พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ - หน้าที่ 464 (เล่ม 42)

อภิธรรมนั้นไม่ได้ จึงโกรธ แล้วเข้าไปหาพระอานนทเถระ พระเถระ
นั้น แสดงธรรมแก่พวกข้าพระองค์น้อยนัก, พวกข้าพระองค์โกรธแม้ต่อ
ท่าน แล้วมาในที่นี้.
การนินทาสรรเสริญเป็นของเก่า
พระศาสดา ทรงสดับถ้อยคำของเขาแล้ว จึงตรัสว่า " อตุละ ข้อ
นั้น เขาเคยประพฤติกันมาตั้งแต่โบราณทีเดียว, ชนทั้งหลายติเตียน ทั้ง
คนนิ่ง ทั้งคนพูดมาก ทั้งคนพูดน้อยทีเดียว, ด้วยว่าผู้อันเขาพึงติเตียน
อย่างเดียวเท่านั้น หรือว่าผู้อันเขาพึงสรรเสริญอย่างเดียวไม่มีเลย; แม้
พระราชาทั้งหลาย คนบางพวกก็นินทา บางพวกก็สรรเสริญ, แผ่นดิน
ใหญ่ก็ดี, พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ดี, ธาตุมีอากาศเป็นต้นก็ดี, คน
บางพวกนินทา บางพวกสรรเสริญ, แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประทับ
นั่งแสดงธรรมในท่ามกลางบริษัท ๔ บางพวกนินทา บางพวกสรรเสริญ;
ก็การนินทาและสรรเสริญของพวกอันธพาลไม่เป็นประมาณ; แต่ผู้ที่ถูก
บัณฑิตผู้มีปัญญาติเตียน จึงชื่อว่า เป็นอันติเตียน ผู้อันบัณฑิตสรรเสริญ
แล้ว ชื่อว่าเป็นอันสรรเสริญ " ดังนี้แล้ว ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้
ว่า :-
๗. โปราณเมตํ อตุล เนตํ อชฺชตนามิว
นินฺทนฺติ ตุณฺหิมาสีนํ นินฺทนฺติ พหุภาณินํ
มิตภาณิมฺปิ นินฺทนฺติ นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต
น จาหุ น จ ภวิสฺสติ น เจตรหิ วิชฺชติ
เอกนฺติ นินฺทิโต โปโส เอกนฺตํ วา ปสํสิโต
ยญฺเจ วิญฺญู ปสํสนฺติ อนุวิจฺจ สุเว สุเว

464
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ - หน้าที่ 465 (เล่ม 42)

อจฺฉิทฺทวุตฺตึ เมธาวึ ปญฺญาสีลสมาหิ
เนกฺขํ ชมฺโพนทสฺเสว โก ตํ นินฺทิตุมรหติ
เทวาปิ นํ ปสํสนฺติ พฺรหฺมุนาปิ ปสํสิโต.
" อตุละ การนินทาและสรรเสริญนั่น เป็นของ
เก่า, นั่นมิใช่เป็นเหมือนมีในวันนี้, ชนทั้งหลาย
ย่อมนินทาผู้นั่งนิ่งบ้าง, ย่อมนินทาผู้พูดมากบ้าง,
ย่อมนินทาผู้พูดพอประมาณบ้าง.๑ ผู้ไม่ถูกนินทาไม่มี
ในโลก คนผู้ถูกนินทาโดยส่วนเดียว หรือว่าอันเขา
สรรเสริญโดยส่วนเดียวไม่ได้มีแล้ว จักไม่มี และไม่
มีอยู่ในบัดนี้; หากว่าวิญญูชนใคร่ครวญแล้วทุก ๆ วัน
สรรเสริญผู้ใด ซึ่งมีความประพฤติไม่ขาดสาย มี
ปัญญา ผู้ตั้งมั่นด้วยปัญญาและศีล, ใครเล่าย่อมควร
เพื่อติเตียนผู้นั้นผู้เป็นดังแท่งทองชมพูนุท๒, แม้เทวดา
และมนุษย์ทั้งหลาย ก็สรรเสริญเขา ถึงพรหมก็สรร-
เสริญแล้ว. "
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โปราณเมตํ คือการนินทาและสรรเสริญ
นั่นเอง เป็นของเก่า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกอุบาสกนั้นว่า " อตุละ. "
บาทพระคาถาว่า เนตํ อชฺชตนามิว ความว่า การนินทาหรือ
สรรเสริญนี้ เป็นเหมือนมีในวันนี้ คือเกิดขึ้นเมื่อตะกี้ หามิได้. อธิบายว่า
๑. ตามพยัญชนะว่า ผู้พูดพอนับได้. ๒. ทองพิเศษชนิดหนึ่งซึ่งได้มาจากแม่น้ำชมพู.

