ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 24 (เล่ม 42)

๕. เรื่องภิกษุไม่ถนอมบริขาร [๙๙]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง
ผู้ไม่ถนอมบริขาร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " มาวมญฺเญถ ปาปสฺส "
เป็นต้น.
ของสงฆ์ใช้เเล้วควรรีบเก็บ
ได้ยินว่า ภิกษุนั้น ใช้สอยบริขารอันต่างด้วยเตียงและตั่งเป็นต้น
อย่างใดอย่างหนึ่ง ในภายนอกแล้ว ทิ้งไว้ในที่นั้นนั่นเอง. บริขารย่อม
เสียหายไป เพราะฝนบ้าง แดดบ้าง พวกสัตว์มีปลวกเป็นต้นบ้าง. ภิกษุ
นั้น เมื่อพวกภิกษุกล่าวเตือนว่า " ผู้มีอายุ ธรรมดาบริขาร ภิกษุควร
เก็บงำมิใช่หรือ ? " กลับกล่าวว่า " กรรมที่ผมทำนั่นนิดหน่อย ผู้มีอายุ,
บริขารนั่นไม่มีจิต, ความวิจิตรก็ไม่มี " ดังนี้แล้ว (ยังขืน) ทำอยู่อย่างนั้น
นั่นแลอีก. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลกิริยา (การ) ของเธอแด่พระศาสดา.
พระศาสดารับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุ ข่าวว่า
เธอทำอย่างนั้นจริงหรือ ? " เธอแม้ถูกพระศาสดาตรัสถามแล้ว ก็กราบ-
ทูลอย่างดูหมิ่นอย่างนั้นนั่นแหละว่า " ข้าเเต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนั้น
จะเป็นอะไร, ข้าพระองค์ทำกรรมเล็กน้อย. บริขารนั้น ไม่มีจิต. ความ
วิจิตรก็ไม่มี. "
อย่าดูหมิ่นกรรมชั่วว่านิดหน่อย
ทีนั้น พระศาสดาตรัสกับเธอว่า " อันภิกษุทั้งหลายทำอย่างนั้น
ย่อมไม่ควร, ขึ้นชื่อว่าบาปกรรม ใคร ๆ ไม่ควรดูหมิ่นว่า นิดหน่อย;

24
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 25 (เล่ม 42)

เหมือนอย่างว่า ภาชนะที่เขาเปิดปากตั้งไว้กลางแจ้ง เมื่อฝนตกอยู่ ไม่
เต็มได้ด้วยหยาดน้ำหยาดเดียวโดยแท้, ถึงกระนั้น เมื่อฝนตกอยู่บ่อย ๆ
ภาชนะนั้นย่อมเต็มได้เเน่ ๆ ฉันใด. บุคคลผู้ทำบาปกรรมอยู่ ย่อมทำกอง
บาปให้ใหญ่โตขึ้นโดยลำดับได้อย่างแน่ ๆ ฉันนั้นเหมือนกัน " ดังนี้แล้ว.
เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
๕. มาวมญฺเญถ ปาปสฺส น มตฺตํ อาคมิสฺสติ
อุทพินฺทุนิปาเตน อุทกุมฺโภปิ ปูรติ
อาปูรติ พาโล ปาปสฺส โถกํ โถกํปิ อาจินํ.
" บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบาปว่า ่บาปมีประมาณ
น้อยจักไม่มาถึง ' แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่
ตกลง (ทีละหยาดๆ) ได้ฉันใด, ชนพาลเมื่อสั่งสม
บาปแม้ทีละน้อย ๆ ย่อมเต็มด้วยบาปได้ ฉันนั้น. "
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาวมญฺเญถ ความว่า บุคคลไม่ควร
ดูหมิ่น.
บทว่า ปาปสฺส แปลว่า ซึ่งบาป.
บาทพระคาถาว่า น มตฺตํ อาคมิสฺสติ ความว่า บุคคลไม่ควรดูหมิ่น
บาปอย่างนั้นว่า " เราทำบาปมีประมาณน้อย, เมื่อไร บาปนั่นจักเผล็ด
ผล ? "
บทว่า อุทกุมฺโภปิ ความว่า ภาชนะดินชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เขา
เปิดปากทิ้งไว้ในเมื่อฝนตกอยู่ ย่อมเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลงแม้ทีละหยาดๆ

25
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 26 (เล่ม 42)

โดยลำดับได้ฉันใด. บุคคลเขลา เมื่อสั่งสมคือเมื่อพอกพูนบาปแม้ทีละ
น้อย ๆ ย่อมเต็มด้วยบาปได้ฉันนั้นเหมือนกัน.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้นแล้ว. แม้พระศาสดา ก็ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ว่า " ภิกษุ
ลาดที่นอน (ของสงฆ์) ไว้ในที่แจ้งแล้ว ไม่เก็บไว้ตามเดิมต้องอาบัติชื่อนี้ "
ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุไม่ถนอมบริขาร จบ.

