ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 441 (เล่ม 41)

ธิดาเศรษฐีมีชื่อว่ากุณฑลเกสีเถรี
ในกาลนั้น พระสารีบุตรเถระเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต กระทำภัตกิจ
แล้วออกไปจากเมือง เห็นเด็กเหล่านั้นยืนล้อมกิ่งไม้ จึงถามว่า "นี้
อะไร ?" เด็กทั้งหลายบอกเรื่องนั้นแก่พระเถระแล้ว. พระเถระกล่าวว่า
"เด็กทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น พวกเจ้าจงเหยียบกิ่งไม้นี้."
พวกเด็ก. พวกกระผมกลัว ขอรับ.
พระเถระ. เราจักกล่าวปัญหา, พวกเจ้าเหยียบเถิด.
เด็กเหล่านั้น เกิดความอุตสาหะด้วยคำของพระเถระ กระทำอย่างนั้น
โห่ร้องอยู่ โปรยธุลีขึ้นแล้ว.
นางปริพาชิกามาแล้วดุเด็กเหล่านั้น กล่าวว่า "กิจด้วยปัญหาของ
เรากับพวกเจ้าไม่มี; เหตุไร พวกเจ้าจึงพากันเหยียบกิ่งไม้ของเรา ?"
พวกเด็กกล่าวว่า "พวกเรา อันพระผู้เป็นเจ้าใช้ให้เหยียบ."
นางปริพาชิกา. ท่านผู้เจริญ ท่านใช้พวกเด็กเหยียบกิ่งไม้ของ
ดิฉันหรือ ?
พระเถระ. เออ น้องหญิง.
นางปริพาชิกา. ถ้าอย่างนั้น ท่านจงกล่าวปัญหากับดิฉัน.
พระเถระ. ดีละ, เราจักกล่าว.
นางปริพาชิกานั้น ได้ไปสู่สำนักของพระเถระเพื่อถามปัญหาใน
เวลาเงาไม้เจริญ (คือเวลาบ่าย). ทั่วทั้งเมือง ลือกระฉ่อนกันว่า "พวก
เราจักฟังถ้อยคำของ ๒ บัณฑิต." พวกชาวเมืองไปกับนางปริพาชิกานั้น
เหมือนกัน ไหว้พระเถระแล้วนั่ง ณ ที่สุดข้างหนึ่ง.

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 442 (เล่ม 41)

นางปริพาชิกา กล่าวกะพระเถระว่า " ท่านผู้เจริญ ดิฉันจักถาม
ปัญหากะท่าน."
พระเถระ. ถามเถิด น้องหญิง.
นางถามวาทะพันหนึ่งแล้ว. พระเถระแก้ปัญหาที่นางถามแล้ว ๆ.
ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะนางว่า "ปัญหาของท่านมีเท่านี้,
ปัญหาแม้อื่นมีอยู่หรือ ?"
นางปริพาชิกา. มีเท่านี้แหละ ท่านผู้เจริญ.
พระเถระ. ท่านถามปัญหาเป็นอันมาก. แม้เราจักถามสักปัญหาหนึ่ง,
ท่านจักแก้ได้หรือไม่ ?
นางปริพาชิกา. ดิฉันรู้ก็จักแก้, จงถามเถิด ท่านผู้เจริญ.
พระเถระ ถามปัญหาว่า "อะไร ? ชื่อว่าหนึ่ง." นางปริพาชิกา
นั้น ไม่รู้ว่า "ปัญหานี้ ควรแก้อย่างนี้" จึงถามว่า "นั่นชื่อว่าอะไร ?
ท่านผู้เจริญ"
พระเถระ. ชื่อพุทธมนต์ น้องหญิง.
นางปริพาชิกา. ท่านจงให้พุทธมนต์นั้น แก่ดิฉันบ้าง ท่าน
ผู้เจริญ.
พระเถระ. หากว่า ท่านจักเป็นเช่นเรา. เราจักให้.
นางปริพาชิกา. ถ้าเช่นนั้น ขอท่านยังดิฉันให้บรรพชาเถิด.
พระเถระ บอกแก่นางภิกษุณีทั้งหลายให้บรรพชาแล้ว. นางครั้น
ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว มีชื่อว่ากุณฑลเกสีเถรี บรรลุพระอรหัตพร้อม
ด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายโดย ๒-๓ วันเท่านั้น.

