ทาง (ที่ไปยัง) พระเชตวันแต่เช้าตรู่ เดินบ่ายหน้า
สู่พระนคร, นางถูกมหาชนถามว่า " ไปไหนสุนทรี ? " ตอบว่า " ฉันอยู่
ในพระคันกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดม ให้ท่านยินดีด้วยความยินดี
เพราะกิเลสแล้ว จึงกลับมา."
พวกภิกษุถูกพวกเดียรถีย์หาว่าฆ่านางสุนทรี
แต่นั้นมา โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน พวกเดียรถีย์ให้กหาปณะ
แก่พวกนักเลงแล้วกล่าวว่า " พวกท่านจงไปฆ่านางสุนทรี แล้วหมกไว้

196
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 197 (เล่ม 43)

ที่ระหว่างกองหยากเยื่อแห่งระเบียบดอกไม้ ที่ใกล้พระคันธกุฎีของพระ-
สมณโคดมแล้วกลับมา. " พวกนักเลงก็ได้ทำอย่างนั้น.
ลำดับนั้น เดียรถีย์ทั้งหลายได้ทำความโกลาหลขึ้นว่า " พวกเรา
ไม่เห็นนางสุนทรี," แล้วทูลแด่พระราชา ถูกพระราชาตรัสถามว่า " พวก
ท่านมีความสงสัยที่ไหน ? " ทูลว่า " นางสุนทรีอยู่ในพระเชตวันสิ้นวัน
เท่านี้, พวกอาตมภาพไม่ทราบความเป็นไปของนางในพระเชตวันนั้น."
อันพระราชา ทรงอนุญาตว่า " ถ้ากระนั้น พวกท่านจงไป, ค้นพระ-
เชตวันนั้นดูเถิด," พาพวกอุปัฏฐากของตนไปยังพระเชตวัน ค้นอยู่ที่พบ
นางสุนทรีนั้น ในระหว่างกองหยากเยื่อแห่งระเบียบดอกไม้ จึงยกขึ้นเตียง
เข้าไปยังพระนคร ทูลแด่พระราชาว่า " พระสาวกของพระสมณโคดมฆ่า
นางสุนทรี แล้วหมกไว้ในระหว่างกองหยากเยื่อแห่งระเบียบดอกไม้ ด้วย
คิดว่า ' จักปกปิดกรรมลามกที่พระศาสดาทำ." พระราชา ตรัสว่า " ถ้า
อย่างนั้น พวกท่านจงไปเที่ยวประกาศให้ตลอดพระนครเถิด. " พวก
เดียรถีย์พากันกล่าวคำเป็นต้นว่า " ขอท่านทั้งหลาย จงดูกรรมของพวก
สมณสักยบุตรเถิด " ในถนนแห่งพระนครแล้ว ได้ไปยังพระทวารแห่ง
พระราชนิเวศน์อีก. พระราชา รับสั่งให้ยกสรีระของนางสุนทรีขึ้นใส่แคร่
ในป่าช้าผีดิบแล้วให้รักษาไว้. ชาวพระนครสาวัตถีเว้นพระอริยสาวก
ที่เหลือโดยมากพากันกล่าวคำเป็นต้นว่า " ขอท่านทั้งหลาย จงดูกรรมของ
พวกสมณสักยบุตรเถิด " แล้วเที่ยวด่าพวกภิกษุ ในภายในพระนครบ้าง
ภายนอกพระนครบ้าง ในป่าบ้าง. ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่
พระตถาคต.

197
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 198 (เล่ม 43)

พระศาสดาตรัสว่า " ถ้าอย่างนั้น แม้พวกเธอจงกลับโจทพวก
มนุษย์เหล่านั้นอย่างนั้น" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑. อภูตวาที นิรยํ อุเปติ
โย วาปิ กตฺวา น กโรมีติ จาห
อุโภปิ เต เปจฺจ สมา ภวนฺติ
นิหีนกมฺมา มนุชา ปรตฺถ.
" ผู้มักพูดคำไม่จริง ย่อมเข้าถึงนรก, หรือแม้
ผู้ใดทำแล้ว กล่าวว่า 'ข้าพเจ้ามิได้ทำ,' ชนแม้ทั้ง
สองนั้น เป็นมนุษย์มีกรรมเลวทราม ละไปในโลก
อื่นแล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกัน. "
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภูตวาที ได้แก่ ผู้ไม่เห็นโทษของ
บุคคลอื่นเลย ทำการกล่าวเท็จ ตู่ผู้อื่นด้วยคำเปล่า.
บทว่า กตฺวา ความว่า หรือผู้ใดทำกรรมลามกแล้ว กล่าวว่า
" ข้าพเจ้ามิได้ทำกรรมนั่น. "
หลายบทว่า เปจฺจ สมา ภวนฺติ ความว่า ชนแม้ทั้งสองนั้นไปสู่
ปรโลก ย่อมเป็นผู้เสมอกันโดยคติ เพราะการเข้าถึงนรก, คติของชน
เหล่านั้นเท่านั้น ท่านผู้รู้กำหนดไว้แล้ว, แต่อายุของเขาท่านมิได้กำหนด
ไว้; เพราะว่าชนทั้งหลายทำบาปกรรมไว้มาก ย่อมไหม้ในนรกนาน ทำ
บาปกรรมไว้น้อย ย่อมไหม้สิ้นกาลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น; ก็เพราะกรรมที่