26
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 27 (เล่ม 42)

๖. เรื่องเศรษฐีชื่อพิฬาลปทกะ [๑๐๐]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภเศรษฐีชื่อ
พิฬาลปทกะ (เศรษฐีตีนแมว) ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " มาวมญฺเญถ
ปุญฺญสฺส เป็นต้น.
ให้ทานองและชวนคนอื่น ได้สมบัติ ๒ อย่าง
ความพิสดารว่า สมัยหนึ่ง ชาวเมืองสาวัตถีพากันถวายทานแด่
ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน โดยเนื่องเป็นพวกเดียวกัน. อยู่มา
วันหนึ่ง พระศาสดา เมื่อจะทรงทำอนุโมทนา ตรัสอย่างนี้ว่า " อุบาสก
อุบาสิกาทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้ทานด้วยตน, (แต่) ไม่ชัก-
ชวนผู้อื่น. เขาย่อมได้โภคสมบัติ, (แต่) ไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่แห่ง
ตนเกิดแล้ว ๆ; บางคนไม่ให้ทานด้วยตน. ชักชวนแต่คนอื่น. เขาย่อม
ได้บริวารสมบัติ (แต่) ไม่ได้โภคสมบัติในที่แห่งตนเกิดแล้ว ๆ; บางคน
ไม่ให้ทานด้วยตนด้วย ไม่ชักชวนคนอื่นด้วย. เขาย่อมไม่ได้โภคสมบัติ
ไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้ว ๆ; เป็นคนเที่ยวกินเดน บาง
คน ให้ทานด้วยคนด้วย ชักชวนคนอื่นด้วย,. เขาย่อมได้ทั้งโภคสมบัติ
และบริวารสมบัติ ในที่แห่งคนเกิดแล้ว ๆ."
บัณฑิตเรี่ยไรของทำบุญ
ครั้งนั้น บัณฑิตบุรุษผู้หนึ่ง ฟังธรรมเทศนานั้นแล้ว คิดว่า " โอ !
เหตุนี้น่าอัศจรรย์, บัดนี้ เราจักทำกรรมที่เป็นไปเพื่อสมบัติทั้งสอง," จึง
กราบทูลพระศาสดาในเวลาเสด็จลุกไปว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พรุ่งนี้
ขอพระองค์จงทรงรับภิกษาขอพวกข้าพระองค์."

27
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 28 (เล่ม 42)

พระศาสดา. ก็ท่านมีความต้องการด้วยภิกษุสักเท่าไร ?
บุรุษ. ภิกษุทั้งหมด พระเจ้าข้า.
พระศาสดาทรงรับแล้ว. แม้เขาก็เข้าไปยังบ้าน เที่ยวป่าวร้องว่า
"ข้าแต่แม่และพ่อทั้งหลาย ข้าพเจ้านิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น
ประธาน เพื่อฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้, ผู้ใดอาจถวายแก่ภิกษุทั้งหลายมี
ประมาณเท่าใด, ผู้นั้นจงให้วัตถุต่าง ๆ มีข้าวสารเป็นต้น เพื่อประโยชน์
แก่อาหารมียาคูเป็นต้น เพื่อภิกษุทั้งหลายมีประมาณเท่านั้น, พวกเราจัก
ให้หุงต้มในที่แห่งเดียวกันแล้วถวายทาน"
เหตุที่เศรษฐีชื่อว่าพิฬาลปทกะ
ทีนั้น เศรษฐีคนหนึ่ง เห็นบุรุษนั้นมาถึงประตูร้านตลาดของตน
ก็โกรธว่า "เจ้าคนนี้ ไม่นิมนต์ภิกษุแต่พอ (กำลัง) ของตน ต้องมา
เที่ยวชักชวนชาวบ้านทั้งหมด (อีก)," จึงบอกว่า "แกจงนำเอาภาชนะ
ที่แกถือมา" ดังนี้แล้ว เอานิ้วมือ ๓ นิ้วหยิบ ได้ให้ข้าวสารหน่อยหนึ่ง,
ถั่วเขียว ถั่วราชมาษก็เหมือนกันแล. ตั้งแต่นั้น เศรษฐีนั้นจึงมีชื่อว่า
พิฬาลปทกเศรษฐี. แม้เมื่อจะให้เภสัชมีเนยใสและน้ำอ้อยเป็นต้น ก็เอียง
ปากขวดเข้าที่หม้อ ทำให้ปากขวดนั้นติดเป็นอันเดียวกัน ให้เภสัชมีเนยใส
และน้ำอ้อยเป็นต้นไหลลงทีละหยด ๆ ได้ให้หน่อยหนึ่งเท่านั้น.
อุบาสกทำวัตถุทานที่คนอื่นให้โดยรวมกัน (แต่) ได้ถือเอาสิ่งของ
ที่เศรษฐีนี้ให้ไว้แผนกหนึ่งต่างหาก.
เศรษฐีให้คนสนิทไปดูการทำของบุรุษผู้เรี่ยไร
เศรษฐีนั้น เห็นกิริยาของอุบาสกนั้นแล้ว คิดว่า " ทำไมหนอ
เจ้าคนนี้จึงรับสิ่งของที่เราให้ไว้แผนกหนึ่ง ? " จึงส่งจูฬุปัฏฐากคนหนึ่ง

