ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 134 (เล่ม 42)

สัมปทา ๔ อย่าง
จริงอยู่ ชื่อว่าสัมปทามี ๔ อย่างคือ วัตถุสัมปทา ปัจจัยสัมปทา
เจตนาสัมปทา คุณาติเรกสัมปทา. ในสัมปทา ๔ อย่างนั้น พระอรหันต์
หรือพระอนาคามี ควรแก่นิโรธสมาบัติ ผู้เป็นทักขิไณยบุคคลล ชื่อวัตถุ
สัมปทา. การบังเกิดขึ้นแห่งปัจจัยทั้งหลาย โดยธรรมสม่ำเสมอ ชื่อปัจจัย-
สัมปทา, ความที่เจตนาใน ๓ กาล คือในกาลก่อนแต่ให้, ในกาลกำลังให้,
ในกาลภายหลัง สัมปยุตด้วยญาณ อันกำกับโดยโสมนัส ชื่อเจตนสัมปทา.
ส่วนความที่ทักขิไณยบุคคลออกจากสมาบัติ ชื่อว่าคุณาติเรกสัมปทา.
ก็สัมปทาทั้ง ๔ อย่างคือ พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ขีณาสพเป็นทักขิไณย-
บุคคล. ปัจจัยที่เกิดแล้ว โดยธรรม โดยความที่ทำการจ้างได้เเล้ว. เจตนา
บริสุทธิ์ใน ๓ กาล พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ออกจากสมาบัติเป็นผู้ยิ่ง
โดยคุณ สำเร็จแล้วแก่นายภัตตภติกะนี้. ด้วยอานุภาพแห่งสัมปทา ๔ นี้
นายภัตตภติกะ จึงบรรลุมหาสมบัติในทันตาเห็นทีเดียว. เพราะฉะนั้น
นายภัตตภติกะนั้น จึงได้สมบัติจากสำนักของเศรษฐี.
นายภัตตภติกะได้เป็นเศรษฐี
ก็ในกาลต่อมา แม้พระราชา ทรงสดับกรรมที่นายภัตตภติกะนี้ทำ
แล้ว จึงได้รับสั่งให้เรียกเข้ามาเฝ้า แล้วพระราชทานทรัพย์ให้พันหนึ่ง
ทรงรับส่วนบุญ ทรงพอพระทัย พระราชทานโภคะเป็นอันมาก แล้วก็ได้
พระราชทานตำแหน่งเศรษฐีให้. เขาได้มีชื่อว่า " ภัตตภติกเศรษฐี "
ภัตตภติกเศรษฐีนั้น เป็นสหายกับคันธเศรษฐี กินดื่มร่วมกัน ดำรงอยู่
ตลอดอายุแล้ว จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้บังเกิดในเทวโลก เสวยสมบัติ

134
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 135 (เล่ม 42)

