ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 134 (เล่ม 43)

พ่อค้า. ท่านผู้เจริญ ก็อันตรายจักมีหรือ ?
อานนท์. เออ อุบาสก, ชีวิตของท่านจักเป็นไปได้ตลอด ๗ วัน
เท่านั้น.
เขาเป็นผู้มีใจสังเวชแล้ว นิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็น
ประมุข ถวายมหาทานตลอด ๗ วัน แล้วรับมาตรเพื่อประโยชน์แก่การ
อนุโมทนา.
คนเขลาย่อมไม่รู้อันตรายแห่งชีวิต
ลำดับนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงทำอนุโมทนาแก่เขา ตรัสว่า
" อุบาสก ธรรมดาบัณฑิตคิดว่า ' เราจักอยู่ในที่นี้นี่แหละตลอดฤดูฝน
เป็นต้น, จักประกอบการงานชนิดนี้ ๆ' ย่อมไม่ควร, ควรคิดถึงอันตราย
แห่งชีวิตของตนเท่านั้น" ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๘. อิธ วสฺสํ วสิสิสามิ อิธ เหมนฺตคิมฺหิสุ
อิติ พาโล วิจินฺเตติ อนฺตรายํ น พุชฺฌติ.
" คนพาลย่อมคิดว่า ' เราจักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดู
ฝน, จักอยู่ในที่นี้ ในฤดูหนาวและฤดูร้อน ' หารู้
อันตรายไม่."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ วสฺสํ ความว่า เราจักอยู่ทำการ
งานชนิดนี้ ๆ ในที่นี้ ตลอดฤดูฝน ๔ เดือน.
บทว่า เหมนฺตคิมฺหิสุ ความว่า คนพาลผู้ไม่รู้ประโยชน์อันเป็นไป
ในทิฏฐธรรมและสัมปรายภพ ย่อมคิดอย่างนี้ว่า " เราจักอยู่ทำการงาน
ชนิดนี้ ๆในที่นี้นี่แหละ ตลอด ๔ เดือน แม้ในฤดูหนาวและฤดูร้อน."

134
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 135 (เล่ม 43)

บทว่า อนฺตรายํ ความว่า ย่อมไม่รู้จักอันตรายแห่งชีวิตของตนว่า
"เราจักตายในกาล ในประเทศ หรือในวัยชื่อโน้น."
ในกาลจบเทศนา พ่อค้านั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว, เทศนา
ได้มีประโยชน์ แม้แก่บุคคลที่ประชุมกันแล้ว. ฝ่ายพ่อค้าตามส่งเสด็จ
พระศาสดาแล้ว กลับมานอนบนที่นอน ด้วยคิดว่า " ดูเหมือนโรคใน
ศีรษะจะเกิดขึ้นแก่เรา," นอนแล้วด้วยอาการนั้นแหละ. ทำกาละแล้ว
บังเกิดในดุสิตวิมาน ดังนี้แล.
เรื่องพ่อค้ามีทรัพย์มาก จบ.

135
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 136 (เล่ม 43)

๙. เรื่องนางกิสาโคตมี [๒๑๒]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภนางกิสาโคตมี
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ตํ ปุตฺตปสุสมฺมตฺตํ " เป็นต้น.
ความตายเป็นของเที่ยง
เรื่องข้าพเจ้ากล่าวให้พิสดารไว้แล้ว ในการพรรณนาพระคาถาใน
สหัสสวรรค ว่า :-
"ก็ผู้ใดไม่เห็นบทอันไม่ตาย พึงเป็นอยู่สิ้น ๑๐๐
ปี, ความเป็นอยู่วันเดียว ของผู้เห็นอมตบท ยัง
ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ของผู้นั้น."
ก็ในคราวนั้น พระศาสดาตรัสว่า " กิสาโคตมี เมล็ดพันธุ์ผักกาด
ประมาณหยิบมือหนึ่ง ท่านได้แล้วหรือ ?"
กิสาโคตมี. ไม่ได้ พระเจ้าข้า. (เพราะ) ในบ้านทั้งสิ้น คนตาย
แหละมีมากกว่าคนเป็นอยู่.
มัจจุย่อมพานระไปเหมือนห้วงน้ำใหญ่
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะนางว่า " ท่านเข้าใจว่า ' บุตรของเรา
เท่านั้น ตาแล้ว,' ความตายนั่น เป็นธรรมเที่ยงแท้ของสรรพสัตว์,
เพราะมัจจุราชคร่าสรรพสัตว์ผู้มีอัธยาศัยยังไม่เต็มเปี่ยมเท่านั้น ซัดลงไป
ในสมุทรคืออบาย ดุจห้วงน้ำใหญ่ ฉะนั้น" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดง
ธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 137 (เล่ม 43)

