ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 501 (เล่ม 41)

ตอบว่า "ชื่อโน้นจ้ะ." รู้ความที่นางยังไม่มีสามีแล้ว จึงเก็บทรัพย์นำนาง
มาเพื่อนบุตรของตน ให้รับทรัพย์ ๔๐ โกฏิไว้. ทรัพย์ทั้งหมดได้กลาย
เป็นเงินและทองดังเดิม.
สมัยอื่นอีกนางตั้งครรภ์. โดยกาลล่วงไป ๑๐ เดือน นางคลอดบุตร
แล้ว. บุตรนั้นได้ทำกาละแล้วในเวลาเดินได้. นางห้ามพวกชนที่จะนำ
บุตรนั้นไปเผา เพราะนางไม่เคยเห็นความตาย อุ้มร่างบุตรผู้ตายแล้วด้วย
สะเอว ด้วยหวังว่า "จักถามถึงยา เพื่อบุตรเรา" เที่ยวถามไปตามลำดับ
เรือนว่า "ท่านทั้งหลายรู้จักยาเพื่อบุตรของฉันบ้างไหมหนอ ?" ทีนั้น
คนทั้งหลายพูดกับนางว่า " แม่ เจ้าเป็นบ้าแล้วหรือ ? เจ้าเที่ยวถามถึง
ยาเพื่อบุตรที่ตายแล้ว." นางสำคัญว่า "จักได้คนผู้รู้จักยาเพื่อบุตรของเรา
แน่แท้" จึงเที่ยวไป.
ทีนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิตคนหนึ่ง เห็นนางแล้วคิดว่า "ธิดาของ
เรานี้จักคลอดบุตรคนแรก ไม่เคยเห็นความตาย, เราเป็นที่พึ่งของหญิง
นี้ย่อมควร" จึงกล่าวว่า "แม่ ฉันไม่รู้จักยา, แต่ฉันรู้จักคนผู้รู้ยา."
นางโคตมี. ใครรู้ ? พ่อ.
บัณฑิต. แม่ พระศาสดาทรงทราบ, จงไปทูลถามพระองค์เถิด
นางกล่าวว่า "พ่อ ฉันจักไป, จักทูลถาม พ่อ" ดังนั้นแล้วเข้าไป
เฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่สุดข้างหนึ่ง ทูลถามว่า "ทราบ
ว่า พระองค์ทรงทราบยาเพื่อบุตรของหม่อมฉันหรือ ? พระเจ้าข้า."
พระศาสดา. เออ เรารู้.
นางโคตมี. ได้อะไร ? จึงควร.
พระศาสดา. ได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดสักหยิบมือหนึ่ง ควร.

501
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 502 (เล่ม 41)

นางโคตมี. จักได้ พระเจ้าข้า, แต่ได้ในเรือนใคร ? จึงควร.
พระศาสดา. บุตรหรือธิดาไร ๆ ในเรือนของผู้ใด ไม่เคยตาย.
ได้ในเรือนของผู้นั้น จึงควร.
นางทูลรับว่า " ดีละ พระเจ้าข้า" แล้วถวายบังคมพระศาสดา
อุ้มบุตรผู้ตายแล้วด้วยสะเอวเข้าไปภายในบ้าน ยืนที่ประตูเรือนหลังแรก
กล่าวว่า " เมล็ดพันธุ์ผักกาดในเรือนนี้ มีบ้างไหม ? ทราบว่านั่นเป็น
ยาเพื่อบุตรของฉัน." เมื่อเขาตอบว่า "มี" จึงกล่าวว่า " ถ้าอย่างนั้น
จงให้เถิด," เมื่อคนเหล่านั้นนำเมล็ดพันธุ์ผักกาดมาให้, จึงถามว่า " ใน
เรือนนี้ บุตรหรือธิดาเคยตายไม่มีบ้างหรือ ? แม่" เมื่อเขาตอบว่า "พูด
อะไร ? แม่ เพราะคนเป็นมีเล็กน้อย, คนตายนั้นแหละมีมาก." จึงกล่าว
ว่า "ถ้าอย่างนั้น จงรับเมล็ดพันธุ์ผักกาดของท่านไปเถิด, นั่นไม่เป็นยา
เพื่อบุตรของฉัน" แล้วได้ให้คืนไป; เที่ยวถามโดยทำนองนี้ ตั้งแต่เรือน
หลังต้น. นางไม่รับเมล็ดพันธุ์ผักกาดแม้ในเรือนหลังหนึ่ง ในเวลาเย็น
คิดว่า "โอ กรรมหนัก, เราได้ทำความสำคัญว่า 'บุตรของเราเท่านั้น
ตาย,' ก็ในบ้านทั้งสิ้น คนที่ตายเท่านั้นมากกว่าคนเป็น." เมื่อนางคิดอยู่
อย่างนี้ หัวใจที่อ่อนด้วยความรักบุตร ได้ถึงความแข็งแล้ว. นางทิ้งบุตร
ไว้ในป่า ไปยังสำนักพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ได้ยืน ณ ที่สุดข้าง
หนึ่ง.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะนางว่า "เธอได้เมล็ดพันธุ์ผักกาด
ประมาณหยิบมือหนึ่งแล้วหรือ ?"
นางโคตมี. ไม่ได้ พระเจ้าข้า, เพราะในบ้านทั้งสิ้น คนตายนั้น
แหละมากกว่าคนเป็น.