อันเป็นทิพย์ ๑ พุทธันดร ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ถือปฏิสนธิในตระกูล
อุปัฏฐากของพระสารีบุตรเถระ ในเมืองสาวัตถี.
นายภัตตภติกะไปเกิดในเมืองสาวัตถี
ครั้งนั้น มารดาของทารกนั้น ได้ครรภ์บริหารแล้ว โดยล่วงไป
๒-๓ วัน ก็เกิดแพ้ท้องว่า " โอหนอ เราถวายโภชนะมีรส ๑๐๐ ชนิด
แก่พระสารีบุตรเถระพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป นุ่งผ้าย้อมฝาดแล้ว ถือ
ขันทองนั่งอยู่ ณ ท้ายอาสนะ พึงบริโภคภัตที่เหลือเดนของภิกษุทั้งหลาย
นั้น " ดังนี้แล้ว ทำตามความคิดนั้นนั่นแล บรรเทาความแพ้ท้องแล้ว.
นางแม้ในกาลมงคลอื่นๆถวายทานอย่างนั้นเหมือนกัน คลอดบุตรแล้ว ใน
วันตั้งชื่อ จึงเรียนพระเถระว่า " จงให้สิกขาบทแก่ลูกชายของฉันเถิด ท่าน
ผู้เจริญ. " พระเถระถามว่า " เด็กนั้นชื่อไร ? " เมื่อมารดาของเด็กเรียนว่า
ท่านผู้เจริญ จำเดิมแต่ลูกชายของฉันถือปฏิสนธิ ขึ้นชื่อว่าทุกข์ ไม่เคยมี
แก่ใครในเรือนนี้, เพราะฉะนั้น คำว่า 'สุขกุมาร ' นั่นแล จักเป็นชื่อของ
เด็กนั้น. " จึงถือเอาคำนั้นแล เป็นชื่อของเด็กนั้น ได้ให้สิกขาบทแล้ว.
ในกาลนั้น ความคิดได้เกิดแก่มารดาของเด็กนั้นอย่างนี้ว่า " เราจักไม่
ทำลายอัธยาศัยของลูกชายเรา." แม้ในกาลมงคลทั้งหลาย มีมงคลเจาะหู
เด็กนั้นเป็นต้น นางก็ได้ถวายทานอย่างนั้นเหมือนกัน.
สุขกุมารบรรพชา
ฝ่ายกุมาร ในเวลามีอายุ ๗ ขวบ ก็พูดว่า " คุณแม่ ผมอยากออก
บวชในสำนักของพระเถระ. " นางตอบว่า " ดีละ พ่อ แม่จักไม่ทำลาย
อัธยาศัยของเจ้า " ดังนี้แล้ว จึงนิมนต์พระเถระ ให้ท่านฉันแล้ว ก็เรียน
ว่า " ท่านผู้เจริญ ลูกชายของฉันอยากบวช, ในเวลาเย็น จักนำเด็กนี้ไป

135
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 136 (เล่ม 42)

สู่วิหาร. " ส่งพระเถระไปแล้ว ให้ประชุมพวกญาติ กล่าวว่า " ในเวลา
ที่ลูกชายของฉันเป็นคฤหัสถ์ พวกเราจักทำกิจที่ควรทำในวันนี้แหละ. "
ดังนี้แล้ว จึงแต่งตัวลูกชายนำไปวิหาร ด้วยสิริโสภาคอันใหญ่ แล้วมอบ
ถวายแก่พระเถร. ฝ่ายพระเถระกล่าวกะสุขกุมารนั้นว่า " พ่อ ธรรมดา
บรรพชา ทำได้โดยยาก. เจ้าจักอาจเพื่อภิรมย์หรือ ? " เมื่อตอบว่า " ผม
จักทำตามโอวาทของท่าน ขอรับ " จึงให้กัมมัฏฐาน ให้บวชแล้ว. แม้
มารดาบิดาของสุขกุมารนั้น เมื่อทำสักการะในการบรรพชา ก็ถวายโภชนะ
มีรส ๑๐๐ ชนิดแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ในภายใน
วิหารนั่นเองตลอด ๗ วัน ในเวลาเย็น จึงได้ไปสู่เรือนของตน. ใน
วันที่ ๓ พระสารีบุตรเถระ เมื่อภิกษุสงฆ์เข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต. ทำ
กิจที่ควรทำในวิหารแล้ว จึงให้สามเณรถือบาตรและจีวร เข้าไปสู่บ้าน
เพื่อบิณฑบาต.
สามเณรฝึกตน
สามเณรเห็นเหมืองน้ำเป็นต้นในระหว่างทาง จึงถามพระเถระ
ดุจสามเณรบัณฑิต. แม้พระเถระก็พยากรณ์แก่สามเณรนั้นอย่างนั้นเหมือน
กัน. สามเณรฟังเหตุนั้นแล้ว จึงเรียนพระเถระว่า " ถ้าท่านพึงรับ
บาตรและจีวรของท่านไซร้. กระผมพึงกลับ. " เมื่อพระเถระไม่ทำลาย
อัธยาศัยของสามเณรนั้น กล่าวว่า จงเอาบาตรและจีวรของฉันมา " รับ
บาตรและจีวรไปแล้ว. ก็ไหว้พระเถระ เมื่อจะกลับ จึงเรียนสั่งว่า " ท่าน
ขอรับ ท่านเมื่อนำอาหารมาเพื่อผม พึงนำเอาโภชนะมีรส ๑๐๐ ชนิดมา. "
พระเถระ. จักได้โภชนะนั้น จากไหน ?

