ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 431 (เล่ม 41)

ขณะนั้นนั่นเองเขาทูลขอบรรพชากะพระผู้มีพระภาคเจ้า, ถูกตรัสถามว่า
" บาตรจีวรของเธอครบแล้วหรือ ?" ทูลตอบว่า "ยังไม่ครบ." ทีนั้น
พระศาสดาตรัสกะเขาว่า "ถ้าอย่างนั้น เธอจงแสวงหาบาตรจีวร" แล้ว
ก็เสด็จหลีกไป.
ได้ยินว่า พาหิยะนั้นกระทำสมณธรรมสิ้น ๒ หมื่นปี คิดว่า
"ธรรมดาภิกษุได้ปัจจัยด้วยตนแล้ว ไม่เหลียวแลผู้อื่น บริโภคเองเท่านั้น
จึงควร" ดังนี้แล้ว ไม่ได้กระทำการสงเคราะห์ด้วยบาตรหรือจีวร แม้
แก่ภิกษุรูปหนึ่ง. เพราะฉะนั้น พระศาสดาทรงทราบว่า "บาตรจีวรอัน
สำเร็จแล้วด้วยฤทธิ์ จักไม่เกิดขึ้น" จึงไม่ได้ประทานบรรพชา ด้วยความ
เป็นเอหิภิกษุแก่เขา. แม้พาหิยะนั้นแสวงหาบาตรจีวรอยู่นั่นแล ยักษิณี
คนหนึ่งมาด้วยรูปแม่โคนม ขวิดถูกตรงขาอ่อนข้างซ้าย ให้ถึงความสิ้น
ชีวิต.
พระศาสดาเสด็จเที่ยวบิณฑบาต ทรงกระทำภัตกิจเสร็จแล้วเสด็จ
ออกไปพร้อมกับภิกษุเป็นอันมาก ทรงเห็นสรีระของพาหิยะถูกทิ้งในที่
กองขยะ จึงทรงบัญชาภิกษุทั้งหลายว่า "ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
จงยืนใกล้ประตูเรือนแห่งหนึ่ง ให้นำเตียงมาแล้ว นำสรีระนี้ออกจากเมือง
เผาแล้วกระทำสถูปไว้." ภิกษุทั้งหลายกระทำดังนั้นแล้ว; ก็แลครั้นกระทำ
แล้วไปยังวิหารเข้าเฝ้าพระศาสดา ทูลบอกกิจที่ตนกระทำแล้ว ทูลถาม
อภิสัมปรายภพของพาหิยะนั้น.
ทารุจีระเลิศในทางขิปปาภิญญา
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกความที่พาหิยะนั้นปรินิพพาน

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 432 (เล่ม 41)

แล้วแก่ภิกษุเหล่านั้น, ทรงตั้งไว้ในเอคทัคคะ๑ว่า "ภิกษุทั้งหลาย พาหิยะ
ทารุจีริยะ (ผู้นุ่งผ้าเปลือกไม้) เป็นเลิศกว่าภิกษุผู้สาวกของเรา ผู้ตรัสรู้
เร็ว." ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายทูลถามพระศาสดาว่า "พระเจ้าข้า
พระองค์ตรัสว่า 'พาหิยะ ทารุจีริยะ บรรลุพระอรหัต, เขาบรรลุ
พระอรหัตเมื่อไร ?"
พระศาสดา. ในกาลที่เขาฟังธรรมของเรา ภิกษุทั้งหลาย.
ภิกษุ. ก็พระองค์ตรัสธรรมแก่เขาเมื่อไรเล่า ?
พระศาสดา. เรากำลังเที่ยวบิณฑบาต ยืนในระหว่างถนนกล่าว
ธรรมแก่เขา.
ภิกษุ. พระเจ้าข้า ก็ธรรมที่พระองค์ประทับยืนในระหว่างถนน
ตรัสแล้ว มีประมาณเล็กน้อย เขายังคุณวิเศษให้บังเกิดด้วยธรรมมีประมาณ
เพียงนั้นอย่างไร ?
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า "ภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายอย่านับธรรมของเราว่า 'น้อยหรือมาก,' ด้วยคาถาว่า
พันหนึ่งแม้เป็นอเนกที่ไม่อาศัยประโยชน์ ไม่ประเสริฐ, ส่วนบทแห่ง
คาถาแม้บทเดียวอาศัยประโยชน์ ประเสริฐกว่า" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรง
สืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๒. สหสฺสมี เจ คาถา อนตฺถปทสญฺหิตา
เอกํ คาถาปทํ เสยฺโย ยํ สุตฺวา อุปสมฺมติ.
"หากว่า คาถาแม้พันหนึ่ง ไม่ประกอบด้วย
บทเป็นประโยชน์ [ไม่ประเสริฐ]: บทแห่งคาถา
๑. อัง. เอก. ๒๐/๒๓.