502
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 503 (เล่ม 41)

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะนางว่า "เธอเข้าใจว่า 'บุตรของ
เราเท่านั้นตาย,' ความตายนั่นเป็นธรรมยั่งยืนสำหรับสัตว์ทั้งหลาย, ด้วย
ว่า มัจจุราชฉุดคร่าสัตว์ทั้งหมด ผู้มีอัธยาศัยยังไม่เต็มเปี่ยมนั่นแลลงใน
สมุทรคืออบาย ดุจห้วงน้ำใหญ่ฉะนั้น" เมื่อจะทรงแสดงธรรมจึงตรัส
พระคาถานี้ว่า :-
"มฤตยู ย่อมพาชนผู้มัวเมาในบุตรและสัตว์
ของเลี้ยง ผู้มีใจซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ไป ดุจ
ห้วงน้ำใหญ่ พัดชาวบ้านผู้หลับไหลไปฉะนั้น."
ในกาลจบคาถา นางกิสาโคตมีดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล, แม้ชน
เหล่าอื่นเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล
นางบวชในพุทธศาสนา
ฝ่ายนางกิสาโคตมีนั้นทูลขอบรรพชากะพระศาสดาแล้ว. พระศาสดา
ทรงส่งไปยังสำนักของนางภิกษุณีให้บรรพชาแล้ว. นางได้อุปสมบทแล้ว
ปรากฏชื่อว่า " กิสาโคตมีเถรี."
วันหนึ่ง นางถึงวาระในโรงอุโบสถ นั่งตามประทีปเห็นเปลวประทีป
ลุกโพลงขึ้นและหรี่ลง๑ ได้ถือเป็นอารมณ์ว่า " สัตว์เหล่านั้นก็อย่างนั้น
เหมือนกัน เกิดขึ้นและดับไปดังเปลวประทีป, ผู้ถึงพระนิพพาน ไม่
ปรากฏอย่างนั้น."
พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎีนั่นแล ทรงแผ่พระรัศมีไป ดัง
นั่งตรัสตรงหน้านาง ตรัสว่า "อย่างนั้นแหละโคตมี สัตว์เหล่านั้น ย่อม
เกิดและดับเหมือนเปลวประทีป, ถึงพระนิพพานแล้ว ย่อมไม่ปรากฏ
๑. ภิชฺชนฺติโย.

503
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 504 (เล่ม 41)

อย่างนั้น; ความเป็นอยู่แม้เพียงขณะเดียว ของผู้เห็นพระนิพพาน ประ-
เสริฐกว่าความเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ของผู้ไม่เห็นพระนิพพานอย่างนั้น" ดังนี้
แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑๓. โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ อมตํ ปทํ
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสฺสโต อมตํ ปทํ.
"ก็ผู้ใด ไม่เห็นบทอันไม่ตาย พึงเป็นอยู่ ๑๐๐
ปี, ความเป็นอยู่วันเดียว ของผู้เห็นบทอันไม่ตาย
ประเสริฐกว่า ความเป็นอยู่ของผู้นั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า อมตํ ปทํ ความว่า อมตมหา-
นิพพาน อันเป็นส่วนที่เว้นจากมรณะ.
คำที่เหลือ เช่นเดียวกับคำมีในก่อนนั้นแล.
ในกาลจบเทศนา นางกิสาโคตมีนั่งอยู่ตามเดิมนั่นแล ดำรงอยู่ใน
พระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ดังนี้แล.
เรื่องนางกิสาโคตมี จบ.

