ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 144 (เล่ม 42)

ปรารถนาจะชมสวน " เมื่อนางวิสาขาตอบว่า " ดีละ แม่ทั้งหลาย ถ้าเช่น
นั้น จงทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้วจึงออกไป. " ได้ไปพร้อมกับนางวิสาขานั้น
ซ่อนสุราไปโดยอาการอันมิดชิด ดื่มเสีย (จน) เมาแล้ว เที่ยวไปในสวน.
นางวิสาขาคิดว่า " หญิงเหล่านี้ทำกรรมไม่สมควร. คราวนี้ถึงพวกเดียรถีย์
ก็จักติเตียนได้ว่า " สาวิกาทั้งหลายของพระสมณโคคม ดื่มสุรา ย่อมเที่ยว
ไป " จึงกล่าวกะหญิงเหล่านั้นว่า " นี่แน่ะแม่ เธอทั้งหลายทำกรรมไม่
สมควร. พลอยให้เกิดอัปยศแก่ฉันด้วย. ถึงสามีก็จะโกรธพวกเธอ. บัดนี้
พวกเธอจักทำอย่างไรกัน ? " หญิงเหล่านั้นตอบว่า " แม่เจ้า ดิฉันทั้งหลาย
จักแสดงอาการลวงว่าเป็นไข้ " นางวิสาขาจึงกล่าวว่า " ถ้าเช่นนั้น พวก
เธอก็จักปรากฏด้วยกรรมของตน." หญิงเหล่านั้นไปถึงเรือนแล้ว ทำท่า
ลวงว่าเป็นไข้. ทีนั้นสามีของหญิงเหล่านั้นถามว่า " หญิงชื่อนี้และชื่อนี้ไป
ไปไหน ? " ได้ยินว่า " เป็นไข้ " ก็กำหนดจับได้ว่า " พวกนี้จักดื่มสุรา
ที่เหลือเป็นแน่ " จึงได้ทุบตีหญิงเหล่านั้นให้ถึงความเสื่อมเสีย. ในคราว
มหรสพแม้อื่นอีก หญิงเหล่านั้นอยากดื่มสุราเหมือนอย่างนั้น จึงเข้าไปหา
นางวิสาขา กล่าวว่า " แม่เจ้า โปรดพาดิฉันไปชมสวนเถิด " ถูกนาง
ห้ามว่า " แม้ในคราวก่อน เธอทั้งหลายกระทำให้อัปยศแก่ฉัน. ไปเอง
เถอะ, ฉันจะไม่พาเธอทั้งหลายไปละ " ได้พูดเอาใจว่า " ทีนี้ พวกดิฉันจัก
ไม่ทำอย่างนั้น " แล้วเข้าไปหานางวิสาขานั้น พูดใหม่ว่า " แม่เจ้า ดิฉัน
ทั้งหลายประสงค์จะทำพุทธบูชา. ขอจงพาดิฉันทั้งหลายไปวิหารเถิด. "
นางจึงพูดว่า " แน่ะแม่ บัดนี้ สมควร (แท้). เธอทั้งหลายจงไปจัดแจง
เตรียมตัวเถอะ. หญิงเหล่านั้น ให้คนถือของหอมเเละระเบียบดอกไม้เป็นต้น
ด้วยผอบ หิ้วขวดมีสัณฐานดุจกำมือ ซึ่งเต็มด้วยสุรา ด้วยมือทั้งสอง

144
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 145 (เล่ม 42)