28
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 29 (เล่ม 42)

ไปข้างหลังเขา ด้วยสั่งว่า " เจ้าจงไป, จงรู้กรรมที่เจ้านั่นทำ." อุบาสก
นั้นไปแล้ว กล่าวว่า " ขอผลใหญ่จงมีแก่เศรษฐี." ดังนี้แล้วใส่ข้าวสาร
๑-๒ เมล็ด เพื่อประโยชน์ แก่ยาคู ภัต และขนม, ใส่ถั่วเขียวถั่วราชมาษ
บ้าง หยาดน้ำมันและหยาดน้ำอ้อยเป็นต้นบ้าง ลงในภาชนะทุก ๆ ภาชนะ.
จูฬุปัฏฐากไปบอกแก่เศรษฐีแล้ว. เศรษฐีฟังคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า " หาก
เจ้าคนนั้นจักกล่าวโทษเราในท่ามกลางบริษัทไซร้, พอมันเอ่ยชื่อของเรา
ขึ้นเท่านั้น เราจักประหารมันให้ตาย." ในวันรุ่งขึ้น จึงเหน็บกฤชไว้ใน
ระหว่างผ้านุ่งแล้ว ได้ไปยืนอยู่ที่โรงครัว.
ฉลาดพูดทำให้ผู้มุ่งร้ายกลับอ่อนน้อม
บุรุษนั้น เลี้ยงดูภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วกราบ
ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ชักชวนมหา-
ชนถวายทานนี้, พวกมนุษย์ข้าพระองค์ชักชวนแล้วในที่นั้น ได้ให้ข้าวสาร
เป็นต้นมากบ้างน้อยบ้าง ตามกำลังของตน, ขอผลอันไพศาลจงมีแก่
มหาชนเหล่านั้นทั้งหมด."
เศรษฐีได้ยินคำนั้นแล้ว คิดว่า " เรามาด้วยตั้งใจว่า ' พอมันเอ่ย
ชื่อของเราขึ้นว่า ' เศรษฐีชื่อโน้นถือเอาข้าวสารเป็นต้นด้วยหยิบมือให้,'
เราก็จักฆ่าบุรุษนี้ ให้ตาย, แต่บุรุษนี้ ทำทานให้รวมกันทั้งหมด แล้ว
กล่าวว่า ' ทานที่ชนเหล่าใดตวงด้วยทะนานเป็นต้นแล้วให้ก็ดี, ทานที่
ชนเหล่าใดถือเอาด้วยหยิบมือแล้วให้ก็ดี, ขอผลอันไพศาล จงมีแก่ชน
เหล่านั้นทั้งหมด,' ถ้าเราจักไม่ให้บุรุษเห็นปานนี้อดโทษไซร้, อาชญา
ของเทพเจ้าจักตกลงบนศีรษะของเรา." เศรษฐีนั้นหมอบลงแทบเท้าของ

29
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 30 (เล่ม 42)