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 137 (เล่ม 42)

สามเณร. เมื่อไม่ได้ด้วยบุญของท่าน ก็จักได้ด้วยบุญของผม ขอ
รับ.
ครั้งนั้น พระเถระให้ลูกกุญแจแก่สามเณรนั้นแล้ว ก็เข้าบ้านเพื่อ
บิณฑบาต. สามเณรนั้นไปวิหารแล้ว เปิดห้องของพระเถระเข้าไปแล้ว
ปิดประตู นั่งหยั่งญาณลงในกายของตนแล้ว. ด้วยเดชแห่งคุณของสามเณร
นั้น อาสนะของท้าวสักกะแสดงอาการร้อนแล้ว. ท้าวสักกะพิจารณาดูว่า
" นี้เหตุอะไรหนอ ? " เห็นสามเณรแล้ว ทรงดำริว่า " สุขสามเณรถวาย
จีวรแก่อุปัชฌาย์แล้ว กลับ (วิหาร) ด้วยคิดว่า ' จักทำสมณธรรม ' ควร
ที่เราจะไปในที่นั้น " จึงรับสั่งให้เรียกท้าวมหาราชทั้ง ๔ แล้วทรงส่งไป
ด้วยดำรัสสั่งว่า " พ่อทั้งหลาย พวกท่านจงไป. จงไล่นกที่มีเสียงเป็นโทษ
ใกล้ป่าแห่งวิหารให้หนีไป. ท้าวมหาราชทั้งหลายนั้น กระทำตามนั้นแล้ว
ก็ (พากัน) รักษาอยู่โดยรอบ. ท้าวสักกะ ทรงบังคับพระจันทร์และ
พระอาทิตย์ว่า " พวกท่านจงยึดวิมานของตนๆหยุดก่อน. " แม้พระจันทร์
และพระอาทิตย์ก็กระตามนั้นแล้ว. แม้ท้าวสักกะเอง ก็ทรงรักษาอยู่ที่
สายยู. วิหารสงบเงียบปราศจากเสียง. สามเณรเจริญวิปัสสนาด้วยจิต
มีอารมณ์เป็นหนึ่ง บรรลุมรรคและผล ๓ แล้ว.
พระเถระ อันสามเณรกล่าวว่า " ท่านพึงนำโภชนะมีรส ๑๐๐ ชนิด
มา " ดังนี้แล้ว ก็คิดว่า " อันเราอาจเพื่อได้ในตระกูลของใครหนอแล ? "
พิจารณาดูอยู่ ก็เห็นตระกูลอุปัฏฐากผู้สมบูรณ์ด้วยอัธยาศัยตระกูลหนึ่ง จึง
ไปในตระกูลนั้น อันชนเหล่านั้น มีใจยินดีว่า " ท่านผู้เจริญ ความดี
อันท่านผู้มาในที่นี้ ในวันนี้ กระทำแล้ว " รับบาตรนิมนต์ให้นั่ง ถวาย

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 138 (เล่ม 42)

