ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 164 (เล่ม 42)

อบรมวิปัสสนาเพื่อมรรคผลทั้งสามยิ่งขึ้นไปแก่พระนาง จึงตรัสว่า "นันทา
เธออย่าทำความเข้าใจว่า ' สาระในสรีระนี้ มีอยู่' เพราะสาระในสรีระนี้
แม้เพียงเล็กน้อย ก็ไม่มี, สรีระนี้ อันกรรมยกกระดูก ๓๐๐ ท่อนขึ้น
สร้างให้เป็นนครแห่งกระดูกทั้งหลาย " ดังนี้ แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า
๕. อฏฺฐินํ นครํ กตํ มํสโลหิตเลปนํ
ยตฺถ ชรา จ มจฺจุ จ มาโน มกฺโข จ โอหิโต.
"สรีระอันกรรมทำให้เป็นนครแห่งกระดูกทั้งหลาย
ฉาบด้วยเนื้อและโลหิต เป็นที่ตั้งลงแห่งชรา มรณะ
มานะ และมักขะ"
แก้อรรถ
เนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า " เหมือนอย่างว่า ชนทั้งหลายให้
ยกไม้ทั้งหลายขึ้น (เป็นโครง) เอาเถาวัลย์ผูกแล้ว ฉาบด้วยดินเหนียว
ทำให้เป็นเรือนภายนอกกล่าวคือนคร เพื่อประโยชน์แก่การตั้งปุพพัณชาติ
และอปรัณชาติเป็นต้นลง ฉันใด; แม้สรีระนี้ที่เป็นไปในภายใน ก็ฉัน
นั้น อันกรรมยังกระดูก ๓๐๐ ท่านให้ยกขึ้นแล้วทำให้เป็นนคร อันเส้น
เอ็นรึงรัดไว้ ฉาบทาด้วยเนื้อและโลหิต หุ้มห่อด้วยหนัง เพื่อประโยชน์
แก่การตั้งลงแห่งชรา ซึ่งมีความทรุดโทรมเป็นลักษณะ แห่งมัจจุซึ่งมี
ความตายเป็นลักษณะ แห่งมานะซึ่งมีความเมา เพราะอาศัยความถึงพร้อม
ด้วยความระหง๑เป็นต้นเป็นลักษณะ และแห่งมักขะมีการทำกรรมที่เขาทำ
ดีแล้วให้ฉิบหายเป็นลักษณะ. เพราะอาพาธอันเป็นไปทางกายและทางใจ
๑. อาโห เป็นส่วนสูง ปริณาห เป็นส่วนกลม งามพร้อม ได้ส่วนสัด.

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 165 (เล่ม 42)

เห็นปานนี้นั่นแล ตั้งลงแล้วในสรีระนี้. นอกจากนี้ไม่มีอะไร ๆ ที่เข้า
ถึงความเป็นของจะพึงถือเอาได้.
ในกาลจบเทศนา พระนางรูปนันทาเถรีได้บรรลุพระอรหัตผล.
พระธรรมเทศนาได้เป็นกถามีประโยชน์เเก่มหาชนแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องพระนางรูปนันทาเถรี จบ.

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 166 (เล่ม 42)

๖. เรื่องของพระนางมัลลิกาเทวี [๑๒๓]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระนาง-
มัลลิกาเทวี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ชีรนฺติ เว ราชรถา สุจิตฺตา "
เป็นต้น.
พระนางมัลลิกาทำสันถวะกับสุนัข
ได้ยินว่า วันหนึ่ง พระนางมัลลิกาเทวีนั้น เสด็จเข้าไปยังซุ้ม
สำหรับสรงสนาน ทรงชำระพระโอษฐ์แล้ว ทรงน้อมพระสรีระลงปรารภ
เพื่อจะชำระพระชงฆ์ มีสุนัขตัวโปรดตัวหนึ่ง เข้าไปพร้อมกับพระนาง
ทีเดียว. มันเห็นพระนางน้อมลงเช่นนั้น จึงเริ่มจะทำอสัทธรรมสันถวะ.
พระนางทรงยินดีผัสสะของมัน จึงได้ประทับยืนอยู่. พระราชาทรงทอด
พระเนตรทางพระแกลในปราสาทชั้นบน ทรงเห็นกิริยานั้น ในเวลา
พระนางเสด็จมาจากซุ้มน้ำนั้น จึงตรัสว่า " หญิงถ่อย จงฉิบหาย เพราะ
เหตุไร เจ้าจึงได้ทำกรรมเห็นปานนี้ ? "
พระราชาแพรูพระนางมัลลิกา
พระนาง. หม่อมฉันทำกรรมอะไร พระเจ้าข้า.
พระราชา. ทำสันถวะกับ สุนัข.
พระนาง. เรื่องนี้หามิได้ พระเจ้าข้า.
พระราชา. ฉันเองเห็น. ฉันจะเชื่อเจ้าไม่ได้. หญิงถ่อย จง
ฉิบหาย.