อุบาสกนั้นแล้วกล่าวว่า " นาย ขอนายจงอดโทษให้ผมด้วย," และถูก
อุบาสกนั้นถามว่า "นี้อะไรกัน ? " จึงบอกเรื่องนั้นทั้งหมด.
พระศาสดาทรงเห็นกิริยานั้นแล้ว ตรัสถามผู้ขวนขวายในทานว่า
" นี่อะไรกัน ? " เขากราบทูลเรื่องนั้นทั้งหมดตั้งแต่วันที่แล้ว ๆ มา.
อย่าดูหมิ่นบุญว่านิดหน่อย
ทีนั้น พระศาสดาตรัสถามเศรษฐีนั้นว่า " นัยว่า เป็นอย่างนั้น
หรือ ? เศรษฐี." เมื่อเขากราบทูลว่า " อย่างนั้น พระเจ้าข้า. " ตรัสว่า
" อุบาสก ขึ้นชื่อว่าบุญ อัน ใคร ๆ ไม่ควรดูหมิ่นว่า 'นิดหน่อย.' อัน
บุคคลถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเช่นเราเป็นประธานแล้ว ไม่
ควรดูหมิ่นว่า 'เป็นของนิดหน่อย.' ด้วยว่า บุรุษผู้บัณฑิต ทำบุญอยู่
ย่อมเต็มไปด้วยบุญโดยลำดับแน่แท้ เปรียบเหมือนภาชนะที่เปิดปาก ย่อม
เต็มไปด้วยน้ำ ฉะนั้น." ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึง
ตรัสพระคาถานี้ว่า
๖. มาวมญฺเญถ ปุญญสฺส น มตฺตํ อาคมิสฺสติ
อุทพินฺทุนิปาเตน อุทกุมฺโภปิ ปูรติ
อาปูรติ ธีโร ปุญฺญสฺส โถกํ โถกํปิ อาจินํ.
" บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญว่า 'บุญมีประมาณน้อย
จักไม่มาถึง' แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมา
(ทีละหยาดๆ)ได้ฉันใด, ธีรชน (ชนผู้มีปัญญา) สั่ง-
สมบุญแม้ทีละน้อย ๆ ย่อมเต็มด้วยบุญได้ฉันนั้น."
แก้อรรถ
เนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า " มนุษย์ผู้บัณฑิต ทำบุญแล้วอย่า

30
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 31 (เล่ม 42)

ดูหมิ่น คือไม่ควรดูถูกบุญ อย่างนี้ว่า " เราทำบุญมีประมาณน้อย บุญมี
ประมาณน้อยจักมาถึง ด้วยอำนาจแห่งวิบากก็หาไม่. เมื่อเป็นเช่นนี้
กรรมนิดหน่อยจักเห็นเราที่ไหน ? หรือว่าเราจักเห็นกรรมนั้นที่ไหน ?
เมื่อไรบุญนั่นจักเผล็ดผล ? เหมือนอย่างว่า ภาชนะดินที่เขาเปิดฝาตั้งไว้
ย่อมเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมา (ทีละหยาด ๆ) ไม่ขาดสายได้ ฉันใด,
ธีรชน คือบุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อสั่งสมบุญทีละน้อย ๆ ชื่อว่าเต็มด้วยบุญ
ได้ ฉันนั้น."
ในกาลจบเทศนา เศรษฐีนั้นบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว. พระธรรม-
เทศนาได้มีประโยชน์แม้เเก่บริษัทที่มาประชุมกัน ดังนี้แล.
เรื่องเศรษฐีชื่อพิฬาลปทกะ จบ.

31
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 32 (เล่ม 42)

