ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 124 (เล่ม 42)

จรณะถึงพร้อม มีสติมั่นคง จักละทุกข์อันมีประมาณ
ไม่น้อยนี้ได้."
แก้อรรถ
คนผู้ชื่อว่า หิรินิเสธบุคคล ในพระคาถานั้น ก็เพราะอรรถว่า
ห้ามอกุศลวิตกอันเกิดในภายในด้วยความละอายได้.
สองบทว่า โกจิ โลกสฺมึ ความว่า บุคคลเห็นปานนั้น หาได้ยาก
จึงชื่อว่า น้อยคนนักจะมีในโลก.
สองบทว่า โย นิทฺทํ ความว่า บุคคลใด ไม่ประมาทแล้ว ทำสมณ-
ธรรมอยู่ คอยขับไล่ความหลับที่เกิดแล้วแก่ตน ตื่นอยู่ เพราะฉะนั้น
บุคคลนั้นจึงชื่อว่า กำจัดความหลับให้ตื่นอยู่.
บทว่า กสามิว เป็นต้น ความว่า บุคคลใดกำจัดความหลับ ตื่นอยู่
เหมือนม้าดีคอยหลบแส้อันจะตกลงที่ตน คือไม่ให้ตกลงที่ตนได้ฉะนั้น.
บุคคลนั้นหาได้ยาก.
ในคาถาที่ ๒ มีเนื้อความสังเขปดังต่อไปนี้:-
" ภิกษุทั้งหลาย แม้เธอทั้งหลาย จงเป็นผู้มีความเพียร มีความ
สลดใจ เหมือนม้าดีอาศัยความประมาท ถูกเขาฟาดด้วยแส้แล้ว รู้สึก
ตัวว่า ' ชื่อแม้ตัวเรา ถูกเขาหวดด้วยแส้แล้ว ' ในกาลต่อมา ย่อมทำ
ความเพียรฉะนั้น. เธอทั้งหลายเป็นผู้อย่างนั้นแล้ว ประกอบด้วยศรัทธา
๒ อย่าง ที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ ด้วยปาริสุทธิศีล ๔ ด้วยความเพียร
เป็นไปทางกายและเป็นไปทางจิต ด้วยสมาธิสัมปยุตด้วยสมาบัติ ๘ และ
ด้วยคุณเครื่องวินิจฉัยธรรม มีอันรู้เหตุและมิใช่เหตุเป็นลักษณะ, ชื่อว่า

124
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 125 (เล่ม 42)

วิชชาและจรณะถึงพร้อม เพราะความถึงพร้อมแห่งวิชชา ๓ หรือวิชชา ๘
และจรณะ ๑๕, ชื่อว่าเป็นผู้มีสติมั่นคง เพราะความเป็นผู้มีสติตั้งมั่นแล้ว
จักละทุกข์ในวัฏฏะอันมีประมาณไม่น้อยนี้ได้. "
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระปิโลติกเถระ จบ.

125
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 126 (เล่ม 42)