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 443 (เล่ม 41)

ชนะกิเลสประเสริฐ
ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันในโรงธรรมว่า "การฟังธรรมของ
นางกุณฑลเกสีเถรีไม่มีมาก, กิจแห่งบรรพชิตของนางถึงที่สุดแล้ว, ได้
ยินว่า นางทำมหาสงครามกับโจรคนหนึ่งชนะแล้วมา."
พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวก
เธอนั่งสนทนากันด้วยถ้อยคำอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุทั้งหลายนั้น กราบทูล
ว่า "ถ้อยคำชื่อนี้." จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่านับธรรม
ที่เราแสดงแล้วว่า 'น้อยหรือมาก' บทที่ไม่เป็นประโยชน์แม้ ๑๐๐ บท
ไม่ประเสริฐ, ส่วนบทแห่งธรรมแม้บทเดียวประเสริฐกว่าเทียว; อนึ่ง
เมื่อบุคคลชนะโจรที่เหลือ หาชื่อว่าชนะไม่, ส่วนบุคคลชนะโจรคือกิเลส
อันเป็นไปภายในนั่นแหละ จึงชื่อว่าชนะ" เมื่อจะทรงสืบอันสนุธิแสดง
ธรรม จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
๓. โย จ คาถาสตํ ภาเส อนตฺถปทสญฺหิตา
เอกํ ธมฺมปทํ เสยฺโย ยํ สุตฺวา อุปสมฺมติ.
โย สหสฺสํ สหสฺเสน สงฺคาเม มานุเส ชิเน
เอกญฺจ เชยฺยมตฺตานํ ส เว สงฺคามชุตฺตโม.
"ก็ผู้ใด พึงกล่าวคาถาตั้งร้อย ซึ่งไม่ประกอบ
ด้วยบพเป็นประโยชน์; บทแห่งธรรมบทเดียวที่บุคคล
ฟังแล้วสงบระงับได้ ประเสริฐกว่า ( การกล่าว
คาถาตั้ง ๑๐๐ ของผู้นั้น). ผู้ใด พึงชนะมนุษย์
พันหนึ่งคูณด้วยพันหนึ่ง (คือ ๑ ล้าน) ในสงคราม

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 444 (เล่ม 41)

ผู้นั้น หาชื่อว่า เป็นยอดแห่งชนผู้ชนะในสงครามไม่,
ส่วนผู้ใดชนะตนคนเดียวได้, ผู้นั้นแล เป็นยอดแห่ง
ผู้ชนะ ในสงคราม."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า คาถาสตํ ความว่า ก็บุคคลใด
พึงกล่าวคาถากำหนดด้วยร้อย คือเป็นอันมาก. บาทพระคาถาว่า
อนตฺถปทสญฺหิตา ความว่า ประกอบด้วยบททั้งหลายอันไม่มีประโยชน์
ด้วยอำนาจพรรณนาอากาศเป็นต้น.
บทที่ปฏิสังยุตด้วยธรรมมีขันธ์เป็นต้น สำเร็จประโยชน์ ชื่อว่า
บทธรรม. บรรดาธรรม ๔ ที่พระศาสดาตรัสไว้อย่างนี้ว่า " ปริพาชก
ทั้งหลาย บทธรรม ๔ เหล่านี้; ๔ คืออะไรบ้าง ? ปริพาชกทั้งหลาย
บทธรรมคือความไม่เพ่งเล็ง, บทธรรมคือความไม่ปองร้าย, บทธรรม
คือความระลึกชอบ, บทธรรมคือความตั้งใจไว้ชอบ บทธรรมแม้บท
เดียวประเสริฐกว่า."
บาทพระคาถาว่า โย สหสฺสํ สหสฺเสน ความว่า ผู้ใดคือ
นักรบในสงคราม พึงชนะมนุษย์พันหนึ่งซึ่งคูณด้วยพัน ในสงคราม
ครั้งหนึ่ง ได้แก่ชนะมนุษย์ ๑๐ แสนแล้ว พึงนำชัยมา, แม้ผู้นี้ ก็หา
ชื่อว่า เป็นยอดแห่งชนทั้งหลายผู้ชนะในสงครามไม่.
บาทพระคาถาว่า เอกญฺจ เชยฺยมตฺตานํ ความว่า ส่วนผู้ใด
พิจารณากัมมัฏฐานอันเป็นไปในภายใน ในที่พักกลางคืนและที่พักกลางวัน
พึงชนะตน ด้วยการชนะกิเลสมีโลภะเป็นต้น ของตนได้.

