พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 424 (เล่ม 42)

คาถาธรรมบท
โกธวรรค๑ที่ ๑๗
ว่าด้วยเรื่องความโกรธ
[๒๗] ๑. บุคคลพึงละความโกรธ สละความถือตัว ล่วง
สังโยชน์ทั้งสินได้ ทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกต้องบุคคล
นั้น ผู้ไม่ข้องในนามรูป ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล.
๒. ผู้ใดแล พึงสกัดความโกรธที่พลุ่งขึ้น
เหมือนคนห้ามรถที่กำลังแล่นไปได้ เราเรียกผู้นั้นว่า
สารถี ส่วนคนนอกนี้เป็นเพียงผู้ถือเชือก.
๓. พึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ พึงชนะ
คนไม่ดี ด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ ด้วยการให้
พึงชนะคนพูดเหลวไหล ด้วยคำ จริง.
๔. บุคคลควรกล่าวคำสัตย์ ไม่ควรโกรธ ถึงถูก
เขาขอน้อย ก็พึงให้ บุคคลพึงไปในสำนักของเทวดา
ทั้งหลายได้ ด้วยฐานะ ๓ นั่น.
๕. มุนีเหล่าใด เป็นผู้ไม่เบียดเบียน สำรวม
แล้วด้วยกายเป็นนิตย์ มุนีเหล่านั้นย่อมไปสู่ฐานะ
อันไม่จุติ ซึ่งเป็นที่คนทั้งหลายไปแล้วไม่เศร้าโศก.
๖. อาสวะทั้งหลายของผู้ตื่นอยู่ทุกเมื่อ มีปกติ
ตามศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน น้อมไปแล้วสู่พระ-
นิพพาน ย่อมถึงควานตั้งอยู่ไม่ได้.
๑. วรรคนี้มีอรรถกถา ๘ เรื่อง.

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 425 (เล่ม 42)

๗. อตุละ การนินทาและสรรเสริญนั่นเป็นของ
เก่า นั่นไม่ใช่เป็นเหมือนมีในวันนี้ ชนทั้งหลายย่อม
นินทาผู้นั่งนิ่งบ้าง ย่อมนินทาผู้พูดมากบ้าง ย่อม
นินทาผู้พูดพอประมาณบ้าง ผู้ไม่ถูกนินทาไม่มีใน
โลก คนผู้ถูกนินทาโดยส่วนเดียว หรือว่าอันเขา
สรรเสริญโดยส่วนเดียว ไม่ได้มีแล้ว จักไม่มี และ
ไม่มีอยู่ในบัดนี้ หากว่าวิญญูชนใคร่ครวญแล้วทุก ๆ
วัน สรรเสริญผู้ใด ซึ่งมีความประพฤตไม่ขาดสาย
มีปัญญา ผู้ตั้งมั่นด้วยปัญญาและศีล ใครเล่าย่อมควร
เพื่อติเตียนผู้นั้น ผู้เป็นดังแท่งทองชมพูนุท แม้เทวดา
ทั้งหลายก็สรรเสริญเขา ถึงพรหมก็สรรเสริญแล้ว.
๘. พึงรักษาความกำเริบทางกาย พึงเป็นผู้
สำรวมทางกาย พึงละกายทุจริตแล้ว พึงประพฤติ
สุจริตทางกาย พึงรักษาความกำเริบทางวาจา พึงเป็น
ผู้สำรวมทางวาจา พึงละวจีทุจริต พึงประพฤติสุจริต
ทางวาจา พึงละความกำเริบทางใจ พึงเป็นผู้สำรวม
ทางใจ พึงละมโนทุจริตแล้ว พึงประพฤติสุจริตทาง
ใจ ธีรชนทั้งหลายสำรวมทางกาย สำรวมทางวาจา
สำรวมทางใจ ธีรชนเหล่านั้นแล ชื่อว่าสำรวม
รอบคอบดีแล้ว.
จบโกธวรรคที่ ๑๗.

