พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 364 (เล่ม 42)

พระศาสดาเสด็จห้ามพระญาติ
แม้พระศาสดาทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่ง ทอดพระเนตร
เห็นหมู่พระญาติแล้ว ทรงดำริว่า " เมื่อเราไม่ไป. พวกญาติเหล่านี้จัก
ฉิบหาย. การที่เราไปก็ควร " ดังนี้แล้ว จึงเสด็จทางอากาศพระองค์เดียว
เท่านั้น ประทับนั่งโดยบัลลังก์ในอากาศ ณ ท่ามกลางแม่น้ำโรหิณี. พระ-
ญาติทั้งหลาย เห็นพระศาสดาแล้วทิ้งอาวุธ ถวายบังคม. ครั้งนั้น พระ-
ศาสดาตรัสกะพระญาติเหล่านั้นว่า " มหาบพิตร นี่ชื่อว่าทะเลาะอะไรกัน ? "
พวกพระญาติ. พวกข้าพระองค์ ไม่ทราบ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. บัดนี้ ใครจักทราบเล่า ?
พระญาติเหล่านั้น ถามตลอดถึงพวกทาสและกรรมกร โดยอุบายนี้
ว่า " อุปราช จักทราบ, เสนาบดี จักทราบ " เป็นต้น แล้วกราบทูลว่า
" ทะเลาะกันเพราะน้ำ พระเจ้าข้า. "
พระศาสดา. น้ำตีราคาเท่าไร ? มหาบพิตร.
พวกพระญาติ. มีราคาน้อย พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. กษัตริย์ทั้งหลาย ราคาเท่าไร.
พวกพระญาติ. ขึ้นชื่อว่า กษัตริย์ทั้งหลาย หาค่ามิได้ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ก็การที่ท่านทั้งหลาย ยังพวกกษัตริย์ซึ่งหาค่ามิได้ให้
ฉิบหาย เพราะอาศัยน้ำ ซึ่งมีประมาณน้อย ควรแล้วหรือ ?
พระญาติเหล่านั้น ได้นิ่งแล้ว. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสเตือน
พระญาติเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า " มหาบพิตร เพราะเหตุไร ? พวกท่าน
จึงกระทำกรรมเห็นปานนี้, เมื่อเราไม่มีอยู่. ในวันนี้ แม่น้ำคือโลหิตจัก
ไหลนอง, ท่านทั้งหลาย ทำกรรมไม่สมควรแล้ว, ท่านทั้งหลาย เป็นผู้

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 365 (เล่ม 42)

มีเวรด้วยเวร ๕ อยู่, เราไม่มีเวรอยู่; ท่านทั้งหลายเป็นผู้มีความเดือดร้อน
ด้วยกิเลสอยู่, เราไม่มีความเดือดร้อนอยู่; ท่านทั้งหลายเป็นผู้มีความ
ขวนขวายในอันแสวงหากามคุณอยู่, เราไม่มีความขวนขวายอยู่ " แล้วได้
ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
๑. สุสุขํ วต ชีวาม เวริเนสุ อเวริโน
เวริเนสุ มนุสฺเสสุ วิหราม อเวริโน.
สุสุขํ วต ชีวาม อาตุเรสุ อนาตุรา
อาตุเรสิ มนุสฺเสสุ วิหราม อนาตุรา.
สุสุขํ วต ชีวาม อุสฺสุเกสุ อนุสฺสุกา
อุสฺสุเกสุ มนุสฺเสสุ วิหราม อนุสฺสุกา.
" ในมนุษย์ทั้งหลายผู้มีเวรกัน พวกเราไม่มีเวร
เป็นอยู่สบายดีหนอ, ในมนุษย์ทั้งหลายผู้มีเวรกัน
พวกเราไม่มีเวรอยู่, ในมนุษย์ทั้งหลายผู้มีความ
เดือดร้อนกัน พวกเราไม่มีความเดือดร้อน เป็นอยู่
สบายดีหนอ, ในมนุษย์ทั้งหลายผู้มีความเดือดร้อน
กัน พวกเราไม่มีความเดือดร้อนอยู่, ในมนุษย์
ทั้งหลายผู้ขวนขวายกัน พวกเราไม่มีความขวนขวาย
เป็นอยู่สบายดีหนอ, ในมนุษย์ทั้งหลายผู้มีความ
ขวนขวายกัน พวกเราไม่มีความขวนขวายอยู่. "
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุสุขํ ได้แก่ สบายดี. พระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสคำอธิบายนี้ไว้ว่า " ในมนุษย์ทั้งหลายผู้มีเวรกัน ด้วยเวร ๕ พวก