๑๑. เรื่องสุขสามเณร [๑๑๗]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภสุขสามเณร
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อุทกํ หิ นยนฺติ เนตฺติกา " เป็นต้น.
เรื่องคันธเศรษฐี
ความพิสดารว่า ในอดีตกาล มีบุตรของเศรษฐีชาวเมืองพาราณสี
คนหนึ่งชื่อว่า คันธกุมาร เมื่อบิดาของเธอถึงแก่กรรมแล้ว พระราชา
รับสั่งให้หาเธอมาเฝ้า ทรงปลอบโยนแล้ว ได้พระราชทานตำแหน่งเศรษฐี
แก่เธอนั้นแล ด้วยสักการะเป็นอันมาก. จำเดิมแต่กาลนั้นมา คันธกุมารนั้น
ก็ได้ปรากฏนามว่า " คันธเศรษฐี " ครั้งนั้น ผู้รักษาเรือนคลังของเศรษฐี
นั้น ได้เปิดประตูห้องสำหรับเก็บทรัพย์ ขนออกมาแล้ว ชี้แจงว่า " นาย
ทรัพย์นี้ของบิดาท่าน มีประมาณเท่านี้. ของบุรพบุรุษมีปู่เป็นต้น มี
จำนวนเท่านี้." เศรษฐีนั้นแลดูกองทรัพย์แล้ว พูดว่า " ก็ทำไม บุรพบุรุษ
เหล่านั้น จึงมิได้ถือเอาทรัพย์นี้ไปด้วย ? " ผู้รักษาเรือนคลังตอบว่า
" นาย ชื่อว่าผู้ที่จะถือเอาทรัพย์ไปด้วยไม่มี. แท้จริง สัตว์ทั้งหลายพาเอา
แต่กุศลอกุศลที่ตนได้ทำไว้เท่านั้นไป "
เศรษฐีจ่ายทรัพย์สร้างสิ่งต่าง ๆ
เศรษฐีนั้นคิดว่า " บุรพบุรุษเหล่านั้น พากันสั่งสมทรัพย์ไว้แล้ว
ก็ละทิ้งไปเสีย เพราะความที่ตนเป็นคนโง่. ส่วนเราจักถือเอาทรัพย์นั่น
ไปด้วย. " ก็คันธเศรษฐีเมื่อคิดอยู่อย่างนั้น มิได้คิดว่า " เราจักให้ทาน,
หรือจักทำการบูชา. " คิดแต่ว่า " เราจักบริโภคทรัพย์นี้ให้หมดแล้วจึงไป. "

126
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 127 (เล่ม 42)

เศรษฐีนั้นได้สละทรัพย์แสนหนึ่ง ให้ทำซุ้มที่อาบน้ำ อันแล้วด้วย
แก้วผลึก, จ่ายทรัพย์แสนหนึ่ง ให้ทำกระดานสำหรับอาบน้ำ อันแล้วด้วย
แก้วผลึกเหมือนกัน, จ่ายทรัพย์แสนหนึ่ง ให้ทำบัลลังก์สำหรับนั่ง. จ่าย
ทรัพย์แสนหนึ่ง ให้ทำถาดสำหรับใส่โภชนะ, จ่ายทรัพย์อีกแสนหนึ่ง ให้
ทำมณฑปในที่บริโภค, จ่ายทรัพย์แสนหนึ่ง ให้ทำเตียงรองถาดโภชนะ,
ให้สร้างสีหบัญชรไว้ในเรือนด้วยทรัพย์แสนหนึ่งเหมือนกัน, จ่ายทรัพย์
พันหนึ่ง เพื่อประโยชน์แก่อาหารเช้าของตน. จ่ายทรัพย์อีกพันหนึ่ง แม้
เพื่อประโยชน์แก่อาหารเย็น. แต่ในวันเพ็ญ ได้สั่งจ่ายทรัพย์แสนหนึ่ง
เพื่อประโยชน์แก่โภชนะ, ในวันบริโภคภัตนั้น ท่านเศรษฐีได้สละทรัพย์
แสนหนึ่ง ตกแต่งพระนคร ใช้คนเที่ยวตีกลองประกาศว่า " ได้ยินว่า
มหาชนจงดูท่าทางแห่งการบริโภคภัตของคันธเศรษฐี. " มหาชนได้ผูก
เตียงซ้อนเตียงประชุมกัน.
ฝ่ายคันธเศรษฐีนั้นนั่งบนแผ่นกระดานอันมีค่าแสนหนึ่ง ในซุ้ม
อาบน้ำอันมีค่าแสนหนึ่ง อาบน้ำด้วยหม้อน้ำหอม๑๖ หม้อ เปิดสีหบัญชร
นั้นแล้ว นั่งบนบัลลังก์นั้น กาลนั้น พวกคนใช้วางถาดนั้นไว้บนเตียงรอง
นั้นแล้ว คดโภชนะอันมีค่าแสนหนึ่งเพื่อเศรษฐีนั้น. ท่านเศรษฐีอัน
หญิงนักฟ้อนแวดล้อมแล้ว บริโภคโภชนะนั้นอยู่ด้วยสมบัติเห็นปานนี้.
คนบ้านนอกกระหายในภัตของเศรษฐี
โดยสมัยอื่น คนบ้านนอกผู้หนึ่งบรรทุกฟืนเป็นต้น ใส่ในยาน
ย่อม ๆ เพื่อต้องการแลกเปลี่ยนเสบียงอาหารสำหรับตน ไปถึงพระนคร
แล้ว ก็พักอยู่ในเรือนของสหาย. ก็กาลนั้นเป็นวันเพ็ญ. ชนทั้งหลาย
เที่ยวตีกลองประกาศในพระนครว่า " มหาชนจงดูท่าทางบริโภคของท่าน

