พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 434 (เล่ม 42)

สองบทว่า อิตโร ชโน ความว่า ส่วนชนนอกนี้คือสารถีรถ
ของอิสรชนมีพระราชาและอุปราชเป็นต้น ย่อมชื่อว่าเป็นเพียงผู้ถือเชือก
หาใช่สารถีชั้นเยี่ยมไม่.
ในกาลจบเทศนา เทพดาดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล, เทศนาได้มี
ประโยชน์แม้แก่บริษัทที่ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.
ฝ่ายเทพดา แม้เป็นพระโสดาบันก็ยังยืนร้องไห้อยู่. ครั้งนั้น พระ-
ศาสดาตรัสถามเธอว่า " ทำไมหรือ เทพดา ? " เมื่อเทพดาทูลว่า
" พระเจ้าข้า วิมานของข้าพระองค์ฉิบหายเสียแล้ว, บัดนี้ข้าพระองค์จะ
ทำ อย่างไร ? " จึงตรัสว่า " อย่าเลย เทพดา ท่านอย่าคิด เราจักให้
วิมานแก่ท่าน " แล้วทรงชี้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งเทพดาจุติไปเมื่อวันก่อน
ใกล้กับพระคันธกุฎีในพระเชตวัน ตรัสว่า " ต้นไม้โน้นในโอกาสโน้น
ว่าง, เธอจงเข้าสถิต ณ ต้นไม้นั้นเถิด. " เทพดานั้นเข้าสถิตที่ต้นไม้นั้น
แล้ว. ตั้งแต่นั้น แม้เทพดาที่ทรงศักดิ์ใหญ่ ทราบว่า " วิมานของเทพดา
นี้ อันพระพุทธเจ้าประทาน " ก็ไม่อาจมาทำให้เธอหวั่นไหวได้.
พระศาสดาทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นเหตุเกิดขึ้นแล้ว ทรงบัญญัติ
ภูตคามสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จบ.

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 435 (เล่ม 42)

๓. เรื่องอุตตราอุบาสิกา [๑๗๖]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงทำภัตกิจในเรือน
ของนางอุตตราแล้ว ทรงปรารภอุบาสิกาชื่ออุตตรา ตรัสพระธรรมเทศนา
นี้ว่า " อกฺโกเธน ชิเน โกธํ " เป็นต้น.
นายปุณณะยากจนต้องรับจ้างสุมนเศรษฐี
อนุปุพพีกถา ในเรื่องอุตตราอุบาสิกานั้น ดังต่อไปนี้ :-
ได้ยินว่า คนขัดสนชื่อปุณณะ อาศัยสุมนเศรษฐี รับจ้างเลี้ยงชีพ
อยู่ในกรุงราชคฤห์. ในเรือน (ของเขา) มีคน ๒ คนเท่านั้น คือภรรยา
ของเขาคนหนึ่ง ธิดาชื่อนางอุตตราคนหนึ่ง.
ต่อมาวันหนึ่ง พวกราชบุรุษทำการโฆษณาในกรุงราชคฤห์ว่า
" ชาวพระนครพึงเล่นนักษัตรกันตลอด ๗ วัน. " สุมนเศรษฐีได้ยินคำ
โฆษณานั้นแล้ว จึงเรียกนายปุณณะผู้มาแต่เช้าตรู่กล่าวว่า " พ่อ ปริชน
ของฉัน ประสงค์จะเล่นนักษัตรกัน, แกจักเล่นนักษัตร (กะเขา) หรือ
หรือว่าจักทำการรับจ้างเล่า ? "
นายปุณณะ. นาย ชื่อว่าการเล่นนักษัตร ย่อมเป็นของพวกท่าน
ผู้มีทรัพย์. ก็ในเรือนของผม แม้ข้าวสารจะต้มข้าวต้มเพื่อรับประทานใน
วันพรุ่งนี้ก็ไม่มี. ผมจะต้องการอะไรด้วยนักษัตรเล่า ? ผมได้โคเเล้ว ก็
จักไปไถนา.
สุมนเศรษฐี. ถ้าเช่นนั้น แกจงรับโคไปเถิด.
เขารับโคตัวทรงกำลังและไถแล้ว พูดกะภรรยาว่า " นางผู้เจริญ

435
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 436 (เล่ม 42)

