พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 454 (เล่ม 42)

ปรินิพพาน คราวนั้นชนทั้งหลายทำสักการะอย่างมากมายแก่พราหมณ์และ
พราหมณีเหล่านั้นแล้ว ก็ยกทั้งสองขึ้นสู่เรือนยอดหลังเดียวกันนั่นแหละ
นำไปแล้ว.
แม้พระศาสดา มีภิกษุ ๕๐๐ รูปเป็นบริวาร ได้เสด็จไปยังป่าช้ากับ
ชนเหล่านั้นเหมือนกัน.
มหาชนออกไปแล้ว ด้วยคิดว่า " ได้ยินว่าพระมารดาและพระบิดา
ของพระพุทธเจ้าทำกาละเสียแล้ว. พระศาสดาได้เสด็จเข้าไปยังศาลาหลัง
หนึ่ง ในที่ใกล้ป่าช้าประทับยืนแล้ว. พวกมนุษย์ถวายบังคมพระศาสดา
แล้วยืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง ทำปฏิสันถารกับพระศาสดา ด้วยทูลว่า " พระ
เจ้าข้า ขอพระองค์อย่าทรงคิดว่า " พระมารดาและพระบิดาของพระองค์
ทำกาละแล้ว. "
พระศาสดาตรัสชราสูตร
พระศาสดา ไม่ทรงห้ามคนเหล่านั้นเลยว่า " พวกเธออย่าได้กล่าว
อย่างนั้น " ทรงตรวจดูอัธยาศัยของบริษัทแล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม
ให้เหมาะแก่ขณะนั้น จึงตรัสชราสูตร๑นี้ โดยนัยเป็นต้นว่า :-
" ชีวิตนี้น้อยหนอ สัตว์ย่อมตายหย่อนแม้กว่า
๑๐๐ ปี, แม้หากผู้ใดเป็นอยู่เกินไป, ผู้นั้นย่อมตาย
แม้เพราะชราโดยแท้. "
ในกาลจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ ๘ หมื่น ๔ พันแล้ว.
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อไม่ทราบความที่พราหมณ์และพราหมณีปริ-
๑. ขุ. มหา. ๒๙/๑๔๑.

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 455 (เล่ม 42)

นิพพานแล้ว จึงทูลถามว่า " ภพหน้าของพราหมณ์และพราหมณีนั้นเป็น
อย่างไร ? พระเจ้าข้า. "
พระอเสขมุนีไปสู่ฐานะที่ไม่จุติ
พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าอภิสัมปรายภพของพระ-
อเสขมุนีทั้งหลายผู้เห็นปานนั้น ย่อมไม่มี, เพราะว่าพระอเสขมุนีผู้เห็น
ปานนั้น ย่อมบรรลุมหานิพพานอันไม่จุติ อันไม่ตาย " ดังนี้แล้ว จึงตรัส
พระคาถานี้ว่า :-
๕. อหึสกา เย มุนโย นิจฺจํ กาเยน สํวุตา
เต ยนฺติ อจฺจุตํฐานํ ยตฺถ คนฺตฺวา น โสจเร.
" มุนีเหล่าใด เป็นผู้ไม่เบียดเบียน สำรวมแล้ว
ด้วยกายเป็นนิตย์ มุนีเหล่านั้น ย่อมไปสู่ฐานะอัน
ไม่จุติ ซึ่งเป็นที่คนทั้งหลายไปแล้วไม่เศร้าโศก. "
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุนโย คือ พระอเสขมุนีทั้งหลายบรรลุ
มรรคและผลด้วยโมไนยปฏิปทา.
บทว่า กาเยน นั่น สักว่าเป็น (หัวข้อ) เทศนาเท่านั้น. อธิบายว่า
สำรวมแล้วด้วยทวารแม้ทั้ง ๓.
บทว่า อจฺจุตํ ได้แก่ เที่ยง.
บทว่า ฐานํ ได้แก่ ฐานะที่ไม่กำเริบ คือฐานะที่ยั่งยืน.