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 167 (เล่ม 42)

พระนาง. ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้า ฯ ผู้ใดผู้หนึ่งเข้า
ไปยังซุ้มน้ำนี้ผู้เดียวเท่านั้น ก็ปรากฏเห็นสองคน แก่ผู้ที่แลดูทางพระ-
แกลนี้.
พระราชา. เจ้าพูดไม่จริง หญิงชั่ว.
พระนาง. พระเจ้าข้า ถ้าพระองค์ไม่ทรงเชื่อหม่อมฉัน. ขอเชิญ
พระองค์เสด็จเข้าไปยังซุ้มน้ำนั้น. หม่อมฉันจักแลดูพระองค์ทางพระแกลนี้.
พระราชาติดจะเขลา จึงทรงเชื่อถ้อยคำของพระนาง แล้วเสด็จเข้า
ไปยังซุ้มน้ำ. ฝ่ายพระนางเทวีนั้นแล ทรงยืนทอดพระเนตรอยู่ที่พระแกล
ทูลว่า " มหาราชผู้มืดเขลา ชื่ออะไรนั่น. พระองค์ทรงทำสันถวะกับ
นางแพะ " แม้เมื่อพระราชาจะตรัสว่า " นางผู้เจริญ ฉันมิได้ทำกรรม
เห็นปานนั้น " ก็ทูลว่า " แม้หม่อมฉันเห็นเอง หม่อมฉันจะเชื่อพระองค์
ไม่ได้ " พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว ก็ทรงเชื่อว่า " ผู้เข้าไปยังซุ้มน้ำ
นี้ ผู้เดียวเท่านั้น ก็ย่อมปรากฏเป็นสองคนแน่. " พระนางมัลลิกา ทรง
ดำริว่า " พระราชานี้ อันเราลวงได้เเล้ว ก็เพราะพระองค์โง่เขลา. เรา
ทำกรรมชั่วแล้ว, ก็พระราชานี้ เรากล่าตู่ด้วยคำไม่จริง. แลแม้พระ-
ศาสดา จักทรงทราบกรรมนี้ของเรา. พระอัครสาวกทั้งสองก็ดี พระ-
อสีติมหาสาวกก็ดี จักทราบ; ตายจริง เราทำกรรมหนักแล้ว." ทราบว่า
พระนางมัลลิกานี้ ได้เป็นสหายในอสติสทานของพระราชา.
พระนางมัลลิกาเกิดในอเวจี
ก็ในอสติสทานนั้น การบริจาคที่ทรงทำในวันหนึ่ง มีค่าถึงทรัพย์
๑๔โกฏิ. ก็เศวตฉัตร บัลลังก์ประทับนั่ง เชิงบาตร ตั่งสำหรับรอง
พระบาทของพระตถาคตเจ้า ๔ อย่างนี้ ได้มีค่านับไม่ได้. ในเวลาจะสิ้น

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 168 (เล่ม 42)