คลุมผ้าผืนใหญ่เข้าไปหานางวิสาขาแล้ว เข้าไปวิหารพร้อมกับนางวิสาขา
นั้น นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ดื่มสุราด้วยขวดอันมีสัณฐานดุจกำมือนั่นเอง
แล้วทิ้งขวดเสีย นั่งตรงพระพักตร์พระศาสดาในโรงธรรม. นางวิสาขา
กราบทูลว่า " พระเจ้าข้า ขอพระองค์แสดงธรรมแก่หญิงเหล่านี้. "
ผ่ายหญิงเหล่านั้น มีตัวสั่นเทิ้มอยู่ด้วยฤทธิ์เมา เกิดความคิดขึ้นว่า " เรา
ทั้งหลายจักฟ้อน จักขับ. "
เทวบุตรมารบันดาลให้แสดงกายวิการแต่ไม่สำเร็จ
ลำดับนั้น เทวดาองค์หนึ่ง ซึ่งนับเนื่องในหมู่มาร คิดว่า " บัดนี้
เราจักสิงในสรีระของหญิงเหล่านี้แล้ว จักแสดงประการอันแปลกตรง
พระพักตร์พระสมณโคดม " แล้วเข้าสิงในสรีระของหญิงเหล่านั้น บรรดา
หญิงเหล่านั้น บางพวกจะเริ่มปรบมือหัวเราะ, บางพวกเริ่มจะฟ้อน ตรง
พระพักตร์พระศาสดา. พระศาสดาทรงรำพึงว่า " นี้อย่างไรกัน ? " ทรง
ทราบเหตุนั้นแล้ว ทรงดำริแล้วว่า " บัดนี้ เราจักไม่ให้เทวดาผู้นับเนื่องใน
หมู่มารได้ช่อง. เพราะเมื่อเราบำเพ็ญบารมีตลอดกาลเท่านี้ ก็หาได้บำเพ็ญ
เพื่อมุ่งจะให้พวกเทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มารได้ช่องไม่ " เพื่อจะให้หญิง
เหล่านั้นสังเวช จึงทรงเปล่งรัศมีจากพระโลมาระหว่างพระโขนง๑ ทันใด
นั้นเอง ความมืดมนอนธการได้มีแล้ว. หญิงเหล่านั้นได้หวาดหวั่น อัน
มรณภัยคุกคามแล้ว ด้วยเหตุนั้น สุราในท้องของหญิงเหล่านั้นจึงสร่างคลาย
ไป. พระศาสดาทรงหายไป ณ บัลลังก์ที่ประทับนั่ง ประทับยืนอยู่บน
ยอดเขาสิเนรุ ทรงเปล่งพระรัศมีจากพระอุณาโลม. ขณะนั้น แสงสว่าง
ได้มีเหมือนพระจันทร์ขึ้นตั้งพันดวง. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสเรียกหญิง
๑. ภมุกโลมโตติ. ภมุกนฺตเร โลมโต.

145
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 146 (เล่ม 42)

เหล่านั้นมาแล้ว ตรัสว่า " พวกเธอ เมื่อมาสำนักของเรา ประมาทแล้ว
หาควรไม่, เพราะความประมาทของพวกเธอนั่นเอง เทวดาซึ่งนับเนื่อง
ในหมู่มารจึงได้ช่อง ให้พวกเธอทำกายวิการมีหัวเราะเป็นต้น ในที่ซึ่งไม่
ควรทำกายวิหารมีหัวเราะเป็นต้น, บัดนี้ พวกเธอทำความอุตสาหะ เพื่อ
มุ่งให้ไฟราคะเป็นต้นดับไปจึงควร " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า
๑. โก นุ หาโส กิมานนฺโท นิจฺจํ ปชฺชลิเต สติ
อนฺธกาเรน โอนทฺธา ปทีปํ น คเวสถ.
" เมื่อโลกสันนิวาส อันไฟลุกโพลงอยู่เป็นนิตย์,
พวกเธอยังจะร่าเริง บันเทิงอะไรกันหนอ ? เธอ
ทั้งหลายย่อมความมืดปกคลุมแล้ว ทำไมจึงไม่แสวงหา
ประทีปเล่า ? "
แก้อรรถ
ความยินดี ชื่อว่า อานนฺโท ในพระคาถานั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเป็นคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า " เมื่อโลกสันนิวาสนี้ อันไฟ ๑๑ อย่าง มี
ราคะเป็นต้นลุกโพลงแล้วเป็นนิตย์. เธอทั้งหลายจะมัวร่าเริงหรือเพลิด-
เพลินอะไรกันหนอ ? นั่นไม่สมควรทำเลย มิใช่หรือ ? ก็เธอทั้งหลาย
อันความมืดคืออวิชชาซึ่งมีวัตถุ ๘ ปกคลุมไว้ เหตุไรจึงไม่แสวงหา คือ
ไม่ทำประทีปคือญาณ เพื่อประโยชน์แก่การกำจัดความมืดนั้นเสีย ? "
ผู้รับคำเตือนย่อมได้ผล
ในเวลาจบพระธรรมเทศนา หญิง ๕๐๐ ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล
แล้ว. พระศาสดาทรงทราบความที่หญิงเหล่านั้นเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในอจล-
ศรัทธาแล้ว เสด็จลงจากยอดเขาสิเนรุ ประทับนั่งบนพุทธอาสน์.