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 456 (เล่ม 42)

บทว่า ยตฺถ เป็นต้น ความว่า มุนีทั้งหลาย ย่อมไปสู่ฐานะ คือ
พระนิพพาน ซึ่งเป็นที่คนทั้งหลายไปแล้วไม่เศร้าโศก คือไม่เดือดร้อน.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องปัญหาที่ภิกษุทูลถาม จบ.

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 457 (เล่ม 42)

๖. เรื่องนางปุณณทาสี [๑๗๙]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภทาสีของเศรษฐี
กรุงราชคฤห์ชื่อนางปุณณา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " สทา ชาคร-
มานานํ " เป็นต้น.
นางปุณณาถวายขนมรำ แด่พระพุทธเจ้า
ดังได้สดับมา ในวันหนึ่ง เศรษฐีได้ให้ข้าวเปลือกเป็นอันมากแก่
นางปุณณานั้น เพื่อประโยชน์แก่อันซ้อม. นางตามประทีปในกลางคืน
ซ้อมข้าวเปลือกอยู่ มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ จึงได้ไปยืนตากลมอยู่ ณ ภายนอก
เพื่อต้องการพักผ่อน.
ในสมัยนั้น พระทัพพมัลลบุตรเป็นผู้จัดแจงเสนาสนะเพื่อภิกษุ
ทั้งหลาย ท่านยังนิ้วมือให้สว่างเพื่อภิกษุทั้งหลาย ผู้ฟังธรรมแล้วไปสู่
เสนาสนะของตน ๆ นิรมิตภิกษุทั้งหลายผู้ไปข้างหน้า ๆ เพื่อประโยชน์แก่
การแสดงทาง. นางปุณณา เห็นภิกษุทั้งหลายผู้เที่ยวไปบนภูเขา ด้วยแสง
สว่างนั้น จึงคิดว่า " เราถูกทุกข์ของตัวเบียดเบียน จึงไม่เข้าถึงความหลับ
ในเวลาแม้นี้ก่อน. เพราะเหตุไร ท่านผู้เจริญทั้งหลาย " จึงไม่หลับ ? "
ดังนี้แล้ว ก็ทำความเข้าใจเอาเองว่า " ความไม่ผาสุก จักมีแก่ภิกษุบาง
รูป, หรืออุปัทวเหตุเพราะงู๑ จักมีในที่นั่นเป็นแน่ " แต่เช้าตรู่ จึงหยิบ
รำชุบน้ำให้ชุ่มแล้ว ทำขนมบนฝ่ามือ ปิ้งที่ถ่านเพลิง ห่อไว้ในพก คิดว่า
" จักกินขนมที่ทางไปสู่ท่าน้ำ " จึงถือหม้อ เดินบ่ายหน้าไปยังท่าน้ำ.
๑. ทีฆชาติเกน = สัตว์มีชาติแห่งสัตว์ยาว.

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 458 (เล่ม 42)