๗. เรื่องมหาธนวาณิช [๑๐๑]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพ่อค้ามีทรัพย์
มาก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "วาณิโชว ภยํ มคฺคํ" เป็นต้น.
พ่อค้านิมนต์ภิกษุ ๕๐๐ เดินทางร่วม
ดังได้สดับมา พวกโจร ๕๐๐ คน แสวงหาช่องในเรือนของพ่อค้า
นั้น ไม่ได้(ช่อง) แล้ว. โดยสมัยอื่น พ่อค้านั้นบรรทุกเกวียน ๕๐๐ เล่ม
ให้เต็มด้วยสิ่งของแล้ว ให้เผดียงแก่ภิกษุทั้งหลายว่า " เราจะไปสู่ที่ชื่อ
โน้นเพื่อค้าขาย พระผู้เป็นเจ้าเหล่าใดประสงค์จะไปสู่ที่นั้น. ขอนิมนต์
พระผู้เป็นเจ้าเหล่านั้นจงออกไป. จักไม่ลำบากด้วยภิกษาในหนทาง. "
ภิกษุ ๕๐๐ รูปฟังคำนั้นแล้ว ได้เดินทางไปกับพ่อค้านั้น. โจรแม้เหล่านั้น
ได้ข่าวว่า " ได้ยินว่า พ่อค้านั้นออกไปแล้ว " ได้ไปซุ่มอยู่ในดง.
ฝ่ายพ่อค้าไปแล้ว ยึดเอาที่พักใกล้บ้านแห่งหนึ่งที่ปากดง จัดแจง
โคและเกวียนเป็นต้นสิ้น ๒-๓ วัน และถวายภิกษาแก่ภิกษุเหล่านั้นเป็น
นิตย์เทียว.
พวกโจรให้คนใช้ไปสืบข่าวพ่อค้า
พวกโจร เมื่อพ่อค้านั้นล่าช้าอยู่ จึงส่งบุรุษคนหนึ่งไปด้วยสั่งว่า
" เจ้าจงไป. จงรู้วันออก (เดินทาง) ของพ่อค้านั้นแล้วจงมา. " บุรุษ
นั้นไปถึงบ้านนั้นแล้ว ถามสหายคนหนึ่งว่า " พ่อค้าจักออกไปเมื่อไร "
สหายนั้นตอบว่า " โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน " ดังนี้แล้วกล่าวว่า " ก็
ท่านถามเพื่ออะไร ? "

32
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 33 (เล่ม 42)

ทีนั้น บุรุษนั้นบอกแก่เขาว่า " พวกข้าพเจ้าเป็นโจร ๕๐๐ ซุ่มอยู่
ในดงเพื่อต้องการพ่อค้านั่น." ฝ่ายสหาย กล่าวว่า " ถ้าเช่นนั้น ท่านจง
ไป. พ่อค้าจักออกไปโดยเร็ว " ส่งบุรุษนั้นไปแล้ว คิดว่า " เราจักห้าม
พวกโจรหรือพ่อค้าดีหนอ ? " ตกลงใจว่า " ประโยชน์อะไรของเราด้วย
พวกโจร ภิกษุ ๕๐๐ รูปอาศัยพ่อค้าเป็นอยู่. เราจักให้สัญญาแก่พ่อค้า "
แล้วได้ไปสู่สำนักของพ่อค้านั้น ถามว่า " ท่านจักไปเมื่อไร " พ่อค้า
ตอบว่า ในวันที่ ๓ " กล่าวว่า " ท่านจงทำตามคำของข้าพเจ้า, ได้ยิน
ว่าพวกโจร ๕๐๐ ซุ่มอยู่ในดงเพื่อต้องการตัวท่าน, ท่านอย่าเพิ่งไปก่อน. "
พ่อค้าถูกสกัดต้องพักอยู่ในระหว่างทาง
พ่อค้า. ท่านรู้อย่างไร ?
บุรุษสหาย. เพื่อนของข้าพเจ้ามีอยู่ในระหว่างพวกโจรเหล่านั้น.
ข้าพเจ้ารู้เพราะคำบอกเล่าของเขา.
พ่อค้า. ถ้าเช่นนั้น ประโยชน์อะไรของเราด้วยการไปจากที่นี้.
เราจักกลับไปเรือนละ.
เมื่อพ่อค้านั้นชักช้า บุรุษที่พวกโจรเหล่านั้นส่งมาอีก มาถึงแล้ว
ถามสหายนั้น ได้ฟังความเป็นไปนั้นแล้ว ไปบอกแก่พวกโจรว่า " ได้
ยินว่า พ่อค้าจักกลับคืนไปเรือนทีเดียว. " พวกโจรฟังคำนั้นแล้ว ได้
ออกจากดงนั้นไปซุ่มอยู่ริมหนทางนอกนี้. เมื่อพ่อค้านั้นชักช้าอยู่ โจร
เหล่านั้นก็ส่งบุรุษไปในสำนักของสหายแม้อีก. สหายนั้นรู้ความที่พวกโจร
ชุ่มอยู่ในที่นั้นแล้ว ก็แจ้งแก่พ่อค้าอีก.
พ่อค้าคิดว่า " แม้ในที่นี่ ความขาดแคลน (ด้วยอะไร ๆ) ของ
เราก็ไม่มี, เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจักไม่ไปข้างโน้น ไม่ไปข้างนี้, จักอยู่ที่นี่

33