พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 444 (เล่ม 42)

ทัพพีตักเนยใสอันเดือดพล่านในที่ทอดขนมแล้ว ก็เดินมุ่งหน้าตรงไปหา
นางอุตตรา. นางอุตตราเห็นนางสิริมาเดินมา จึงแผ่เมตตาไปถึงนางว่า
" หญิงสหายของเราทำอุปการะแก่เรามาก, จักรวาลก็แคบเกินไป, พรหม-
โลกก็ต่ำนัก, ส่วนคุณของหญิงสหายเราใหญ่มาก; ก็เราอาศัยนางนั่น จึงได้
เพื่อถวายทานและฟังธรรม; ถ้าเรามีความโกรธเหนือนางสิริมานั้น เนยใส
นี้จงลวกเราเถิด; ถ้าไม่มี อย่าลวกเลย. " เนยใสซึ่งเดือดพล่านที่นางสิริมา
นั้นรดลงเบื้องบนนางอุตตรานั้น ได้เป็นเหมือนน้ำเย็น.
ลำดับนั้น พวกทาสีของนางอุตตรา เห็นนางผู้ตักเนยใสให้เต็มทัพพี
อีกด้วยเข้าใจว่า " เนยใสนี้คงจักเย็น ถือเดินมาอยู่ จึงคุกคามว่า " นาง
หัวดื้อ เจ้าจงหลีกไป, เจ้าไม่ควรจะรดเนยใสที่เดือดพล่าน บนเจ้าแม่ของ
พวกเรา " แล้วต่างลุกขึ้นจากที่นี้บ้าง ที่นั้นบ้าง ใช้มือบ้าง เท้าบ้าง ทุบ
ถีบให้ล้มลงบนพื้น. นางอุตตราไม่สามารถจะห้ามปรามนางทาสีเหล่านั้น
ได้. ทีนั้นนางจึงห้ามทาสีทุกคน ที่ยืนคร่อมอยู่ข้างบนนางสิริมานั้นแล้ว
ถามว่า " เพื่อประสงค์อะไร เธอจึงทำกรรมหนักถึงปานนี้ ? " ดังนี้แล้ว
โอวาทนางสิริมา ให้อาบด้วยน้ำอุ่น ทาด้วยน้ำมันที่หุงตั้ง ๑๐๐ ครั้ง.
นางสิริมารู้สึกตัวขอโทษนางอุตตรา
ขณะนั้น นางสิริมานั้นรู้สึกตัวว่าเป็นหญิงภายนอกแล้ว คิดว่า " เรา
รดเนยใสที่เดือดพล่านลงเบื้องบนนางอุตตรานี้ เพราะเหตุเพียงความหัวเราะ
ของสามี ทำกรรมหนักแล้ว, นางอุตตรานี้ไม่สั่งบังคับพวกทาสีว่า ' พวก
เธอจงจับเขาไว้ ' กลับห้ามพวกทาสีทั้งหมด แม้ในเวลาที่ข่มเหงเรา ได้
ทำกรรมที่ควรแก่เราทั้งนั้น; ถ้าเราไม่ขอให้นางอุตตรานี้อดโทษให้, ศีรษะ

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 445 (เล่ม 42)