ชาวพระนครเล่นนักษัตรกัน. ฉันต้องไปทำการรับจ้าง เพราะความที่เรา
เป็นคนจน. วันนี้เจ้าพึงต้มผักสัก ๒ เท่า แล้วนำภัตไปให้เราก่อน "
แล้วจึงได้ไปนา.
พระสารีบุตรเถระไปสงเคราะห์นายปุณณะ
ในกาลนั้น พระสารีบุตรเถระเข้านิโรธสมาบัติตลอด ๗ วันแล้ว
ในวันนั้นออกแล้ว ตรวจดูว่า " วันนี้ เราควรจะทำความสงเคราะห์แก่
ใครหนอแล ? " เห็นนายปุณณะซึ่งเข้าไปในข่ายคือญาณของตนแล้ว
จึงตรวจดูว่า " นายปุณณะนี้ มีศรัทธาหรือหนอ ? เขาจักอาจทำการ
สงเคราะห์แก่เราหรือไม่ ? " ทราบความที่เขามีศรัทธา มีความสามารถจะ
ทำการสงเคราะห์ได้ และเขาจะได้รับสมบัติใหญ่เพราะบุญนั้นเป็นปัจจัย
แล้ว จึงถือบาตรและจีวรไปยังที่ไถนาของเขา ได้ยืนแลดูพุ่มไม้ที่ริมบ่อ.
นายปุณณะเห็นพระเถระแล้ว จึงวางไถ ไหว้พระเถระด้วยเบญจางค-
ประดิษฐ์แล้ว คิดว่า " พระเถระคงจักต้องการไม้สีฟัน " จึงได้ทำไม้
สีฟันให้เป็นกัปปิยะถวาย.
ลำดับนั้น พระเถระได้นำเอาบาตรและผ้ากรองน้ำออกมาให้เขา.
เขาคิดว่า " พระเถระจักมีความต้องการด้วยน้ำดื่ม " จึงถือเอาบาตรและ
ผ้ากรองน้ำนั้นแล้ว ได้กรองน้ำดื่มถวาย.
พระเถระคิดว่า " นายปุณณะนี้ อยู่เรือนหลังท้ายของชนเหล่าอื่น,
ถ้าเราจักไปสู่เรือนของเขา, ภรรยาของนายปุณณะนี้จักไม่ได้เห็นเรา;
เราจักต้องอยู่ ณ ที่นี้แหละ จนกว่าภรรยาของเขาจักเดินทางนำภัตมาให้
เขา." พระเถระได้ยังเวลาให้ล่วงไปเล็กน้อย ณ ที่นั้นเอง ทราบความที่
ภรรยาของนายปุณณะนั้นขึ้นสู่ทางแล้ว จึงเดินมุ่งหน้าไปภายในพระนคร.

436
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 437 (เล่ม 42)

ภรรยานายปุณณะถวายภัตแก่พระเถระ
นางพบพระเถระในระหว่างทางแล้ว คิดว่า " บางคราว เมื่อมี
ไทยธรรม, เราก็ไม่พบพระผู้เป็นเจ้า, บางคราว เมื่อเราพบพระผู้เป็น
เจ้า, ไทยธรรมก็ไม่มี, ก็วันนี้เราได้พบพระผู้เป็นเจ้าแล้ว, ทั้งไทยธรรม
ก็มีอยู่; พระผู้เป็นเจ้า จักทำความอนุเคราะห์แก่เราหรือหนอแล " นาง
วางภาชนะใส่ภัตลงแล้ว ไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้ว กล่าว
ว่า " ท่านผู้เจริญ ขอพระผู้เป็นเจ้าอย่าคิดว่า ' ภัตนี้ เศร้าหมองหรือ
ประณีต ' จงทำความสงเคราะห์แก่ทาสของพระผู้เป็นเจ้าเถิด. "
พระเถระน้อมบาตรเข้าไป เมื่อนางเอามือข้างหนึ่งรองภาชนะ อีก
ข้างหนึ่งถวายภัตอยู่, เมื่อถวายไปได้ครึ่งหนึ่ง จึงเอามือปิดบาตรด้วยพูดว่า
" พอแล้ว. " นางกล่าวว่า " พระคุณเจ้า ส่วนเพียงส่วนเดียว ดิฉันไม่
อาจทำให้เป็นสองส่วนได้ พระผู้เป็นเจ้าไม่ต้องทำความสงเคราะห์แก่ทาส
ของพระผู้เป็นเจ้าในโลกนี้ จงทำความสงเคราะห์ในปรโลกเถิด, ดิฉัน
ประสงค์จะถวายมิให้เหลือเศษเลย " ดังนี้แล้ว ก็ได้ใส่ภัตทั้งหมดลงใน
บาตรของพระเถระ แล้วทำความปรารถนาว่า " ดิฉันพึงเป็นผู้มีส่วนแห่ง
ธรรมที่พระผู้เป็นเจ้าเห็นแล้วนั่นแหละ."
พระเถระกล่าวว่า " จงสำเร็จอย่างนั้นเถิด " ยืนอยู่นั่นแหละ ทำ
อนุโมทนาเเล้ว ได้นั่งทำภัตกิจ ณ ที่สะดวกด้วยน้ำแห่งหนึ่ง.
ฝ่ายนางกลับไปหาข้าวสารหุงเป็นภัตแล้ว. แม้นายปุณณะที่ได้
ประมาณครึ่งกรีส ไม่อาจทนความหิวได้ จึงปล่อยโค เข้าไปยังร่มไม้
แห่งหนึ่ง นั่งคอยดูทางอยู่.
ลำดับนั้น ภรรยาของเขาถือภัตเดินไป พอเห็นเขาก็คิดว่า " เขา