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 433 (เล่ม 41)

บทเดียว ซึ่งบุคคลฟังแล้ว สงบระงับได้ประเสริฐ
กว่า."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า เอกํ คาถาปทํ ความว่า แม้
คาถา ๆ เดียวเห็นปานนี้ว่า " ความไม่ประมาท เป็นทางอมตะ ฯลฯ
เหมือนคนตายแล้ว" ประเสริฐกว่า. บทที่เหลือพึงทราบตามนัยก่อน
นั่นแล.
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระทารุจีริยเถระ จบ.

433
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 434 (เล่ม 41)

๓. เรื่องพระกุณฑลเกสีเถรี [๘๓]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภนางกุณฑลเกสี
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "โย จ คาถา สตํ ภาเส" เป็นต้น.
ธิดาเศรษฐีได้โจรเป็นสามี
ดังได้สดับมา ธิดาเศรษฐีคนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ มีอายุย่าง ๑๖ ปี
มีรูปสวย น่าดู. ก็นารีทั้งหลายผู้ตั้งอยู่ในวัยนั้น ย่อมมีความฝักใฝ่ใน
บุรุษ โลเลในบุรุษ. ครั้งนั้น มารดาบิดา ให้ธิดานั้นอยู่ในห้องอัน
มีสิริ บนพื้นชั้นบนแห่งปราสาท ๗ ชั้น, ได้กระทำทาสีคนเดียวเท่านั้น
ให้เป็นผู้บำรุงบำเรอนาง.
ครั้งนั้น พวกราชบุรุษจับกุลบุตรคนหนึ่ง ผู้กระทำโจรกรรม
ได้มัดมือไพล่หลัง โบยด้วยหวายครั้งละ ๔ เส้น ๆ แล้วนำไปสู่ที่สำหรับ
ฆ่า. ธิดาเศรษฐีได้ยินเสียงของมหาชน คิดว่า "นี่อะไรกันหนอแล ?
ยืนแลดูอยู่บนพื้นปราสาท เห็นโจรนั้นแล้วก็มีจิตปฏิพัทธ์ปรารถนาอยู่
ห้ามอาหารแล้วนอนบนเตียง." ลำดับนั้น มารดาถามนางว่า " แม่ นี้
อย่างไรกัน ?"
ธิดาเศรษฐี. ถ้าดิฉันจักได้บุรุษคนที่ถูกเขาจับนำไปว่า 'เป็นโจร'
นั่นไซร้, ดิฉันจักเป็นอยู่; ถ้าไม่ได้, ชีวิตดิฉันก็จะไม่มี, ดิฉันจักตาย
ในที่นี้นี่แหละ.

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 435 (เล่ม 41)

มารดา. แม่ เจ้าอย่ากระทำอย่างนั้นเลย. เจ้าจักได้สามีอื่นซึ่งเสมอ
กันโดยชาติและโภคะของเรา.
ธิดาเศรษฐี. กิจด้วยบุรุษอื่นสำหรับดิฉันไม่มี; ดิฉันเมื่อไม่ได้
บุรุษคนนี้จักตาย.
มารดา เมื่อไม่อาจยังธิดาให้ยินยอมได้จึงบอกแก่บิดา. ถึงบิดา
นั้นก็ไม่อาจยังธิดานั้นให้ยินยอมได้ คิดว่า "เราอาจจะกระทำอย่างไร
ได้ ?" ส่งห่อภัณฑะพันหนึ่งแก่ราชบุรุษ ผู้ให้จับโจรนั้นแล้วเดินไป
อยู่ ด้วยคำว่า " ท่านจงรับภัณฑะนี้ไว้แล้ว ให้บุรุษคนนั้นแก่ฉัน."
ราชบุรุษนั้นรับคำว่า "ดีล่ะ" แล้วรับกหาปณะ ปล่อยโจรนั้นไป ฆ่า
บุรุษอื่นแล้ว กราบทูลแด่พระราชาว่า "ขอเดชะ ข้าพระองค์ฆ่าโจรแล้ว."
แม้เศรษฐีได้ให้ธิดาแก่โจรนั้นแล้ว . นางคิดว่า "จักยังสามีให้
ยินดี" จึงตกแต่งด้วยเครื่องประดับทั้งปวง จัดแจงยาคูเป็นต้นแก่โจร
นั้นเองทีเดียว.
โจรคิดอุบายพาภรรยาไปฆ่า
โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน โจรคิดว่า "ในกาลไรหนอแล ? เรา
จักได้เพื่อฆ่าหญิงนี้ ถือเอาเครื่องประดับของหญิงนี้ ขายกินในโรงสุรา
แห่งหนึ่ง." โจรนั้นคิดว่า "อุบายนี้มีอยู่" จึงห้ามอาหารเสียนอนบน
เตียง. ทีนั้น นางเข้าไปหาโจรนั้นแล้วถามว่า" นาย อะไรเสียดแทงท่าน ?"
โจร. อะไร ๆ ไม่ได้เสียดแทงดอก นางผู้เจริญ.
ธิดาเศรษฐี. ก็มารดาบิดาของดิฉัน โกรธท่านแลหรือ ?
โจร. ไม่โกรธ นางผู้เจริญ.