ของเราจะพึงแตกออก ๗ เสี่ยง " ดังนี้แล้ว จึงหมอบลงแทบเท้าของนาง
อุตตรานั้น แล้วกล่าวว่า " คุณแม่ ขอคุณแม่จงอดโทษให้ดิฉันเถิด. "
นางอุตตรา. ดิฉันเป็นธิดาที่มีบิดา เมื่อบิดาอดโทษให้. ก็จักอด
โทษให้.
นางสิริมา. คุณแม่ ข้อนั้นจงยกไว้เถิด. ดิฉันจักให้ท่านปุณณ-
เศรษฐีผู้บิดาของคุณแม่อดโทษให้ด้วย.
นางอุตตรา. ท่านปุณณะ เป็นบิดาบังเกิดเกล้าของคุณแม่ในวัฏฏะ,
แต่เมื่อบิดาผู้บังเกิดเกล้าในวิวัฏฏะอดโทษให้ ดิฉันจึงจักอดโทษ.
นางสิริมา. ก็ใครเล่า ? เป็นบิดาบังเกิดเกล้าของคุณแม่ในวิวัฎฎะ.
นางอุตตรา. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
นางสิริมา. ดิฉันไม่มีความคุ้นเคยกับพระองค์.
นางอุตตรา. ฉันจักทำเอง. พรุ่งนี้ พระศาสดาจักทรงพาภิกษุสงฆ์
เสด็จมาที่นี้: เธอจงถือสักการะตามแต่จะได้มาที่นี้แหละ แล้วขอให้พระ-
องค์อดโทษเถิด.
นางสิริมาขอให้พระศาสดาทรงอดโทษ
นางสิริมานั้นรับว่า " ดีละ คุณแม่ " ลุกขึ้นแล้วไปสู่เรือนของตน
สั่งหญิงบริวาร ๕๐๐ ให้ตระเตรียมขาทนียะและสูเปยยะ๑ต่าง ๆ อย่าง รุ่ง
ขึ้นก็ถือสักการะนั้นมาเรือนของนางอุตตรา ไม่กล้าจะใส่บาตรภิกษุสงฆ์
มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข จึงได้ยืนอยู่แล้ว. นางอุตตรารับเอาสิ่งของ
ทั้งหมดนั้นมาจัดแล้ว.
๑. สูเปยฺย วัตถุเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สูปะ.

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 446 (เล่ม 42)

ในเวลาเสร็จภัตกิจ นางสิริมาพร้อมด้วยบริวาร หมอบลงแทบเบื้อง
พระบาทของพระศาสดา.
ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสถามนางว่า " เจ้ามีความผิดอะไร ? "
นางสิริมา. พระเจ้าข้า วานนี้หม่อมฉันได้ทำกรรมชื่อนี้, เมื่อเป็น
เช่นนั้น หญิงสหายของหม่อมฉัน ยังห้ามทาสีซึ่งเบียดเบียนหม่อมฉัน ได้
ทำอุปการะแก่หม่อมฉันโดยแท้, หม่อมฉันนั้นรู้สึกถึงคุณของนางนี้ จึงขอ
ให้นางนี้อดโทษ, เมื่อเป็นเช่นนั้น นางกล่าวกะหม่อมฉันว่า 'เมื่อพระองค์
ทรงอดโทษให้ จึงจักอดโทษให้. '
พระศาสดา. อุตตราได้ยินว่า อย่างนั้นหรือ ?
นางอุตตรา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า วานนี้หญิงสหายของหม่อมฉัน
ได้รดเนยใสที่เดือดพล่าน บนศีรษะของหม่อมฉัน.
พระศาสดา. เมื่อเช่นนั้น เธอคิดอย่างไร ?
นางอุตตรา หม่อมฉันคิดอย่างนั้นว่า 'จักรวาลแคบนัก พรหมโลก
ก็ยังต่ำเกินไป, คุณของหญิงสหายข้าพระองค์เท่านั้นใหญ่, เพราะหม่อมฉัน
อาศัยเขา จึงได้ถวายทานและฟังธรรม; ถ้าว่าหม่อมฉันมีความโกรธอยู่
เหมือนางนี้, เนยใสที่เดือดพล่านนี้ จงลวกหม่อมฉันเถิด, ถ้าหาไม่แล้ว,
ขออย่าลวกเลย.' แล้วได้เเผ่เมตตาไปยังนางสิริมานี้ พระเจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสว่า " ดีละ ดีละ อุตตรา การชนะความโกรธอย่าง
นั้น สมควร; ก็ธรรมดาคนมักโกรธ พึงชนะด้วยความไม่โกรธ, คนด่า
เขา ตัดพ้อเขา พึงชนะได้ด้วยความไม่ด่า (ตอบ) ไม่ตัดพ้อ (ตอบ), คน
ตระหนี่จัด พึงชนะได้ด้วยการให้ของตน, คนมักพูดเท็จ พึงชนะได้ด้วย
คำจริง " ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 447 (เล่ม 42)