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 366 (เล่ม 42)

เราไม่มีเวร ในมนุษย์ทั้งหลายผู้มีความเดือดร้อนด้วยกิเลส (พวกเรา) ชื่อ
ว่าไม่มีความเดือดร้อนเพราะความเป็นผู้ไม่มีกิเลส ในมนุษย์ทั้งหลายผู้มี
ความขวนขวายในอันแสวงหากามคุณ ๕ (พวกเรา) ชื่อว่าไม่มีความขวน-
ขวาย เพราะไม่มีการแสวงหานั้น จึงเป็นอยู่สบายดี กว่าพวกคฤหัสถ์
ผู้ยังความเป็นไปแห่งชีวิตให้บังเกิดขึ้น ด้วยสามารถแห่งการตัดที่ต่อเป็น
ต้น หรือกว่าพวกบรรพชิต ผู้ยังความเป็นไปแห่งชีวิตให้บังเกิดขึ้น ด้วย
สามารถแห่งเวชกรรมเป็นต้นแล้ว กล่าวว่า ' เราเป็นอยู่โดยความสบาย. '
บทที่เหลือมีอรรถอันง่ายทั้งนั้น.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องระงับความทะเลาะแห่งหมู่พระญาติ จบ.

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 367 (เล่ม 42)

๒. เรื่องมาร [๑๕๘]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในบ้านพราหมณ์ชื่อปัญจสาลา ทรง
ปรารภมาร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " สุสุขํ วต " เป็นต้น.
เด็กหญิง ๕๐๐ เล่นนักษัตร
ความพิสดารว่า ในวันหนึ่งพระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยแห่งโสดา-
ปัตติมรรคขอเด็กหญิง ๕๐๐ จึงเสด็จเข้าไปอาศัยบ้านนั้นอยู่. แม้เด็กหญิง
เหล่านั้น ในวันนักษัตรวันหนึ่ง ไปสู่แม่น้ำอาบแล้ว ประดับตกแต่งแล้ว
บ่ายหน้าสู่บ้านไปแล้ว. แม้พระศาสดาเสด็จเข้าไปสู่บ้านนั้น เที่ยวไปเพื่อ
บิณฑบาต. มารเข้าสิงในสรีระของชาวบ้านทั้งสิ้น, ได้ทำอย่างที่พระ-
ศาสนาไม่ได้แม้มาตรว่าภิกษาทัพพีหนึ่ง ยืนอยู่ที่ประตูบ้าน ทูลพระศาสดา
ซึ่งเสด็จออกมาด้วยทั้งบาตรตามที่ล้างไว้แล้วว่า " ข้าเเต่พระสมณะ ท่าน
ได้ก้อนข้าวบ้างไหม ? "
พระศาสดา. มารผู้มีบาป ก็ท่านได้ทำโดยอาการที่เราไม่พึงได้ภิกษา
มาร. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้ากระนั้นขอพระองค์เสด็จเข้าไปอีก
เถิด.
ได้ยินว่า มารได้มีความคิดอย่างนี้ว่า " หากว่าพระสมณะจะเสด็จ
เข้าไปอีก. เราจักเข้าสิงในสรีระของชนทั้งปวง แล้วปรบฝ่ามือกระทำการ
หัวเราะเยาะเย้ย ข้างหน้าพระสมณะนี้. " ในขณะนั้น เด็กหญิงเหล่านั้น
ถึงประตูบ้าน เห็นพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 368 (เล่ม 42)