แม้พระศาสดา ก็เสด็จดำเนินไปทางนั้นเหมือนกัน เพื่อเข้าบ้าน.
นางเห็นพระศาสดาแล้ว คิดว่า " ในวันอื่น ๆ ถึงเมื่อเราพบพระศาสดา,
ไทยธรรมของเราก็ไม่มี, เมื่อไทยธรรมมี, เราก็ไม่พบพระศาสดา; ก็บัดนี้
ไทยธรรมของเราก็มี, ทั้งพระศาสดาก็ปรากฏเฉพาะหน้า, ถ้าพระองค์ไม่
ทรงคิดว่า " ทานของเราเศร้าหมองหรือประณีต แล้วพึงรับไซร้, เรา
พึงถวายขนมนี้ " ดังนี้แล้ว จึงวางหม้อไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ถวายบังคม
พระศาสดา กราบทูลว่า " ขอพระองค์จงทรงรับทานอันเศร้าหมองนี้ ทำ
การสงเคราะห์แก่หม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า. "
พระศาสดา ทอดพระเนตรดูพระอานนทเถระแล้ว ทรงน้อมบาตร
ที่ท้าวมหาราชถวายไว้ อันพระอานนท์เถระนำออกถวาย รับขนม. แม้
นางปุณณา วางขนมนั้นลงในบาตรของพระศาสดาแล้ว ถวายบังคมด้วย
เบญจางคประดิษฐ์ กราบทูลว่า " ขอธรรมที่พระองค์ทรงเห็นแล้วนั่น-
แหละ จงสำเร็จแก่หม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า. " พระศาสดา ประทับยืน
อยู่นั่นแหละ ได้ทรงกระทำอนุโมทนาว่า " จงสำเร็จอย่างนั้น. "
พระศาสดาเสวยขนมของนางปุณณา
แม้นางปุณณาก็คิดว่า " พระศาสดา ทรงทำการสงเคราะห์แก่เรา
รับขนมก็จริง, ถึงกระนั้น พระองค์ก็จักไม่เสวยขนมนั้น; คงประทาน
ให้แก่กาหรือสุนัขข้างหน้า เสด็จไปยังพระราชมณเฑียรของพระราชาหรือ
เรือนของมหาอำมาตย์แล้ว จักเสวยโภชนะอันประณีตแน่แท้. "
แม้พระศาสดาก็ทรงดำริว่า " นางปุณณานั่น คิดอย่างไรหนอแล ? "
ทรงทราบวาระจิตของนางแล้ว จึงทอดพระเนตรดูพระอานนทเถระ แล้ว

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 459 (เล่ม 42)

ทรงแสดงอาการที่จะประทับนั่ง. พระเถระได้ปูลาดจีวรถวาย. พระศาสดา
ได้ประทับนั่งทำภัตกิจ ณ ภายนอกพระนครนั่นเอง. เทพดาในห้องแห่ง
จักรวาลทั้งสิ้น บีบโอชารสอันสมควรแก่เทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย ให้
เหมือนรวงผึ้งแล้ว ใส่ลงในขนมนั้น. ส่วนนางปุณณาได้ยืนแลดูอยู่.
ในเวลาเสร็จภัตกิจ พระเถระได้ถวายน้ำ. พระศาสดาทรงทำภัตกิจ
เสร็จแล้ว ตรัสเรียกนางปุณณามา ตรัสว่า " ปุณณา เพราะเหตุไร เจ้า
จึงดูหมิ่นสาวกทั้งหลายของเรา ? "
นางปุณณา. หม่อมฉันมิได้ดูหมิ่น พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าแลดูสาวกทั้งหลายของเราแล้ว
คิดอย่างไร ?
นางปุณณา. หม่อมฉันคิดเท่านี้ว่า เราไม่ถึงความหลับ ก็เพราะ
อุปัทวันตรายคือทุกข์นี้ก่อน ท่านผู้เจริญทั้งหลายไม่เข้าถึงความหลับ เพื่อ
อะไรกัน, ความไม่ผาสุกจักมีแก่ภิกษุบางรูป หรืออุปัทวันตรายเพราะงู
จักมีเป็นแน่ พระเจ้าข้า.
สาวกของพระพุทธเข้าตื่นเสมอ
พระศาสดาทรงสดับคำของนางปุณณานั้นแล้ว จึงตรัสว่า " ปุณณา
เจ้าไม่หลับ เพราะอันตรายคือทุกข์ของตัวก่อน, ส่วนสาวกทั้งหลายของ
เรา ไม่หลับ เพราะความเป็นผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งธรรมเครื่องตื่นอยู่
ทุกเมื่อ " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๖. สทา ชาครมานานํ อโหรตฺตานุสิกฺขินํ
นิพฺพานํ อธิมุตฺตานํ อตฺถํ คจฺฉนฺติ อาสวา.