ยาคูและของขบฉัน อัน เขาเชิญกล่าวธรรมชั่วเวลาภัต จึงกล่าวสาราณีย-
ธรรมกถาแก่ชนเหล่านั้น กำหนัดกาล ยังเทศนาให้จบแล้ว.
สามเณรบรรลุพระอรหัต
ทีนั้น ชนทั้งหลาย จึงถวายโภชนะมีรส ๑๐๐ ชนิด แก่พระเถระ
นั้น เห็นพระเถระรับโภชนะนั้นแล้วประสงค์จะกลับ จึงเรียนว่า " ฉันเถิด
ขอรับ พวกผมจักถวายโภชนะแม้อื่นอีก " ให้พระเถระฉันแล้ว ก็ถวาย
จนเต็มบาตรอีก. พระเถระรับโภชนะนั้นแล้ว ก็รีบไปวิหาร ด้วยคิดว่า
" สามเณรของเราจักหิว. " วันนั้น พระศาสดาเสด็จออกประทับนั่งใน
พระคันธกุฎีแต่เช้าตรู่ ทรงรำพึงว่า " วันนี้ สุขสามเณรรับบาตรและจีวร
ของอุปัชฌาย์แล้ว กลับไปแล้วตั้งใจว่า " จักทำสมณธรรม, กิจของเธอ
สำเร็จแล้วหรือ ? พระองค์ทรงเห็นความที่มรรคผลทั้ง ๓ เทียว อัน
สามเณรบรรลุแล้ว จึงทรงพิจารณาแม้ยิ่งขึ้นไปว่า " สุขสามเณรนี้ จักอาจ
ไหมหนอ ? เพื่อจะบรรลุพระอรหัตในวันนี้, ส่วนพระสารีบุตรรับภัต
แล้ว ก็รีบออกด้วยคิดว่า " สามเณรของเราจักหิว " ถ้าเมื่อสามเณรนี้
ยังไม่บรรลุพระอรหัต. พระสารีบุตรจักนำภัตมาก่อน. อันตรายก็จักมี
แก่สามเณรนี้; ควรเราจะไปยึดอารักขาอยู่ที่ซุ้มประตู " ครั้นทรงดำริแล้ว
จึงเสด็จออกจากคันธกุฎี ประทับยืนยึดอารักขาอยู่ที่ซุ้มประตู. ฝ่ายพระ-
เถระก็นำภัตมา. ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสถามปัญหา ๔ ข้อกะพระเถระ
นั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังแล. ในที่สุดแห่งการวิสัชนาปัญหา
สามเณรก็บรรลุพระอรหัตแล้ว.
พระศาสดาตรัสเรียกพระเถระมาแล้ว ตรัสว่า " สารีบุตร จงไป
เถิด, จงให้ภัตแก่สามเณรของเธอ. " พระเถระไปถึงแล้ว จึงเคาะประตู

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 139 (เล่ม 42)

