พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 184 (เล่ม 43)

นั้น ๆ ด้วยสามารถแห่งวัตถุตามสมควร ได้ทำชาวนครทั้งสิ้นให้เนื่อง
เป็นอันเดียวกับด้วยคุณของตน.
พ่อผัวให้นางจูฬสุภัททาไหว้ชีเปลือย
ก็ในวันมงคลเป็นต้น พ่อผัวของนาง เมื่อจะทำสักการะแก่พวก
ชีเปลือย ส่งไปด้วยคำว่า " นางจงมาไหว้พระสมณะทั้งหลายของพวกเรา. "
นางไม่อาจเพื่อจะดูชีเปลือยทั้งหลาย เพราะละอาย ไม่ปรารถนาจะไป. พ่อ
ผัวนั้น แม้ส่ง (ข่าว) ไปบ่อย ๆ ถูกนางห้ามแล้ว จึงโกรธพูดว่า " พวก
เธอจงขับไล่มันไปเสีย. " นางคิดว่า " พ่อผัวไม่อาจยกโทษแก่เรา เพราะ
เหตุไม่สมควรได้ " ให้คนเรียกกุฎุมพีมาแล้ว บอกความนั้น. กุฏุมพี
เหล่านั้น ทราบความที่นางไม่มีโทษ จึงให้เศรษฐียินยอมแล้ว. เขาบอก
แก่ภรรยาว่า " ลูกสะใภ้นี้ไม่ไหว้พระสมณะทั้งหลายของเรา ด้วยเข้าใจว่า
" เป็นผู้ไม่มีความละอาย."
ภรรยาเศรษฐีนั้น คิดว่า " พวกสมณะของลูกสะใภ้นี้ เป็นเช่นไร
หนอแล ? นางสรรเสริญพระสมณะเหล่านั้นเหลือเกิน " ให้คนเรียกนาง
มาแล้ว พูดว่า :-
" พวกพระสมณะของเจ้า เป็นเช่นไร ? เจ้าจึง
สรรเสริญพระสมณะเหล่านั้นนักหนา. พระสมณะ
เหล่านั้น มีปกติอย่างไร ? มีสมาจารอย่างไร ? เจ้า
อันเราถามแล้ว จงบอกเรื่องนั้นแก่เรา."
ลำดับนั้น นางสุภัททาประกาศคุณทั้งหลายของพระพุทธเจ้า และ
พระสาวกของพระพุทธเจ้า แก่แม่ผัวนั้นอยู่ ให้แม่ผัวยินดีแล้วด้วยคำ
ทั้งหลายมีเป็นต้นอย่างนี้ว่า :-

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 185 (เล่ม 43)

ลูกสะใภ้บอกสมณภาพแก่แม่ผัว
" ท่านผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจสงบ ท่านเดิน
ยืนเรียบร้อย, มีจักษุทอดลง พูดพอประมาณ,
พวกสมณะของฉันเป็นเช่นนั้น. กายกรรมของท่าน
สะอาด. วจีกรรมไม่มัวหมอง, มโนกรรมหมดจดดี.
พวกสมณะของฉันเป็นเช่นนั้น. ท่านไม่มีมลทิน มี
รัศมีดุจสังข์และมุกดา บริสุทธิ์ทั้งภายใน ภายนอก
เต็มแล้วด้วยธรรมอันหมดจดทั้งหลาย. พวกสมณะ
ของฉันเป็นเช่นนั้น. โลกฟูขึ้นเพราะลาภ และฟุบลง
เพราะเสื่อมลาภ, ท่านผู้ตั้งอยู่อย่างเดียวเพราะลาภ
และเสื่อมลาภ. พวกสมณะของฉันเป็นเช่นนั้น. โลก
ฟูขึ้นเพราะยศ และฟุบลงเพราะเสื่อมยศ, ท่านผู้ตั้ง
อยู่อย่างเดียวเพราะยศและเสื่อมยศ, พวกสมณะ
ของฉันเป็นเช่นนั้น. โลกฟูขึ้นเพราะสรรเสริญ และ
ฟุบลงแม้เพราะนินทา, ท่านผู้สม่ำเสมอในเพราะ
นินทาและสรรเสริญ, พวกสมณะของฉันเป็นเช่น
นั้น. โลกฟูขึ้นเพราะสุข และฟุบลงแม้เพราะทุกข์,
ท่านไม่หวั่นไหวในเพราะสุขและทุกข์, พวกสมณะ
ของฉันเป็นเช่นนั้น. "
นางจูฬสุภัททานิมนต์ภิกษุสงฆ์ฉันอาหาร
ลำดับนั้น แม่ผัวกล่าวกะนางว่า " เจ้าอาจแสดงสมณะทั้งหลายของ