437
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 438 (เล่ม 42)

ถูกความหิวบีบคั้น นั่งคอยดูเราอยู่แล้ว; ถ้าว่าเขาจักคุกคามเราว่า 'เจ้า
ชักช้าเหลือเกิน ' แล้วเอาด้ามปฏักฟาดเรา, กรรมที่เราทำแล้วจักเป็น
ของไร้ประโยชน์, เราจักต้องชิงบอกแก่เขาก่อนทีเดียว " ดังนี้แล้ว จึง
กล่าวอย่างนั้นว่า " นาย ท่านจงทำจิตให้ผ่องใสสักวันหนึ่งเถิด วันนี้,
อย่าได้ทำกรรมที่ดิฉันทำแล้วให้ไร้ประโยชน์, ก็ดิฉันนำภัตมาให้ท่านแต่
เช้าตรู่ พบพระธรรมเสนาบดีในระหว่างทาง จึงถวายภัตของท่านแก่
พระเถระนั้น แล้วไปหุงภัตมาใหม่, จงทำจิตให้เลื่อมใสเถิดนาย. " เขา
ถามว่า " เจ้าพูดอะไร ? นางผู้เจริญ " ได้สดับเรื่องนั้นซ้ำอีกแล้ว จึง
พูดว่า " นางผู้เจริญ เจ้าถวายภัตของเราแก่พระผู้เป็นเจ้า ทำความดีแล้ว
เทียว, เช้าตรู่วันนี้ แม้เราก็ได้ถวายไม้สีฟัน และน้ำบ้วนปากแก่พระผู้
เป็นเจ้าแล้ว " มีใจเลื่อมใสเพลิดเพลินถ้อยคำนั้นแล้ว เป็นผู้มีกายอ่อน
เพลีย เพราะได้ภัตในเวลาสาย พาดศีรษะบนตักของภรรยานั้นแล้วก็
หลับไป.
ทานของสามีภรรยาอำ นวยผลในวันนั้น
ครั้งนั้น ที่ที่เขาไถไว้เเต่เช้าตรู่ ได้เป็นทองคำเนื้อสุกทั้งหมด จน
กระทั่งฝุ่นละลองดิน ตั้งอยู่งดงามดุจดอกกรรณิกา. เขาตื่นขึ้น แลเห็น
แล้ว จึงพูดกะภรรยาว่า " นางผู้เจริญ ที่ที่ฉันไถแล้วนั่น ปรากฏ
แก่ฉันเป็นทองคำทั้งหมด, เพราะฉันได้ภัตสายเกินไป ตาจะลายไปกระมัง
หนอ ?"
แม้ภรรยาองเขาก็รับรองว่า " ที่นั้น ก็ย่อมปรากฏแม้แก่ดิฉัน
อย่างนั้นเหมือนกัน. "
เขาลุกขึ้นไปในที่นั้น จับก้อนหนึ่งตีที่งอนไถแล้ว ทราบว่าเป็น

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 439 (เล่ม 42)