พระชนม์ พระนางมัลลิกานั้นมิได้ทรงนึกถึงการบริจาคใหญ่ เห็นปาน
นั้น ทรงระลึกถึงกรรมอันลามกนั้นอย่างเดียว สิ้นพระชนม์แล้ว ก็บังเกิด
ในอเวจี. ก็พระนางมัลลิกานั้นได้เป็นผู้โปรดปรานของพระราชาอย่างยิ่ง.
พระราชาทูลถามสถานที่พระนางเกิด
ท้าวเธออันความโศกเป็นกำลังครอบงำ รับสั่งให้ทำฌาปนกิจ
พระสรีระของพระนางแล้ว ทรงดำริว่า " เราจะทูลถามสถานที่เกิดของ
พระนาง " จึงได้เสด็จไปยังสำนักของพระศาสดา. พระศาสดาได้ทรงทำ
โดยประการที่ท้าวเธอระลึกถึงเหตุที่เสด็จมาไม่ได้. ท้าวเธอทรงสดับธรรม-
กถาชวนให้ระลึกถึง ในสำนักของพระศาสดาแล้ว ก็ทรงลืม; ในเวลา
เสด็จเข้าไปสู่พระราชนิเวศน์ ทรงระลกได้ จึงตรัสว่า " พนาย ฉันตั้งใจ
ว่า ' จักทูลถามที่พระนางมัลลิกาเทวีเกิด ' ไปยังสำนักของพระศาสดาก็
ลืมเสีย. วันพรุ่งนี้ ฉันจะทูลถามอีก " ดังนี้แล้ว ก็ได้เสด็จไป แม้ใน
วันรุ่งขึ้น. ฝ่ายพระศาสดาก็ได้ทรงทำ โดยประการที่ท้าวเธอระลึกไม่ได้
ตลอด ๗ วันโดยลำดับ.
ฝ่ายพระนางมัลลิกานั้นไหม้ในนรกตลอด ๗ วันเท่านั้น. ในวันที่ ๘
จุติจากที่นั้นแล้ว เกิดในดุสิตภพ.
ถามว่า " ก็เพราะเหตุไร พระศาสดา จึงได้ทรงทำความที่พระราชา
นั้น ทรงระลึกไม่ได้ ? "
แก้ว่า " ทราบว่า พระนางมัลลิกานั้น ได้เป็นที่โปรดปรานพอ
พระทัยของพระราชานั้นอย่างที่สุด ? " เพราะฉะนั้น ท้าวเธอทราบว่า
พระนางเกิดในนรกแล้ว ก็จะทรงยึดถือมิจฉาทิฏฐิ ด้วยทรงดำริว่า " ถ้า
หญิงสมบูรณ์ด้วยศรัทธาเห็นปานนี้ เกิดในนรกไซร้ เราจะถวายทานทำ

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 169 (เล่ม 42)

อะไร ? " ดังนี้แล้วก็จะรับสั่งให้เลิกนิตยภัตที่เป็นไปในพระราชนิเวศน์
เพื่อภิกษุ ๕๐๐ รูปแล้วพึงเกิดในนรก; เพราะฉะนั้น พระศาสดาจึงทรง
ทำความที่พระราชานั้น ทรงระลึกไม่ได้ตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๘ ทรง
ดำเนินไปเพื่อบิณฑบาต ได้เสด็จไปยังประตูพระราชวังด้วยพระองค์เอง
ทีเดียว. พระราชาทรงทราบว่า " พระศาสดาเสด็จมาแล้ว " จึงเสด็จ
ออก ทรงรับบาตรแล้ว ปรารภเพื่อจะเสด็จขึ้นสู่ปราสาท. แต่พระศาสดา
ทรงแสดงพระอาการเพื่อจะประทับนั่งที่โรงรถ. พระราชาจึงทูลอัญเชิญ
พระศาสดาให้ประทับนั่ง ณ ที่นั้นเหมือนกัน ทรงรับรองด้วยข้าวยาคูและ
ของควรเคี้ยวแล้ว จึงถวายบังคม พอประทับนั่ง ก็กราบทูลว่า " หม่อม
ฉันมาก็ด้วยประสงค์ว่า 'จักทูลถามที่เกิดของพระนางมัลลิกาเทวี. แล้ว
ลืมเสีย พระนางเกิดในที่ไหนหนอแล ? พระเจ้าข้า. "
พระศาสดา. ในดุสิตภพ มหาบพิตร.
พระราชา. พระเจ้าข้า เมื่อพระนางไม่บังเกิดในดุสิตภพ. คนอื่น
ใครเล่าจะบังเกิด. พระเจ้าข้า หญิงเช่นกันพระนางมัลลิกานั้นไม่มี. เพราะ
ในที่ ๆ พระนางนั่งเป็นต้น กิจอื่น เว้นการจัดแจงทาน ด้วยคิดว่า
" พรุ่งนี้ จักถวายสิ่งนี้, จักทำสิ่งนี้, แด่พระตถาคต " ดังนี้ไม่มีเลย,
พระเจ้าข้า ตั้งแต่เวลาพระนางไปสู่ปรโลกแล้ว สรีระของหม่อมฉัน ไม่
ค่อยกระปรี้กระเปร่า.
ธรรมของสัตบุรุษไม่เก่าเหมือนของอื่น
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะท้าวเธอว่า " อย่าคิดเลยมหาบพิตร
นี้เป็นธรรมอันแน่นอนของสัตว์ทุกจำพวก " ตรัสถามว่า " นี้รถของ