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 186 (เล่ม 43)

เจ้า แม้แก่พวกฉันได้หรือ " เมื่อนางตอบว่า " อาจ " จึงพูดว่า " ถ้า
กระนั้น เจ้าจงทำโดยประการที่พวกฉันจะเห็นสมณะเหล่านั้น." นางรับว่า
" ดีละ " ตระเตรียมมหาทานเพื่อภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว
ยืนอยู่บนพื้นปราสาทชั้นบน ผินหน้าไปเฉพาะพระเชตวัน ไหว้โดยเคารพ
ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ระลึกถึงพระพุทธคุณทั้งหลาย ทำการบูชาด้วย
ของหอม เครื่องอบ ดอกไม้และธูป กล่าว (อัญเชิญ) ว่า " ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้านิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อ
ฉันเช้าในวันรุ่งขึ้น, ด้วยสัญญาณของข้าพเจ้านี้ ขอพระศาสดาจงทราบว่า
เป็นผู้อันข้าพเจ้านิมนต์แล้ว " ดังนี้แล้ว จึงซัดดอกมะลิ ๘ กำไปใน
อากาศ.
ดอกไม้ทั้งหลาย ลอยไปเป็นเพดานอันสำเร็จด้วยระเบียบดอกไม้
ได้คงที่อยู่เบื้องบนพระศาสดา ผู้ทรงแสดงธรรมอยู่ในท่ามกลางบริษัท ๔.
สัตบุรุษย่อมปรากฏในที่ไกล
ในขณะนั้น แม้อนาถบิณฑิกเศรษฐีสดับธรรมกถาแล้ว นิมนต์พระ-
ศาสดา เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้. พระศาสดาตรัสว่า " คฤหบดี ตถาคต
รับภัตเพื่อฉันในวันพรุ่งนี้แล้ว," เมื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลว่า
" ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนอื่นมาก่อนกว่าข้าพระองค์ไม่มี, พระองค์ทรง
รับภัตของใครหนอแล ? " ตรัสว่า " คฤหบดี นางจูฬสุภัททานิมนต์ไว้
แล้ว." เมื่อท่านเศรษฐีกล่าวว่า " นางสุภัททาอยู่ในที่ไกลที่สุดประมาณ
๑๒๐ โยชน์แต่ที่นี้มิใช่หรือ ? พระเจ้าข้า " ตรัสว่า " จ้ะ คฤหบดี. ก็สัต-
บุรุษทั้งหลาย แม้อยู่ในที่ไกล ย่อมปรากฏเหมือนยืนอยู่เฉพาะหน้า "
ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 187 (เล่ม 43)