๓. อกฺโกเธน ชิเน โกธํ อสาธุํ สาธุนา ชิเน
ชิเน กทริยํ ทาเนน สจฺเจนาลิกวาทินํ.
" พึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ, พึงชนะ
คนไม่ดี ด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ ด้วยการ
ให้ พึงชนะคนพูดเหลวไหล ด้วยคำจริง. "
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺโกเธน ความว่า บุคคลผู้มักโกรธ
แล พึงเป็นผู้อันบุคคลพึงชนะด้วยความไม่โกรธ. ผู้ไม่ดี คือผู้ไม่เจริญ
เป็นผู้อันบุคคลพึงชนะด้วยความดี, ผู้ตระหนี่ คือเหนียวแน่นจัด เป็นผู้
อันบุคคลพึงชนะด้วยจิตคิดสละของของตน, คนพูดเหลาะแหละ อันบุคคล
พึงชนะด้วยคำจริง; เพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึงตรัสอย่างนี้ว่า " อกฺโก-
เธน ชิเน โกธํ ฯ เป ฯ สจฺเจนาลิกวาทินํ. "
ในกาลจบเทศนา นางสิริมาพร้อมด้วยญาติทั้ง ๕๐๐ ตั้งอยู่แล้วใน
โสดาปัตติผล ดังนี้แล.
เรื่องอุตตราอุบาสิกา จบ.

447
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 448 (เล่ม 42)

๕. เรื่องปัญหาของพระโมคคัลลานเถระ [๑๗๗]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภปัญหาของ
พระมหาโมคคัลลานเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " สจฺจํ ภเณ "
เป็นต้น.
พระโมคคัลลนะไปเทวโลก
ความพิสดารว่า สมัยหนึ่ง พระเถระไปยังเทวจาริก ยืนอยู่ที่ประตู
วิมานของเทพธิดาผู้มีศักดิ์มากแล้ว จึงพูดอย่างนั้นกะเทพธิดาองค์นั้น ผู้มา
สู่สำนักของตน ไหว้แล้วยืนอยู่ว่า " เทพธิดา สมบัติของท่านมากมาย,
ท่านได้เพราะทำกรรมอะไร ? "
เทพธิดา. อย่าถามดิฉันเลย เจ้าข้า.
นัยว่า เทพธิดาละอายอยู่ด้วยกรรมอันเล็กน้อยของตน จึงได้พูด
อย่างนั้น. ก็เทพธิดานั้น อันพระเถระกล่าวอยู่ว่า " จงบอกเถิด " จึงพูดว่า
" ท่านผู้เจริญ ทานดิฉันก็มิได้ถวาย, การบูชาก็มิได้ทำ, พระธรรมก็มิได้
ฟัง, รักษาเพียงคำสัตย์อย่างเดียว. "
พระเถระ ไปยังประตูวิมานแม้อื่นแล้ว ก็ถามเทพธิดาแม้อื่นผู้มา
แล้ว ๆ ถึงเมื่อเทพธิดาเหล่านั้น ไม่อาจเพื่อจะปกปิดเกียดกันพระเถระได้
อย่างนั้นนั่นแล, เทพธิดาองค์หนึ่งจึงพูดก่อนว่า " ท่านผู้เจริญ บรรดา
บุญกรรมมีทานเป็นต้น ชื่อว่าบุญกรรมอันดิฉันทำแล้ว ไม่มี, แต่ในกาล
ของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสป ดิฉันได้เป็นทาสีของคนอื่น, นาย
ของดิฉันนั้น ดุร้ายหยาบคายเหลือเกิน ย่อมเอาไม้บ้าง ท่อนฟืนบ้าง ที่ตัว

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 449 (เล่ม 42)