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 426 (เล่ม 42)

๑๗. โกธวรรควรรณนา
๑. เรื่องเจ้าหญิงโรหิณี [๑๗๔]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในนิโครธาราม ทรงปรารภเจ้าหญิง
โรหิณี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โกธํ ชเห " เป็นต้น.
สร้างโรงฉันหายจากโรคผิวหนังได้
ได้ยินว่า สมัยหนึ่ง พระอนุรุทธผู้มีอายุได้ไปเมืองกบิลพัสดุ์พร้อม
ด้วยภิกษุ ๕๐๐. ครั้งนั้น พวกพระญาติของท่าน ทรงสดับว่า พระเถระมา
จึงได้ไปสู่สำนักพระเถระ เว้นเเต่พระน้องนางของพระเถระชื่อโรหิณี.
พระเถระถามพวกพระญาติว่า " พระนางโรหิณีอยู่ไหน ? "
พวกพระญาติ. อยู่ในตำหนัก เจ้าข้า.
พระเถระ. เหตุไร ? จึงไม่เสด็จมา.
พวกพระญาติ. พระนางไม่เสด็จมาเพราะทรงละอายว่า ' โรคผิว
หนังเกิดที่สรีระของเขา ' เจ้าข้า.
พระเถระ กล่าวว่า " ท่านทั้งหลายจงเชิญพระนางเสด็จมาเถิด "
ให้ไปเชิญพระนางเสด็จมาแล้ว จึงกล่าวอย่างนี้ กะพระนางผู้ทรงฉลอง-
พระองค์เสด็จมาแล้วว่า " โรหิณี เหตุไร ? เธอจึงไม่เสด็จมา. "
พระนางโรหิณี. ท่านผู้เจริญ โรคผิวหนังเกิดขึ้นที่สรีระของ
หม่อมฉัน; เหตุนั้น หม่อมฉันจึงมิได้มาด้วยความละอาย.
พระเถระ. ก็เธอทรงทำบุญไม่ควรหรือ ?
พระนางโรหิณี. จะทำอะไร ? เจ้าข้า.

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 427 (เล่ม 42)

พระเถระ. จงให้สร้างโรงฉัน.
พระนางโรหิณี. หม่อมฉันจะเอาอะไรทำ ?
พระเถระ. ก็เครื่องประดับของเธอไม่มีหรือ ?
พระนางโรหิณี. มีอยู่ เจ้าข้า.
พระเถระ. ราคาเท่าไร ?
พระนางโรหิณี. จักมีราคาหมื่นหนึ่ง.
พระเถระ. ถ้ากระนั้น จงขายเครื่องประดับนั้น ให้สร้างโรง-
ฉันเถิด.
พระนางโรหิณี. ใครเล่า ? จักทำ ให้หม่อมฉัน เจ้าข้า.
พระเถระ. แลดูพระญาติซึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้เเล้ว กล่าวว่า " ขอจง
เป็นภาระของพวกท่านทั้งหลาย."
พวกพระญาติ. ก็พระคุณเจ้าจักทำอะไรหรือ ? เจ้าข้า.
พระเถระ. แม้อาตมภาพก็จักอยู่ในที่นี้เหมือนกัน, ถ้ากระนั้นพวก
ท่านจงนำทัพพสัมภาระมาเพื่อโรงฉันนี่.
พวกพระญาตินั้น ตรัสว่า " ดีละ เจ้าข้า " จึงนำมาแล้ว.
พระเถระ. เมื่อจะจัดโรงฉัน จึงกล่าวกะพระนางโรหิณีว่า " เธอ
จงให้ทำโรงฉันเป็น ๒ ชั้น จำเดิมแต่กาลที่ให้พื้นชั้นบนเรียบแล้วจง
กวาดพื้นล่าง แล้วให้ปูอาสนะไว้เสมอ ๆ, จงให้ตั้งหม้อน้ำดื่มไว้เสมอๆ. "
พระนางรับคำว่า " ดีละ เจ้าข้า " แล้วจำหน่ายเครื่องประดับ ให้ทำ
โรงฉัน ๒ ชั้น เริ่มแต่กาลที่ให้พื้นชั้นบนเรียบแล้ว ได้ทรงทำกิจมีการ
กวาดพื้นล่างเป็นต้นเนือง ๆ. พวกภิกษุก็นั่งเสมอ ๆ.
ลำดับนั้น เมื่อพระนางกวาดโรงฉันอยู่นั่นแล. โรคผิวหนังก็ราบ

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 428 (เล่ม 42)