465
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ - หน้าที่ 466 (เล่ม 42)

จริงอยู่ คนทั้งหลายย่อมนินทาคนนิ่งว่า " ทำไม ? คนนี่จึงนั่งนิ่ง
เหมือนคนใบ้ เหมือนคนหนวก เหมือนไม่รู้อะไร ๆ เสียเลย " ดังนี้บ้าง,
ย่อมนินทาคนพูดมากว่า " ทำไม ? คนนี่จึงประพฤติเสียงกฏะกฏะ เหมือน
กับใบตาลถูกลมพัด, คำพูดของผู้นี้ไม่มีที่สิ้นสุด " ดังนี้บ้าง, ย่อม
นินทาผู้พูดพอประมาณว่า " ทำไม ? คนนี่จึงสำคัญคำพูดของตนเหมือน
ทองคำและเงิน พูดคำสองคำแล้วนิ่งเสีย " ดังนี้บ้าง; คนชื่อว่าไม่ถูก
นินทา ย่อมไม่มีในโลกนี้ แม้โดยประการทั้งปวง ด้วยประการอย่างนั้น.
บทว่า น จาหุ เป็นต้น ได้แก่ ไม่ได้มีแล้วแม้ในอดีต. ทั้งจัก
ไม่มีในอนาคต.
สองบทว่า ยญฺเจ วิญฺญู ความว่า การนินทาหรือสรรเสริญของ
พวกชนพาล ไม่เป็นประมาณ แต่บัณฑิตทั้งหลาย ใคร่ครวญเเล้ว คือ
ทราบเหตุแห่งนินทาหรือเหตุแห่งสรรเสริญแล้วทุก ๆ วัน ย่อมสรรเสริญ
บุคคลใด ผู้ชื่อว่า มีความประพฤติไม่ขาดสาย เพราะความเป็นผู้ประกอบ
ด้วยสิกขาอันไม่ขาดสาย หรือด้วยความเป็นไปแห่งชีวิตไม่ขาดสาย ผู้ชื่อว่า
มีปัญญา เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาอันรุ่งเรืองในธรรม ชื่อว่า
ผู้ตั้งมั่นด้วยปัญญาและศีล เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาอันเป็น
โลกิยะและโลกุตระ และด้วยปาริสุทธิศีล ๔, ใครเล่า ย่อมควรเพื่อ
นินทาบุคคลนั้น ผู้เป็นดุจดังแท่งทองชมพูนุท อันเว้นจากโทษแห่งทองคำ
อันควรเพื่อจะบุและขัด.
บทว่า เทวาปิ เป็นต้น ได้แก่ เทพดาก็ดี มนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตก็ดี
ย่อมลุกขึ้นชมเชย สรรเสริญ ซึ่งภิกษุนั้น.

466
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ - หน้าที่ 467 (เล่ม 42)

บทว่า พฺรหฺมุนาปิ ความว่า ไม่ใช่เทพดาและมนุษย์อย่างเดียว
(ย่อมสรรเสริญ). ถึงมหาพรหมในหมื่นจักรวาล ก็สรรเสริญบุคคลนั่น
เหมือนกัน.
ในกาลจบเทศนา อุบาสกเหล่านั้นทั้ง ๕๐๐ ดำรงอยู่แล้วในโสดา-
ปัตติผล ดังนี้แล.
เรื่องอตุลอุบาสก จบ.

467
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ - หน้าที่ 468 (เล่ม 42)