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 170 (เล่ม 42)

ใคร ? มหาบพิตร. " พระราชาทรงประดิษฐานอัญชลีไว้เหนือพระเศียร
แล้ว ทูลว่า " ของพระเจ้าปู่ของหม่อมฉัน พระเจ้าข้า. "
พระศาสดา. นี้ ของใคร.
พระราชา. ของพระชนกของหม่อมฉัน พระเจ้าข้า.
เมื่อพระราชากราบทูลอย่างนั้นแล้ว พระศาสดาจึงตรัสว่า " มหา-
บพิตร รถของพระเจ้าปู่ ของมหาบพิตร เพราะเหตุไร จึงไม่ถึงรถของ
พระชนก ของมหาบพิตร. รถของพระชนก ของมหาบพิต ไม่ถึงรถ
ของมหาบพิตร. ความคร่ำคร่าย่อมมาถึง แม้แก่ท่อนไม้ชื่อเห็นปานนี้.
ก็จะกล่าวไปไย ความคร่ำคร่าจักไม่มาถึงแม้แก่อัตภาพเล่า ? มหาบพิตร
ความจริง ธรรมของสัตบุรุษเท่านั้นไม่มีความชรา. ส่วนสัตว์ทั้งหลาย
ชื่อว่าไม่ชรา ย่อมไม่มี " ดังนี้ แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า
๖. ชีรนฺติ เว ราชรถา สุจิตฺตา
อโถ สรีรมฺปิ ชรํ อุเปติ
สตญฺจ ธมฺโม น ชรํ อุเปติ
สนฺโต หเว สพฺภิ ปเวทยนฺติ.
" ราชรถ ที่วิจิตรดี ยังคร่ำคร่าได้แล, อนึ่งถึง
สรีระ ก็ย่อมถึงความคร่ำคร่า, ธรรมของสัตบุรุษ
หาเข้าถึงความคร่ำคร่าไม่, สัตบุรุษทั้งหลายแล ย่อม
ปราศรัยกับด้วยสัตบุรุษ."
แก้อรรถ
ศัพท์ว่า เว ในพระคาถานั้น เป็นนิบาต. บทว่า สุจิตฺตา ความว่า

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 171 (เล่ม 42)

รถทั้งหลาย แม้ของพระราชาทั้งหลาย อันวิจิตรดีแล้วด้วยรัตนะ ๗ และ
ด้วยเครื่องประดับรถอย่างอื่น ย่อมคร่ำคร่าได้.
บทว่า สรีรมฺปิ ความว่า มิใช่รถอย่างเดียวเท่านั้น. ถึงสรีระที่
ประคบประหงมกันอย่างดีนี้ ก็ย่อมถึงความชำรุดมีความเป็นผู้มีฟันหัก
เป็นต้น ชื่อว่าเข้าถึงความคร่ำคร่า.
บทว่า สตญฺจ ความว่า แต่โลกุตรธรรมมีอย่าง ๙ ของสัตบุรุษ
ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมไม่ทำการกระทบกระทั่งอะไร ๆ เลย
ชื่อว่าไม่เข้าถึงความทรุดโทรม.
บทว่า ปเวทยนฺติ ความว่า สัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
ย่อมปราศรัยกับด้วยสัตบุรุษ คือด้วยบัณฑิตทั้งหลายอย่างนี้.
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระนางมัลลิกาเทวี จบ.

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 172 (เล่ม 42)

