ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 164 (เล่ม 43)

ทั้ง ๔ ย่อมเจริญแก่ภิกษุเหล่านั้น ผู้ชื่อว่า มีมานะประดุจไม้อ้ออันยกขึ้น
แล้ว เพราะการยกมานะเพียงดังไม้อ้อเที่ยวไป ชื่อว่าประมาทแล้ว เพราะ
ปล่อยสติ.
บทว่า สุสมารทฺธา ได้แก่ ประคองไว้ดีแล้ว.
สองบทว่า กายคตา สติ ได้แก่ ภาวนาอันเป็นเครื่องตามเห็นกาย.
บทว่า อกิจฺ จํ ความว่า ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่เสพ คือไม่ทำสิ่งที่
ไม่ควรทำนั่น มีการประดับร่มเป็นต้น.
บทว่า กิจฺเจ ความว่า ในสิ่งอันตนพึงทำ คือในกรณียะ มีการ
คุ้มครองศีลขันธ์อันหาประมาณมิได้เป็นต้น จำเดิมแต่กาลบวชแล้ว.
บทว่า สาตจฺจการิโน ได้แก่ มีปกติทำเนือง ๆ คือทำไม่หยุด,
อธิบายว่า อาสวะแม้ทั้ง ๔ ของภิกษุเหล่านั้น ผู้ชื่อว่ามีสติ เพราะไม่อยู่
ปราศจากสติ ผู้ชื่อว่ามีสัมปชัญญะ เพราะสัมปชัญญะ ๔ อย่าง คือ
' สาตถกสัมปชัญญะ สัปปายสัมปชัญญะ โคจรสัมปชัญญะ อสัมโมห-
สัมปชัญญะ ' ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ คือถึงความสิ้นไป ได้แก่ ไม่มี.
ในกาลจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว. เทศนาได้มี
ประโยชน์แม้แก่บุคคลที่ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุชาวนครภัททิยะ จบ.

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 165 (เล่ม 43)

๔. เรื่องพระลกุณฏกภัททิยเถระ [๒๑๗]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระลกุณฏก-
ภัททิยเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " มาตรํ ปิตรํ หนฺตฺวา "
เป็นต้น.
อาคันตุกภิกษุเข้าเฝ้าพระศาสดา
ความพิสดารว่า วันหนึ่งภิกษุอาคันตุกะหลายรูปด้วยกัน เข้าไป
เฝ้าพระศาสดา ผู้ประทับนั่ง ณ ที่ประทับกลางวัน ถวายบังคมแล้วนั่ง
ณ ที่ควรข้างหนึ่ง. ขณะนั้นพระลกุณฏกภัททิยเถระเดินผ่านไปในที่ไม่ไกล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระศาสดา ทรงทราบวารจิต (คือความคิด) ของภิกษุเหล่านั้นแล้ว
ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นหรือ ? ภิกษุนี้ฆ่ามารดาบิดาแล้ว
เป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไปอยู่ " เมื่อภิกษุเหล่านั้นมองดูหน้ากันและกันแล้ว แล่น
ไปสู่ความสงสัยว่า " พระศาสดา ตรัสอะไรหนอแล ?" จึงกราบทูลว่า
" พระองค์ตรัสคำนั่นชื่ออะไร ?" เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น
จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๔. มาตรํ ปิตรํ หนฺตฺวา ราชาโน เทฺว จ ขตฺติเย
รฏฺฐํ สานุจรํ หนฺตฺวา อนีโฆ ยาติ พฺราหฺมโณ.
" บุคคลฆ่ามารดาบิดา ฆ่าพระราชาผู้เป็นกษัตริย์
ทั้งสอง และฆ่าแว่นแคว้นพร้อมด้วยเจ้าพนักงาน
เก็บส่วยแล้ว เป็นพราหมณ์ ไม่มีทุกข์ ไปอยู่."

