ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 174 (เล่ม 43)

บาทพระคาถาว่า สทา โคตมสาวกา ความว่า ชื่อว่าเป็นสาวก
ของพระโคดม เพราะความที่ตนเป็นผู้เกิดแล้วในที่สุดแห่งการฟังแห่ง
พระพุทธเจ้าผู้โคตมโคตร (และ) เพราะความเป็นคืออันฟังอนุสาสนีของ
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นนั่นแล.
สองบทว่า พุทฺธคตา สติ ความว่า สติของชนเหล่าใดปรารภ
พระพุทธคุณทั้งหลายอันต่างด้วยคุณมีว่า " อิติปิ โส ภควา " เป็นต้น
เกิดขึ้นอยู่ มีอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์, ชนเหล่านั้น ชื่อว่าตื่นอยู่ด้วยดีแม้
ในกาลทุกเมื่อ. ก็ชนเหล่านั้น เมื่อไม่อาจ (เพื่อจะกระทำ) อย่างนั้นได้
ทำซึ่งพุทธานุสสติไว้ในใจ ในวันหนึ่ง ๓ เวลา ๒ เวลา (หรือ) แม้เวลา
เดียว ชื่อว่าตื่นอยู่ด้วยดีเหมือนกัน.
สองบทว่า ธมฺมคตา สต ความว่า สติที่ปรารภพระธรรมคุณ
ทั้งหลาย อันต่างด้วยคุณมีว่า " สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม" เป็นต้น
อันเกิดขึ้นอยู่.
สองบทว่า สงฺฆคตา สติ ความว่า สติที่ปรารภพระสังฆคุณทั้งหลาย
อันต่างด้วยคุณมีว่า " สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ" เป็นต้น
อันเกิดขึ้นอยู่.
สองบทว่า กายคตา สติความว่า สติอันเกิดขึ้นอยู่ ด้วยสามารถ
แห่งอาการ ๓๒ ด้วยสามารถแห่งการอยู่ในป่าช้า ๙ ด้วยสามารถแห่ง
รูปฌานมีนีลกสิณอันเป็นไปในภายในเป็นต้น.
สองบทว่า อหึสาย รโต ความว่า ยินดีแล้วในกรุณาภาวนา
(การเจริญกรุณา) อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า " ภิกษุนั้นมี
ใจสหรคตด้วยกรุณา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่."

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 175 (เล่ม 43)

บทว่า ภาวนาย ได้แก่ เมตตาภาวนา, จริงอยู่ ภาวนาที่เหลือ
แม้ทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาในบทว่า " ภาวนาย "
นี้ เพราะความที่กรุณาภาวนาพระองค์ตรัสไว้แล้วในหนหลังแม้โดยแท้,
ถึงดังนั้น เมตตาภาวนาเท่านั้น พระองค์ทรงประสงค์เอาในบทว่า
" ภาวนาย " นี้, คำที่เหลือ ผู้ศึกษาพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วใน
คาถาต้นนั้นเทียว.
ในกาลจบเทศนา ทารกนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมด้วย
มารดาและบิดาแล้ว. ครั้นภายหลัง ชนแม้ทั้งหมดบวชแล้วบรรลุพระ-
อรหัต. เทศนาได้มีประโยชน์แม้แก่ชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องนายทารุสากฏิกะ จบ.

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 176 (เล่ม 43)