๗. เรื่องพระโลฬุทายีเถระ [๑๒๔]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพพระโลฬุทายี-
เถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อปฺปสฺสุตายํ ปุริโส " เป็นต้น.
พระเถระกล่าวธรรมไม่เหมาะแก่งาน
ดังได้สดับมา พระโลฬุทายีเถระนั้น ไปสู่เรือนของหมู่คนผู้ทำการ
มงคล ก็กล่าวอวมงคล โดยนัยเป็นต้นว่า " ติโรกุฑฺเฑสุ ติฏฺฐนฺติ " ไป
เรือนของผู้ทำการอวมงคล เมื่อควรกล่าว ติโรกุฑฑสูตรเป็นต้น. ก็กล่าว
มงคลคาถา โดยนัยเป็นต้นว่า " ทานญฺจ ธมฺมจริยา จ " หรือรัตนสูตร
เป็นต้นว่า " ยงฺกิญฺจิ วิตฺตํ อิธ วา หุรํ วา. " เธอคิดว่า " เราจักสวดสูตร
อื่น " แม้สวดสูตรอื่นอยู่ในที่นั้นๆ อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่า " เราสวดสูตรอื่น. "
ถึงกาลก่อนก็เลอะเหมือนกัน
ภิกษุทั้งหลายฟังกถาของท่านแล้ว จึงกราบทูลแด่พระศาสดาว่า
" พระเจ้าข้า เป็นอย่างไร พระโลฬุทายี ในที่ทำการมงคลและอวมงคล
ควรกล่าวสูตรอื่น ก็ไพล่ไปกล่าวสูตรอื่น ? " พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุ
ทั้งหลาย โลฬุทายีนั่น กล่าวอย่างนั้น ในกาลบัดนี้เท่านั้น ก็หาไม่.
ถึงในกาลก่อน โลฬุทายี เมื่อสูตรอื่นอันตนควรกล่าว ก็ไพล่กล่าวสูตร
อื่น " อันภิกษุเหล่านั้น ทูลอ้อนวอน จึงทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัส
ดังต่อไปนี้):-
บุรพกรรมของพระโลฬุทายี
ในอดีตกาล บุตรของพราหมณ์ ชื่ออัคคิทัต ในกรุงพาราณสี

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 173 (เล่ม 42)

ชื่อโสมทัตกุมาร บำรุงพระราชาแล้ว. เธอได้เป็นที่โปรดปรานพอพระ-
หฤทัยของพระราชา. ส่วนพราหมณ์อาศัยกสิกรรมเลี้ยงชีพ. พราหมณ์
นั้นมีโค ๒ตัว. ใน ๒ ตัวนั้น ตัว ๑ ได้ล้มเสียแล้ว. พราหมณ์จึง
กล่าวกะบุตรชายว่า " พ่อโสมทัต พ่อจงทูลขอในหลวง นำโคมาให้พ่อ
ตัวหนึ่ง. "
โสมทัตสอนพ่อให้ทูลขอโค
มหาดเล็กโสมทัตคิดว่า " ถ้าเราจักขอพระราชทานกะสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวไซร้, ความเป็นคนผลุนผลันจักปรากฏแก่เรา " จึงพูดว่า
" คุณพ่อขอรับ คุณพ่อเองจงขอพระราชทานกะในหลวงเถิด " เมื่อบิดา
พูดว่า " ลูกเอ๋ย ถ้ากระนั้น เจ้าจงพาเข้าไปเถิด, " จึงคิดว่า " ท่าน
พราหมณ์นี้ มีปัญญาแล่นช้า ย่อมไม่รู้จักแม้สักแต่คำพูดเป็นต้นว่า " จง
ไปข้างหน้า จงถอยมาข้างหลัง. เมื่อคำอื่นอันควรพูด ก็ไพล่พูดคำอื่น
เสีย เราจะให้สำเหนียกแล้วจึงพาท่านไป. " เธอพาท่านไปป่าช้า ชื่อ
วีรณัตถัมภกะแล้ว จึงมัดฟ่อนหญ้าหลายฟ่อน ทำสมมติว่า " ฟ่อนหญ้า
นี้เป็นเจ้าชีวิต. ฟ่อนหญ้านี้เป็นวังหน้า. ฟ่อนหญ้านี้เป็นเสนาบดี " ดังนี้
เป็นต้น แสดงแก่บิดาตามลำดับแล้ว จึงชี้แจงว่า " อันคุณพ่อไปราชสกุล
ต้องเดินหน้าอย่างนี้. ต้องถอยหลังอย่างนี้. พระเจ้าอยู่หัว ต้องกราบ
บังคมทูลอย่างนี้. วังหน้าต้องกราบทูลอย่างนี้. คุณพ่อเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว
แล้ว ต้องถวายชัยมงคลอย่างนี้ว่า ' ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าฯ
ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จงทรงชนะเถิด ' ดังนี้ พึงว่าคาถานี้
แล้ว ขอพระราชทานโคเถิด " จึงให้บิดาเรียนคาถาว่า

173