146
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 147 (เล่ม 42)

นางวิสาขาชี้โทษของสุราโดยบุคลาธิษฐาน
ลำดับนั้น นางวิสาขาได้กราบทูลพระพุทธองค์ว่า " พระเจ้าข้า ขึ้น
ชื่อว่าสุรานี้, เลวทราม, เพราะว่าหญิงเหล่านี้ ชื่อเห็นปานนี้ นั่งตรงพระ-
พักตร์พระพุทธเจ้าเช่นพระองค์ ยังไม่สามารถจะยังแม้เพียงอิริยาบถให้เรียบ
ร้อยได้ เริ่มจะลุกขึ้นปรบมือ ทำการหัวเราะ ขับ และฟ้อนเป็นต้นแล้ว. "
พระศาสดาตรัสว่า " นั่นแหละวิสาขา ขึ้นชื่อว่าสุรานี้ เลวทรามแท้, เพราะ
ประชาชนอาศัยสุรานี้ ถึงความพินาศแล้วตั้งหลายร้อย." เมื่อนางวิสาขา
กราบทูลว่า " ก็สุรานี้เกิดขึ้นเมื่อไร ? พระเจ้าข้า, " เพื่อจะตรัสอุปัตติเหตุ
แห่งสุรานั้น (แก่นางวิสาขา) โดยพิสดาร จึงทรงนำอดีตนิทานมาแล้ว
ตรัสกุมภชาดก๑ ดังนี้แล.
เรื่องหญิงสหายของนางวิสาขา จบ.
๑. ขุ. ชา. ตึส. ๒๗/๔๗๗. อรรถกถา. ๗/๑๙๑.

147
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 148 (เล่ม 42)

๒. เรื่องนางสิริมา [๑๑๙]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภนางสิริมา
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ปสฺส จิตฺตกตํ พิมพํ " เป็นต้น.
นางสิริมาบรรลุโสดาปัตติผล
ดังได้สดับมา นางสิริมานั้นมีรูปร่างงดงาม เป็นหญิงแพศยา ใน
กรุงราชคห์ ภายในพรรษาหนึ่ง ได้ประทุษร้ายต่ออุบาสิกานามว่าอุตตรา
ซึ่งเป็นธิดาของปุณณกเศรษฐี ผู้เป็นภริยาของสุมนเศรษฐีบุตร ประสงค์
จะให้นางอุตตรานั้นเลื่อมใส จึงทูลขอขมาพระศาสดาผู้ทรงทำภัตกิจกับ
ภิกษุสงฆ์เสร็จแล้ว ในเรือนของนางอุตตรานั้น, ในวันนั้น ได้ฟัง
ภัตตานุโมทนาของพระทศพล บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ในเวลาจบพระ-
คาถาว่า
" พึงชำนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ, พึง
ชนะคนไม่ดี ด้วยความดี. พึงชนะคนตระหนี่ ด้วย
การให้ปัน, พึงชนะคนพูดพล่อย ๆ ด้วยคำจริง. "
นี้เป็นความย่อในเรื่องนี้. ส่วนเนื้อเรื่องพิสดาร จักมีแจ้งในวรรณนา
แห่งคาถาอนุโมทนาในโกธวรรคนั่นแล. นางสิริมานั้น ครั้นบรรลุโสดา-
ปัตติผลอย่างนั้นแล้ว นิมนต์พระทศพล รุ่งขึ้นถวายทานเป็นอันมาก แล้ว
ได้ตั้งอัฏฐกภัตเพื่อพระสงฆ์ไว้เป็นประจำ. ตั้งแต่วันต้นมาภิกษุ ๘ รูป
ไปเรือนเสมอ. นางเอ่ยปากว่า " นิมนต์พระคุณเจ้าทั้งหลายรับเนยใส,

148
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 149 (เล่ม 42)