๖. เรื่องภิกษุวัชชีบุตร [๒๑๙]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยกรุงไพศาลี ประทับอยู่ในป่ามหาวัน ทรง
ปรารภภิกษุผู้เป็นโอรสของเจ้าวัชชีรูปใดรูปหนึ่ง ที่พระธรรมสังคาห-
กาจารย์ กล่าวหมายเอาว่า๑ "ภิกษุผู้เป็นโอรสของเจ้าวัชชีรูปใดรูปหนึ่ง
อยู่ในราวป่าแห่งใดแห่งหนึ่ง ใกล้เมืองไพศาลี. ก็โดยสมัยนั้นแล ใน
กรุงไพศาลีมีการเล่นมหรสพตลอดคืนยังรุ่ง. ครั้งนั้นแล ภิกษุนั้นได้ยิน
เสียงกึกก้องแห่งดนตรีที่เขาดีแล้วและประโคมแล้ว คร่ำครวญอยู่ กล่าว
คาถานี้ในเวลานั้นว่า:-
"พวกเราผู้เดียว ย่อมอยู่ในป่า เหมือนไม้ที่เขา
ทิ้งไว้แล้วในป่า, ในราตรีเช่นนี้ บัดนี้ ใครเล่า ?
ที่เลวกว่าพวกเรา."
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ทุปฺปพฺพชฺชํ ทุรภิรมํ" เป็นต้น.
เสียงกึกก้องเป็นปรปักษ์ต่อสมณเพศ
ได้ยินว่า ภิกษุนั้นเป็นราชโอรสในแคว้นวัชชี สละราชสมบัติที่ถึง
แล้วตามวาระ บวชแล้ว ในกรุงไพศาลี, เมื่อทั่วทั้งพระนครอันเขาประดับ
แล้วด้วยเครื่องประดับทั้งหลาย มีธงชัยและธงแผ่นผ้าเป็นต้น กระทำให้
เนื่องเป็นอันเดียวกันกับชั้นจาตุมหาราช, เมื่อวาระเป็นที่เล่นมหรสพ
ตลอดคืนยังรุ่ง ในวันเพ็ญเป็นที่บานแห่งดอกโกมุทเป็นไปอยู่, ได้ยิน
เสียงกึกก้องแห่งดนตรี มีกลองเป็นต้นที่เขาตีแล้ว และเสียงดนตรีมีพิณ
เป็นต้น ที่เขาประโคมแล้ว, เมื่อพระราชาเจ็ดพันเจ็ดร้อยเจ็ดพระองค์,
๑. สํ. ส. ๑๕/ ข้อ ๗๘๓ วัชชีปุตตสูตร.

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 177 (เล่ม 43)

และข้าราชบริพารทั้งหลาย มีอุปราชและเสนาบดีเป็นต้นของพระราชา
เหล่านั้น ก็มีจำนวนเท่านั้นเหมือนกัน ซึ่งมีอยู่ในกรุงไพศาลี ประดับ
ประดาแล้ว ก้าวลงสู่ถนนเพื่อต้องการจะเล่นนักษัตร, จงกรม (เดินกลับ
ไปกลับมา) อยู่ที่จงกรมใหญ่ ประมาณ ๖๐ ศอก เห็นพระจันทร์เต็มดวง
เด่นอยู่ในกลางท้องฟ้า ยืนพิงแผ่นกระดาน ณ ที่สุดจงกรมแล้ว มองดู
อัตภาพประดุจไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่า เพราะความที่ตนเว้นแล้วจากผ้าสำหรับ
โพกและเครื่องอลังการ คิดอยู่ว่า "คนอื่นที่เลวกว่าเรา มีอยู่หรือหนอ ?"
แม้ประกอบด้วยคุณมีการอยู่ป่าเป็นวัตรเป็นต้นตามปกติ ในขณะนั้น ถูก
ความไม่ยินดียิ่งบีบคั้น จึงกล่าวอย่างนั้น.
เทวดากล่าวคาถาให้เกิดความสังเวช
ท่านได้ยินคาถานี้ ซึ่งเทวดาผู้สิงอยู่ในไพรสณฑ์นั้น กล่าวแล้ว
ว่า*:-
"ท่านผู้เดียว อยู่ในป่า เหมือนไม้ที่เขาทิ้งไว้ใน
ป่า, ชนเป็นอันมาก ย่อมกระหยิ่งต่อท่านนั้น ราว
กะว่าพวกสัตว์นรก กระหยิ่มต่อชนทั้งหลาย ผู้ไปสู่
สวรรค์ฉะนั้น.
ด้วยความประสงค์ว่า "เราจักยังภิกษุนี้ให้สังเวช" ในวันรุ่งขึ้น
เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่ง.
พระศาสดาทรงแสดงทุกข์ ๕ อย่าง
พระศาสดาทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว ประสงค์จะประกาศความที่
ฆราวาสเป็นทุกข์ จึงทรงรวบรวมทุกข์ ๕ อย่างแล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑. สํ. ส. ๑๕/ข้อ ๗๘๕.