๘. เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์ [๑๘๑]
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภภิกษุฉัพพัคคีย์
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " กายปฺปโกปํ " เป็นต้น.
มูลบัญญัติการสวมเขียงเท้า
ความพิสดารว่า วันหนึ่ง พระศาสดาทรงสดับเสียง " ขฏะขฏะ ก๊อก ๆ "
แห่งภิกษุเหล่านั้น ผู้ถือไม้เท้าทั้งสองมือ สวมเขียงเท้าไม้ จงกรมอยู่บน
หลังแผ่นหิน ตรัสถามว่า " อานนท์ นั่นชื่อ เสียงอะไรกัน ? " ทรงสดับา
" เป็นเสียงขฏะขฏะแห่งพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ ผู้สวมเขียงเท้าไม้จงกรมอยู่ "
จึงทรงบัญญัติสิกขาบท แล้วตรัสว่า " ธรรมดาภิกษุ ควรรักษาทวาร
มีกายทวาร เป็นต้น " ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงได้ทรง
ภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
๘. กายปฺปโกปํ รกฺเขยฺยํ กาเยน สํวุโต สิยา
กายทุจฺจริตํ หิตฺวา กาเยน สุจริตํ จเร
วจีปโกปํ รกฺเขยฺย วาจาย สํวุใต สิยา
วจีทุจฺจริตํ หิตฺวา วาจาย สุจริตํ จเร
มโนปโกปํ รกฺเขยฺย มนสา สํวุโต สิยา
มโนทุจฺจริตํ หิตฺวา มนสา สุจริตํ จเร
กาเยน สํวุตา ธีรา อโถ วาจาย สํวุตา
มนสา สํวุตา ธีรา เต เว สุปริสํวุตา.
" พึงรักษาความกำเริบทางกาย พึงเป็นผู้สำรวม
ทางกาย, พึงละกายทุจริตแล้ว ประพฤติสุจริตทาง
กาย; พึงรักษาความกำเริบทางวาจา, พึงเป็นผู้สำรวม

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ - หน้าที่ 469 (เล่ม 42)

ทางวาจา พึงละวจีทุจริตแล้ว ประพฤติสุจริตทาง
วาจา; พึงละความกำเริบทางใจ, พึงเป็นผู้สำรวม
ทางใจ, พึงละมโนทุจริตแล้ว ประพฤติสุจริตทางใจ,
ธีรชนทั้งหลายสำรวมทางกาย, อนึ่งสำรวมทางวาจา,
สำรวมทางใจ, ธีรชนเหล่านั้นแล ชื่อว่าสำรวม
รอบคอบดีแล้ว. "
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กายปฺปโกปํ ได้แก่ พึงรักษากาย-
ทุจริตสามอย่าง.
สองบทว่า กาเยน สํวุโต ความว่า พึงห้ามการเข้าไปแห่งทุจริต
ในกายทวาร สำรวมไว้แล้ว คือมีทวารปิดแล้ว; ก็เพราะบุคคลละกาย
ทุจริตอยู่ประพฤติกายสุจริต ชื่อว่า ย่อมกระทำกรรมนั้น แม้ทั้งสองอย่าง;
ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า " กายทุจฺจริตํ หิตฺวา กาเยน สุจริตํ จเร. "
แม้ในคาถาเป็นลำดับไป ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บาทพระคาถาว่า กาเยน สํวุตา ธีรา ความว่า บัณฑิตเหล่าใด
เมื่อไม่ทำกายทุจริตมีปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่า สำรวมแล้วทางกาย, เมื่อ
ไม่ทำวจีทุจริตมีมุสาวาทเป็นต้น ชื่อว่า สำรวมแล้วทางวาจา, เมื่อไม่ให้
มโนทุจริตมีอภิชฌาเป็นต้นตั้งขึ้น ชื่อว่า สำรวมแล้วทางใจ; บัณฑิต
เหล่านั้น ชื่อว่า สำรวมรอบคอบดีแล้ว คือ รักษาดีแล้ว คุ้มครองดีแล้ว
มีทวารอันปิดดีแล้ว ในโลกนี้.

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ - หน้าที่ 470 (เล่ม 42)

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์ จบ.
โกธวรรควรรณนา จบ.
วรรคที่ ๑๗ จบ.

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 1 (เล่ม 43)

พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท
เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒
ตอนที่ ๔
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
คาถาธรรมบท
มลวรรคที่ ๑๘๑
ว่าด้วยมลทิน
[๒๘] ๑. บัดนี้ ท่านเป็นดุจใบไม้เหลือง อนึ่ง บุรุษแห่ง
พระยายม (คือความตาย) ปรากฏแก่ท่านแล้ว ท่าน
ตั้งอยู่ใกล้ปากแห่งความเสื่อม อนึ่ง แม้เสบียงทาง
ของท่านก็ยังไม่มี ท่านนั้นจงทำที่พึ่งแก่ตน จงรีบ
พยายาม จงเป็นบัณฑิต ท่านกำจัดมลทินได้แล้ว
ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน จักถึงอริยภูมิอันเป็นทิพย์.
บัดนี้ ท่านเป็นผู้มีวัยอันชรานำเข้าไปแล้ว เป็นผู้
เตรียมพร้อม (เพื่อจะไป) สำนักของพระยายม อนึ่ง
แม้ที่พักในระหว่าง (ทาง) ของท่านก็ยังไม่มี อนึ่ง
๑. วรรคนี้ มีอรรถกถา ๑๒ เรื่อง.