พลันฉวยได้ ๆ ตีที่ศีรษะ, ดิฉันนั้นเมื่อความโกรธเกิดขึ้น, ก็นึกติตัวเอง
เท่านั้นว่า ' นายของเจ้านี่ เป็นใหญ่ เพื่อจะทำเจ้าให้เสียโฉมก็ได้, เพื่อ
จะตัดอวัยวะมีจมูกเป็นต้น ของเจ้าก็ได้, เจ้าอย่าโกรธเลย ' ดังนี้แล้ว ก็ไม่
ทำความโกรธ; ด้วยเหตุนั้น ดิฉันจึงได้สมบัตินี้. "
เทพธิดาองค์อื่น ต่างก็บอกทานเล็กน้อยอันตน ๆ ทำแล้ว โดยนัย
เป็นต้นว่า " ท่านผู้เจริญ ดิฉันรักษาไร่อ้อย ได้ถวายอ้อยลำหนึ่งแก่ภิกษุ
รูปหนึ่ง. " องค์อื่นบอกว่า ' ดิฉันถวายมะพลับผลหนึ่ง ' องค์อื่นบอกว่า
' ดิฉันได้ถวายฟักทองผลหนึ่ง ' องค์อื่นบอกว่า ' ดิฉันได้ถวายผลลิ้นจี่
ผลหนึ่ง' องค์อื่นบอกว่า ' ดิฉันได้ถวายเหง้ามันกำมือหนึ่ง ' องค์อื่นบอก
ว่า ' ดิฉันได้ถวายสะเดากำมือหนึ่ง ' ดังนี้แล้ว ก็บอกว่า ' ด้วยเหตุนี้
พวกดิฉันจึงได้สมบัตินี้. "
กล่าวคำ สัตย์เท่านั้นก็ได้ไปสวรรค์ได้
พระเถระ ฟังกรรมที่เทพธิดาเหล่านั้นทำแล้ว จึงลงจากสวรรค์
เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้วทูลถามว่า " พระเจ้าข้า บุคคลอาจไหมหนอแล
เพื่อจะได้ทิพยสมบัติ ด้วยเหตุเพียงกล่าวคำสัตย์ เพียงดับความโกรธ เพียง
ถวายทานมีผลมะพลับเป็นต้น อันเล็กน้อยเหลือเกิน ? "
พระศาสดา. โมคคัลลานะ เพราะเหตุไร เธอจึงถามเรา ? พวก
เทพธิดาบอกเนื้อความนี้แก่เธอแล้ว มิใช่หรือ ?
โมคคัลลานะ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า บุคคลเห็นจะได้ทิพยสมบัติ
ด้วยกรรมมีประมาณเท่านั้น.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระโมคคัลลานะนั้นว่า " โมคคัลลานะ
บุคคลกล่าวเพียงคำ สัตย์ก็ดี ละเพียงความโกรธก็ดี ถวายทานเพียงเล็ก

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 450 (เล่ม 42)

น้อยก็ดี ย่อมไปเทวโลกได้เเท้ " ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๔. สจฺจํ ภเณ น กุชฺเฌยฺย ทชฺชา อปฺปสฺมิ ยาจิโต
เอเตหิ ตีหิ ฐาเนหิ คจฺเฉ เทวาน สนฺติเก.
" บุคคลควรกล่าวคำสัตย์ ไม่ควรโกรธ, ถึงถูก
เขาขอน้อย ก็พึงให้, บุคคลพึงไปในสำนักของเทวดา
ทั้งหลายได้ ด้วยฐานะ ๓ นั่น. "
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า สจฺจํ ภเณ ความว่า พึงแสดง คือ
พึงกล่าวคำสัตย์, อธิบายว่า ควรตั้งมั่นอยู่ในคำสัตย์.
บทว่า น กุชฺเฌยฺย ได้แก่ ไม่ควรโกรธต่อบุคคลอื่น.
บทว่า ยาจิโต ความว่า บรรพชิตผู้มีศีล ชื่อว่าผู้ขอ. ความจริง
บรรพชิตเหล่านั้น ไม่ขอเลยว่า " ขอท่านจงให้ " ย่อมยืนอยู่ที่ประตูเรือน
ก็จริง. ถึงกระนั้น โดยอรรถก็ชื่อว่าย่อมขอทีเดียว บุคคลอันผู้มีศีลขอแล้ว
อย่างนั้น เมื่อไทยธรรมแม้เล็กน้อยมีอยู่ ก็พึงให้เเม้เพียงเล็กน้อย.
สองบทว่า เอเตหิ ตีหิ ความว่า บรรดาเหตุเหล่านั้น ด้วยเหตุแม้
เพียงอย่างเดียว บุคคลพึงไปเทวโลกได้.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องปัญหาของพระโมคคัลลานเถระ จบ.