๙. ตํ ปุตฺตปสุสมฺมตฺตํ พฺยาสตฺตมนสํ นรํ
สุตฺตํ คามํ มโหโฆว มจฺจุ อาทาย คจฺฉติ.
" มัจจุ พานระนั้น ผู้มัวเมาในบุตรและปศุสัตว์
ผู้มีใจข้องในอารมณ์ต่าง ๆ ไป เหมือนห้างน้ำใหญ่
พัดเอาชาวบ้านผู้หลับไปฉะนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ตํ ปุตฺตปสุสมฺมตฺตํ ความว่า ซึ่ง
นระนั้นผู้ได้บุตรและปศุสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งถึงพร้อมด้วยรูปและกำลังเป็นต้น
แล้ว มัวเมาคือประมาทแล้ว ด้วยบุตรและปศุสัตว์ทั้งหลายอย่างนี้ว่า " บุตร
ของเรามีรูปสวย มีกำลังสมบูรณ์ ฉลาด สามารถในกิจทุกอย่าง, โคของ
เรามีรูปงาม ปราศจากโรค สามารถนำของไปได้มาก, แม่โคของเรา
มีน้ำนมมาก."
บทว่า พฺยาสตฺตมนสํ ความว่า ชื่อว่าผู้มีใจข้องแล้ว (ในอารมณ์)
เพราะได้บรรดาเงินและทองเป็นต้น หรือสมณบริขารทั้งหลาย มีบาตร
และจีวรเป็นต้น บางอย่างเท่านั้นแล้ว ปรารถนาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปกว่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าผู้มีใจข้องอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ เพราะต้องอยู่ในบรรดา
อารมณ์ทั้งหลาย ที่จะพึงรู้ด้วยจักษุเป็นต้น หรือบรรดาสมณบริขาร
ทั้งหลาย มีประการดังกล่าวแล้ว ในอารมณ์และบริขารอันตนได้แล้ว
นั้นแล.
สองบทว่า สุตฺตํ คามํ ได้แก่ หมู่สัตว์ผู้เข้าถึงความหลับ.
บทว่า มโหโฆว เป็นต้น ความว่า ห้วงมหานทีใหญ่ ทั้งลึก

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 138 (เล่ม 43)

ทั้งกว้าง พูดชาวบ้านเห็นปานนั้นไปหมด โดยที่สุดแม้สุนัขก็มิให้เหลือไว้
ฉันใด; มัจจุย่อมพานระมีประการดังกล่าวแล้วไปฉันนั้น.
ในกาลจบเทศนา นางกิสาโคตมีตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. เทศนา
ได้มีประโยชน์แม้แก่บุคคลผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องนางกิสาโคตมี จบ.