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 460 (เล่ม 42)

" อาสวะทั้งหลาย ของผู้ตื่นอยู่ทุกเมื่อ มีปกติ
ตามศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน น้อมไปแล้วสู่พระ-
นิพพาน ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้. "
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บาทพระคาถาว่า อโหรตฺตานุสิกฺขินํ ได้แก่
ศึกษาไตรสิกขาอยู่ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน.
บาทพระคาถาว่า นิพฺพานํ อธิมุตฺตานํ ได้แก่ ผู้มีอัธยาศัยในพระ-
นิพพาน.
สองบทว่า อฏฺฐํ คจฺฉนฺติ ความว่า อาสวะทั้งหลายแม้ทั้งปวงของ
ผู้เห็นปานนั้น ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ คือความฉิบหาย ได้แก่ ความ
ไม่มี.
ในกาลจบเทศนา นางปุณณายืนอยู่ตามเดิมนั่นเอง ดำรงอยู่ใน
โสดาปัตติผลแล้ว. เทศนาได้มีประโยชน์แม้เเก่บริษัทผู้ประชุมกันแล้ว.
ภิกษุพากันสรรเสริญพระศาสดา
พระศาสดา ครั้นทรงทำภัตกิจด้วยขนมปิ้งที่ถ่านเพลิง ซึ่งทำด้วย
รำแล้ว ได้เสด็จไปวิหาร.
ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันในโรงธรรมว่า " ผู้มีอายุทั้งหลาย กรรม
ทีทำได้ยากอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงทำ ภัตกิจ ด้วยขนมปิ้งซึ่งทำด้วย
รำ อันนางปุณณาถวาย ทรงทำแล้ว. "
พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่ง
ประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอแล ? " เมื่อภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว่า " ด้วย
เรื่องชื่อนี้ " ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า " ไม่ใช่ในบัดนี้เท่านั้น ภิกษุทั้งหลาย;

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 461 (เล่ม 42)

ถึงในก่อน เราก็บริโภครำที่นางปุณณานี้ให้แล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำ
อดีตนิทานมา ตรัสกุณฑกสินธวโปตกชาดก๑นี้ ให้พิสดารว่า :-
พระโพธิสัตว์เมื่อจะทดลอง(ถาม) ลูกม้าสินธพนั้น จึงกล่าวคาถา
ที่ ๑ ว่า
" เจ้ากินหญ้าอันเป็นเดน, เจ้ากินข้าวตังและรำ
(มาจนโต) นี่เป็นอาหารเดิมของเจ้า เพราะเหตุไร
บัดนี้ เจ้าจึงไม่กิน ? "
ลูกม้าสินธพฟังดังนั้นแล้ว จึงได้กล่าว ๒ คาถานอกนี้ว่า
" ในที่ใด ชนทั้งหลาย ไม่รู้จักสัตว์ผู้ควรเลี้ยง
โดยชาติหรือโดยวินัย, ท่านมหาพราหมณ์ เออก็ใน
ที่นั้น มีข้าวตังและรำมาก, ส่วนท่านแล ย่อมรู้จัก
ข้าพเจ้าดีว่า ม้าเช่นใดนี้เป็นม้าสูงสุด ข้าพเจ้ารู้อยู่
อาศัยท่านผู้รู้ จึงไม่กินรำของท่าน. "
ดังนี้แล.
เรื่องนางปุณณทาสี จบ.
๑. ขุ. ชา. ๒๗/๑๐๐. อรรถกถา. ๔/๒๓.