ไปแล้ว. เมื่อโรงฉันเสร็จ พระนางนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น
ประมุขแล้ว ได้ถวายขาทนียะและโภชนียะที่ประณีตแด่ภิกษุสงฆ์มีพระ-
พุทธเจ้าเป็นประมุขซึ่งนั่งเต็มโรงฉัน.
พระศาสดา ทรงทำภัตกิจเสร็จแล้ว ตรัสถามว่า " นี่เป็นทาน
ของใคร ? "
พระอนุรุทธ. ของโรหิณีพระน้องนางของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ก็นางไปไหน ?
พระอนุรุทธ. อยู่ในตำหนัก พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. พวกท่านจงไปเรียกนางมา.
พระนางไม่ประสงค์จะเสด็จมา. ทีนั้น พระศาสดารับสั่งให้เรียก
พระนางแม้ไม่ปรารถนา (จะมา) จนได้. ก็แลพระศาสดาตรัสกะพระนาง
ผู้เสด็จมาถวายบังคม ประทับนั่งแล้วว่า " โรหิณี เหตุไรเธอจึงไม่มา ? "
พระนางโรหิณี. " โรคผิวหนังมีที่สรีระของหม่อมฉัน พระเจ้าข้า
หม่อมฉันละอายด้วยโรคนั้น. จึงมิได้มา. "
พระศาสดา. ก็เธอรู้ไหมว่า ่โรคนั้นอาศัยกรรมอะไรของเธอ จึง
เกิดขึ้น ? "
พระนางโรหิณี. หม่อมฉันไม่ทราบ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. โรคนั้นอาศัยความโกรธของเธอ จึงเกิดขึ้นแล้ว.
พระนางโรหิณี. ก็หม่อมฉันทำกรรมอะไรไว้ ? พระเจ้าข้า.
บุรพกรรมของพระนางโรหิณี
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัสแก่พระนาง)ว่า:-

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 429 (เล่ม 42)

ในอดีตกาล พระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี ผูกอาฆาตใน
หญิงนักฟ้อนของพระราชาองค์หนึ่ง ทรงดำริว่า " เราจักให้ทุกข์เกิดแก่
หญิงนั้น " แล้วให้เขานำลูกเต่าร้างใหญ่มา๑รับสั่งให้เรียกหญิงนักฟ้อนนั้น
มายังสำนักของตนแล้ว. ให้ใส่ผงเต่าร้างบนที่นอน ที่ผ้าห่ม และที่ระหว่าง
เครื่องใช้ มีผ้าปูที่นอนเป็นต้น ของหญิงนักฟ้อนนั้น โดยประการที่นาง
ไม่ทันรู้ตัว. โปรยลงแม้ที่ตัวของนาง ราวกะทำความเย้ยหยันเล่น ทันใด
นั้นเอง สรีระของหญิงนั้นได้พุพองขึ้นเป็นตุ่มน้อยตุ่มใหญ่. นางเกาอยู่
ไปนอนบนที่นอน. เมื่อนางถูกผงเต่าร้างกัดแม้บนที่นอนนั้น เวทนากล้า
ยิ่งนักเกิดขึ้นแล้ว. พระอัครมเหสีในกาลนั้นได้เป็นพระนางโรหิณี.
พระศาสดา ครั้นทรงนำอดีตนิทานั้นมาแล้ว ตรัสว่า " โรหิณี ก็
กรรมนั่นที่เธอทำแล้วในกาลนั้น, ก็ความโกรธก็ดี ความริษยาก็ดี แม้มี
ประมาณเล็กน้อย ย่อมไม่ควรทำเลย " ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑. โกธํ ชเห วิปฺปชเหยฺย มานํ
สญฺโญชนํ๒ สพฺพมติกฺกเมยฺย
ตนฺนามรูปสฺมึ อสชฺชมานํ
อกิญฺจนํ นานุปตนฺติ ทุกฺขา.
" บุคคลพึงละความโกรธ, สละความถือตัว
ล่วงสังโยชน์ทั้งสิ้นได้ ทุกทั้งหลายย่อมไม่ตกต้อง,
บุคคลนั้น ผู้ไม่ข้องในนามรูป ไม่มีกิเลสเครื่อง
กังวล. "
๑. แปลว่า หมามุ้ยใหญ่ ก็มี. ๒. อรรถกถา เป็น สํโยชนํ.

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 430 (เล่ม 42)