435
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 436 (เล่ม 41)

ธิดาเศรษฐี. เมื่อเป็นเช่นนั้น นี่ชื่ออะไร ?
โจร. นางผู้เจริญ ฉันถูกจับนำไปในวันนั้น บนบาน๑ไว้ต่อเทวดา
ผู้สถิตอยู่ที่ภูเขาทิ้งโจรได้ชีวิตแล้ว, แม้หล่อนฉันก็ได้ด้วยอานุภาพแห่ง
เทวดานั้นเหมือนกัน, นางผู้เจริญ ฉันคิดว่า "ฉันตั้งพลีกรรมนั้นไว้ต่อ
เทพดา."
ธิดาเศรษฐี. นาย อย่าคิดเลย, ดิฉันจักกระทำพลีกรรม, ท่าน
จงบอก, ต้องการอะไร ?
โจร. ต้องการข้าวมธุปายาสชนิดมีน้ำน้อย และดอกไม้มีข้าวตอก
เป็นที่ ๕.
ธิดาเศรษฐี. ดีละ นาย, ดิฉันจักจัดแจง.
ธิดาเศรษฐีนั้นจัดแจงพลีกรรมทุกอย่างแล้ว จึงกล่าวว่า "มาเถิด
นาย เราไปกัน."
โจร. นางผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น หล่อนให้พวกญาติของหล่อนกลับ
เสีย ถือเอาผ้าและเครื่องประดับที่มีด่ามากแล้วจงตกแต่งตัว, เราจักหัวเราะ
เล่นพลางเดินไปอย่างสบาย.
นางได้กระทำอย่างนั้นแล้ว. ทันทีนั้น ในเวลาถึงเชิงเขา โจรนั้น
กล่าวกะนางว่า "นางผู้เจริญ เบื้องหน้าแต่นี้ เราจักไปกัน ๒ คน,
หล่อนจงให้คนที่เหลือกลับพร้อมกับยาน ยกภาชนะพลีกรรมถือไปเอง."
นางได้กระทำอย่างนั้น. โจรพานางขึ้นสู่ภูเขาทิ้งโจร
ก็มนุษย์ทั้งหลายย่อมขึ้นไปโดยข้าง ๆ หนึ่งแห่งภูเขานั้น. ข้าง ๆ
หนึ่งเป็นโกรกชัน, มนุษย์ทั้งหลายยืนอยู่บนยอดเขาแล้ว ย่อมทิ้งโจร
๑. พลิกมฺมํ ปฏิสฺสณิตฺวา รับซึ่งพลีกรรม คือการบวงสรวง.

436
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 437 (เล่ม 41)