สามเณรออกมาทำวัตรแก่อุปัชฌาย์แล้ว, เมื่อพระเถระบอกว่า " จงทำ
ภัตกิจ, " ก็รู้ว่าพระเถระไม่มีความต้องการด้วยภัต เป็นเด็กมีอายุ ๗ ขวบ
บรรลุพระอรหัตในขณะนั้นนั่นเอง ตรวจตราดูที่นั่งอันต่ำ ทำภัตกิจแล้ว
ก็ล้างบาตร. ในกาลนั้น ท้าวมหาราช ๔ องค์ ก็พากันเลิกการรักษา.
ถึงพระจันทร์พระอาทิตย์ก็ปล่อยวิมาน. แม้ท้าวสักกะก็ทรงเลิกอารักขาที่
สายยู พระอาทิตย์ปรากฏคล้อยเลยท่ามกลางฟ้าไปแล้วเทียว.
ภิกษุทั้งหลาย พากันพูดว่า " กาลเย็นปรากฏ, สามเณรเพิ่งทำภัตกิจ
เสร็จเดี๋ยวนี้เอง. ทำไมหนอ วันนี้เวลาเช้าจึงมาก. เวลาเย็นจึงน้อย. "
พระศาสดา เสด็จมาตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่ง
ประชุมกันด้วยกล่าวเรื่องอะไรหนอ ? " เมื่อภิกษุทั้งหลาย ทูลว่า " พระเจ้าข้า
วันนี้ เวลาเช้ามาก เวลาเย็นน้อย สามเณรเพิ่งฉันภัตเสร็จเดี๋ยวนี้เอง.
ก็แลเป็นไฉน พระอาทิตย์จึงปรากฏคล้อยเคลื่อนท่ามกลางฟ้าไป, " จึง
ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ในเวลาทำสมณธรรมของผู้มีบุญทั้งหลาย ย่อม
เป็นเช่นนั้นนั่นแล. ก็ในวันนี้ ท้าวมหาราช ๔ องค์ยึดอารักขาไว้โดย
รอบ. พระจันทร์และพระอาทิตย์ได้ยึดวิมานหยุดอยู่, ท้าวสักกะทรงยึด
อารักขาที่สายยู ถึงเราก็ยึดอารักขาอยู่ที่ซุ้มประตู; วันนี้ สุขสามเณร เห็น
คนไขน้ำเข้าเหมือง ช่างศรดัดศรให้ตรง ช่างถาก ถากทัพสัมภาระทั้งหลาย
มีล้อเป็นต้นแล้ว ฝึกตน บรรลุพระอรหัตแล้ว " ดังนี้แล้วจึงตรัสพระ-
คาถานี้ว่า
๑๑. อุทกํ หิ นยนฺติ เนตฺติกา
อุสุการา นมยนฺติ เตชนํ

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 140 (เล่ม 42)

ทารุํ นมยนฺติ ตจฺฉกา
อตฺตานํ ทมยนฺติ สุพฺพตา.
" อันคนไขน้ำทั้งหลายย่อมไขน้ำ, ช่างศรทั้งหลาย
ย่อมดัดลูกศร, ช่างถากทั้งหลาย ย่อมถากไม้, ผู้
สอนง่ายทั้งหลาย ย่อมฝึกตน. "
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุพฺพตา ความว่า ว่าง่าย คือพึงโอวาท
พึงอนุศาสน์ โดยสะดวก. คำที่เหลือ มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังแล.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้นแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องสุขสามเณร จบ.
ทัณฑวรรควรรณนา จบ.
วรรคที่ ๑๐ จบ.

140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 141 (เล่ม 42)

คาถาธรรม
ชราวรรค๑ที่ ๑๑
ว่าด้วยสิ่งที่คร่ำคร่า ชรา
[๒๑] ๑. เมื่อโลกสันนิวาส อันไฟลุกโพลงอยู่เป็นนิตย์
พวกเธอยังจะร่าเริงบันเทิงอะไรกันหนอ เธอทั้งหลาย
อันความมืดปกคลุมแล้ว ทำไมจึงไม่แสวงหาประทีป
เล่า.
๒. เธอจงดูอัตภาพที่ไม่มีความยั่งยืน (และ)
ความมั่นคง (อันกรรม) ทำให้วิจิตรแล้ว มีกายเป็น
แผล อันกระดูก ๓๐๐ ท่อน ยกขึ้นแล้ว อันอาดูร
ที่มหาชนครุ่นคิดแล้วโดยมาก.
๓. รูปนี้แก่หง่อมแล้ว เป็นรังของโลก เปื่อยพัง
กายของตนเป็นของเน่า จักแตก เพราะชีวิตมีความ
ตายเป็นที่สุด.
๔. กระดูกเหล่านี้ใด อันเขาทิ้งเกลื่อนกลาดดุจ
น้ำเต้าในสารทกาล มีสีเหมือนนกพิราบ ความยินดี
อะไรเล่า (จักมี) เพราะเห็นกระดูกเหล่านั้น.
๕. สรีระอันกรรมทำให้เป็นนครแห่งกระดูกทั้ง-
หลาย ฉาบด้วยเนื้อและโลหิต เป็นที่ตั้งลงแห่งชรา
มรณะ มานะ และมักขะ.
๑. วรรคนี้มีอรรถกถา ๙ เรื่อง.