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกธํ ความว่า พึงละความโกรธทุกๆ
อาการก็ดี มานะ ๙ อย่างก็ดี.
บทว่า สํโยชนํ ความว่า พึงล่วงสังโยชน์ทั้ง ๑๐ อย่าง มีกาม
ราคสังโยชน์เป็นต้น.
บทว่า อสชฺชมานํ ความว่า ไม่ข้องอยู่. อธิบายว่า ก็ผู้ใดยึดถือ
นามรูปโดยนัยว่า " รูปของเรา, เวทนาของเรา เป็นต้น และเมื่อ
นามรูปนั้นแตกไป. ย่อมเศร้าโศกเดือดร้อน; ผู้นี้ชื่อว่าข้องอยู่ในนามรูป;
ส่วนผู้ไม่ยึดถืออย่างนั้น ชื่อว่าย่อมไม่ขัดข้อง; ขึ้นชื่อว่าทุกข์ทั้งหลาย
ย่อมไม่ตกต้องบุคคลนั้น ผู้ไม่ข้องอยู่อย่างนั้น ผู้ชื่อว่าไม่มีกิเลสเครื่อง
กังวล เพราะไม่มีราคะเป็นต้น.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น.
แม้พระนางโรหิณี ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. สรีระของพระนาง
ได้มีวรรณะดุจทองคำ ในขณะนั้นเอง. พระนางจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว
เกิดในระหว่างเขตแดนของเทพบุตร ๔ องค์ ในภพดาวดึงส์ ได้เป็นผู้
น่าเลื่อมใส ถึงความเป็นผู้มีรูปงามเลิศ เทพบุตรทั้ง ๔ องค์เห็นนางแล้ว
เป็นผู้เกิดความสิเนหา วิวาทกันว่า " นางเกิดภายในแดนของเรา, นาง
เกิดภายในแดนของเรา." ไปสู่สำนักของท้าวสักกเทวราช กราบทูลว่า
" ข้าแต่เทพเจ้า ข้าพระองค์ทั้งสี่เกิดคดีขึ้น เพราะอาศัยเทพธิดานี้, ขอ
พระองค์ทรงวินิจฉัยคดีนั้น. " แม้ท้าวสักกะ แต่พอได้ทรงเห็นพระนางก็
เป็นผู้เกิดสิเนหา ตรัสอย่างนั้นว่า " จำ เดิมแต่กาลที่พวกท่านเห็นเทพธิดา

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 431 (เล่ม 42)

นี้แล้ว จิตเกิดขึ้นอย่างไร. ? "
ลำดับนั้น เทพบุตรองค์หนึ่งกราบทูลว่า " จิตของข้าพระองค์
เกิดขึ้นดุจกลองในคราวสงครามก่อน ไม่อาจสงบลงได้เลย. "
องค์ที่ ๒ จิตของข้าพระองค์ [เกิดขึ้น] เหมือนแม่น้ำตกจากภูเขา
ย่อมเป็นไปเร็วพลันทีเดียว.
องค์ที่ ๓. จำเดิมแต่กาลที่ข้าพระองค์เห็นนางนี้แล้ว ตาทั้งสอง
ถลนออกแล้ว ดุจตาของปู.
องค์ที่ ๔. จิตของข้าพระองค์ประดุจธงที่เขายกขึ้นบนเจดีย์ ไม่
สามารถจะดำรงนิ่งอยู่ได้.
ครั้งนั้น ท้าวสักกะตรัสกะเทพบุตรทั้งสี่นั้นว่า " พ่อทั้งหลาย จิต
ของพวกท่านยังพอข่มได้ก่อน ส่วนเราเมื่อได้เห็นเทพธิดานี้ จึงจักเป็น
อยู่ เมื่อเราไม่ได้ จักต้องตาย. "
พวกเทพบุตรจึงทูลว่า " ข้าแต่มหาราช พวกข้าพระองค์ไม่มีความ
ต้องการด้วยความตายของพระองค์ " แล้วต่างสละเทพธิดานั้นถวายท้าว
สักกะแล้วหลีกไป. เทพธิดานั้นได้เป็นที่รักที่พอพระหฤทัยของท้าวสักกะ.
เมื่อนางกราบทูลว่า " หม่อมฉันจักไปสู่สนามเล่นชื่อโน้น " ท้าวสักกะก็
ไม่สามารถจะทรงขัดคำของนางได้เลย ดังนี้แล.
เรื่องเจ้าหญิงโรหิณี จบ.

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 432 (เล่ม 42)