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 178 (เล่ม 43)

๖. ทุปฺปพฺพชฺชํ ทุรภิรมํ ทุราวาสา ฆรา ทุกฺขา
ทุกฺโข สมานสํวาโส ทุกฺขานุปติตทฺธคู
ตสฺมา น จทฺธคู สิยา น จ ทุกฺขานุปติโต สิยา.
"การบวชก็ยาก การยินดีก็ยาก เรือนที่ปกครอง
ไม่ดี ให้เกิดทุกข์ การอยู่ร่วมกับผู้เสมอกัน๑ เป็น
ทุกข์ ผู้เดินทางไกล ก็ถูกทุกข์ติดตาม, เพราะฉะนั้น
ไม่พึงเป็นผู้เดินทางไกล และไม่พึงเป็นผู้อันทุกข์
ติดตาม."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุปฺกพฺพชฺชํ ความว่า ชื่อว่า การละ
กองแห่งโภคะน้อยก็ตาม มากก็ตาม และเครือญาติ บวชมอบอุระ (ถวาย
ชีวิต) ในศาสนานี้ เป็นการยาก.
บทว่า ทุรภิรมํ ความว่า การที่กุลบุตรแม้บวชแล้วอย่างนั้น สืบ
ต่อความเป็นไปแห่งชีวิต ด้วยการเที่ยวไปเพื่อภิกษา ยินดียิ่ง ด้วยสามารถ
แห่งการคุ้มครองคุณคือศีลอันไม่มีประมาณ และบำเพ็ญข้อปฏิบัติธรรม
อันสมควรแก่ธรรมให้บริบูรณ์ เป็นการยาก.
บทว่า ทุราวาสา ความว่า ก็ราชกิจของพระราชา อิสรกิจของ
อิสรชนทั้งหลาย อันผู้ครองเรือนต้องนำไป, ชนข้างเคียงและสมณ-
พราหมณ์ผู้ประพฤติธรรม อันผู้ครองเรือนต้องสงเคราะห์, แม้เมื่อเป็น
อย่างนี้ การครองเรือนก็เต็มได้ยาก เหมือนหม้อที่ทะลุและมหาสมุทร;
เพราะฉะนั้น ชื่อว่าเรือนเหล่านั่น ที่ปกครองไม่ดีจึงชื่อว่าให้เกิดทุกข์
๑. ตามนัยอรรถกถา ประสงค์จะให้หมายความว่า การอยู่ร่วมกับผู้ไม่เสมอกัน.

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 179 (เล่ม 43)

คือให้ลำบากเพื่อจะอยู่ครอบครอง เพราะเหตุนั้นนั่นแล.
บาทพระคาถาว่า ทุกฺโข สมานสํวาโส ความว่า จริงอยู่ ชนเหล่า
ใดเป็นคฤหัสถ์ แม้เสมอกันโดยชาติ โคตร ตระกูล และโภคะก็ตาม เป็น
บรรพชิต เสมอกันโดยคุณทั้งหลาย มีศีล อาจาระและพาหุสัจจะเป็นต้น
ก็ตาม (แต่) กล่าวคำเป็นต้นว่า "ท่านเป็นใคร ? เราเป็นใคร ?" เป็น
ผู้ขวนขวายในอธิกรณ์อยู่, ชนเหล่านั้น ชื่อว่าผู้ไม่เสมอกัน, ชื่อว่าการ
อยู่ร่วมกับชนเหล่านั้นเป็นทุกข์.
บาทพระคาถาว่า ทุกฺขานุปติตทฺธคู ความว่า ชนเหล่าใดชื่อว่า
ผู้เดินทางไกล เพราะความเป็นผู้ดำเนินไปสู่ทางไกล กล่าวคือวัฏฏะ; ชน
เหล่านั้นถูกทุกข์ติดตามแท้.
สองบทว่า ตสฺมา น จทฺธคู ความว่า แม้ความเป็นผู้อันทุกข์ติด
ตาม ก็เป็นทุกข์ แม้ความเป็นผู้เดินทางไกล ก็เป็นทุกข์; เพราะฉะนั้น
บุคคลไม่พึงเป็นผู้ชื่อว่าเดินทางไกล เพราะการเดินทางไกลกล่าวคือวัฏฏะ
ด้วย ไม่พึงเป็นผู้อันทุกข์มีประการดังกล่าวแล้วติดตามด้วย.
ในกาลจบเทศนา ภิกษุนั้นเบื่อหน่ายในทุกข์ที่พระองค์ตรัสใน
ฐานะ ๕ แล้ว ทำลายสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ๑ ๕ อันเป็นส่วนเบื้อง
สูง๒ ๕ ดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุวัชชีบุตร จบ.
๑. สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ. ๒. รูปราคะ อรูปราคะ มานะ
อุทธัจจะ อวิชชา.

