พระเถระทั้งสองนั้น ไม่ไปแม้โดยหนทางเดียวกัน, รูปหนึ่งถือเอา
หนทางโดยประตูด้านปัจฉิมทิศ, รูปหนึ่งถือเอาโดยประตูด้านปุรัตถิมทิศ.
พระธรรมกถึกกล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ อย่าทำอย่างนี้, อย่าทำอย่างนี้"
เมื่อพระเถระกล่าวว่า "จงหยุดเถิด คุณ," แล้วกลับ. ในวันรุ่งขึ้นพระ-
ธรรมกถึกนั้น เข้าไปบ้านใกล้เคียง, เมื่อพวกมนุษย์กล่าวว่า "ท่านผู้
เจริญทั้งสองไปไหน ? ขอรับ," กล่าวตอบว่า "คุณ อย่าถามเลย,
พระผู้เป็นเจ้าผู้เข้าถึงสกุลของพวกท่าน วานนี้ทำการทะเลาะกันแล้วออก
ไป, ฉันแม้ขอร้องอยู่ก็ไม่สามารถจะให้กลับได้." ในคนเหล่านั้น คนที่
โง่เขลาได้นิ่งเสีย, ส่วนคนที่ฉลาดคิดว่า "ชื่อว่าความพลั้งพลาดอะไร ๆ
ของผู้เจริญทั้งสอง เราทั้งหลายไม่เคยเห็นสิ้นกาลประมาณเพียงนี้, ภัยเมื่อ
เกิดขึ้นแก่พระผู้เป็นเจ้าทั้งสองนั้น คงเกิดขึ้นเพราะอาศัยพระธรรมกถึก
รูปนี้" แล้วได้เป็นผู้ถึงความเสียใจ. พระมหาเถระแม้เหล่านั้น ไม่ได้
ความสบายจิตในที่ไปแล้ว. พระมหาเถระคิดว่า "โอ ! กรรมของภิกษุ
ใหม่หนัก, (เพราะ) เธอได้พูดกะภิกษุผู้จรมา ที่ตนเห็นแล้วครู่เดียวว่า
' ท่านอย่าได้ทำการคบหากับพระมหาเถระ." ถึงพระอนุเถระนอกนี้ก็ได้
คิดว่า "โอ ! กรรมของพระมหาเถระหนัก (เพราะ) ท่านได้พูดกะ
ผู้จรมา อันตนเห็นแล้วเพียงครู่เดียวว่า ' อย่าได้คบหากับพระอนุเถระนี้."
การสาธยายและการทำไว้ในใจมิได้มีแล้วแก่พระเถระทั้งสองนั้น. โดย
ล่วงไป ๑๐๐ ปี พระเถระทั้งสองนั้นได้ไปสู่วิหารแห่งเดียวกันในปัจฉิม-
ทิศ. เสนาสนะอันเดียวกันนั่นแล ได้ถึงแก่พระเถระทั้งสองนั้น. เมื่อ
พระมหาเถระเข้าไปนั่งบนเตียงแล้ว, แม้พระอนุเถระนอกนี้ก็ได้เข้าไป.
พระมหาเถระพอเห็นพระอนุเถระนั้นก็จำได้ ไม่สามารถจะอดกลั้นน้ำตา