ทั้งหลายโดยทางข้างนั้น. โจรเหล่านั้นเป็นท่อนเล็กท่อนน้อยตกลงไปที่
พื้น; เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า " เขาทิ้งโจร." นางยืนอยู่บนยอด
เขานั้นกล่าวว่า "นาย ท่านจรทำพลีกรรมของท่าน." โจรนั้นได้นิ่งแล้ว.
เมื่อนางกล่าวอีกว่า "นาย เหตุไรท่านจึงนิ่งเสียเล่า ?" จึงบอกกะนางว่า
"ฉันไม่ต้องการพลีกรรมดอก, แต่ฉันล่อลวงพาหล่อนมา."
ธิดาเศรษฐี. เพราะเหตุไร ? นาย.
โจร. เพื่อต้องการฆ่าหล่อนเสีย แล้วถือเอาเครื่องประดับของ
หล่อนหนีไป.
นางถูกมรณภัยคุกคามแล้วกล่าวว่า " นายจ๋า ดิฉันและเครื่อง
ประดับของดิฉันก็เป็นของ ๆ ท่านทั้งนั้น. เหตุไร ท่านจึงพูดอย่างนี้ ?"
โจรนั้นแม้ถูกอ้อนวอนบ่อย ๆ ว่า "ท่านจงอย่ากระทำอย่างนี้" ก็กล่าว
ว่า "ฉันจะฆ่าให้ได้." นางกล่าวว่า "เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจะต้อง
การอะไร ? ด้วยความตายของดิฉัน, ท่านถือเอาเครื่องประดับเหล่านี้
แล้วให้ชีวิตแก่ดิฉันเถิด, จำเดิมแต่นี้ท่านจงจำดิฉันว่า 'ตายแล้ว,' หรือ
ว่าดิฉันจักเป็นทาสีของท่านกระทำหัตถกรรม" ดังนี้แล้ว กล่าวคาถานี้ว่า:-
" สายสร้อยทองคำเหล่านี้ ล้วนสำเร็จด้วยแก้ว
ไพฑูรย์, ท่านผู้เจริญ ท่านจงถือเอาทั้งหมด และ
จงประกาศว่าดิฉันเป็นทาสี."
โจรฟังคำนั้นแล้ว กล่าวว่า "เมื่อฉันกระทำอย่างนั้น, หล่อนไปแล้ว
ก็จักบอกแก่มารดาบิดา, ฉันจักฆ่าให้ได้, หล่อนอย่าคร่ำครวญไปนักเลย"
ดังนี้แล้ว กล่าวคาถานี้ว่า :-

437
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 438 (เล่ม 41)

"หล่อนอย่าคร่ำครวญนักเลย, จงรีบห่อสิ่งของ
เข้าเถิด, ชีวิตของหล่อนไม่มีดอก, ฉันจะถือเอาสิ่ง
ของทั้งหมด."
ธิดาเศรษฐีผลักโจรตกเขาตาย
นางคิดว่า "โอ กรรมนี้หนัก, ชื่อว่าปัญญา ธรรมดามิได้สร้าง
มาเพื่อประโยชน์แกงกิน, ที่แท้ สร้างมาเพื่อประโยชน์พิจารณา, เรา
จักรู้สิ่งที่ควรกระทำแก่เขา."
ลำดับนั้น นางกล่าวกะโจรนั้นว่า "นาย ท่านถูกจับนำไปว่า
'เป็นโจร' ในกาลใด; ในกาลนั้น ดิฉันบอกแก่มารดาบิดา, ท่าน
ทั้งสองนั้นสละทรัพย์พันหนึ่ง ให้น้ำท่านมากระทำไว้ในเรือน, จำเดิม
แต่นั้นดิฉันก็อุปการะท่าน, วันนี้ท่านจงให้ดิฉันกระทำตัว ( ท่าน ) ให้
เห็นถนัดแล้วไหว้."
โจรนั้นกล่าวว่า "ดีละ นางผู้เจริญ, หล่อนจงทำตัว (ฉัน)
ให้เห็นได้ถนัด แล้วไหว้เถิด" ดังนี้แล้ว ก็ได้ยืนอยู่บนยอดเขา. ทีนั้น
นางทำประทักษิณ ๓ ครั้ง ไหว้โจรนั้นในที่ ๔ สถานแล้ว กล่าวว่า
"นาย นี้เป็นการเห็นครั้งสุดท้ายของดิฉัน. บัดนี้การที่ท่านเห็นดิฉัน
หรือการที่ดิฉันเห็นท่านไม่มีละ" แล้วสวมกอดข้างหน้าข้างหลังยืนที่ข้าง
หลังเอามือข้างหนึ่งจับโจรผู้ประมาท ยืนอยู่บนยอดเขาตรงคอเอามือข้าง
หนึ่งจับตรงรักแร้ข้างหลัง ผลักลงไปในเหวแห่งภูเขา. โจรนั้นถูกกระทบ
ที่ท้องแห่งเขา เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ตกลงไปแล้วที่พื้น.