รับนมสด " ดังนี้เป็นต้นแล้ว (บรรจุภัต) ให้เต็มบาตรของภิกษุเหล่านั้น.
อาหารบิณฑบาตที่ภิกษุรูปหนึ่งได้เเล้ว ย่อมเพียงพอแก่ภิกษุ ๓ รูปบ้าง
๔ รูปบ้าง. นางถวายบิณฑบาตด้วยการจับจ่ายทรัพย์ ๑๖ กหาปณะทุกวัน.
ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่งฉันอัฏฐกภัตในเรือนของนางแล้ว ได้ไปวิหาร
แห่งหนึ่ง ณ ที่ไกล ๓ โยชน์. ครั้งนั้น พวกภิกษุถามเธอซึ่งนั่งอยู่ในที่
บำรุงพระเถระในเวลาเย็นว่า " ผู้มีอายุ (ไป) รับภิกษาที่ไหนมา ? " เธอ
ตอบว่า " ผม (ไป) ฉันอัฏฐกภัตของนางสิริมา (มา). " พวกภิกษุถาม
อีกว่า " นางทำของอันน่าพึงใจถวายไหม ? ผู้มีอายุ. "
ภิกษุพรรณนาความดีของนางสิริมา
เธอจึงกล่าวคุณของนางว่า " ผมไม่สามารถจะพรรณนาภัตของนาง
ได้. นางทำถวายแสนจะประณีต. ภัตที่ภิกษุรูปหนึ่งได้ย่อมเพียงพอแก่
ภิกษุ ๓ รูปบ้าง ๔ รูปบ้าง; แต่การได้เห็นนางนั้นแล ดีเสียยิ่งกว่าไทย-
ธรรมของนางอีก. เพราะนางสวยงามเช่นนี้ ๆ. " ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง
ได้ฟังถ้อยคำที่พรรณนาคุณของนาง เกิดความรักขึ้นแล้ว โดยมิได้เห็นตัว
เลย คิดว่า " ควรที่เราจะไปดูนาง " แล้วบอกจำนวนพรรษาของตนแล้ว
ถามลำดับกะภิกษุนั้นแล้ว ได้ยินว่า " ผู้มีอายุ พรุ่งนี้ ท่านเป็นพระสังฆ-
เถระ จักได้อัฎฐกภัตในเรือนนั้น " จึงคว้าบาตรและจีวรหลีกไปใน
ขณะนั้นเอง. เมื่ออรุณขึ้นแต่เช้าเทียว เข้าไปสู่โรงภัตยืน (คอย) อยู่แล้ว
เป็นพระสังฆเถระได้อัฏฐกภัต ในเรือนของนาง.
นางสิริมาเจ็บ
ก็ในเวลาที่ภิกษุนั้นฉันแล้ว หลีกไปในวันวานนั่นเอง โรคได้เกิด
ขึ้นในสรีระของนาง; ฉะนั้น นางจึงเปลื้องอาภรณ์แล้วนอน. ขณะนั้น

149
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 150 (เล่ม 42)

พวกทาสีของนางเห็นภิกษุทั้งหลายผู้ได้อัฏฐกภัตมาแล้ว จึงบอกแก่นาง.
นางไม่สามารถจะรับบาตรแล้วนิมนต์ให้นั่ง หรืออังคาสด้วยมือของตนได้
จึงสั่งพวกทาสีว่า " แน่ะแม่ทั้งหลาย พวกเธอรับบาตรแล้วนิมนต์พระผู้-
เป็นเจ้าให้นั่ง ให้ดื่มข้าวยาคู ถวายของเคี้ยว ในเวลาฉันภัต จง (บรรจุ
ภัต) ให้เต็มบาตรแล้วถวายเถิด. " ทาสีเหล่านั้นรับว่า " ดีละ คุณแม่. "
แล้วนิมนต์ภิกษุทั้งหลายให้เข้ามา ให้ดื่มข้าวยาคู ถวายของเคี้ยวแล้ว ใน
เวลาฉันภัต (บรรจุภัต) ให้เต็มบาตรแล้ว บอกแก่นาง. นางกล่าวว่า
" จงช่วยพยุงฉันไปที, ฉันจักไหว้พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย " อันทาสีเหล่านั้น
พยุงไปสู่ที่ใกล้ภิกษุทั้งหลายแล้ว ได้ไหว้ภิกษุทั้งหลายด้วยทั้งสรีระอันสั่น
เทิ้มอยู่. ภิกษุนั้นแลดูนางแล้ว คิดว่า " ความสวยงามแห่งรูปของหญิง
ผู้เป็นไข้นี้ (ยังสวยงาม) ถึงเพียงนี้. ก็ในเวลาไม่มีโรค รูปสมบัติของนาง
คนนี้ ที่ตกแต่งแล้วด้วยอาภรณ์ทุกอย่าง จะสวยงามสักเพียงไร." ครั้งนั้น
กิเลสที่เธอสั่งสมไว้ตั้งหลายโกฏิปีกำเริบขึ้นแล้ว. ภิกษุนั้นมิได้มีใจจดจ่อ
ที่อื่น (มีใจจดจ่อแต่เฉพาะนางเท่านั้น) ไม่สามารถจะฉันหาอาหารได้
จึงถือบาตรกลับวิหาร ปิดบาตรวางไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ปูจีวรนอนแล้ว.
ลำดับนั้น ภิกษุหาย (ของเธอ) รูปหนึ่ง แม้อ้อนวอนอยู่ ก็ไม่สามารถ
จะให้เธอฉันได้. ภิกษุนั้นได้อดอาหารแล้ว.
นางสิริมาถึงแก่กรรม
ในเวลาเย็นวันนั้นเอง นางสิริมาได้ทำกาลกิริยาแล้ว. พระราชา
ทรงส่งพระราชสาสน์ไปถวายพระศาสดาว่า " พระเจ้าข้า นางสิริมาน้อง
สาวหมอชีวก ได้ทำกาลกิริยาเสียแล้ว. " พระศาสดาทรงสดับเรื่องนั้น
จึงส่งข่าวไปแด่พระราชาว่า " กิจคือการเผา (ศพ) นางสิริมา ยังไม่มี,