๒. เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง [๑๗๕]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ ทรงปรารภภิกษุรูปใด
รูปหนึ่ง๑ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โย เว อุปฺปติตํ โกธํ " เป็นต้น.
ภิกษุตัดต้นไม้ที่เทวดาสิงอยู่
ความพิสดารว่า เมื่อพระศาสดาทรงอนุญาตเสนาสนะแก่ภิกษุสงฆ์
แล้ว๒. (และ) เมื่อเสนาสนะทั้งหลาย อันคฤหัสถ์ทั้งหลายมีเศรษฐีชาว
กรุงราชคฤห์เป็นต้น กำลังให้สร้าง, ภิกษุชาวเมืองอาฬวีรูปหนึ่ง สร้าง
เสนาสนะของตนอยู่ เห็นต้นไม้ที่พอใจต้นหนึ่งแล้ว เรึมจะตัด ก็เทพดา
มีลูกอ่อนองค์หนึ่งเกิดที่ต้นไม้นั้น อุ้มบุตรด้วยสะเอว ยืนอ้อนวอนว่า
" พระคุณเจ้า ขอท่านอย่าได้ตัดวิมานของข้าพเจ้าเลย, ข้าพเจ้าไม่มีที่อยู่
ไม่อาจอุ้มบุตรเที่ยวเร่ร่อนไปได้."
ภิกษุนั้นคิดว่า " เราจักไม่ได้ต้นไม้เช่นนี้ ในที่อื่น " จึงไม่เอื้อเฟื้อ
คำพูดของเทวดานั้น.
เทวดานั้นคิดว่า " ภิกษุนี้ เห็นทารกนี้แล้วจักงดเป็นแท้ " จึง
วางบุตรไว้บนกิ่งไม้. ฝ่ายภิกษุนั้นไม่อาจยั้งขวานที่ตนเงื้อขึ้นแล้วได้ จึง
ตัดแขนทารกนั้นขาดแล้ว เทพดาเกิดความโกรธมีกำลัง ยกมือทั้งสอง
ขึ้นด้วยเจตนาว่า " จะฟาดภิกษุรูปนั้นให้ตาย " แต่พลันคิดได้อย่างนี้ว่า
" ภิกษุนี้เป็นผู้มีศีล ถ้าเราจักฆ่าภิกษุนี้เสีย ก็จักเป็นผู้ไปนรก; แม้
เทพธิดาที่เหลือ ได้พบภิกษุตัดต้นไม้ของตน จักถือเอาเป็นประมาณบ้าง
๑. น่าจะปรารภเทพดา เพราะเป็นเรื่องของเทพดาได้ทำและเข้าเฝ้าเอง. ๒. ก่อนอนุญาต
เสนาสนะ ผู้บวชแล้วต้องอยู่โคนไม้หรือถ้ำเขา.

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 433 (เล่ม 42)

ว่า ' เทพดาองค์โน้นฆ่าภิกษุเสีย ก็อย่างนี้เหมือนกัน ' แล้วจักฆ่าภิกษุ
ทั้งหลายเสีย; ก็ภิกษุนี้มีเจ้าของ เราจักต้องบอกกล่าวเธอแก่เจ้าของ
ทีเดียว." ลดมือที่ยกขึ้นแล้ว ร้องไห้ไปสู่สำนักของพระศาสดา ถวาย
บังคมแล้วยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะเธอว่า " ทำ ไมหรือ ? เทวดา "
เขาทูลว่า " พระเจ้าข้า สาวกของพระองค์แหละ ทำกรรทชื่อนี้. แม้
ข้าพระองค์ก็ใคร่จะฆ่าเธอ แต่คิดข้อนี้ได้ จึงไม่ฆ่า แล้วรีบมาที่นี้เทียว "
ดังนี้แล้ว กราบทูลเรื่องนั้นทั้งหมดโดยพิสดาร.
พระศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ตรัสว่า " ถูกแล้ว ๆ เทพดา
เธอข่มความโกรธที่เกิดขึ้นอย่างนั้นไว้อยู่ เหมือนห้ามรถกำลังหมุนไว้ได้
ชื่อว่าทำความดีแล้ว " ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๒. โย เว อุปฺปติตํ โกธํ รถํ ภนฺติ ธารเย
ตมหํ สารถิ พฺรูมิ รสฺมิคฺคาโห อิตโร ชโน.
" ผู้ใดแล พึงสะกดความโกรธที่พลุ่งขึ้นเหมือน
คนห้ามรถที่กำลังแล่นไปได้, เราเรียกผู้นั้นว่า
' สารถี ' ส่วนคนนอกนี้เป็นเพียงผู้ถือเชือก. "
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปติตํ ได้แก่ ที่เกิดขึ้นแล้ว.
สองบทว่า รถํ ภนฺตํว ความว่า เหมือนอย่างนายสารถีผู้ฉลาด
ห้ามรถที่แล่นอยู่โดยกำลังเร็ว หยุดไว้ได้ตามต้องการ ชื่อฉันใด; บุคคล
ใด พึงสะกด คืออาจข่มความโกรธที่เกิดขึ้นไว้ได้ ก็ฉันนั้น.
บทว่า ตมหํ ความว่า เราเรียกบุคคลนั้นว่า สารถี.

433