๘. ทูเร สนฺโต ปกาเสนฺติ หิมวนฺโตว ปพฺพโต
อสนฺเตตฺถ น ทิสฺสนฺติ รตฺติขิตฺตา ยถา สรา.
" สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมปรากฏในที่ไกล เหมือน
ภูเขาหิมพานต์, (ส่วน) อสัตบุรุษ ย่อมไม่ปรากฏ
ในที่นี้, เหมือนลูกศรอันเขาซัด (ยิง) ไปในราตรี
ฉะนั้น. "
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺโต เป็นต้น ความว่า ปราชญ์
ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ชื่อว่าสัตบุรุษ เพราะความที่กิเลสทั้งหลาย
มีราคะเป็นต้น สงบแล้ว, แต่ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์
สัตว์ผู้มีอธิการ (บุญ) อันทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน มีกุศล-
มูลสั่งสมไว้แล้ว (และ) อบรมภาวนาแล้วว่า " สัตบุรุษ. "
บทว่า ปกาเสนฺติ ความว่า แม้ยืนอยู่ที่ไกล เมื่อมาสู่คลองพระญาณ
แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าย่อมปรากฏได้.
บทว่า หิมวนฺโตว ความว่า เหมือนอย่างว่า ภูเขาหิมพานต์กว้าง
๓,๐๐๐ โยชน์ สูง ๕๐๐ โยชน์ ประดับด้วยยอด ๘๔,๐๐๐ ย่อมปรากฏ
แม้แก่ชนทั้งหลายผู้ยืนอยู่ในที่ไกล เหมือนตั้งอยู่เฉพาะหน้า ฉันใด; สัต-
บุรุษทั้งหลายย่อมปรากฏ ฉันนั้น.
บทว่า อสนฺเตตฺถ ความว่า บุคคลพาล หนักในทิฏฐธรรม มีปร-
โลกอันผ่านไปแล้ว เห็นแก่อามิส บวชเพื่อประโยชน์แก่ชีวิต ชื่อว่า
อสัตบุรุษ, อสัตบุรุษเหล่านั้น แม้นั่งในที่นี้ คือในที่ใกล้มณฑลแห่งพระ-
ชานุเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่ปรากฏ คือย่อมไม่ทราบ.

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 188 (เล่ม 43)

สองบทว่า รตฺตึ ขิตฺตา คือเหมือนลูกศรที่ยิงไปในราตรี คือในที่
มืด ประกอบด้วยองค์๑ ๔.
อธิบายว่า อสัตบุรุษเหล่านั้น ย่อมไม่ปรากฏเพราะความไม่มีแห่ง
บุรพเหตุ ซึ่งเป็นอุปนิสัยเห็นปานนั้น.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น.
วิสสุกรรมนิรมิตเรือนยอด ๕๐๐ หลัง
แม้ท้าวสักกเทวราชแล ทรงทราบว่า " พระศาสดาทรงรับนิมนต์
ของนางจูฬสุภัททาแล้ว " ทรงบังคับวิสสุกรรมเทพบุตรว่า " ท่านจงนิรมิต
เรือนยอด ๕๐๐ หลัง แล้วนำภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ไปสู่
อุคคนครในวันพรุ่งนี้.
ในวันรุ่งขึ้น วิสสุกรรมเทพบุตรนั้น นิรมิตเรือนยอด ๕๐๐ หลัง
แล้ว ได้ยืนอยู่ที่ประตูแห่งพระเชตวัน. พระศาสดาทรงเลือกแล้ว พา
ภิกษุขีณาสพผู้บริสุทธิ์ทั้งนั้น ๕๐๐ รูป พร้อมด้วยบริวารประทับนั่งใน
เรือนยอดแล้ว ได้เสด็จไปยังอุคคนคร.
อุคคเศรษฐีกลับเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
แม้อุคคเศรษฐีพร้อมด้วยบริวาร แลดูทางเสด็จมาแห่งพระตถาคต
โดยนัยอันนางสุภัททาให้แล้ว เห็นพระศาสดาเสด็จมาด้วยสิริสมบัติใหญ่
เป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว ทำสักการะด้วยวัตถุทั้งหลาย มีระเบียบดอกไม้
เป็นต้น ต้อนรับแล้ว ถวายบังคม ถวายมหาทาน นิมนต์ซ้ำอีก ได้
ถวายมหาทานสิ้น ๗ วัน.
๑. วันแรม ๑๔-๑๕ ค่ำ ๑ เที่ยงคืน ๑ ดงทึบ ๑ ก้อนเมฆ ๑.

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 189 (เล่ม 43)

แม้พระศาสดา ทรงกำหนดธรรมเป็นที่สบายของเศรษฐีนั้นแล้ว
ทรงแสดงธรรม. สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ทำเศรษฐีนั้นให้เป็นต้น ได้ตรัสรู้
ธรรมแล้ว.
พระศาสดา เพื่อทรงอนุเคราะห์นางสุภัททา จึงรับสั่งให้พระ-
อนุรุทธเถระกลับ ด้วยพระดำรัสว่า " เธอจงพักอยู่ในที่นี่แหละ " แล้วได้
เสด็จไปยังกรุงสาวัตถีทีเดียว. ตั้งแต่นั้นมา ชาวนครนั้นได้มีศรัทธาเลื่อมใส
ดังนี้แล.
เรื่องนางจูฬสุภัททา จบ.