198
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 199 (เล่ม 43)

ลามกของชนแม้ทั้งสองนั้นนั่นเอง (เป็นเหตุ), เพราะฉะนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า " นิหีนกมฺมา มนุชา ปรตฺถ. "
ก็บทว่า ปรตฺถ สัมพันธ์เข้ากับบทว่า ' เปจฺจ ' ข้างหน้า. อธิบาย
ว่า ชนผู้มีกรรมเลวทรามเหล่านั้น ละไปในโลกอื่น คือไปจากโลกนี้
ย่อมเป็นผู้เสมอกันในปรโลก.
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
พวกฆ่านางสุนทรีถูกประหารชีวิต
พระราชา ทรงส่งราชบุรุษไปด้วยรับสั่งว่า " พวกเธอจงรู้ความที่
คนอื่นฆ่านางสุนทรี. " ครั้งนั้น นักเลงเหล่านั้นดื่มสุราอยู่ด้วยกหาปณะ
เหล่านั้น ทำการทะเลาะกันและกัน. คนหนึ่งกล่าวกะคนหนึ่งว่า " แก
ฆ่านางสุนทรีด้วยประหารเพียงทีเดียวแล้ว หมกไว้ในระหว่างกองหยาก-
เยื่อแห่งระเบียบดอกไม้ ดื่มสุราด้วยกหาปณะที่ได้มาจากการประหารนั้น,
เรื่องนั้นยกเลิกเสียเถิด." พวกราชบุรุษจึงจับนักเลงนั้นไปแสดงแด่พระ-
ราชา. ลำดับนั้น พระราชา ตรัสถามนักเลงเหล่านั้นว่า " พวกเธอฆ่า
นางสุนทรีหรือ ? "
พวกนักเลง. ข้าแต่สมมติเทพ พระเจ้าข้า.
พระราชา. ใครใช้พวกเธอให้ฆ่า ?
พวกนักเลง. พวกอัญญเดียรถีย์ พระเจ้าข้า.
พระราชา รับสั่งให้เรียกพวกเดียรถีย์มาแล้ว ทรงบังคับว่า " พวก
เธอจงไปเที่ยวกล่าวทั่วพระนครอย่างนี้ว่า ' นางสุนทรีนี้ ถูกพวกข้าพเจ้า

199
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 200 (เล่ม 43)

ผู้ใคร่ยกโทษแก่พระสมณโคดมขึ้น ฆ่าแล้ว; โทษของพระสาวกของ
พระสมณโคดมไม่มี, เป็นโทษของข้าพเจ้าฝ่ายเดียว." พวกเดียรถีย์ได้ทำ
อย่างนั้น. มหาชนผู้เขลาเชื่อแล้วในคราวนั้น. พวกเดียรถีย์ก็ดี พวก
นักเลงก็ดี ถึงอาชญาเพราะการฆ่าคน. จำเดิมแต่นั้นมา สักการะได้มี
มากแก่พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย (ตามเคย) ดังนี้แล.
เรื่องนางปริพาชิกาชื่อสุนทรี จบ.

200
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 201 (เล่ม 43)