127
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 128 (เล่ม 42)

คันธเศรษฐี. " ครั้งนั้น สหายจึงกล่าวกะชาวบ้านนอกนั้นว่า " เพื่อนเอ๋ย
ท่าทางบริโภคภัตของคันธเศรษฐี เพื่อนเคยเห็นหรือ ? "
ชาวบ้านนอก. ไม่เคยเห็นเลย เพื่อน.
สหายชาวเมือง. ถ้ากระนั้นมาเถิดเพื่อน เราจักไปด้วยกัน, กลองนี้
เที่ยวไปทั่วพระนคร เราจักดูสมบัติใหญ่.
สหายชาวเมืองได้พาสหายชาวบ้านนอกไปแล้ว. แม้มหาชนก็ได้พา
กันขึ้นเตียงซ้อนเตียงดูอยู่. สหายชาวบ้านนอก พอได้สูดกลิ่นภัต ก็พูด
กับสหายชาวเมืองว่า " กันเกิดกระหายในก้อนภัตในถาดนั่นแล้วละ. "
สหายชาวเมือง. อย่าปรารภก้อนภัตนั้นเลยเพื่อน เราไม่อาจจะ
ได้ดอก.
ชาวบ้านนอก. เพื่อนเอ๋ย เมื่อไม่ได้ ก็จักไม่เป็นอยู่ (ต่อไปละ).
สหายชาวเมืองนั้น เมื่อไม่อาจห้ามสหายชาวบ้านนอกนั้นไว้ได้ ยืน
อยู่ท้ายบริษัท เปล่งเสียงดัง ๓ ครั้งว่า " นาย ฉันไหว้ท่าน " เมื่อคันธ-
เศรษฐีถามว่า " นั่นใคร ? " จึงตอบว่า " ผมครับ นาย. "
เศรษฐี นี่เหตุอะไรกัน.
สหายชาวเมือง. คนบ้านนอกผู้หนึ่งนี้ เกิดกระหายในก้อนภัตใน
ถาดของท่าน, ขอท่านกรุณาให้ก้อนภัตก้อนหนึ่งเถิด.
เศรษฐี. ไม่อาจจะได้ดอก.
สหายชาวเมือง. คำของเศรษฐี เพื่อนได้ยินไหม เพื่อน.
ชาวบ้านนอก. กันได้ยินแล้วเพื่อน เออ ก็กันเมื่อได้ จักเป็นอยู่
เมื่อกันไม่ได้ ความตายจักมี.

128
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 129 (เล่ม 42)

สหายชาวเมืองร้องอีกว่า " นาย ได้ยินว่า ชายคนนี้ เมื่อไม่ได้ก็จัก
ตาย. ขอท่านจงให้ชีวิตแก่เขาเถิด.
คันธเศรษฐี. ท่านผู้เจริญ ชื่อว่าก้อนภัตนี้ ย่อมถึงค่าร้อยหนึ่งก็มี
สองร้อยก็มี, ผู้ใดๆย่อมขอ. เมื่อให้แก่ผู้นั้น ๆ ฉันจักบริโภคอะไร
เล่า ?
สหายชาวเมือง. นาย ชายคนนี้ เมื่อไม่ได้จักตาย, ขอท่านจงให้
ชีวิตแก่เขาเถิด.
คันธเศรษฐี. เขาไม่อาจได้เปล่า ๆ ก็ถ้าเขาเมื่อไม่ได้จักไม่เป็นอยู่
ไซร้ ชายนั้นจงทำการรับจ้างในเรือนของฉัน ๓ ปี, ฉันจักให้ถาดภัต
แก่เขาถาดหนึ่ง.
ชาวชนบทยอมทำการรับจ้างในบ้านเศรษฐี
ชาวบ้านนอกฟังคำนั้นแล้ว จึงพูดกะสหายว่า " อย่างนั้น เอาละ
เพื่อน " ดังนี้แล้ว ได้ละบุตรและภรรยา เข้าไปสู่เรือนของเศรษฐี ด้วย
หมายใจว่า " จักทำการรับจ้างตลอด ๓ ปี. เพื่อประโยชน์แก่ถาดภัต
ถาดหนึ่ง. " เขาเมื่อทำการรับจ้าง ได้ทำกิจทุกอย่างโดยเรียบร้อย. การงาน
ที่ควรทำในบ้าน ในป่า ในกลางวัน กลางคืน ได้ปรากฏว่า เขาทำเสร็จ
เรียบร้อย. เมื่อมหาชนเรียกเขาว่า " นายภัตตภติกะ " คำนั้นได้ปรากฏ
ไปทั่วพระนคร.
กาลต่อมา เมื่อวัน (รับจ้าง) ของนายภัตตภติกะครบบริบูรณ์แล้ว.
ผู้จัดการภัตเรียนว่า " นาย วัน (รับจ้าง) ของนายภัตติภติกะครบบริบูรณ์
แล้ว เขาทำการรับจ้างอยู่ตลอด ๓ ปี ทำกรรมยากที่คนอื่นจะทำได้แล้ว,
การงานแม้สักอย่างหนึ่ง ก็ไม่เคยเสียหาย. " ครั้งนั้น ท่านเศรษฐี ได้สั่ง