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 180 (เล่ม 43)

๗. เรื่องจิตตคฤหบดี [๒๒๐]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภจิตตคฤหบดี
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " สทฺโธ สีเลน สมฺปนฺโน " เป็นต้น.
ลาภสักการะเกิดขึ้นแก่จิตตคฤหบดี
เรื่องข้าพเจ้าให้พิสดารแล้ว ในวรรณนาแห่งพระคาถา ในพาล-
วรรคว่า " อสนฺตํ ภาวมิจฺเฉยฺย " เป็นต้น. แม้พระคาถา (นี้) ก็มา
แล้วในพาลวรรคนั้นเหมือนกัน. จริงอยู่ ในพาลวรรคนั้น ข้าพเจ้ากล่าว
ไว้ว่า
(พระอานนทเถระ ทูลถามพระศาสดาว่า) " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ก็สักการะนี้เกิดขึ้นแก่คฤหบดีนั่น แม้ผู้มาสู่สำนักของพระองค์เท่านั้น
หรือ ? หรือแม้ไปในที่อื่นก็เกิดขึ้นเหมือนกัน ? "
พระศาสดาตรัสว่า " อานนท์ เมื่อจิตตคฤหบดีนั้นมาสู่สำนักของเรา
ก็ดี ไปในที่อื่นก็ดี, สักการะย่อมเกิดขึ้นทั้งนั้น, เพราะอุบาสกนี้ เป็นผู้มี
ศรัทธาเลื่อมใส สมบูรณ์ด้วยศีล, อุบาสกผู้เห็นปานนี้ ย่อมไปประเทศ
ใดๆ; ลาภสักการะย่อมเกิดแก่เขาในประเทศนั้น ๆ ทีเดียว " ดังนี้แล้ว จึง
ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๗. สทฺโธ สีเลน สมฺปนฺโน ยโสโภคสมปฺปิโต
ยํ ยํ ปเทสํ ภชติ ตตฺถ ตตฺเถว ปูชิโต.
" ผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล เพียบพร้อมด้วย

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 181 (เล่ม 43)

ยศและโภคะ จะไปประเทศใด ๆ, ย่อมเป็นผู้อัน
เขาบูชาแล้ว ในประเทศนั้น ๆ ทีเดียว."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺโธ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยศรัทธา
อันเป็นโลกิยะและโลกุตระ.
บทว่า สีเลน ความว่า ศีลมี ๒ อย่าง คือ ศีลสำหรับผู้ครองเรือน ๑
ศีลสำหรับผู้ไม่ครองเรือน ๑, ใน ๒ อย่างนั้น ศีลสำหรับผู้ครองเรือน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาในบทนี้, ความว่า ผู้ประกอบด้วยศีล
สำหรับผู้ครองเรือนนั้น.
บาทพระคาถาว่า ยโสโภคสมปฺปิโต ความว่า ผู้ประกอบแล้วด้วย
ยศสำหรับผู้ครองเรือน กล่าวคือความมีอุบาสก ๕๐๐ เป็นบริวาร เช่น
ของชนทั้งหลาย มีอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นต้น และด้วยโภคะ ๒ อย่าง
(คือ) โภคะมีทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นต้นอย่างหนึ่ง คืออริยทรัพย์ ๗
อย่างหนึ่ง.
สองบทว่า ยํ ยํ เป็นต้น ความว่า กุลบุตรผู้เห็นปานนี้ ไปสู่ประเทศ
ใด ๆ ในทิศทั้งหลายมีทิศตะวันออกเป็นต้น; ย่อมเป็นผู้อันเขาบูชาแล้วใน
ประเทศนั้นๆ ด้วยลาภและสักการะเห็นปานนั้นเทียว.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องจิตตคฤหบดี จบ.

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 182 (เล่ม 43)