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 139 (เล่ม 43)

๑๐. เรื่องนางปฏาจารา [๒๑๓]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภนางปฏาจารา
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " น สนฺติ ปุตฺตา " เป็นต้น.
ไม่มีใครต้านทานมัจจุได้
เรื่องข้าพเจ้ากล่าวพิสดารไว้แล้ว ในการพรรณนาพระคาถาใน
สหัสสวรรค ว่า:-
" ก็ผู้ใดไม่เห็นความเกิดและความเสื่อม พึงเป็น
อยู่สิ้น ๑๐๐ ปี, ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้เห็นความ
เกิดและความเสื่อม ยังประเสริฐกว่าความเป็นอยู่
ของผู้นั้น. "
ก็ในกาลนั้น พระศาสดาทรงทราบนางปฏาจาราว่า มีความโศก
เบาบางแล้ว จึงตรัสว่า " ปฏาจารา ชื่อว่าปิยชนทั้งหลายมีบุตรเป็นต้น
ย่อมไม่สามารถเป็นผู้ต้านทานหรือป้องกัน ของบุคคลผู้ไปสู่ปรโลกได้.
เพราะฉะนั้น ชนเหล่านั้นแม้มีอยู่ ก็ชื่อว่าไม่มีแท้: อันการที่บัณฑิตชำระศีล
ให้หมดจดแล้ว ชำระหนทางเป็นที่ไปพระนิพพานเพื่อตนนั่นแล ย่อม
ควร " ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้
ว่า :-
๑๐. น สนฺติ ปุตฺตา ตาณาย น ปิตา นปิ พนฺธวา
อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส นตฺถิ ญาตีสุ ตาณตา

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 140 (เล่ม 43)

เอตมตฺถวสํ ญตฺวา ปณฺฑิโต สีลสํวุโต
นิพฺพานคมนํ มคฺคํ ขิปฺปเม วิโสธเย.
"บัณฑิตทราบอำนาจเนื้อความว่า ' บุตรทั้งหลาย
ย่อมไม่มีเพื่อต้านทาน, บิดาและพวกพ้องทั้งหลาย
ก็ไม่มีเพื่อต้านทาน, เมื่อบุคคลถูกความตายครอบงำ
แล้ว, ความต้านทานในญาติทั้งหลายย่อมไม่มี,'
ดังนี้แล้ว เป็นผู้สำรวมในศีล พึงชำระทางเป็นที่ไป
พระนิพพานให้หมดจดพลันทีเดียว."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาณาย ความว่า เพื่อความเป็นผู้ต้าน
ทาน คือเพื่อประโยชน์แก่ความเป็นที่พึ่ง.
ญาติและเพื่อนผู้ใจดีที่เหลือเว้นบุตรและมารดาบิดาเสีย ชื่อว่าพวก
พ้อง.
บทว่า อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส คือ ผู้ถูกความตายครอบงำ. จริงอยู่
ในปัจจุบันกาล ปิยชนทั้งหลาย มีบุตรเป็นต้น แม้เป็นผู้ต้านทานได้ ด้วย
การให้ข้าวและน้ำเป็นต้น และด้วยการช่วยกิจที่เกิดขึ้นแล้ว (แต่) ใน
เวลาตาย ชื่อย่อมไม่มีประโยชน์แก่การต้านทาน คือเพื่อประโยชน์แก่
การป้องกัน เพราะความเป็นผู้ไม่สามารถเพื่อกางกั้นความตาย โดยอุบาย
อะไร ๆ ได้; เพราะเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "นตฺถิ
ญาตีสุ ตาณตา."

140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 141 (เล่ม 43)

บทว่า เอตมตฺถวสํ ความว่า บัณฑิตทราบเหตุนั้น กล่าวคือความ
ที่ชนเหล่านั้น เป็นผู้ไม่สามารถ เพื่อจะเป็นผู้ต้านทานแก่กันและกันแล้ว
เป็นผู้สำรวม คือรักษา ได้แก่คุ้มครองด้วยปาริสุทธิศีล ๔ พึงชำระทาง
มีองค์ ๘ เป็นที่ไปพระนิพพานให้หมดจดโดยรีบด่วน.
ในเวลาจบเทศนา นางปฏาจาราตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว, ชน
แม้เหล่าอื่นเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลายมีโสดาปัตติผลเป็นต้นแล้ว
ดังนี้แล.
เรื่องนางปฏาจารา จบ.
มรรควรรควรรณนา จบ.
วรรคที่ ๒๐ จบ.