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 445 (เล่ม 41)

บาทพระคาถาว่า ส เว สงฺคามชุตฺตโม ความว่า ผู้นั้นชื่อว่า
เป็นยอด คือประเสริฐ แห่งชนทั้งหลายผู้ชนะในสงคราม ได้แก่ เป็น
นักรบเยี่ยมในสงคราม.
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระกุณฑลเกสีเถรี จบ.

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 446 (เล่ม 41)

๔. เรื่องอนันถปุจฉกพราหมณ์ [๘๔]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภอนัตถปุจฉก-
พราหมณ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อตฺตา หเว" เป็นต้น.
ความฉิบหายย่อมมีแก่ผู้เสพกรรม ๖ อย่าง
ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นคิดว่า "พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบ
สิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างเดียวหรือหนอแล ? หรือทรงทราบแม้สิ่งมิใช่
ประโยชน์; เราจักทูลถามพระองค์" ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา
ทูลถามว่า "พระเจ้าข้า พระองค์เห็นจะทรงทราบสิ่งที่เป็นประโยชน์
อย่างเดียว. ไม่ทรงทราบสิ่งที่มิใช่ประโยชน์."
พระศาสดา. พราหมณ์ เราะรู้ทั้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทั้งสิ่งที่มิใช่
ประโยชน์.
พราหมณ์. ถ้าเช่นนั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกสิ่งที่มิใช่ประโยชน์
แก่ข้าพระองค์เถิด.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสพระคาถานี้ แก่พราหมณ์นั้นว่า
"การนอนจนตะวันขึ้น (นอนตื่นสาย) ความ
เกียจคร้าน ความดุร้าย การผัดวันประกันพรุ่ง๑ การ
เดินทางไกลของคนคนเดียว การเข้าไปเสพภรรยาของ
๑. ทีฆโสตฺติยํ หมายความว่า การผัดเพี้ยนกาลเวลา, การผันวันประกันพรุ่ง

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 447 (เล่ม 41)

ผู้อื่น พราหมณ์ ท่านจงเสพกรรม ๖ อย่าง นี้เถิด,
สิ่งมิใช่ประโยชน์ [ความฉิบหาย] จักมีแก่ท่าน."
พราหมณ์ฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว ได้ให้สาธุการว่า "ดีละ
ดีละ ท่านผู้เป็นอาจารย์ของคณะ ท่านผู้เป็นใหญ่ในคณะ, พระองค์เทียว
ย่อมทรงทราบทั้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทั้งสิ่งที่มิใช่ประโยชน์."
พระศาสดา. อย่างนั้น พราหมณ์, ขึ้นชื่อว่าผู้รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์
และสิ่งมิใช่ประโยชน์ เช่นกับด้วยเราไม่มี.
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงตรวจดูอัธยาศัยของพราหมณ์นั้นแล้ว
จึงตรัสถามว่า "พราหมณ์ ท่านเป็นอยู่ (เลี้ยงชีพ) ด้วยการงานอะไร ?"
พราหมณ์. ด้วยการงานคือเล่นสกา (การพนัน) พระโคดมผู้เจริญ
พระศาสดา. ก็ท่านชนะหรือแพ้เล่า ?
ชนะตนเป็นการชนะประเสริฐ
เมื่อพราหมณ์นั้นทูลว่า "ชนะบ้าง แพ้บ้าง" ดังนี้แล้ว พระ-
ศาสดาจึงตรัสว่า "พราหมณ์ นั่นยังมีประมาณน้อย. ขึ้นชื่อว่าความ
ชนะของบุคคลผู้ชนะผู้อื่นไม่ประเสริฐ; ส่วนผู้ใดชนะตนได้ ด้วยชนะ
กิเลส, ความชนะของผู้นั้นประเสริฐ; เพราะว่าใคร ๆ ไม่อาจทำความ
ชนะนั้นให้กลับพ่ายแพ้ได้" เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัส
พระคาถาเหล่านั้นว่า :-
๔. อต ตา หเว ชิตํ เสยฺโย ยา จายํ อิตรา ปชา
อตฺตทนฺตสฺส โปสสฺส นิจฺจํ สญฺญตจาริโน

447
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 448 (เล่ม 41)