ทองคำ จึงคิดว่า " โอ ทานที่เราถวายแก่พระผู้เป็นเจ้าธรรมเสนาบดี
แสดงผลในวันนี้เอง ก็เราไม่อาจที่จะซ่อนทรัพย์ประมาณเท่านี้ไว้ใช้สอย
ได้ " จึงเอาทองคำใส่เต็มถาดข้าวที่ภรรยานำมาแล้ว ได้ไปสู่ราชตระกูล
มีโอกาสอันพระราชาพระราชทานแล้ว จึงเข้าไปถวายบังคมพระราชา,
เมื่อพระองค์ตรัสว่า " อะไร ? พ่อ " จึงกราบทูลว่า " ข้าแต่สมมติ
เทวราช ที่ที่ข้าพระองค์ไถแล้วในวันนี้ทั้งหมด เป็นที่เต็มไปด้วยทองคำ
ทั้งนั้นตั้งอยู่แล้ว, พระองค์ควรจะรับสั่งให้ขนทองคำมาไว้. "
พระราชา. ท่านเป็นใคร ?
นายปุณณะ. ข้าพระองค์ชื่อปุณณะ.
พระราชา. ก็วันนี้ ท่านทำอะไรเล่า ?
นายปุณณะ. เช้าตรู่วันนี้ ข้าพระองค์ได้ถวายไม้สีฟันและน้ำ
บ้วนปากแก่พระธรรมเสนาบดี. ส่วนภรรยาของข้าพระองค์ได้ถวายภัตที่
เขานำมาให้ข้าพระองค์แก่พระธรรมเสนาบดีนั้นเหมือนกัน.
พระราชา ทรงสดับคำนั้นแล้วตรัสว่า " พ่อผู้เจริญ ได้ยินว่า
ทานที่ท่านถวายพระธรรมเสนาบดี แสดงวิบากในวันนี้เอง " แล้วตรัส
ถามว่า " พ่อ เราจะทำอย่างไร ? "
นายปุณณะ ขอพระองค์จงส่งเกวียนไปหลาย ๆ พัน ให้นำทองคำ
มาเถิด.
พระราชาทรงส่งเกวียนทั้งหลายไปแล้ว. เมื่อพวกราชบุรุษพูดว่า
" เป็นของพระราชา " ถือเอาอยู่. ทองคำที่เขาถือเอาแล้ว ๆ ย่อมเป็น
ดินอย่างเดิม. พวกเขาไปทูลพระราชา อันพระองค์ตรัสถามว่า " ก็พวก
เจ้าพูดว่ากระไร ? จึงถือเอา " จึงทูลว่า " พูดว่า ' เป็นราชทรัพย์

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 440 (เล่ม 42)

ของพระองค์."
พระราชา. หาใช่ทรัพย์ของเราไม่, พวกเจ้าจงไป, จงพูดว่า
' เป็นทรัพย์ของนายปุณณะ ' ถือเอาเถิด.
พวกเขาทำ อย่างนั้น. ทองคำที่เขาถือแล้ว ๆ ได้เป็นทองคำแท้.
พวกเขาจึงขนทองคำนั้นทั้งหมดมาทำเป็นกองไว้ที่ท้องพระลานหลวง.
(ทองคำ ทั้งหมดนั้น) ได้กองสูงประมาณ ๘๐ ศอก.
นายปุณณะได้รับตำแหน่งเศรษฐี
พระราชาทรงรับสั่งให้ชาวพระนครประชุมกันแล้ว ตรัสถามว่า
" ในพระนครนี้ ใครมีทองคำถึงเพียงนี้บ้าง "
ชาวพระนคร. ไม่มี พระเจ้าข้า.
พระราชา. ก็เราควรจะให้อะไรแก่นายปุณณะเล่า ?
ชาวพระนคร. ฉัตรสำหรับเศรษฐี พระเจ้าข้า.
พระราชา. ตรัสว่า " นายปุณณะจงเป็นเศรษฐีชื่อพหุธนเศรษฐี "
แล้ว ได้พระราชทานฉัตรสำหรับเศรษฐีแก่เขา พร้อมด้วยโภคะมากมาย.
ครั้งนั้น เขากราบทูลพระราชานั้นว่า " ข้าแต่สมมติเทวราช ข้า-
พระองค์ทั้งหลายอาศัยอยู่ในตระกูลอื่น ตลอดเวลาถึงเพียงนี้, ขอพระองค์
ได้โปรดประทานที่อยู่แก่ข้าพระองค์เถิด. "
พระราชาตรัสว่า " ถ้ากระนั้น ท่านจงดู, กอไม้นั้นปรากฏอยู่
ทางด้านทักษิณ, จงนำกอไม้นั่นออก ให้ช่างทำเรือนเถิด " ดังนี้แล้ว
ก็ตรัสบอกที่เรือนของเศรษฐีเก่า.
เขาให้ช่างทำเรือนในที่นั้น โดย ๒ - ๓ วันเท่านั้น ทำเคหปปเวสน-