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 462 (เล่ม 42)

๗. เรื่องอตุลอุบาสก [๑๘๐]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภอุบาสก ชื่อ
อตุละ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โปราณเมตํ " เป็นต้น.
อตุละโกรธพระเรวตะเพราะท่านไม่พูดด้วย
ความพิสดารว่า อตุละนั้นเป็นอุบาสกชาวกรุงสาวัตถี มีอุบาสก
เป็นบริวาร ๕๐๐ คน วันหนึ่ง พาพวกอุบาสกเหล่านั้นไปวิหาร เพื่อ
ต้องการฟังธรรม ใคร่จะฟังธรรมในสำนักพระเรวตเถระ ไหว้พระเรวต-
เถระแล้วนั่ง.
ก็ท่านผู้มีอายุนั้น เป็นผู้ยินดีในการหลีกเร้น เที่ยวไปผู้เดียวเหมือน
ราชสีห์, ฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวอะไรกับอุบาสกนั้น เขาโกรธว่า " พระ-
เถระนี้ ไม่กล่าวอะไร " จึงลุกขึ้น ไปยังสำนักพระสารีบุตรเถระ ยืนอยู่
ณ ส่วนข้างหนึ่ง. เมื่อพระเถระกล่าวว่า " พวกท่านมาด้วยต้องการอะไร ? "
จึงกล่าวว่า " ท่านขอรับ ผมพาอุบาสกเหล่านี้เข้าไปหาพระเรวตเถระ เพื่อ
ต้องการฟังธรรม, พระเถระไม่กล่าวอะไรแก่ผมนั้นเลย, ผมนั้นโกรธท่าน
จึงมาที่นี้, ขอท่านจงแสดงธรรมแก่ผมเถิด. "
ลำดับนั้น พระเถระกล่าวว่า " ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงนั่งเถิด
อุบาสกทั้งหลาย " แล้วแสดงอภิธรรมกถาอย่างมากมาย.
อตุละโกรธคนผู้พูดมาก
อุบาสกโกรธว่า " ชื่อว่าอภิธรรมกถา ละเอียดยิ่งนัก สุขุมยิ่งนัก,
พระเถระแสดงอภิธรรมอย่างเดียวมากมาย, พวกเราต้องการอะไรด้วย

462
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 463 (เล่ม 42)

พระอภิธรรมนี้ " ดังนี้แล้ว ได้พาบริษัทไปยังสำนักพระอานนทเถระ;
แม้เมื่อพระเถระกล่าวว่า " ทำไม ? อุบาสก, " จึงกล่าวว่า " ท่านขอรับ
พวกผมเข้าไปหาพระเรวตเถระ เพื่อต้องการฟังธรรม, ไม่ได้แม้เเต่การ
สนทนาและปราศรัยในสำ นักของท่าน เลยโกรธ แล้วจึงมายังสำนักของ
พระสารีบุตรเถระ, แม้พระเถระนั้น ก็แสดงอภิธรรมอย่างเดียวละเอียด
นัก มากมายแก่พวกผม, พวกผมโกรธแม้ต่อพระเถระนั้นว่า ' พวกเรา
ต้องการอะไรด้วยอภิธรรมนี้ แล้วจึงมาที่นี้; ขอท่านจงแสดงธรรมกถา
แก่พวกผมเถิด ขอรับ."
พระเถระ. ถ้าอย่างนั้น ขอพวกท่านจงนั่งฟังเถิด.
พระเถระแสดงธรรมแก่พวกเขาแต่น้อย ๆ ทำให้เข้าใจง่าย.
อตุละโกรธคนผู้พูดน้อย
พวกเขาโกรธแม้ต่อพระเถระแล้ว ก็ไปยังสำนักพระศาสดา ถวาย
บังคมแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพวกเขาว่า " อุบาสกทั้งหลาย พวก
ท่านมาทำไมกัน ."
พวกอุบาสก. เพื่อต้องการฟังธรรม พระเจ้าข้า.
พระศาสดา ก็พวกท่านฟังธรรมแล้วหรือ ?
พวกอุบาสก. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เบื้องต้น พวกข้าพระองค์
เข้าไปหาพระเรวตเถระ, ท่านไม่กล่าวอะไรกับพวกข้าพระองค์, พวก
ข้าพระองค์โกรธท่านแล้ว จึงไปหาพระสารีบุตรเถระ, พระเถระนั้น
แสดงอภิธรรมแก่พวกข้าพระองค์มากมาย, พวกข้าพระองค์กำหนด

463