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 166 (เล่ม 43)

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สานุจรํ ได้แก่ ผู้เป็นไปกับด้วยผู้จัดการ
ส่วยให้สำเร็จ คือเจ้าพนักงานเก็บส่วย.
ก็ในพระคาถานี้ บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยว่า ตัณหา ชื่อว่ามารดา
เพราะให้สัตว์ทั้งหลายเกิดในภพ ๓ เพราะบาลีว่า " ตัณหายังบุรุษให้เกิด."
อัสมิมานะ๑ ชื่อว่าบิดา เพราะอัสมิมานะอาศัยบิดาเกิดขึ้นว่า " เรา
เป็นราชโอรสของพระราชาชื่อโน้น หรือเป็นบุตรของมหาอำมาตย์ของ
พระราชาชื่อโน้น" เป็นต้น.
ทิฏฐิทุกชนิด ย่อมอิงสัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิทั้งสอง เหมือน
ชาวโลกอาศัยพระราชาฉะนั้น, เพราะฉะนั้น สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ
จึงชื่อว่าพระราชาผู้กษัตริย์สองพระองค์.
อายตนะ ๑๒๒ ชื่อว่าแว่นแคว้น เพราะคล้ายคลึงกับแว่นแคว้น
โดยอรรถว่ากว้างขวาง. ความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดี ซึ่งอาศัย
อายตนะนั้น ดุจบุรุษเก็บส่วย จัดการส่วยให้สำเร็จ ชื่อว่าเจ้าพนักงาน
เก็บส่วย.
บทว่า อนีโฆ ได้แก่ ไม่มีทุกข์. บทว่า พฺราหมฺโณ ได้แก่
ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว.
ในพระคาถานี้ มีอธิบายดังนี้ " ผู้ชื่อว่ามีอาสวะสิ้นแล้ว เพราะ
กิเลสเหล่านั้นมีตัณหาเป็นต้น อันตนกำจัดได้ ด้วยดาบคืออรหัตมรรค-
ญาณ จึงเป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไปอยู่."
ในกาลจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว.
๑. การถือว่าเป็นเรา. ๒. อายตนะภายใน ๖ มีจักษุเป็นต้น. ภายนอก ๖ มีรูปเป็นต้น.

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 167 (เล่ม 43)

(พระคาถาที่ ๒)
แม้ในพระคาถาที่ ๒ เรื่องก็เหมือนกับเรื่องก่อนนั่นเอง.
แม้ในกาลนั้น พระศาสดาทรงปรารภพระลกุณฏกภัททิยเถระเหมือน
กัน เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-
มาตรํ ปิตรํ หนฺตฺวา ราชาโน เทฺว จ โสตฺถิเย
เวยฺยคฺฆปญฺจมํ หนฺตฺวา อนีโฆ ยาติ พฺราหฺมโณ.
" บุคคลฆ่ามารดาบิดา ฆ่าพระราชาผู้เป็นพราหมณ์
ทั้งสองได้แล้ว และฆ่าหมวด ๕ แห่งนิวรณ์มีวิจิกิจฉา-
นิวรณ์ เช่นกับหนทางที่เสือโคร่งเที่ยวไปเป็นที่ ๕
แล้ว เป็นพราหมณ์ ไม่มีทุกข์ ไปอยู่. "
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า เทฺว จ โสตฺถิเย คือ ผู้เป็นพราหมณ์
ทั้งสองด้วย.
ก็ในพระคาถานี้ พระศาสดาตรัสสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิให้เป็น
พระราชาผู้เป็นพราหมณ์ทั้งสอง เพราะพระองค์เป็นใหญ่ในพระธรรม
และเพราะพระองค์เป็นผู้ฉลาดในวิธีเทศนา.
บัณฑิตพึงทราบวิเคราะห์ ในบท เวยฺยคฺฆปญฺจมํ นี้ ว่าหนทาง
ที่เสือโคร่งเที่ยวไป มีภัยรอบด้าน เดินไปลำบาก ชื่อว่าทางที่เสือโคร่ง
เที่ยวไปแล้ว. แม้วิจิกิจฉานิวรณ์ ชื่อว่าเป็นดุจทางที่เสือโคร่งเที่ยวไปแล้ว
เพราะความที่วิจิกิจฉานิวรณ์นั้น คล้ายกับทนทางอันเสือโคร่งเที่ยวไป
แล้วนั้น, วิจิกิจฉานิวรณ์เช่นกับทนทางที่เสือโคร่งเที่ยวไปแล้วนั้น เป็น
ที่ ๕ แห่งหมวด ๕ แห่งนิวรณ์นั้น เพราะฉะนั้น หมวด ๕ แห่งนิวรณ์
จึงชื่อว่ามีวิจิกิจฉานีวรณ์ เช่นกับทนทางที่เสือโคร่งเที่ยวไปแล้วเป็นที่ ๕.