150
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 151 (เล่ม 42)

พระองค์จงทรงรับสั่งให้เอาศพนางสิริมานั้นนอนในป่าช้าผีดิบแล้ว ให้
รักษาไว้โดยอาการที่กาและสุนัขจะกินไม่ได้เถิด. " พระราชาได้ทรงทำ
ตามรับสั่งแล้ว. สามวันล่วงไปแล้วโดยลำดับ ในวันที่ ๔ สรีระขึ้นพอง
แล้ว. หมู่หนอนไต่ออกจากปากแผลทั้ง ๙. สรีระทั้งสิ้นได้แตกสลาย
คล้ายถาดข้าวสาลีฉะนั้น. พระราชาให้พวกราชบุรุษตีกลองโฆษณาใน
พระนครว่า " เว้นเด็กๆที่เฝ้าเรือนเสีย ใครไม่มาดูนางสิริมาจะถูกปรับ
๘ กหาปณะ, " และได้ส่ง (พระราชสาสน์) ไปสำนักพระศาสดาว่า " นัย
ว่าภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ของจงมาดูนางสิริมา; พระศาสดา
รับสั่งให้เผดียงแก่ภิกษุทั้งหลายว่า " เราทั้งหลายจะไปดูนางสิริมา. " ภิกษุ
หนุ่มแม้รูปนั้นไม่เชื่อฟังคำของใครๆเลย ตลอด ๔ วัน อดอาหารนอน
แซ่วอยู่แล้ว. ข้าวสวยในบาตรบูด, สนิมก็ตั้งขึ้นในบาตร. ลำดับนั้น ภิกษุ
สหายนั้น จึงเข้าไปหาเธอแล้วบอกว่า " ผู้มีอายุ พระศาสดาจะเสด็จไป
ทอดพระเนตรนางสิริมา." เธอแม้ถูกความหิวแผดเผาอย่างนั้น ก็ลุกขึ้น
ได้โดยรวดเร็ว ในเพราะบทที่กล่าวว่า " สิริมา " นั่นเอง กล่าวถามว่า
" ท่านว่าอะไรนะ " เมื่อภิกษุสหายตอบว่า " พระศาสดาจะเสด็จไปทอด
พระเนตรนางสิริมา ท่านจะไปด้วยไหม ? " รีบรับว่า " ไปขอรับ " แล้ว
เทข้าวล้างบาตรใส่ในถลก ได้ไปกับหมู่ภิกษุ. พระศาสดามีหมู่ภิกษุห้อม
ล้อมแล้ว ได้ประทับอยู่ ณ ข้างหนึ่ง. ภิกษุณีสงฆ์ก็ดี ราชบริษัทก็ดี
อุบาสกบริษัทก็ดี อุบาสิกาบริษัทก็ดี ได้ยืนอยู่พวกละข้าง.
ศพนางสิริมาผู้เลอโฉมหาค่ามิได้
พระศาสดาตรัสถามพระราชาว่า " นี่ใคร ? มหาบพิตร. "
พระราชา. น้องสาวหมอชีวก ชื่อสิริมา พระเจ้าข้า.