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 2 (เล่ม 43)

ถึงเสบียงทางของท่านก็หามีไม่ ท่านนั้นจงทำที่พึ่ง
แก่ตน จงรีบพยายาม จงเป็นบัณฑิต ท่านเป็นผู้มี
มลทินอันกำจัดได้แล้ว ไม่มีกิเลสเพียงดำเนิน จักไม่
เข้าถึงชาติชราอีก.
๒. ผู้มีปัญญาทำกุศลอยู่คราวละน้อย ๆ ทุก ๆ
ขณะโดยลำดับ พึงกำจัดมลทินของตนได้ เหมือน
ช่างทองปัดเป่าสนิมของฉะนั้น.
๓. สนิมตั้งขึ้นแต่เหล็ก ครั้นตั้งขึ้นแต่เหล็กแล้ว
ย่อมกัดเหล็กนั่นเอง ฉันใด กรรมทั้งหลายของตน
ย่อมนำบุคคลผู้มักประพฤติล่วงปัญญาชื่อว่า โธนา ไป
สู่ทุคติ ฉันนั้น.
๔. มนต์ทั้งหลาย มีอันไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน
เรือนมีความในหมั่นเป็นมลทิน ความเกียจคร้านเป็น
มลทินของผิวพรรณ ความประมาทเป็นมลทินของ
ผู้รักษา.
๕. ความประพฤติชั่วเป็นมลทินของสตรี ความ
ตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้ ธรรมอันลามกทั้งหลาย
เป็นมลทินแล ทั้งในโลกนี้ ทั้งในโลกหน้า เราจะบอก
มลทินอันยิ่งกว่ามลทินนั้น อวิชชาเป็นมลทินอย่างยิ่ง
ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายละมลทินนั่นได้แล้ว ย่อม
เป็นผู้หมดมลทิน.

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 3 (เล่ม 43)

๖. อันบุคคลผู้ไม่มีความละอาย กล้าเพียงดังกา
มีปกติกำจัด (คุณผู้อื่น) มักแล่นไป (เอาหน้า) ผู้
คะนอง ผู้เศร้าหมอง เป็นอยู่ง่าย ส่วนบุคคลผู้มี
ความละอาย ผู้แสวงหากรรมอันสะอาดเป็นนิตย์ ไม่
หดหู่ ไม่คะนอง มีอาชีวะหมดจด เห็นอยู่ เป็นอยู่ยาก.
๗. นระใด ย่อมยังสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป ๑
กล่าวมุสาวาท ๑ ถือเอาทรัพย์ที่บุคคลอื่นไม่ให้ใน
โลก ๑ ถึงภริยาของผู้อื่น ๆ อนึ่ง นระใดย่อมประกอบ
เนือง ฯ ซึ่งการดื่มสุราและเมรัย นระนี้ (ชื่อว่า) ย่อม
ขุดซึ่งรากเหง้าของตนในโลกนี้ทีเดียว. บุรุษผู้เจริญ
ท่านจงทราบอย่างนี้ว่า บุคคลผู้มีบาปธรรมทั้งหลาย
ย่อมเป็นผู้ไม่สำรวมแล้ว ความโลภและสภาพมิใช่
ธรรม จงอย่ารบกวนท่าน เพื่อความทุกข์ ตลอดกาล
นานเลย.
๘. ชนย่อมให้ (ทาน) ตามศรัทธา ตามความ
เลื่อมใส แลชนใดย่อมเป็นผู้เก้อเขินในเพราะน้ำและ
ข้าวของชนเหล่าอื่นนั้น ชนนั้นย่อมไม่บรรลุสมาธิใน
กลางวันหรือในกลางคืน ก็อกุศลกรรมอันบุคคลใดตัด
ขาดแล้ว ถอนขึ้นทำให้มีรากขาดแล้ว บุคคลนั้นแล
ย่อมบรรลุสมาธิ ในกลางวันหรือในกลางคืน.
๙. ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี ผู้จักเสมอด้วยโทสะ
ไม่มี ข่ายเสมอด้วยโมหะไม่มี แม่น้ำเสมอด้วย
ตัณหาไม่มี.

3