141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 142 (เล่ม 42)

๖. ราชรถที่วิจิตรดียังคร่ำคร่าได้เเล อนึ่ง ถึง
สรีระ ก็ย่อมถึงความคร่ำคร่า ธรรมของสัตบุรุษหา
เข้าถึงความคร่ำคร่าไม่ สัตบุรุษทั้งหลายแล ย่อม
ปราศรัยกับด้วยสัตบุรุษ.
๗. คนมีสุตะน้อยนี้ ย่อมแก่เหมือนโคถึก เนื้อ
ของเขาย่อมเจริญ แต่ปัญญาของเขาหาเจริญไม่.
๘. เราแสวงหาช่างผู้ทำเรือน เมื่อไม่ประสบ
จึงได้ท่องเที่ยวไปสู่สงสาร มีชาติเป็นอเนก ความ
เกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์ แน่ะนายช่างผู้ทำเรือน เราพบ
ท่านแล้ว ท่านจะทำเรือนอีกไม่ได้ ซี่โครงทุกซี่ของ
ท่านเราหักเสียแล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว จิต
ของเราถึงธรรมปราศจากเครื่องปรุงแต่งแล้ว เพราะ
เราบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาแล้ว.
๙. พวกคนเขลาไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ได้
ทรัพย์ในคราวยังเป็นหนุ่มสาว ย่อมซบเซาดังนก
กะเรียนแก่ ซบเซาอยู่ในเปือกตมที่หมดปลาฉะนั้น.
พวกคนเขลาไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ได้ทรัพย์ใน
คราวยังเป็นหนุ่มสาว ย่อมนอนทอดถอนถึงทรัพย์เก่า
เหมือนลูกศรที่ตกจากแล่งฉะนั้น.
จบชราวรรคที่ ๑๑

142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 143 (เล่ม 42)

๑๑. ชราวรรควรรณนา
๑. เรื่องหญิงสหายของนางวิสาขา [๑๑๘]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพวกหญิง
สหายของนางวิสาขา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โก นุ หาโส กิมา-
นนฺโท " เป็นต้น.
สามีมอบภรรยาของตนแก่นางวิสาขา
ดังได้สดับมา กุลบุตร ๕๐๐ คน ในพระนครสาวัตถี ได้มอบภริยา
ของตนๆกะนางวิสาขามหาอุบาสิกา ด้วยมุ่งหมายว่า " ด้วยอุบายอย่างนี้
ภริยาเหล่านี้จักเป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท. " หญิงเหล่านั้นเมื่อไปสวน
ก็ดี ไปวิหารก็ดี ย่อมไปกับนางวิสาขานั่นแล.
มหรสพเกี่ยวกับสุรา
ในคราวหนึ่ง เมื่อเขาโฆษณาการมหรสพว่า " จักมีการมหรสพ
เกี่ยวกับสุราตลอด ๗ วัน " หญิงเหล่านั้นก็จัดเตรียมสุราเพื่อสามีของตนๆ
สามีเหล่านั้น เล่นมหรสพเกี่ยวกับสุราตลอด ๗ วันแล้ว ในวันที่ ๘ ได้
ออกไปเพื่อทำการงาน.
หญิงเหล่านั้นคิดหาอุบายดื่มสุรา
หญิงแม้เหล่านั้นหารือกันว่า " พวกเราไม่ได้ดื่มสุราต่อหน้าสามี,
ก็สุราที่เหลือยังมีอยู่, เราทั้งหลายจักดื่มสุรานี้ด้วยวิธีที่สามีเหล่านั้นจะไม่
รู้ " ดังนี้แล้ว จึงไปสำนักของนางวิสาขา กล่าวว่า " แม่เจ้า ดิฉันทั้งหลาย

143