๒. เรื่องสัตว์ผู้ถูกทุกข์เบียดเบียน [๒๒๔]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภสัตว์ทั้งหลาย
ผู้อันอานุภาพแห่งผลทุจริตเบียดเบียน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า
" กาสาวกณฺฐา " เป็นต้น.
พระมหาโมคคัลลานะเห็นเปรตมีแต่ร่างกระดูก
ความพิสดารว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานะลงจากภูเขาคิชฌกูฏ
พร้อมกับพระลักขณเถระ เห็นอัตภาพของเหล่าเนรยิกสัตว์มีเปรตผู้มีแต่
ร่างกระดูกเป็นต้น จึงทำการยิ้มแย้ม ถูกพระลักขณเถระถามถึงเหตุที่ทำ
การยิ้มแย้ม ก็กล่าวว่า " ผู้มีอายุ (กาลนี้ ) มิใช่กาลแห่งปัญหานี้, ท่าน
พึงถามผมในสำนักพระตถาคต " อันพระเถระถามในสำนักพระตถาคต
แล้ว บอกความที่ตนเห็นเนรยิกสัตว์มีเปรตผู้มีแต่ร่างกระดูกเป็นต้นแล้ว
จึงบอกกะสหธรรมิก ๕ เหล่า ผู้เร่าร้อนอยู่กับด้วยสมณบริขารมีบาตรจีวร
และประคดเป็นต้น โดยนัยว่า " ผู้มีอายุ ผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ได้
เห็นภิกษุในพุทธศาสนานี้ไปสู่อากาศ, แม้กายของภิกษุนั้นก็เร่าร้อน."
ผู้มีกรรมลามกย่อมเข้าถึงนรก
พระศาสดาตรัสบอกความที่สัตว์เหล่านั้นบวชในศาสนาพระกัสสป-
ทศพลแล้ว ไม่สามารถทำให้สมควรแก่บรรพชา เป็นผู้ลามก เมื่อจะทรง
แสดงผลแห่งทุจริตกรรมของภิกษุผู้ลามกทั้งหลาย ซึ่งนั่งอยู่แล้ว ณ ที่นั้น
ในขณะนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๒. ภาสาวกณฺฐา พหโว ปาปธมฺมา อสญฺญตา
ปาปา ปาเปหิ กมฺเมหิ นิรยนฺเต อุปปชฺชเร.

201
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 202 (เล่ม 43)

" ชนเป็นอันมาก มีคอพันด้วยผ้ากาสาวะ เป็น
ผู้มีธรรมลามก ไม่สำรวม, ชนผู้ลามกเหล่านั้น ย่อม
เข้าถึงนรกเพราะกรรมลามกทั้งหลาย. "
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาสาวกณฺฐา ได้แก่ ผู้มีคอพันด้วย
ผ้ากาสาวะ.
บทว่า ปาปธมฺมา แปลว่า ผู้มีธรรมลามก.
บทว่า อสญฺญตา ได้แก่ ผู้เว้นจากการสำรวมทางกายเป็นต้น.
อธิบายว่า บุคคลผู้ลามกเห็นปานนั้น ย่อมเข้าถึงนรก เพราะอกุศลกรรม
ทั้งหลายที่ตนทำไว้. ชนเหล่านั้น ไหม้ในนรกนั้นแล้ว จุติจากนรกนั้น
ย่อมไหม้แม้ในเปรตวิสัยทั้งหลายอย่างนั้น เพราะกรรมอันเผล็ดผลที่ยัง
เหลือ.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องสัตว์ผู้ถูกทุกข์เบียดเบียน จบ.

202
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 203 (เล่ม 43)

๓. เรื่องภิกษุผู้อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำชื่อวัคคุมุทา [๒๒๕]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อเสด็จอาศัยเมืองไพศาลี ประทับอยู่ในป่ามหาวัน
ทรงปรารภเหล่าภิกษุอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า
" เสยฺโย อโยคุโฬ " เป็นต้น.
พระศาสดาทรงติเตียนภิกษุเห็นแก่ท้อง
เรื่อง (มี) มาแล้วในอุตตริมนุสสธรรมปาราชิกสิกขาบทนั้นแล. ใน
กาลนั้นแล พระศาสดาตรัสกะพระภิกษุเหล่านั้นว่า " ภิกษุทั้งหลาย ก็
พวกเธอพากันกล่าวคุณแห่งอุตตริมนุสสธรรมของกันและกัน แก่พวก
คฤหัสถ์เพื่อประโยชน์แก่ท้องหรือ ? " เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า " ขอรับ
พระเจ้าข้า " ดังนี้แล้ว, ทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริยาย แล้ว
ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๓. เสยฺโย อโยคุโฬ ภุตฺโต ตตฺโต อคฺคิสิขูปโม
ยญฺเจ ภุญฺเชยฺย ทุสฺสีโล รฏฺฐปิณฺฑํ อสญฺญโต.
" ก้อนเหล็กอันร้อนประหนึ่งเปลวไฟ ภิกษุ
บริโภคยังดีกว่า, ภิกษุผู้ทุศีล ไม่สำรวม บริโภค
ก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น จะประเสริฐอะไร ? "
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ยญฺเจ ภุญฺเชยฺย ความว่า ภิกษุ
ผู้ทุศีล คือผู้ไม่มีศีล ไม่สำรวมทางกายเป็นต้น ปฏิญญาตนว่า " เราเป็น
สมณะ " รับก้อนข้าวที่ชาวแว่นแคว้นถวายด้วยศรัทธา อันชื่อว่ารัฏฐ-
ปิณฑะอันใด แล้วพึงฉัน, ก้อนเหล็กอันร้อนมีสีประหนึ่งไฟ อันภิกษุ

203