141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 142 (เล่ม 43)

คาถาธรรมบท
ปกิณณกวรรคที่ ๒๑๑
ว่าด้วยหมวดเบ็ดเตล็ด
[๓๑] ๑.ถ้าบุคคลพึงเห็นสุขอันไพบูลย์ พึงสละสุขพอ
ประมาณเสีย ผู้มีปัญญา เมื่อเห็นสุขอันไพบูลย์ ก็
พึงสละสุขพอประมาณเสีย.
๒.ผู้ใดย่อมปรารถนาสุขเพื่อตน เพราะก่อ
ทุกข์ในผู้อื่น ผู้นั้นเป็นผู้ระคนด้วยเครื่องระคนคือเวร
ย่อมไม่พ้นจากเวรได้.
๓.ก็ภิกษุละทิ้งสิ่งที่ควรทำ แต่ทำสิ่งที่ไม่ควร
ทำ อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่ภิกษุเหล่านั้น ผู้มี
มานะประดุจไม้อ้ออันยกขึ้นแล้ว ประมาทแล้ว ส่วน
สติอันเป็นไปในกาย อันภิกษุเหล่าใดปรารภด้วยดี
เป็นนิตย์ ภิกษุเหล่านั้นมีปกติทำเนือง ๆ ในกิจที่ควร
ทำ ย่อมไม่เสพสิ่งที่ไม่ควรทำ อาสวะทั้งหลายของ
ภิกษุเหล่านั้น ผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ ย่อมถึงความ
ตั้งอยู่ไม่ได้.
๔.บุคคลฆ่ามารดาบิดา ฆ่าพระราชาผู้เป็น
กษัตริย์ทั้งสอง และฆ่าแว่นแคว้นพร้อมด้วยเจ้า-
๑. วรรคนี้ มีอรรถกถา ๙ เรื่อง.

142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 143 (เล่ม 43)

พนักงานเก็บส่วยแล้ว เป็นพราหมณ์ไม่มีทุกข์ ไป
อยู่.
บุคคลฆ่ามารดาบิดา ฆ่าพระราชาผู้เป็นพราหมณ์
ทั้งสองได้แล้ว และฆ่าหมวด ๕ แห่งนิวรณ์มีวิจิ-
กิจฉานิวรณ์ เช่นกับหนทางที่เสือโคร่งเที่ยวไปเป็น
ที่ ๕ แล้ว เป็นพราหมณ์ไม่มีทุกข์ ไปอยู่.
๕. สติของชนเหล่าใด ไปแล้วในพระพุทธเจ้า
เป็นนิตย์ ทั้งกลางวันกลางคืน (ชนเหล่านั้น) เป็น
สาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดี ในกาลทุกเมื่อ
สติของชนเหล่าใด ไปแล้วในพระธรรมเป็นนิตย์
ทั้งกลางวันกลางคืน (ชนเหล่านั้น) เป็นสาวกของ
พระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ สติของชน
เหล่าใดไปแล้วในพระสงฆ์เป็นนิตย์ ทั้งกลางวันและ
กลางคืน (ชนเหล่านั้น) เป็นสาวกของพระโคดม
ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ สติของชนเหล่าใดไป
แล้วในกายเป็นนิตย์ ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน (ชน
เหล่านั้น) เป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดีใน
กาลทุกเมื่อ ใจของชนเหล่าใดยินดีแล้วในอันไม่
เบียดเบียนทั้งกลางวันทั้งกลางคืน (ชนเหล่านั้น)
เป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุก
เมื่อ ใจของชนเหล่าใดยินดีแล้วในภาวนา ทั้งกลาง-

143