129
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 130 (เล่ม 42)

จ่ายทรัพย์ ๓ พันแก่ผู้จัดการภัตนั้น คือสองพัน เพื่อประโยชน์แก่อาหาร
เย็นและอาหารเช้าของตน, พันหนึ่ง เพื่อประโยชน์แก่อาหารเช้าของนาย
ภัตตภติกะนั้น แล้วสั่งคนใช้ว่า " วันนี้ พวกเจ้าจงทำการบริหารที่พึงทำ
แก่เรา แก่นายภัตตภติกะนั้นเถิด. " ก็แลครั้นสั่งแล้ว จึงสั่งแม้กะชนที่
เหลือ เว้นภรรยาเป็นที่รักนามว่าจินดามณีคนเดียว ว่า " วันนี้ พวกเจ้า
จงแวดล้อมนายภัตตภติกะนั้นเถิด . " ดังนี้แล้ว ก็มอบสมบัติทั้งหมดให้แก่
นายภัตตภติกะนั้น.
นายภัตติภติกะเตรียมบริโภคภัต
นายภัตตภติกะ นั่งบนแผ่นกระดานนั้นในซุ้มนั้นนั่นแล อาบ
น้ำด้วยสำหรับอาบของเศรษฐี นุ่งผ้าสาฎกสำหรับนุ่งของเศรษฐีนั่น
แหละ แล้วนั่งบนบัลลังก์ของเศรษฐีนั้นเหมือนกัน. แม้ท่านเศรษฐีก็ใช้
ให้คนเอากลองเที่ยวตีประกาศไปในพระนครว่า " นายภัตตภติกะทำการ
รับจ้างตลอด ๓ ปีในเรือนของคันธเศรษฐี ได้ถาดภัตถาดหนึ่ง, ขอชน
ทั้งหลายจงดูสมบัติแห่งการบริโภคของเขา. มหาชนได้ขึ้นเตียงซ้อนเตียง
ดูอยู่. ที่ๆชายชาวบ้านนอกดูแล้ว ๆก็ได้ถึงอาการหวั่นไหว. พวก
นักฟ้อนได้ยืนล้อมนายภัตตภติกะนั้น. พวกคนใช้ยกถาดภัตถาดหนึ่ง ตั้ง
ไว้ข้างหน้าของนายภัตตภติกะนั้นแล้ว.
ครั้งนั้น ในเวลาที่นายภัตตภติกะนั้นล้างมือ พระปัจเจกพุทธเจ้า
องค์หนึ่งที่ภูเขาคันธมาทน์ ออกจากสมาบัติในวันที่ ๗ แล้ว ใคร่ครวญ
อยู่ว่า " วันนี้ เราจักไปเพื่อประโยชน์แก่ภิกขาจารในที่ไหนหนอแล ? ก็ได้
เห็นนายภัตตภติกะแล้ว. ครั้งนั้น ท่านพิจารณาต่อไปอีกว่า " นาย
ภัตตภติกะนี้ ทำการรับจ้างถึง ๓ ปี จึงได้ถาดภัต. ศรัทธาของเขามี