ฝ่ายมารทูลกะพระศาสดาว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์เมื่อไม่ได้
ก้อนข้าว จะเป็นผู้อันความทุกข์อันเกิดจากความหิวบีบคั้นบ้างไหม ? "
ผู้ไม่มีความกังวลเสวยปีติแทนอาหาร
พระศาสดาตรัสว่า " มารผู้มีบาป ในวันนี้ เราแม้ไม่ได้อะไร ๆ
ก็จักยังกาลให้น้อมล่วงไปด้วยความสุขอันเกิดจากปีติเท่านั้น ดุจพรหมใน
เทวโลกชั้นอาภัสระ " แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๒. สุสุขํ วต ชีวาม เยสนฺโน นตฺถิ กิญฺจนํ
ปีติภกฺขา ภวิสฺสาม เทวา อาภสฺสรา ยถา.
" เรา ผู้ซึ่งไม่มีกิเลสชาตเป็นเครื่องกังวล ย่อม
เป็นอยู่สบายดีหนอ, เรา จักเป็นผู้มีปีติเป็นภักษา
เหมือนเหล่าเทวดาชั้นอาภัสระ. "
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยสนฺโน ความว่า บรรดากิเลสชาต
เครื่องกังวล มีราคะเป็นต้น กิเลสชาตเครื่องกังวลแม้อย่างหนึ่ง โดย
อรรถว่าเครื่องพัวพัน ไม่มีแก่เราเหล่าใด.
บทว่า ปีติภกฺขา ความว่า เหล่าเทวดาชั้นอาภัสระ เป็นผู้มีปีติเป็น
ภักษา ยิ่งกาลให้น้อมล่วงไปฉันใด, แม้เราก็จักเป็นฉันนั้น.
ในกาลจบเทศนา เด็กหญิงทั้ง ๕๐๐ เหล่านั้น ตั้งอยู่ในโสดาปัตติ-
ผล ดังนี้แล.
เรื่องมาร จบ.

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 369 (เล่ม 42)

๓. เรื่องปราชัยของพระเจ้าโกศล [๑๕๙]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปราชภความปราชัย
ของพระเจ้าโกศล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ชยํ เวรํ " เป็นต้น.
อาแพ้หลาน
ได้ยินว่า พระเจ้าโกศลนั้นทรงอาศัยกาสิกคาม รบอยู่กับพระเจ้า
อชาตศัตรู ผู้เป็นพระเจ้าหลาน อันพระเจ้าอชาตศัตรูนั้นให้แพ้เเล้ว ๓ ครั้ง
ในครั้งที่๓ ทรงดำริว่า " เราไม่อาจจะยังเด็กซึ่งมีปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม
ให้แพ้ได้, ประโยชน์อะไร ด้วยความเป็นอยู่ของเรา ? " ท้าวเธอทรงตัด
พระกระยาหาร เสด็จบรรทมบนพระแท่น. ครั้งนั้น ความเป็นไปอันนั้น
ของท้าวเธอ กระฉ่อนไปทั่วพระนคร. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลแด่พระ-
ตถาคตว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่า พระราชาทรงอาศัยกาสิกคาม
อันพระเจ้าอชาตศัตรูให้ทรงปราชัยแล้ว ๓ ครั้ง, บัดนี้ ท้าวเธอทรงปราชัย
(กลับ) มาแล้ว ทรงตัดพระกระยาหารผทมบนพระแท่น ด้วยทรงดำริว่า
' เราไม่อาจจะยังเด็กซึ่งมีปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมให้เเพ้ได้, ประโยชน์อะไร
ด้วยความเป็นอยู่ของเรา ? '
พระศาสดา ทรงสดับกถาของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุ
ทั้งหลาย แม้ผู้ชนะย่อมก่อเวร, ฝ่ายผู้แพ้ย่อมอยู่เป็นทุกข์เหมือนกัน "
ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๓. ชยํ เวรํ ปสวติ ทุกฺขํ เสติ ปราชิโต
อุปสนฺโต สุขํ เสติ หิตฺวา ชยปราชยํ.