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 190 (เล่ม 43)

๙. เรื่องพระเถระชื่อเอกวิหารี [๒๒๒]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเถระ
ชื่อเอกวิหารี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " เอกาสนํ " เป็นต้น.
พวกภิกษุทูลเรื่องพระเถระแด่พระศาสดา
ได้ยินว่า พระเถระนั้นได้เป็นผู้ในปรากฏในระหว่างแห่งบริษัท ๔ ว่า
" นั่งอยู่แต่ผู้เดียว เดินแต่ผู้เดียว ยืนแต่ผู้เดียว." ต่อมาภิกษุทั้งหลาย
กราบทูลพระเถระนั้นแด่พระตถาคตว่า " พระเถระนี้ ชื่อว่ามีรูปอย่างนี้
พระเจ้าข้า."
ภิกษุพึงเป็นผู้สงัด
พระศาสดาประทานสาธุการว่า " สาธุ สาธุ " ดังนี้แล้วทรงสั่งสอน
ว่า " ธรรมดาภิกษุ พึงเป็นผู้สงัด " แล้วตรัสอานิสงส์ในวิเวก แล้วจึง
ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๙. เอกาสนํ เอกเสยฺยํ เอโก จรมตนฺทิโต
เอโก ทมยมตฺตานํ วนนฺเต รมิโต สิยา.
" ภิกษุพึงเสพที่นั่งคนเดียว ที่นอนคนเดียว, พึง
เป็นผู้เดียว ไม่เกียจคร้านเที่ยวไปเป็นผู้เดียว ทรมาน
ตน เป็นผู้ยินดียิ่งไปราวป่า."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า เอกาสนํ เอกเสยฺยํ ความว่า ที่
นั่งของภิกษุผู้ไม่ละมูลกัมมัฏฐาน นั่งแม้ในท่ามกลางแห่งภิกษุตั้งพัน ด้วย

190
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 191 (เล่ม 43)

การทำไว้ในใจนั้นนั่นแล ชื่อว่า ที่นั่งคนเดียว. ก็ที่นอนของภิกษุผู้เข้าไป
ตั้งสติไว้แล้วนอนเหนือที่นอนอันเขาปูไว้ ในปราสาทเช่นกับโลหปราสาท
ก็ดี ในท่ามกลางภิกษุตั้งพันรูปก็ดี เป็นที่รองผ้าลาดอันวิจิตร อันควร
แก่ค่ามาก โดย (ตะแคง) ข้างขวา ด้วยมนสิการในมูลกัมมัฏฐาน ชื่อว่า
ที่นอนคนเดียว. ภิกษุพึงเสพที่นั่งคนเดียวและที่นอนคนเดียวเห็นปานนั้น.
บทว่า อตนฺทิโต ความว่า ภิกษุเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน ด้วยการอาศัย
กำลังแข้งเลี้ยงชีวิต เที่ยวไปแต่ผู้เดียวในทุก ๆ อิริยาบถ.
บาทพระคาถาว่า เอโก ทมยมตฺตานํ ความว่า เป็นผู้ ๆ เดียวเท่านั้น
ทรมานตน ด้วยสามารถแห่งการตามประกอบกัมมัฏฐานในที่ทั้งหลายมี
ที่พักกลางคืนเป็นต้น แล้วบรรลุมรรคและผล.
บาทพระคาถาว่า วนนฺเต รมิโต สิยา ความว่า ภิกษุเมื่อทรมาน
ตนอย่างนั้น ชื่อว่า พึงเป็นผู้ยินดียิ่ง ในราวป่าอันสงัดจากเสียงทั้งหลาย
มีเสียงสตรีและบุรุษเป็นต้นทีเดียว. เพราะภิกษุผู้มีปกติอยู่พลุกพล่าน ไม่
อาจทรมานตนอย่างนั้นได้.
ในกาลจบเทศนา ภิกษุเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น. ตั้งแต่นั้นมา มหาชนย่อมปรารถนาการอยู่คนเดียวเท่านั้น
ดังนี้แล.
เรื่องพระเถระชื่อเอกวิหารี จบ.
ปกิณณกวรรควรรณนา จบ
วรรคที่ ๒๑ จบ.