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 451 (เล่ม 42)

๕. เรื่องปัญหาที่ภิกษุทูลถาม [๑๗๘]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยเมืองสาเกต ประทับอยู่ที่อัญชนวัน ทรง
ปรารภปัญหาที่ภิกษุทั้งหลายทูลถาม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อหึสกา
เย " เป็นต้น.
สองผัวเมียแสดงตนเป็นพุทธบิดาและพุทธมารดา
ดังได้สดับมา ในกาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามีภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จ
เข้าไปในเมืองสาเกต เพื่อบิณฑบาต พราหมณ์เฒ่าชาวเมืองสาเกตคนหนึ่ง
กำลังเดินออกไปจากพระนคร พบพระทศพลที่ระหว่างประตู จึงหมอบ
ลงแทบพระบาททั้งสองแล้ว จับที่ข้อพระบาทไว้มั่น พลางกล่าวว่า " พ่อ
ธรรมดามารดาและบิดา อันพวกลูกชายพึงประคบประหงม ในเวลาที่
ท่านชราแล้วมิใช่หรือ ? เหตุไรเล่า พ่อจึงไม่แสดงตน (ให้ปรากฏ) แก่
ข้าพระองค์สิ้นกาลประมาณเพียงนี้ ? พระองค์อันข้าพระองค์เห็นก่อน,
ขอพระองค์จงเสด็จมาเยี่ยมมารดาบ้าง " ดังนี้แล้ว ก็ได้พาพระศาสดาไป
สู่เรือนของตน. พระศาสดาเสด็จไปที่เรือนนั้นแล้ว ประทับนั่งเหนือ
อาสนะซึ่งปูลาดไว้กับด้วยภิกษุสงฆ์.
ฝ่ายพราหมณี มาหมอบแทบพระบาททั้งสองของพระศาสดาแล้ว
ทูลว่า " พ่อ พ่อเป็นผู้ไปเสียที่ไหน สิ้นกาลประมาณเพียงนี้ ? ธรรมดา
มารดาและบิดา อันบุตรธิดาควรบำรุง ในเวลาที่ท่านแก่เฒ่ามิใช่หรือ ?
แล้วให้บุตรและธิดาทั้งหลายถวายบังคมด้วยคำว่า " พวกเจ้าจงมา, จง
ถวายบังคมพระพี่ชาย. "

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 452 (เล่ม 42)