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 370 (เล่ม 42)

" ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมอยู่เป็นทุกข์, ผู้สงบ
ระงับ ละความชนะและความแพ้ได้เเล้ว ย่อมอยู่
เป็นสุข."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชยํ ความว่า ผู้ชนะผู้อื่น ย่อมกลับ
ได้เวร. บทว่า ปราชิโต ความว่า ผู้อันคนอื่นให้เเพ้เเล้ว ย่อมอยู่เป็น
ทุกข์ คือย่อมอยู่ลำบาก ในอิริยาบถทั้งปวงทีเดียว ด้วยคิดว่า " ในกาล
ไรเล่าหนอ เราอาจเห็นหลังของปัจจามิตร ? "
บทว่า อุปสนฺโต ความว่า พระขีณาสพ ผู้มีกิเลสมีราคะเป็นต้น
ในภายในสงบระงับ ละความชนะและความแพ้ได้ ย่อมอยู่เป็นสุข คือ
ย่อมอยู่สบายแท้ ในอิริยาบถทั้งปวง.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องปราชัยของพระเจ้าโภกล จบ.

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 371 (เล่ม 42)

๔. เรื่องเด็กหญิงแห่งตระกูลคนใดคนหนึ่ง [๑๖๐]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภกุมาริกาคนใด
คนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ " เป็นต้น.
พระศาสดาเสด็จในงานอาวาหมงคล
ได้ยินว่า มารดาของกุมาริกนั้นกระทำอาวาหมงคล นิมนต์พระ-
ศาสดาในวันมงคล. พระศาสดา อันหมู่แห่งภิกษุแวดล้อมเสด็จไปในที่
นั้น ประทับนั่งแล้ว. หญิงสาวแม้คนนั้นแล กระทำการกรองน้ำเป็นต้น
เพื่อหมู่แห่งภิกษุ เที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่. ฝ่ายสามีของนางได้ยืนแลดูนางอยู่
แล้ว. เมื่อเขาแลดูอยู่ ด้วยอำนาจแห่งราคะ, กิเลสในภายในย่อมฟุ้งซ่าน.
เขาถูกความไม่รู้ (ไม่รู้สึก) ครอบงำแล้ว จึงไม่บำรุงพระพุทธเจ้า, ไม่
บำรุงพระมหาเถระ ๘๐, แต่ได้กระทำจิตไว้ว่า " เราจักเหยียดมือออกจับ
(หญิงสาว) นั้น. " พระศาสดาทรงเล็งเห็นอัชฌาสัยของเขาแล้ว. ได้ทรง
กระทำอย่างที่เขาไม่เห็น (หญิง) นั้น. เขาไม่เห็นหญิงนั้นแล้ว จึงได้ยืน
แลดูพระศาสดา. ในกาลที่เขายืนแลอยู่ พระศาสดาตรัสว่า " แน่ะกุมาร
ก็ชื่อว่าไฟ เช่นกับไฟคือราคะ ไม่มี, ชื่อว่าโทษ เช่นกับโทษคือโทสะ
ไม่มี, ชื่อว่าทุกข์ เช่นกับทุกข์เพราะการบริหารขันธ์ ไม่มี, แม้สุขเช่นกับ
นิพพานสุข ไม่มีเหมือนกัน " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๔. นตฺถิ ราคสโน อคฺคิ นตฺถิ โทสสโม กลิ
นตฺถิ ขนฺธาทิสา ทุกฺขา นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ.