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 168 (เล่ม 43)

ในพระคาถาที่ ๒ นี้ มีอธิบายดังนี้ว่า " ก็บุคคลฆ่าหมวด ๕ แห่ง
นีวรณ์มีวิจิกิจฉานีวรณ์เช่นกับทนทางที่เสือโคร่งเที่ยวไปแล้วเป็นที่ ๕ นี้
ไม่ให้มีส่วนเหลือ ด้วยดาบคืออรหัตมรรคญาณ เป็นพราหมณ์ ไม่มีทุกข์
เที่ยวไปอยู่."
บทที่เหลือ เป็นเช่นกับบทที่มีในก่อนนั่นแล ดังนี้แล.
เรื่องพระลกุณฏกภัททิยเถระ จบ.

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 169 (เล่ม 43)

๕. เรื่องนายทารุสากฏิกะ [๒๑๘]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภบุตรของ
นายทารุสากฏิกะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " สุปฺปพุทฺธํ " เป็นต้น.
เด็กสองคนเล่นขลุบ
ความพิสดารว่า เด็กในพระนครราชคฤห์สองคน คือ " บุตรของ
บุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิคนหนึ่ง บุตรของบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิคนหนึ่ง"
เล่นขลุบอยู่ด้วยกันเนือง ๆ. ในเด็กสองคนนั้น บุตรของบุคคลผู้เป็น
สัมมาทิฏฐิ เมื่อจะทอดขลุบ. ระลึกถึงพุทธานุสสติแล้วกล่าวว่า " นโม
พุทฺธสฺส " แล้วจึงทอดขลุบ. เด็กนอกนี้ระลึกเฉพาะพระคุณทั้งหลาย
ของพวกเดียรถีย์แล้ว กล่าวว่า "นโม อรหนฺตานิ " แล้วจึงทอด.
ในเด็กสองคนนั้น บุตรของบุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ ย่อมชนะ, เด็กคน
นอกนี้ ย่อมแพ้. บุตรของบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐินั้น เห็นกิริยาของบุตร
ผู้เป็นสัมมาทิฏฐินั้นแล้ว คิดว่า " เพื่อนคนนี้ ระลึกแล้วอย่างนั้น กล่าว
แล้วอย่างนั้น ทอดขลุบไปจึงชนะเรา, แม้เราก็จักทำอย่างนั้น (บ้าง)"
ได้ทำการสั่งสมในพุทธานุสสติแล้ว.
เด็กผู้เป็นสัมมาทิฏฐิไปป่ากับบิดา
ภายหลังวันหนึ่ง บิดาของเด็กผู้เป็นสัมมาทิฏฐินั้น เทียมเกวียน
แล้วไปเพื่อต้องการไม้ ได้พาเด็กแม้นั้นไปแล้ว บรรทุกเกวียนให้เต็ม
แล้วด้วยไม้ในดง ขับมาอยู่ (ถึง) ภายนอกเมือง ปล่อยโคไปในที่อันมี
ความสำราญด้วยน้ำ ในที่ใกล้ป่าช้า แล้วได้กระทำการจัดแจงภัต.