แม้สองสามีภรรยานั้น มีใจยินดี เลี้ยงดูภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า
เป็นประมุขแล้ว ทูลว่า " พระเจ้าข้า ขอพระองค์จงทรงรับภิกษาที่เรือน
นี้แหละเป็นนิตย์ " เมื่อพระศาสดาตรัสว่า " ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมไม่ทรงรับภิกษาเป็นนิตย์ ในที่แห่งเดียวเท่านั้น. " จึงกราบทูลว่า
" ถ้ากระนั้น ขอพระองค์พึงส่งพวกคนที่มาเพื่อนิมนต์พระองค์ไปที่สำนัก
ของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า."
จำเดิมแต่นั้น พระศาสดาทรงส่งพวกคนที่มาเพื่อนิมนต์ไป ด้วย
พระดำรัสว่า " พวกท่านจงไปบอกแก่พราหมณ์เถิด. " คนที่มานิมนต์
เหล่านั้น ย่อมไปบอกกะพราหมณ์ว่า " เราทั้งหลาย ย่อมนิมนต์พระศาสดา
เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้. "
ในวันรุ่งขึ้น พราหมณ์ย่อมถือภาชนะภัตและภาชนะแกง จากเรือน
ของตนไปสู่สถานที่พระศาสดาประทับนั่งอยู่. ก็ในเมื่อการนิมนต์ไป (ฉัน)
ในที่อื่นไม่มี พระศาสดาย่อมทรงทำภัตกิจที่เรือนของพราหมณ์นั้นแล.
แม้สองสามีภรรยานั้น ถวายไทยธรรมของตนแด่พระตถาคตอยู่ ฟังธรรม
กถาอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ บรรลุอนาคามิผลแล้ว.
พระศาสดาตรัสบุรพประวัติของพราหมณ์
ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า " ผู้มีอายุทั้งหลาย พราหมณ์
ชื่อโน้น รู้ว่า ' พระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระบิดาของพระตถาคต, พระนาง
เจ้ามหามายาเป็นพระมารดา ' ทั้งรู้อยู่ (อย่างนั้น) แหละ พร้อมกับ
พราหมณ์เรียกพระตถาคตว่า ' บุตรของเรา.' ฝ่ายพระศาสดาก็ทรงรับรอง
อย่างนั้นเหมือนกัน; จักมีเหตุอะไรหนอแล ?

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 453 (เล่ม 42)

พระศาสดา ทรงสดับกถาของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุ
ทั้งหลาย ทั้งสองสามีภริยานั้น ย่อมเรียกบุตรของตนเท่านั้นว่า 'บุตร'
ดังนี้แล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมา ทรงแสดงความที่พระองค์เป็นบุตร
ของพราหมณ์ผัวเมียทั้งสองนั้นสิ้น ๓,๐๐๐ ชาติว่า " ภิกษุทั้งหลาย ในอดีต-
กาล พราหมณ์นี้ได้เป็นบิดาของเรา ๕,๐๐๐ ชาติติด ๆ กัน, เป็นอาของเรา
๕๐๐ ชาติ, เป็นลุง ๕๐๐ ชาติ, ถึงพราหมณีนั้นก็ได้เป็นมารดาของเรา
๕๐๐ ชาติติด ๆ กัน, เป็นน้าของเรา ๕๐๐ ชาติ, เป็นป้าของเรา ๕๐๐
ชาติ; เราเป็นผู้เจริญแล้วในมือของพราหมณ์ ๑,๕๐๐ ชาติ; เจริญแล้ว
ในมือพราหมณี ๑,๕๐๐ ชาติอย่างนี้. " แล้วได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้
ว่า :-
" ใจย่อมจดจ่อ, แม้จิตก็เลื่อมใสในบุคคลใด,
เขาย่อมสนิทสนมในบุคคลแม้นั้น ซึ่งตนไม่เคยเห็น
โดยแท้๑ ความรักนั้นย่อมเกิด เพราะอาศัยเหตุ ๒
ประการอย่างนี้ คือเพราะการอยู่ร่วมกันในกาลก่อน ๑,
เพราะการเกื้อกูลกันในปัจจุบัน ๑ เปรียบเหมือน
ดอกบัวเกิดในน้ำได้ (เพราะอาศัยเปือกตมและน้ำ)
ฉะนั้น."๒
พระศาสดาเสด็จไปสู่ที่เผาศพของพราหมณ์
พระศาสดาทรงอาศัยตระกูลนั้น ประทับอยู่แล้วสิ้นไตรมาสนั่นแล.
ฝ่ายพราหมณ์และพราหมณีทั้งสองนั้น ทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตผลแล้วก็
๑. ขุ. ชา. ๒๗/๒๒. สาเกตชาดก. อรรถกถา. ๒/๑๐๙.
๒. ขุ. ชา. ๒๗/๙๑. อรรถกถา. ๓/๓๐๒.

453