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 372 (เล่ม 42)

" ไฟเสมอด้วยราคะ ย่อมไม่มี, โทษเสมอด้วย
โทสะ ย่อมไม่มี, ทุกข์ทั้งหลายเสมอด้วยขันธ์ ย่อม
ไม่มี, สุขอื่นจากความสงบ ย่อมไม่มี. "
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า นตฺถิ ราคสโม ความว่า ชื่อว่าไฟ
อื่นเสมอด้วยราคะ ซึ่งสามารถเพื่อจะไม่แสดงควัน เปลว หรือถ่าน ไหม้
ในภายในเท่านั้น แล้วจึงกระทำกองเถ้า ย่อมไม่มี.
บทว่า กลิ ความว่า แม้โทษ เสมอด้วยโทสะ ย่อมไม่มี.
บทว่า ขนฺธสมา๑ ได้แก่ เสมอด้วยขันธ์ทั้งหลาย. อธิบายว่า ชื่อว่า
ทุกข์อย่างอื่น เหมือนอย่างขันธ์ทั้งหลายที่บุคคลบริหารอยู่เป็นทุกข์ ย่อม
ไม่มี.
สองบทว่า สนฺติปรํ สุขํ ความว่า แม้สุขอื่นยิ่งกว่าพระนิพพาน
ย่อมไม่มี. อธิบายว่า ความจริง สุขอย่างอื่นก็เป็นสุขเหมือนกัน แต่
พระนิพพานเป็นบรมสุข.
ในกาลจบเทศนา กุมาริกาและกุมารตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. ใน
ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำอาการคืออันเห็นซึ่งกันและกัน แก่
คนทั้งสองนั้นดังนี้แล.
เรื่องเด็กหญิงแห่งตระกูลคนใดคนหนึ่ง จบ.
๑. บาลีเป็น ขนฺธาทิสา.

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 373 (เล่ม 42)

๕. เรื่องอุบาสกคนใดคนหนึ่ง [๑๖๑]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในเมืองอาฬวี ทรงปรารภอุบาสกคน
หนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ชิฆจฺฉา " เป็นต้น.
เสด็จโปรดคนเข็ญใจ
ความพิสดารว่า ในวันหนึ่ง พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎี
ในพระเชตวันเทียว ทรงตรวจดูโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นมนุษย์เข็ญใจ
คนหนึ่ง ในเมืองอาฬวี ทรงทราบความถึงพร้อมแห่งอุปนิสัยของเขา
มีภิกษุ ๕๐๐ เป็นบริวาร ได้เสด็จไปสู่เมืองอาฬวี. ชาวเมืองอาฬวีนิมนต์
พระศาสดา. มนุษย์เข็ญใจแม้นั้นได้ยินว่า " พระศาสดาเสด็จมา " ดังนี้แล้ว
ได้ตั้งใจไว้ว่า " เราจักฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา." แลในวันนั้น
เอง โคของเขาตัวหนึ่งหนีไป เขาคิดว่า " เราจักค้นหาโคหรือจะฟังธรรม "
แล้วคิดว่า " เราค้นหาโคต้อนให้เข้าไปสู่ฝูงโคแล้ว จึงจักฟังธรรมภาย
หลัง " ดังนี้แล้ว จึงออกจากเรือนแต่เช้าตรู่. แม้ชาวเมืองอาฬวีนิมนต์
ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานให้นั่งแล้วอังคาส รับบาตร เพื่อ
ประโยชน์แก่อนุโมทนา. พระศาสดาได้ทรงนิ่งเสีย ด้วยหมายพระหฤทัย
ว่า " เราอาศัยบุคคลใดมาแล้ว ตลอดหนทาง ๓๐ โยชน์, บุคคลนั้นเข้า
ไปสู่ป่า เพื่อแสวงหาโค; เมื่อเขามาแล้วนั่นแหละ เราจึงจักแสดงธรรม. "
มนุษย์แม้นั้น เห็นโคในกลางวัน ต้อนเข้าฝูงโคแล้วคิดว่า " แม้ถ้าของ
อื่นไม่มี. เราจักกระทำกิจสักว่าการถวายบังคมพระศาสดา " แม้ถูกความ
หิวบีบคั้นก็ไม่ใฝ่ใจจะไปเรือน มาสู่สำนักพระศาสดาโดยเร็ว ถวายบังคม

373