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 441 (เล่ม 42)

มงคล๑ และฉัตรมงคล๒ เป็นงานเดียวกัน ได้ถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์ มี
พระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วัน. ครั้งนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรง
ทำอนุโมทนาแก่เขา จึงตรัสอนุปุพพีกถาแล้ว.
ในกาลจบธรรมกถา ชนทั้ง ๓ คือ ปุณณเศรษฐี ๑ ภรรยาของ
เขา ๑ นางอุตตราผู้เป็นธิดา ๑ ได้เป็นพระโสดาบันแล้ว.
ธิดาปุณณเศรษฐีได้เป็นภรรยาบุตรสุมนเศรษฐี
ในกาลต่อมา เศรษฐีในกรุงราชคฤห์ ขอธิดาของปุณณเศรษฐีให้
บุตรของตน. เขาพูดว่า " ผมให้ไม่ได้." เมื่อเศรษฐีในกรุงราชคฤห์
พูดว่า " จงอย่าทำอย่างนั้น, ท่านอาศัยฉันอยู่ตลอดเวลาถึงเพียงนี้ทีเดียว
จึงได้สมบัติ, จงให้ธิดาแก่บุตรของฉันเถิด " จึงกล่าวว่า " บุตรของ
ท่านนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ, ส่วนธิดาของผมเหินห่างจากพระรัตนะทั้งสามแล้ว
ไม่อาจเป็นไปได้, ผมจึงจักยกธิดาให้บุตรของท่านไม่ได้เลย. "
ครั้งนั้น กุลบุตรทั้งหลายมีเศรษฐีและคฤหบดีเป็นต้น เป็นอันมาก
วิงวอนเขาว่า " อย่าทำลายความสนิทสนมกับด้วยเศรษฐีในกรุงราชคฤห์
นั้น, จงยกธิดาให้บุตรของเขาเถิด. " เขารับคำของกุลบุตรเหล่านั้นแล้ว
ได้ยกธิดาให้ในดิถีเพ็ญเดือนอาสฬหะ.
จำเดิมแต่เวลาไปสู่เรือนตระกูลสามีแล้ว นางมิได้เพื่อจะเข้าไปหาภิกษุ
หรือภิกษุณี หรือเพื่อถวายทานหรือฟังธรรมเลย. เมื่อล่วงไปได้ประมาณ
๒ เดือนครึ่ง ด้วยอาการอย่างนี้, นางจึงถามสาวใช้ผู้อยู่ในสำนักว่า " เวลา
นี้ภายในพรรษายังเหลืออีกเท่าไร ? "
๑. มงคลอันบุคคลพึงทำในกาลเป็นที่เข้าไปสู่เรือน. ๒. มงคลอันบุคคลพึงทำแก่ฉัตร ในกาล
เป็นที่ฉลองฉัตร.

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 442 (เล่ม 42)