504
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 505 (เล่ม 41)

๑๔. เรื่องพระพหุปุตติกาเถรี [๙๔]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระพหุปุตติกา-
เถรี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โย จ วสฺสสตํ ชีเว" เป็นต้น.
นางมีลูกมาก
ได้ยินว่า ในตระกูลหนึ่ง ณ กรุงสาวัตถี ได้มีบุตร ๗ คนและ
ธิดา ๗ คน บุตรและธิดาแม้ทั้งหมดนั้นเจริญวัยแล้ว ดำรงอยู่ในเรือน
ได้ถึงความสุขตามธรรมดาของตน. สมัยอื่น บิดาของชนเหล่านั้นได้ทำ
กาละแล้ว.
มหาอุบาสิกา ถึงเมื่อสามีล่วงลับไปแล้ว ก็ยังไม่แบ่งกองทรัพย์ให้
แก่บุตรทั้งหลายก่อน. ครั้งนั้น บุตรทั้งหลายกล่าวกะมารดานั้นว่า "เมื่อ
บิดาของฉันล่วงลับไปแล้ว, ประโยชน์อะไรของแม่ด้วยกองทรัพย์, พวก
ฉันไม่อาจบำรุงแม่ได้หรือ ?" นางฟังคำของบุตรเหล่านั้นแล้วก็นิ่งเสีย
ถูกบุตรเหล่านั้นพูดบ่อย ๆ จึงคิดว่า "พวกลูก ๆ จักบำรุงเรา, ประ-
โยชน์อะไรของเราด้วยกองทรัพย์ส่วนหนึ่ง" ได้แบ่งสมบัติทั้งหมดครึ่งหนึ่ง
ให้ไป
ครั้งนั้น โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน ภรรยาของบุตรคนใหญ่กล่าว
กะแม่ผัวนั้นว่า "โอ คุณแม่ของพวกเรามาเรือนนี้เท่านั้นเหมือนกะให้
ไว้ ๒ ส่วนว่า 'บุตรชายคนใหญ่ของเรา." แม้ภรรยาของบุตรที่เหลือ
ก็กล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน.

505
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 506 (เล่ม 41)

ตั้งต้นแต่ธิดาคนใหญ่ก็กล่าวกะนางดุจเดียวกัน แม้ในเวลาที่นางไป
เรือนของธิดาเหล่านั้น. นางถูกดูหมิ่น คิดว่า "ประโยชน์อะไร ด้วย
การอยู่ในสำนักของคนเหล่านี้. เราจักเป็นนางภิกษุณีเป็นอยู่ " แล้วไปสู่
สำนักของนางภิกษุณีขอบรรพชาแล้ว . นางภิกษุณีเหล่านั้นให้นางบรรพชา
แล้ว. นางได้อุปสมบทแล้วปรากฏชื่อว่า "พหุปุตติกาเถรี." นางคิดว่า
" เราบวชในเวลาแก่, เราไม่ควรเป็นคนประมาท" จึงทำวัตรปฏิบัติแก่
นางภิกษุณีทั้งหลาย, คิดว่า " จักทำสมณธรรมตลอดคืนยังรุ่ง" จึงเอา
มือจับเสาต้นหนึ่งที่ภายใต้ปราสาท เดินเวียนเสานั้นทำสมณธรรม แม้
เมื่อเดินจงกรมก็เอามือจับต้นไม้ด้วยคิดว่า "ศีรษะของเราพึงกระทบต้น
ไม้หรือที่ไหน ๆ ในที่มืด " ดังนี้แล้ว เดินวนเวียนต้นไม้นั้น ทำสมณ-
ธรรม, นึกถึงธรรมด้วยคิดว่า "จักทำตามธรรมที่พระศาสดาทรงแสดง"
ตามระลึกถึงธรรมอยู่เทียวทำสมณธรรม.
ลำดับนั้น พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎีเทียว ทรงแผ่พระ-
รัศมีไปดังประทับนั่งตรงหน้า เมื่อตรัสกับนาง ตรัสว่า "พหุปุตติกา
ความเป็นอยู่แม้ครู่เดียวของผู้เห็นธรรม ที่เราแสดง ประเสริฐกว่าความ
เป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ของผู้ไม่พิจารณา ผู้ไม่เห็นธรรมที่เราแสดง" เมื่อ
จะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑๔. โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ ธมฺมมุตฺตมํ
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสฺสโต ธมฺมมุตฺตมํ.
"ก็ผู้ใด ไม่เห็นธรรมอันยอดเยี่ยม พึงเป็นอยู่
๑๐๐ ปี ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้เห็นธรรมอัน
ยอดเยี่ยม ประเสริฐกว่า ความเป็นอยู่ของผู้นั้น."

506
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 507 (เล่ม 41)

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธ มฺมมุตฺตมํ ได้แก่ โลกุตรธรรม
๙ อย่าง. ก็โลกุตรธรรมนั้น ชื่อว่า ธรรมอันยอดเยี่ยม. ก็ผู้ใดไม่เห็นธรรม
อันยอดเยี่ยมนั้น, ความเป็นอยู่แม้วันเดียว คือแม้ขณะเดียว ของผู้เห็น
คือแทงตลอดธรรมนั้น ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ของผู้นั้น.
ในกาลจบคาถา พระพหุปุตติกาเถรีดำรงอยู่ในพระอรหัตพร้อม
ด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ดังนี้แล.
เรื่องพระพหุปุตติกาเถร จบ.
สหัสสวรรควรรณนา จบ.
วรรคที่ ๘ จบ.