130
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 131 (เล่ม 42)

หรือไม่มีหนอ ? ใคร่ครวญไปก็ทราบได้ว่า " ศรัทธาของเขามีอยู่ " คิดไป
อีกว่า " คนบางพวก ถึงมีศรัทธา ก็ไม่อาจเพื่อทำการสงเคราะห์ได้.
นายภัตตภติกะนี้ จักอาจหรือไม่หนอ เพื่อจะทำการสงเคราะห์เรา ? "
ก็รู้ว่า " นายภัตตภติกะ จักอาจทีเดียว ทั้งจักได้มหาสมบัติเพราะอาศัย
เหตุคือการสงเคราะห์แก่เราด้วย " ดังนี้แล้ว จึงห่มจีวรถือบาตร เหาะขึ้น
สู่เวหาสไปโดยระหว่างบริษัท แสดงตนยืนอยู่ข้างหน้าแห่งนายภัตตภติกะ
นั้นนั่นแล.
นายภัตตภติกะถวายภัตแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า
นายภัตตภติกะนั้น เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว คิดว่า " เราได้ทำ
การรับจ้างในเรือนคนอื่นถึง ๓ ปี ก็เพื่อประโยชน์แก่ถาดภัตถาดเดียว
เพราะความที่เราไม่ได้ให้ทานในกาลก่อน. บัดนี้ ภัตนี้ของเราพึงรักษา
เราก็เพียงวันหนึ่งคืนหนึ่ง, ก็ถ้าเราจักถวายภัตนั้นแก่พระผู้เป็นเจ้า ภัต
จักรักษาเราไว้มิใช่พันโกฏิกัลป์เดียว เราจักถวายภัตนั้นแก่พระผู้เป็น
เจ้าละ." นายภัตตภติกะนั้น ทำการรับจ้างตลอด ๓ ปี ได้ถาดภัตแล้ว
ไม่ทันวางภัตแม้ก้อนเดียวในปาก บรรเทาความอยากได้ ยกถาดภัตขึ้น
เองทีเดียว ไปสู่สำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้า ให้ถาดในมือของคนอื่น
แล้ว ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้ว เอามือซ้ายจับถาดภัต เอามือขวา
เกลี่ยภัตลงในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น. พระปัจเจกพุทธเจ้าได้
เอามือปิดบาตรเสีย ในเวลาที่ภัตยังเหลืออยู่กึ่งหนึ่ง.
ครั้งนั้น นายภัตตภติกะนั้นเรียนท่านว่า " ท่านขอรับ ภัตส่วน
เดียวเท่านั้น ผมไม่อาจเพื่อจะเเบ่งเป็น ๒ ส่วนได้, ท่านอย่าสงเคราะห์

131
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 132 (เล่ม 42)

ผมในโลกนี้เลย. ขอจงทำการสงเคราะห์ในปรโลกเถิด. ผมจักถวายทั้งหมด
ทีเดียว ไม่ให้เหลือ."
ทานที่ถวายไม่เหลือมีผลมาก
จริงอยู่ ทานที่บุคคลถวายไม่เหลือไว้เพื่อตนแม้แต่น้อยหนึ่ง ชื่อว่า
ทานไม่มีส่วนเหลือ. ทานนั้นย่อมมีผลมาก. นายภัตตภติกะนั้น เมื่อทำ
อย่างนั้น จึงได้ถวายหมด ไหว้อีกแล้ว เรียนว่า " ท่านขอรับ ผมอาศัย
ถาดภัตถาดเดียว ต้องทำการรับจ้างในเรือนของคนอื่นถึง ๓ ปี ได้เสวย
ทุกข์แล้ว. บัดนี้ ขอความสุขจงมีแก่กระผมในที่ที่บังเกิดแล้วเถิด. ขอ
กระผมพึงมีส่วนแห่งธรรมที่ท่านเห็นแล้วเถิด. " พระปัจเจกพุทธเจ้า
กล่าวว่า " ขอจงสมคิด เหมือนแก้วสารพัดนึก ความดำริอันให้ความใคร่
ทุกอย่าง จงบริบูรณ์แก่ท่าน เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญฉะนั้น " เมื่อ
จะทำอนุโมทนา จึงกล่าวว่า
"สิ่งที่ท่านมุ่งหมายแล้ว จงสำเร็จพลันทีเดียว,
ความดำริทั้งปวง จงเต็มเหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญ.
สิ่งที่ท่านมุ่งหมายแล้ว จงสำเร็จพลันทีเดียว. ความ
ดำริทั้งปวง จงเต็มเหมือนแก้วมณีโชติรส ฉะนั้น "
ดังนี้แล้ว อธิษฐานว่า " ขอมหาชนนี้ จงยืนเห็นเราจนกระทั่งถึงเขาคันธ-
มาทน์เถิด." ได้ไปสู่ภูเขาคันธมาทน์โดยอากาศแล้ว. ถึงมหาชนก็ได้ยืนเห็น
ท่านอยู่นั่นแหละ. พระปัจเจกพุทธเจ้า ไปภูเขาคันธมาทน์แล้ว ได้แบ่ง
บิณฑบาตนั้นถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ รูป พระปัจเจกพุทธเจ้า
ทุก ๆ รูป ได้รับเอาภัตเพียงพอแก่ตน ๆ แล้ว ใคร ๆ ไม่พึงคิดว่า