151
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 152 (เล่ม 42)

พระศาสดา. นางสิริมาหรือนี่ ?
พระราชา. นางสิริมา พระเจ้าข้า.
พระศาสดา ถ้ากระนั้น ขอพระองค์ได้โปรดให้ราชบุรุษตีกลอง
โฆษณาในพระนครว่า " ใครให้ทรัพย์พันหนึ่ง จงเอานางสิริมาไป."
พระราชาได้ทรงทำอย่างนั้นแล้ว. ผู้ที่จะออกปากว่า " ข้าพเจ้าหรือ
ว่าเรา " แม้คนหนึ่งก็ไม่มี. พระราชาทูลแก่พระศาสดาว่า " ชนทั้งหลาย
ไม่รับ พระเจ้าข้า. " พระศาสดาตรัสว่า " มหาบพิตร ถ้ากระนั้น จงลด
ราคาลง (อีก). พระราชารับสั่งให้ตีกลองโฆษณาว่า " ใครให้ทรัพย์ ๕๐๐
จงเอาไป " ไม่ทรงเห็นใครๆจะรับเอา จึงรับสั่งให้ตีกลองโฆษณาว่า
" ใครให้ทรัพย์ ๒๕๐-๒๐๐-๑๐๐-๕๐-๒๕ กหาปณะ, ๑๐ กหาปณะ,
๕ กหาปณะ, ๑ กหาปณะ, ครึ่งกหาปณะ, บาท ๑, มาสก ๑, กากณิก ๑
แล้วเอานางสิริมาไป " (ก็ไม่เห็นใครจะรับเอาไป) จึงรับสั่งให้ตีกลอง
โฆษณาว่า " จงเอาไปเปล่า ๆ ก็ได้ " ผู้ที่จะออกปากว่า " ข้าพเจ้า. หรือ
ว่าเรา " (แม้คนหนึ่ง) ก็ไม่มี. พระราชาทูลว่า " พระเจ้าข้า ชื่อว่าผู้ที่จะ
รับเอาไปแม้เปล่าๆ ก็ไม่มี " พระศาสดาจึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงดูมาตุคามซึ่งเป็นที่รักของมหาชน. ในกาลก่อน ชนทั้งหลาย
ในพระนครนี้แล ให้ทรัพย์พันหนึ่งแล้ว ได้ (ภิรมย์) วันหนึ่ง, บัดนี้
แม้ผู้ที่จะรับเอาเปล่าๆ ก็ไม่มี. รูปเห็นปานนี้ ถึงความสิ้นและเสื่อม
แล้ว. ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงดูอัตภาพอันอาดูร " ดังนี้แล้ว ตรัส
พระคาถานี้ว่า
๒. ปสฺส จิตฺตกตํ พิมฺพํ อรุกายํ สมุสฺสิตํ
อาตุรํ พหุสงฺกปฺปํ ยสฺส นตฺถิ ธุวํ ฐิ ติ.

152
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 153 (เล่ม 42)

" เธอจงดูอัตภาพ ที่ไม่มีความยั่งยืน (และ)
ความมั่นคง (อันกรรม) ทำให้วิจิตรแล้ว มีกายเป็น
แผล อันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว อันอาดูร ที่
มหาชนครุ่นคิดแล้วโดยมาก. "
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตกตํ ความว่า มีความวิจิตรอันกรรม
ทำแล้ว คือ (อันกรรม) ทำให้วิจิตรด้วยวัตถุต่างๆ มีอาภรณ์คือผ้าและ
เครื่องประดับ คือระเบียบดอกไม้เป็นต้น. บทว่า พิมฺพํ ได้แก่ ซึ่งอัตภาพ
อันตั้งอยู่ถูกส่วนด้วยอวัยวะทั้งหลายใหญ่น้อย มีส่วนยาวเป็นต้น ในฐานะ
อันสมควรแก่ความเป็นอวัยวะยาวเป็นต้น. บทว่า อรุกายํ คือ มีกายเป็น
แผล ด้วยสามารถปากแผลทั้ง ๙. บทว่า สนุสฺสิตํ คือ อันกระดูก ๓๐๐
ท่อนยกขึ้นแล้ว. บทว่า อาตุรํ ความว่า ชื่อว่าเป็นไข้ประจำ เพราะความ
เป็นสถานที่ต้องบริหารด้วยอิริยาบถเป็นต้นทุกเวลา. บทว่า พหุสงฺกปฺปํ
ได้แก่ อันมหาชนครุ่นคิดแล้วโดยมาก. บาทพระคาถาว่า ยสฺส นตฺถิ ธุวํ
ฐิติ ความว่า เธอทั้งหลายจงดูอัตภาพนี้ ที่ไม่มีความยั่งยืน หรือความ
มั่นคง มีความแตกเรี่ยรายและกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา โดยส่วน
เดียวเท่านั้น.
ในเวลาจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแล้วแก่สัตว์ ๘ หมื่น ๔ พัน
ภิกษุแม้รูปนั้น ก็ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ดังนี้แล.
เรื่องนางสิริมา จบ.

153