191
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 192 (เล่ม 43)

คาถาธรรมบท
นิรยวรรค๑ที่ ๒๒
ว่าด้วยผู้มีธรรมเลวไปนรก
[๓๒] ๑. ผู้มักพูดคำไม่จริง ย่อมเข้าถึงนรก หรือแม้
ผู้ใดทำแล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้ามิได้ทำ ชนแม้ทั้งสอง
นั้น เป็นมนุษย์มีกรรมเลวทราม ละไปในโลกอื่นแล้ว
ย่อมเป็นผู้เสมอกัน.
๒. ชนเป็นอันมาก มีคอพันด้วยผ้ากาสาวะ เป็น
ผู้มีธรรมลามก ไม่สำรวม ชนผู้ลามกเหล่านั้น ย่อม
เข้าถึงนรก เพราะกรรมลามกทั้งหลาย.
๓. ก้อนเหล็กอันร้อนประหนึ่งเปลวไฟ ภิกษุ
บริโภคยังดีกว่าภิกษุผู้ทุศีล ไม่สำรวม บริโภคก้อน
ข้าวของชาวแว่นแคว้น จะประเสริฐอะไร.
๔. นระผู้ประมาทชอบเสพภรรยาของคนอื่น
ย่อมถึงฐานะ ๔ อย่าง คือ การได้สิ่งที่มิใช่บุญ เป็น
ที่ ๑ การนอนไม่ได้ตามความปรารถนา เป็นที่ ๒
การนินทา เป็นที่ ๓ นรก เป็นที่ ๔. การได้สิ่ง
มิใช่บุญอย่างหนึ่ง คติลามกอย่างหนึ่ง ความยินดี
ของบุรุษผู้กลัว กับด้วยหญิงผู้กลัว มีประมาณน้อย
อย่างหนึ่ง พระราชาย่อมลงอาญาอันหนักอย่างหนึ่ง
เพราะฉะนั้น นระไม่ควรเสพภรรยาของคนอื่น.
๑. วรรคนี้ มีอรรถกถา ๙ เรื่อง.

192
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 193 (เล่ม 43)

๕. หญ้าคาที่บุคคลจับไม่ดี ย่อมตามบาดมือ
นั่นเองฉันใด คุณเครื่องเป็นสมณะที่บุคคลลูบคลำ
ไม่ดี ย่อมคร่าเขาไปในนรกฉันนั้น. การงานอย่าง
ใดอย่างหนึ่งที่ย่อหย่อน วัตรใดที่เศร้าหมอง พรหม-
จรรย์ที่ระลึกด้วยความรังเกียจ กรรมทั้ง ๓ อย่างนั้น
ย่อมไม่มีผลมาก. หากว่าบุคคลพึงทำกรรมใด ควร
ทำกรรมนั้นให้จริง ควรบากบั่นทำกรรมนั้นให้มั่น
เพราะว่าสมณธรรมเครื่องละเว้นที่ย่อหย่อน ยิ่งเกลี่ย
ธุลีลง.
๖. กรรมชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า (เพราะ)
กรรมชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง ส่วนบุคคลทำ
กรรมใดแล้ว ไม่ตามเดือดร้อน กรรมนั้นเป็นกรรมดี
อันบุคคลทำแล้วดีกว่า.
๗. ท่านทั้งหลายควรรักษาตน เหมือนกับพวก
มนุษย์ป้องกันปัจจันตนคร ทั้งภายในและภายนอก
ฉะนั้น. ขณะอย่าได้ล่วงท่านทั้งหลายเสีย เพราะว่า
ชนทั้งหลายผู้ล่วงเสียงขณะ เป็นผู้เบียดเสียดกัน
ในนรก เศร้าโศกอยู่.
๘. สัตว์ทั้งหลาย ย่อมละอายเพราะสิ่งอันไม่
ควรละอาย ไม่ละอายเพราะสิ่งอันควรละอาย สมา-
ทานมิจฉาทิฏฐิ ย่อมถึงทุคติ. สัตว์ทั้งหลายย่อม

193