สาวใช้. ยังอยู่อีกครึ่งเดือน คุณแม่.
นางส่งข่าวไปให้บิดาว่า " เหตุไฉน บิดาจึงขังดิฉันไว้ในเรือน มี
รูปอย่างนี้ ? การที่บิดาทำฉันให้เป็นคนเสียโฉม แล้วประกาศว่า เป็น
ทาสีของชนพวกอื่น ยังจะประเสริฐกว่า, การที่ยกให้แก่ตระกูลมิจฉาทิฏฐิ
เห็นปานนี้ ไม่ประเสริฐเลย, ตั้งแต่ดิฉันมาแล้ว ดิฉันไม่ได้ทำบุญแม้
สักอย่างในประเภทบุญ มีการพบเห็นภิกษุเป็นต้นเลย. "
ลำดับนั้น บิดาของนางให้รู้สึกไม่สบายใจ ด้วยคิดว่า " ธิดาของ
เราได้รับทุกข์หนอ " จึงส่งทรัพย์ไป ๑๕,๐๐๐ กหาปณะ ด้วยสั่งว่า " ใน
นครนี้ มีหญิงคณิกาชื่อสิริมา, เจ้าจงพูดว่า ' หล่อนจงรับทรัพย์วันละ
๑,๐๐๐ กหาปณะ นำนางมาด้วยกหาปณะเหล่านี้ ทำให้เป็นนางบำเรอ
ของสามีแล้ว ส่วนตัวเจ้าจงทำบุญทั้งหลายเถิด. "
นางให้เชิญนางสิริมามาแล้ว พูดว่า " สหาย เธอจงรับกหาปณะ
เหล่านั้นแล้ว บำเรอชาย สหายของเธอสักกึ่งเดือนนี้เถิด. "
นางสิริมานั้นรับรองว่า " ดีละ " นางพาเขาไปสำนักของสามี เมื่อ
สามีนั้นเห็นนางสิริมาแล้ว กล่าวว่า " อะไรกันนี่ ? " จึงบอกว่า " นาย
ขอให้หญิงสหายของดิฉันบำเรอนายตลอดกึ่งเดือนนี้, ส่วนดิฉันใคร่จะ
ถวายทานและฟังธรรม ตลอดกึ่งเดือนนี้. "
เศรษฐีบุตรเห็นนางมีรูปงาม เกิดความสิเนหา จึงรับรองว่า
" ดีละ."
นางอุตตราได้โอกาสทำบุญ
แม้นางอุตตราแล นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขว่า
" ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์อย่าเสด็จไปที่อื่น พึงรับภิกษาใน

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 443 (เล่ม 42)

เรือนนี้แห่งเดียว ตลอดกึ่งเดือนนี้. " รับปฏิญญาของพระศาสดาแล้ว
มีใจยินดีว่า " บัดนี้ เราจักได้เพื่ออุปัฏฐากพระศาสดาและฟังธรรมตั้งแต่นี้
ไป ตลอดจนถึงวันมหาปวารณา " เที่ยวจัดแจงกิจทุกอย่างในโรงครัว
ใหญ่ว่า " พวกท่านจงต้มข้าวต้มอย่างนั้น จงนึ่งขนมอย่างนี้. "
ครั้งนั้น สามีของนางคิดว่า " พรุ่งนี้เป็นวันมหาปวารณา " ยื่นตรง
หน้าต่าง บ่ายหน้าไปทางโรงครัวใหญ่ ตรวจดูอยู่ด้วยคิดว่า " นาง
อันธพาลนั้น เที่ยวทำอะไรอยู่หนอแล ? " แลเห็นธิดาเศรษฐีนั้น ขะมุก-
ขะมอมไปด้วยเหงื่อ เปรอะด้วยเถ้า มอมแมมด้วยถ่านและเขม่า เที่ยวจัด
ทำอยู่อย่างนั้น จึงคิดว่า " พุทโธ่ หญิงอันธพาล ไม่เสวยสมบัติมีสิริเช่นนี้
ในฐานะเห็นปานนี้, กลับมีจิตยินดีว่า ' เราจักอุปัฏฐากศีรษะโล้น.
เที่ยวไปได้ " จึงหัวเราะแล้วหลบไป.
เมื่อเศรษฐีบุตรนั้นหลบไปแล้ว. นางสิริมาซึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้ของ
เขาคิดว่า " เศรษฐีบุตรนั่นมองดูอะไรหนอแล จึงหัวเราะ " จึงมองลงไป
ทางหน้าต่างนั้นแหละ เห็นนางอุตตราแล้วคิดว่า " เศรษฐีบุตรนี้หัวเราะ
ก็เพราะเห็นนางคนนี้, ความชิดชมของเศรษฐีบุตรนี้คงมีกับด้วยนางนี้
เป็นแน่. "
นางสิริมาหึงนางอุตตราเอาเนยใสเดือดรด
ได้ยินว่า นางสิริมานั้นแม้อยู่เป็นพาหิรกสตรีในเรือนนั้นตลอดกึ่ง
เดือน เสวยสมบัตินั้นอยู่ ก็ยังไม่รู้ตัวว่าเป็นหญิงภายนอก ได้ทำความ
สำคัญว่า " ตัวเป็นแม่เจ้าเรือน. " นางผูกอาฆาตต่อนางอุตตราว่า " จัก
ต้องยังทุกข์ให้เกิดแก่มัน " จึงลงจากปราสาท เข้าไปสู่โรงครัวใหญ่ เอา

443