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 170 (เล่ม 43)

ลำดับนั้น โคของเขาเข้าไปสู่เมืองกับหมู่โคที่เข้าไปสู่เมืองในเวลา
เย็น. ฝ่ายนายสากฏิกะเที่ยวติดตามโคอยู่ เข้าไปสู่เมืองแล้วในเวลาเย็น
พบโคแล้วจูงออกไปอยู่ ไม่ทันถึงประตู ก็เมื่อเขายังไม่ทันถึงนั่นแหละ,
ประตูปิดเสียแล้ว. ขณะนั้น บุตรของเขาผู้เดียวเท่านั้น นอนแล้วใน
ภายใต้แห่งเกวียนในส่วนแห่งราตรีก้าวลงสู่ความหลับแล้ว.
เจริญพุทธานุสสติป้องกันอมนุษย์ได้
ก็กรุงราชคฤห์ แม้ตามปกติก็มากไปด้วยอมนุษย์. อนึ่ง เด็กนี้
ก็นอนแล้วในที่ใกล้แห่งป่าช้า. พวกอมนุษย์ในที่ใกล้แห่งป่าช้านั้นเห็น
เขาแล้ว. อมนุษย์คนหนึ่ง ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นเสี้ยนหนามต่อพระ-
ศาสนา, อมนุษย์ตนหนึ่ง เป็นสัมมาทิฏฐิ.
ในอมนุษย์ทั้งสองนั้น อมนุษย์ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิกล่าวว่า " เด็กคนนี้
เป็นภักษาหารของพวกเรา, พวกเราจงเคี้ยวกินเด็กคนนี้." อมนุษย์ผู้เป็น
สัมมาทิฏฐินอกนี้ ห้ามอมนุษย์ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐินั้น ด้วยคำว่า " อย่าเลย,
ท่านอย่าชอบใจเลย." อมนุษย์ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐินั้น แม้ถูกอมนุษย์ผู้เป็น
สัมมาทิฏฐินั้นห้ามอยู่ ก็ไม่เอื้อเฟื้อถ้อยคำของเขา จับเท้าเด็กคร่ามาแล้ว.
ในขณะนั้น เด็กนั้นกล่าวว่า "นโม พุทฺธสฺส" เพราะความที่
ตนเป็นผู้สั่งสมในพุทธานุสสติ. อมนุษย์กลัวภัยใหญ่ จึงได้ถอยไปยืน
อยู่แล้ว.
อมนุษย์รักษาและบำรุงเด็กผู้นอนในป่าคนเดียว
ลำดับนั้น อมนุษย์ผู้เป็นสัมมาทิฏฐินอกนี้ กล่าวกะอมนุษย์ผู้เป็น
มิจฉาทิฏฐินั้นว่า. " พวกเราทำสิ่งอันไม่ควรทำเสียแล้ว, พวกเราจงทำ
ทัณฑกรรมเพื่อเด็กนั้นเสียเถิด" ดังนี้แล้ว ได้ยืนรักษาเด็กนั้น. อมนุษย์

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 171 (เล่ม 43)

ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิเข้าไปสู่พระนคร ยังถาดโภชนะของพระราชาให้เต็มแล้ว
นำโภชนะมา.
ต่อมา อมนุษย์แม้ทั้งสองเป็นประดุจว่ามารดาและบิดาของเด็กนั้น
ปลุกเด็กนั้นให้ลุกขึ้นแล้ว ให้บริโภคโภชนะนั้น ประกาศความเป็นไป
นั้นแล้ว จารึกอักษรที่ถาดโภชนะ ด้วยอานุภาพของยักษ์ ด้วยอธิษฐานว่า
" พระราชาเท่านั้น จงเห็นอักษรเหล่านี้, คนอื่นจงอย่าเห็น" ดังนี้แล้ว
จึงไป.
ในวันรุ่งขึ้น พวกราชบุรุษทำความโกลาหลอยู่ว่า " พวกโจร
ลักเอาภัณฑะคือภาชนะไปจากราชตระกูลแล้ว" จึงปิดประตูทั้งหลายแล้ว
ค้นดู เมื่อไม่เห็นในพระนคร จึงออกจากพระนคร ตรวจดูข้างโน้นและ
ข้างนี้ จึงเห็นถาดอันเป็นวิการแห่งทองคำบนเกวียนที่บรรทุกฟืน จึงจับ
เด็กนั้น ด้วยความสำคัญว่า " เด็กนี้เป็นโจร" ดังนี้แล้ว แสดง
แด่พระราชา.
เด็กถูกไต่สวน
พระราชาทอดพระเนตรเห็นอักษรทั้งหลายแล้ว ตรัสถามว่า " นี่
อะไรกัน ? พ่อ." เด็กนั้นกราบทูลว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ
ข้าพระองค์ไม่ทราบ, มารดาบิดาของข้าพระองค์มาให้บริโภคในราตรี
แล้วได้ยืนรักษาอยู่. ข้าพระองค์คิดว่า ' มารดาบิดารักษาเราอยู่" จึงไม่มี
ความกลัวเลย เข้าถึงความหลับแล้ว, ข้าพระองค์ทราบเพียงเท่านี้."
ลำดับนั้น แม้มารดาและบิดาของเด็กนั้น ก็ได้ไปสู่ที่นั้นแล้ว.
พระราชาทรงทราบความเป็นไปนั้นแล้ว ทรงพาชนทั้งสามนั้นไปสู่
สำนักพระศาสดา กราบทูลความเป็นไปทั้งปวงแล้ว ทูลถามว่า " ข้าแต่