เนว เทโว น คนฺธพฺโพ น มาโร สห พฺรหฺมุนา
ชิตํ อปชิตํ กยิรา ตถารูปสฺส ชนฺตุโน.
"ตนนั่นแล บุคคลชนะแล้ว ประเสริฐ, ส่วน
หมู่สัตว์นอกนี้ บุคคลชนะแล้ว ไม่ประเสริฐเลย,
(เพราะ) เมื่อบุรุษฝึกตนแล้ว ประพฤติสำรวมเป็น
นิตย์, เทวดา คนธรรพ์ มาร พร้อมทั้งพรหม พึง
ทำความชนะของสัตว์เห็นปานนั้น ให้กลับแพ้ไม่ได้
เลย."
แก้อรรถ
ในพระคาถานั้น ศัพท์ว่า หเว เป็นนิบาต.
ศัพท์ว่า ชิตํ เป็นลิงควิปลาส. ความว่า ตนอันบุคคลชนะแล้ว
ด้วยความชนะกิเลสของตน ประเสริฐ.
บาทพระคาถาว่า ยา จายํ อิตรา ปชา ความว่า ส่วนหมู่สัตว์
นี้ใด คือ ที่เหลือ พึงเป็นผู้อันเขาชนะ ด้วยการเล่นสกาก็ดี ด้วยการ
ฉ้อทรัพย์ก็ดี ด้วยการครอบงำพลในสงครามก็ดี, ความชนะที่บุคคลผู้ชนะ
หมู่สัตว์นั้นชนะแล้ว ไม่ประเสริฐ.
ถามว่า "ก็เหตุไร ? ความชนะนั้นเท่านั้นประเสริฐ, ความชนะนี้
ไม่ประเสริฐ."
แก้ว่า "เพราะเมื่อบุรุษฝึกตนแล้ว ฯลฯ ของสัตว์เห็นปานนั้น
ให้กลับแพ้ไม่ได้."
พระศาสดาตรัสคำนี้ไว้ว่า "เพราะว่า เมื่อบุรุษผู้ชื่อว่าฝึกตนแล้ว
เพราะเป็นผู้ไร้กิเลส ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน มีปกติประพฤติสำรวม

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 449 (เล่ม 41)

ทางกายเป็นต้นเป็นนิตย์, เทวดาก็ดี คนธรรพ์ก็ดี ก็หรือมารพร้อม
ทั้งพรหม แม้พากเพียรพยายามอยู่ว่า ' เราจักทำความชนะของผู้นั้นให้
กลับแพ้, จักทำกิเลสทั้งหลายที่เขาละได้ด้วยมรรคภาวนาให้เกิดอีก, ก็ไม่
พึงอาจเลย เพื่อจะทำ ( ความชนะ) ของสัตว์เห็นปานนั้น คือ ผู้สำรวม
แล้ว ด้วยการสำรวมทางกายเป็นต้น เหล่านั้น ให้กลับแพ้ เหมือนผู้แพ้
ด้วยทรัพย์เป็นต้นแล้วเป็นปรปักษ์ ชนะผู้ที่คนนอกนี้ชนะแล้ว พึงทำให้
กลับแพ้อีกฉะนั้น"
ในเวลาจบเทศหา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องอนัตถปุจฉกพราหมณ์ จบ.

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 450 (เล่ม 41)

๕. เรื่องพราหมณ์ผู้เป็นลุงของพระสารีบุตรเถระ [๘๕]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพราหมณ์
ผู้เป็นลุงของพระสารีบุตรเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "มาเส
มาเส" เป็นต้น.
พระเถระพาลุงไปเฝ้าพระศาสดา
ได้ยินว่า พระเถระ ไปสู่สำนักของพราหมณ์นั้นแล้ว ถามว่า
พราหมณ์ ท่านทำกุศลอะไร ๆ บ้างหรือหนอแล ?"
พราหมณ์. ทำ ขอรับ.
พระเถระ. ทำกุศลอะไร ?
พราหมณ์. ผมก็ให้ทาน ด้วยบริจาคทรัพย์พันหนึ่ง ทุก ๆ เดือน
พระเถระ ให้แก่ใคร ?
พราหมณ์. ให้แก่พวกนิครนถ์ ขอรับ.
พระเถระ ปรารถนาอะไร ?
พราหมณ์. พรหมโลก ขอรับ.
พระเถระ. ก็นี้เป็นทางแห่งพรหมโลกหรือ ?
พราหมณ์. อย่างนั้น ขอรับ.
พระเถระ. ใครกล่าวอย่านี้ ?
พราหมณ์. พวกอาจารย์ของผมกล่าว ขอรับ.

450