507
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 1 (เล่ม 42)

พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท
เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒
ตอนที่ ๓
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
คาถาธรรมบท
ปาปวรรค๑ที่ ๙
ว่าด้วยบุญและบาป
[๑๙] ๑. บุคคลพึงรีบขวนขวายในความดี พึงห้ามจิต
เสียจากบาป เพราะว่าเมื่อบุคคลทำความดีช้าอยู่
ใจจะยินดีในบาป.
๒. ถ้าบุรุษพึงทำบาปไซร้ ไม่ควรทำบาปนั้น
บ่อย ๆ ไม่ควรทำความพอใจในบาปนั้น เพราะว่า
ความสั่งสมเป็นเหตุให้เกิดทุกข์.
๓. ถ้าบุรุษพึงทำบุญไซร้ พึงทำบุญนั้นบ่อย ๆ
พึงทำความพอใจในบุญนั้น เพราะว่าความสั่งสมบุญ
ทำให้เกิดสุข.
๑. วรรคนี้มีอรรถกถา ๑๒ เรื่อง.

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 2 (เล่ม 42)

๔. แม้คนผู้ทำบุญ ย่อมเห็นบาปว่าดี ตลอด
กาลที่บาปยังไม่เผล็ดผล แต่เมื่อใดบาปเผล็ดผล
เมื่อนั้นเขาย่อมเห็นบาปว่าชั่ว ฝ่ายคนทำกรรมดี ย่อม
เห็นกรรมดีว่าชั่ว ตลอดกาลที่กรรมดียังไม่เผล็ดผล
แต่เมื่อใดกรรมดีเผล็ดผล เมื่อนั้นเขาย่อมเห็นกรรม
ดีว่าดี.
๕. บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบาปว่า บาปมีประมาณ
น้อยจักไม่มาถึง แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตก
ลง (ทีละหยาดๆ) ได้ฉันใด ชนพาลเมื่อสั่งสมบาป
แม้ทีละน้อย ๆ ย่อมเต็มด้วยบาปได้ฉันนั้น.
๖. บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญว่า บุญมีประมาณ
น้อยจักไม่มาถึง แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่
ตกลงมา (ทีละหยาดๆ) ได้ฉันใด ธีรชน (ชนผู้มี
ปัญญา) สั่งสมบุญแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบุญ
ได้ฉันนั้น.
๗. บุคคลพึงเว้นกรรมชั่วทั้งหลายเสีย เหมือน
พ่อค้ามีทรัพย์มาก มีพวกน้อย เว้นทางอันพึงกลัว
(และ) เหมือนผู้ต้องการจะเป็นอยู่ เว้นยาพิษเสีย
ฉะนั้น.
๘. ถ้าแผลไม่พึงมีในฝ่ามือไซร้ บุคคลพึงนำยา
พิษไปด้วยฝ่ามือได้ เพราะยาพิษย่อมไม่ซึมเข้าไปสู่

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 3 (เล่ม 42)

ฝ่ามือที่ไม่มีแผล ฉันใด บาปย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ทำอยู่
ฉันนั้น.
๙. ผู้ใด ประทุษร้ายต่อนรชนผู้ไม่ประทุษร้าย
ผู้บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสดุจเนิน บาปย่อมกลับถึงผู้นั้น
ซึ่งเป็นคนพาลนั่นเอง เหมือนธุลีอันละเอียดที่เขาซัด
ทวนลมไปฉะนั้น.
๑๐. ชนทั้งหลายบางพวก ย่อมเข้าถึงครรภ์ ผู้มี
กรรมลามก ย่อมเข้าถึงนรก ผู้มีกรรมเป็นเหตุแห่ง
สุคติ ย่อมไปสวรรค์ ผู้ไม่มีอาสวะย่อมปรินิพพาน.
๑๑. บุคคลที่ทำกรรมชั่วไว้ หนีไปแล้วในอากาศ
ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้ หนีไปในท่ามกลางมหา-
สมุทร ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้ หนีเข้าไปสู่ซอก
ภูเขา ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้ (เพราะ) เขาอยู่
แล้วในประเทศแห่งแผ่นดินใด พึงพ้นจากกรรมชั่ว
ได้ ประเทศแห่งแผ่นดินนั้น หามีอยู่ไม่.
๑๒. บุคคลที่ทำกรรมชั่วไว้ หนีไปแล้วในอากาศ
ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้ หนีไปในท่ามกลางมหา-
สมุทร ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้ หนีเข้าไปสู่ซอก
ภูเขา ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้ (เพราะ) เขาอยู่
แล้วในประเทศแห่งแผ่นดินใด ความตายพึงครอบงำ
ไม่ได้ ประเทศแห่งแผ่นดินนั้น หามีอยู่ไม่.
จบปาปวรรคที่ ๙

3