132
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 133 (เล่ม 42)

" บิณฑบาตเล็กน้อยจะพอเพียงอย่างไร ? " ด้วยว่าอจินไตย ๔ อย่าง พระ-
ผู้มีพระเจ้าตรัสไว้แล้ว, ในอจินไตย ๔ เหล่านั้น นี้ก็เป็นปัจเจกพุทธ-
วิสัยแล.
คันธเศรษฐีแบ่งทรัพย์ให้นายภัตตภติกะ
มหาชน เห็นบิณฑบาตที่พระปัจเจกพุทธเจ้าเเบ่งถวายแก่พระปัจ-
เจกพุทธเจ้าทั้งหลายอยู่ ก็ได้พากันยังพันแห่งสาธุการให้เป็นไปเเล้ว.
เสียงสาธุการได้เป็นประหนึ่งเสียงอสนีบาต. คันธเศรษฐีได้ยินเสียงนั้นแล้ว
จึงคิดว่า " นายภัตติภติกะเห็นจะไม่สามารถทรงสมบัติเราให้แล้วได้.
เพราะเหตุนั้น มหาชนนี้ เมื่อทำการหัวเราะเยาะจึงได้อื้อฉาวขึ้น. ท่าน
เศรษฐีนั้น ส่งคนไปเพื่อทราบเรื่องราวที่เป็นไปแล้ว. คนเหล่านั้น มาแล้ว
บอกว่า " นายขอรับ ธรรมดาผู้ทรงสมบัติ ย่อมเป็นเห็นปานนี้ " ดังนี้แล้ว
จึงบอกเรื่องราวที่เป็นไปแล้วนั้น.
เศรษฐี ฟังเรื่องนั้นแล้ว เป็นผู้มีสรีระอันปีติมีวรรณะ ๕ ถูกต้อง
แล้ว จึงกล่าวว่า " น่าอัศจรรย์ นายภัตตภติกะนั้น ทำสิ่งที่บุคคลทำได้
โดยยากแล้ว. เราดำรงอยู่ในสมบัติเห็นปานนี้ ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้
ยังไม่ได้อาจเพื่อให้สิ่งไรได้ " ดังนี้แล้ว จึงให้เรียกนายภัตตภติกะนั้นมา
แล้ว ถามว่า " ได้ยินว่า เธอทำกรรมชื่อนี้จริงหรือ ? " เมื่อเขาตอบว่า
" ขอรับ นาย " จึงกล่าวว่า " เอาเถิด เธอจงถือเอาทรัพย์พันหนึ่งแล้วแบ่ง
ส่วนบุญในทานของเธอให้ฉันบ้าง. " นายภัตตภติกะนั้น ได้ทำตามนั้น
แล้ว. แม้เศรษฐีก็ได้แบ่งครึ่งทรัพย์สมบัติอันเป็นของ ๆ ตนทั้งหมด
ให้แก่นายภัตตภติกะนั้น.

133