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 439 (เล่ม 41)

หญิงผู้มีปัญญาก็เป็นบัณฑิตได้
เทวดาผู้สถิตอยู่บนยอดเขาที่ทิ้งโจร เห็นกิริยาแม้ของชนทั้งสองนั้น
จึงให้สาธุการแก่หญิงนั้น แล้วกล่าวคาถานี้ว่า :-
"บุรุษนั่น เป็นบัณฑิตในที่ทุกสถาน ก็หาไม่,
แม้สตรี ผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ ก็เป็นบัณฑิตได้
ในที่นั้น ๆ."
ธิดาเศรษฐีแม้นั้น ครั้นผลักโจรลงไปในเหวแล้ว (คิดว่า)
" หากว่า เราจักไปบ้าน. มารดาบิดาจักถามว่า 'สามีของเจ้าไปไหน ?
หากเราถูกถามอย่างนั้นจะตอบว่า 'ดิฉันฆ่าเสียแล้ว' ท่านจักทิ่มแทง
เราด้วยหอกคือปากว่า 'นางคนหัวดื้อ เจ้าให้ทรัพย์พันหนึ่งให้นำผัวมา
บัดนี้ ก็ฆ่าเขาเสียแล้ว;' แม้เมื่อเราบอกว่า ' เขาปรารถนาจะฆ่าดิฉัน
เพื่อต้องการเครื่องประดับ,' ท่านก็จักไม่เชื่อ; อย่าเลยด้วยบ้านของเรา"
ดังนี้แล้ว ทิ้งเครื่องประดับไว้ในที่นั้นนั่นเอง เข้าไปสู่ป่าเที่ยวไปโดย
ลำดับ ถึงอาศรมของพวกปริพาชกแห่งหนึ่ง ไหว้แล้ว กล่าวว่า "ท่าน
ผู้เจริญ ขอท่านทั้งหลายจงให้การบรรพชา ในสำนักของท่านแก่ดิฉัน
เถิด." ลำดับนั้น ปริพาชกทั้งหลายให้นางบรรพชาแล้ว.
ธิดาเศรษฐีบวชเป็นปริพาชิกา
ธิดาเศรษฐีนั้นพอบวชแล้ว ถามว่า " ท่านผู้เจริญ อะไรเป็น
สูงสุดแห่งบรรพชาของท่าน."
ปริพาชก. นางผู้เจริญ บุคคลกระทำบริกรรมในกสิณ ๑๐ แล้ว

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 440 (เล่ม 41)

พึงยังฌานให้บังเกิดบ้าง, พึงเรียนวาทะพันหนึ่งบ้าง, นี้เป็นประโยชน์
สูงสุดแห่งบรรพชาของพวกเรา.
ธิดาเศรษฐี. ดิฉันไม่อาจจะยังฌานให้เกิดได้ก่อน, แต่จักเรียน
วาทะพันหนึ่ง พระผู้เป็นเจ้า.
ลำดับนั้น ปริพาชกเหล่านั้น ยังนางให้เรียนวาทะพันหนึ่งแล้ว
กล่าวว่า "ศิลปะ ท่านก็เรียนแล้ว, บัดนี้ ท่านจงเที่ยวไปบนพื้นชมพู-
ทวีป ตรวจดูผู้สามารถจะกล่าวปัญหากับตน" แล้ว ให้กิ่งหว้าในมือ
แก่นาง ส่งไปด้วยสั่งว่า "ไปเถิด นางผู้เจริญ; หากใคร ๆ เป็นคฤหัสถ์
อาจกล่าวปัญหากับท่านได้, ท่านจงเป็นบาทปริจาริกา ของผู้นั้นเทียว;
หากเป็นบรรพชิต, ท่านจงบรรพชาในสำนักผู้นั้นเถิด." นางมีชื่อว่า
ชัมพุปริพาชิกา ตามนาม (ไม้) ออกจากที่นั้นเที่ยวถามปัญหากะผู้ที่ตน
เห็นแล้ว ๆ. คนชื่อว่าผู้สามารถจะกล่าวกับนางไม่ได้มีแล้ว. มนุษย์
ทั้งหลายพอฟังว่า "นางชัมพุปริพาชิกามาแต่ที่นี้' ย่อมหนีไป. นาง
เข้าไปสู่บ้านหรือตำบลเพื่อภิกษา ก่อกองทรายไว้ใกล้ประตูบ้าน ปักกิ่งหว้า
บทกองทรายนั้น กล่าวว่า "ผู้สามารถจะกล่าวกับเรา จงเหยียบกิ่งหว้า"
แล้วก็เข้าไปสู่บ้าน. ใคร ๆ ชื่อว่าสามารถจะเข้าไปยังที่นั้น มิได้มิ. แม้
นางย่อมถือกิ่งอื่น ในเมื่อกิ่งหว้า ( เก่า) เหี่ยวแห้ง. เที่ยวไปโดย
ทำนองนี้ ถึงกรุงสาวัตถี ปักกิ่ง (หว้า) ใกล้ประตูบ้าน พูดโดยนัย
ที่กล่าวมาแล้วนั่นแล เข้าไปเพื่อภิกษา. เด็กเป็นอันมากได้ยืนล้อมกิ่งไม้
ไว้แล้ว.

440