๘. เรื่องนางจูฬสุภัททา [๒๒๑]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภธิดาของ
อนาถบิณฑิกเศรษฐี ชื่อจูฬสุภัททา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ทูเร
สนฺโต ปกาเสนฺติ " เป็นต้น.
สองเศรษฐีทำกติกาต่อกัน
ดังได้สดับมา เศรษฐีบุตรชื่ออุคคะ ชาวอุคคนครได้เป็นสหายของ
อนาถบิณฑิกเศรษฐี ตั้งแต่เวลาที่ยังเป็นหนุ่ม. สหายทั้งสองนั้น เรียน
ศิลปะอยู่ในตระกูลอาจารย์เดียวกัน ทำกติกาต่อกันว่า " ในเวลาที่เรา
ทั้งสองเจริญวัย เมื่อบุตรและธิดาเกิดแล้ว, ผู้ใดขอธิดาเพื่อประโยชน์แก่
บุตร: ผู้นั้นต้องให้ธิดาแก่ผู้นั้น " เขาทั้งสองเจริญวัยแล้ว ดำรงอยู่ใน
ตำแหน่งเศรษฐีในนครของตน ๆ.
สมัยหนึ่ง อุคคเศรษฐีประกอบการค้าขาย ได้ไปยังกรุงสาวัตถีด้วย
เกวียน ๕๐๐ เล่ม. อนาถบิณฑิกเศรษฐี เรียกนางจูฬสุภัททาธิดาของตน
มาสั่งว่า " แม่ บิดาของเจ้าชื่ออุคคเศรษฐีมา, กิจที่ควรทำแก่เขา จงเป็น
ภาระของเจ้า. "
อุคคเศรษฐีขอนางจูฬสุภัททาเพื่อบุตร
นางรับว่า " ดีละ " จึงจัดโภชนะมีแกงและกับเป็นต้น ด้วยมือของ
ตนเอง จำเดิมแต่วันอุคคเศรษฐีนั้นมา, เตรียมวัตถุต่าง ๆ มีระเบียบ
ดอกไม้ ของหอม และเครื่องลูบไล้เป็นต้นไว้, ในเวลาบริโภค ก็จัดน้ำ
สำหรับอาบไว้ (คอย) ท่านเศรษฐีนั้น ตั้งแต่เวลาอาบน้ำไป ย่อมทำกิจ
ทุกอย่างสำเร็จเรียบร้อย.

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 183 (เล่ม 43)

อุคคเศรษฐี เห็นอาจารสมบัติของนางสุภัททานั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส
ในวัน หนึ่ง นั่งอยู่กับ๑อนาถบิณฑิกเศรษฐี ด้วยกถาอันปรารภความสุข
แล้ว นึกได้ว่า " ในเวลายังเป็นหนุ่ม เราทั้งสองทำกติกาชื่ออย่างนี้ไว้
แล้ว " จึงขอนางจูฬสุภัททา เพื่อประโยชน์แก่บุตรของตน. แต่อุคค-
เศรษฐีนั้นโดยปกติเป็นมิจฉาทิฏฐิ; เพราะฉะนั้น อนาถบิณฑิกเศรษฐี
จึงกราบทูลความนั้นแด่พระทศพล อันพระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยของ
อุคคเศรษฐีแล้วทรงอนุญาต, จึงปรึกษากับภรรยา แล้วรับคำของอุคค-
เศรษฐีนั้น กำหนดวัน (แต่งงาน) แล้ว, ทำสักการะเป็นอันมาก เหมือน
อย่างธนญชัยเศรษฐีทำให้นางวิสาขาผู้เป็นธิดา แล้วส่งไปฉะนั้น, เรียกนาง
สุภัททามาแล้ว ให้โอวาท ๑๐ ข้อ เป็นต้นว่า " แม่ ธรรมดาสตรีผู้อยู่
ในตระกูลพ่อผัว ไม่ควรนำไฟภายในออกไปภายนอก " โดยนัยที่ธนญชัย-
เศรษฐีให้แก่นางวิสาขานั่นแล เมื่อจะส่งไป ยึดเอากุฎุมพี ๘ คนให้เป็นผู้
รับรองว่า " ถ้าโทษของธิดาข้าพเจ้าเกิดขึ้นในที่ไปแล้ว, พวกท่านต้อง
ชำระ, " ในวันเป็นที่ส่งธิดานั้นไป ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระ-
พุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว, ส่งธิดาไปด้วยสักการะเป็นอันมาก ประหนึ่งจะ
แสดงความเจริญแห่งผลสุจริตทั้งหลาย อันธิดาทำไว้แล้วในภพก่อนให้
ปรากฏแก่ชาวโลก. ในเวลานางถึงอุคคนครโดยลำดับ มหาชนพร้อมกับ
ตระกูลพ่อผัว ได้ทำการต้อนรับ.
ฝ่ายนางจูฬสุภัททานั่น แสดงตนแก่ชาวนครทั้งสิ้น เหมือนนาง
วิสาขา เพื่อทำสิริสมบัติของตนให้ปรากฏ ยืนอยู่บนรถเข้าไปสู่นคร รับ
เครื่องบรรณาการที่ชาวนครส่งมาแล้ว ส่งไป [ตอบแทน] แก่ชนเหล่า
๑. นั่งสนทนากันตามสบายกับอนาถบิณฑิกเศรษฐี.

183