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 172 (เล่ม 43)

พระองค์ผู้เจริญ พุทธานุสสติเท่านั้น ย่อมเป็นคุณชาติเครื่องรักษาหรือ
หนอแล ? หรือว่าอนุสสติอื่น แม้มีธัมมานุสสติเป็นต้น ก็เป็นคุณชาติ
เครื่องรักษา."
พระศาสดาทรงแสดงฐานะ ๖
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสแก่พระราชานั้นว่า " มหาบพิตร พุทธา-
นุสสติอย่างเดียวเท่านั้น เป็นคุณชาติเครื่องรักษาก็หามิได้, ก็จิตอันชน
เหล่าใดอบรมดีแล้วโดยฐานะ ๖. กิจด้วยอันรักษาและป้องกันอย่างอื่น
หรือด้วยมนต์และโอสถ ย่อมไม่มีแก่ชนเหล่านั้น ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรง
แสดงฐานะ ๖ ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
๕. สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ ทา โคตมสาวกา
เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ นิจฺจํ พุทฺธคตา สติ.
ปฺปพุทฺธํ พุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา
สํ ทิวา จ รตฺโต จ นิจฺจํ ธมฺมคตา สติ.
ปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา
สํ ทิวา จ รตฺโต จ นิจฺจํ สงฺฆคตา สติ.
ปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา
สํ ทิวา จ รตฺโต จ นิจฺจํ กายคตา สติ.
ปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา
สํ ทิวา จ รตฺโต จ อหึสาย รโต มโน.
ปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา
สํ ทิวา จ รตฺโต จ ภาวนาย รโต นโน.

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 173 (เล่ม 43)

" สติของชนเหล่าใด ไปแล้วในพระพุทธเจ้า
เป็นนิตย์ ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน, ชนเหล่านั้น
เป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ.
สติของชนเหล่าใด ไปแล้วในพระธรรมเป็นนิตย์
ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน, ชนเหล่านั้น เป็นสาวกของ
พระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ.
สติของชนเหล่าใด ไปแล้วในพระสงฆ์เป็นนิตย์
ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน, ชนเหล่านั้น เป็นสาวกของ
พระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ.
สติของชนเหล่าใด ไปแล้วในกายเป็นนิตย์ ทั้ง
กลางวันทั้งกลางคืน, ชนเหล่านั้นเป็นสาวกของพระ-
โคดม ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ.
ใจของชนเหล่าใด ยินดีแล้วในอันไม่เบียดเบียน
ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน, ชนเหล่านั้น เป็นสาวกของ
พระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ.
ใจของชนเหล่าใด ยินดีแล้วในภาวนา ทั้งกลาง
วันทั้งกลางคืน, ชนเหล่านั้นเป็นสาวกของพระโคดม
ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บาทพระคาถาว่า สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ
ความว่า ชนเหล่านั้นยึดสติอันไปแล้วในพระพุทธเจ้า หลับอยู่นั่นเทียว
เมื่อตื่น ชื่อว่าตื่นอยู่ด้วยดี.

173