ภิกษาของตนว่า "วันนี้ เราควรไปที่ไหนหนอแล ?" เห็นยาคูเจือน้ำนม
ในเรือนของนายตัมพทาฐิกะนั้น จึงใคร่ครวญว่า "บุรุษนั้น จักทำการ
สงเคราะห์เราหรือหนอแล ?" รู้ว่า "เขาเห็นเราแล้ว จักทำการสงเคราะห์
แก่เรา, ก็แล กุลบุตรนี้ ครั้นกระทำแล้ว จักได้สมบัติใหญ่" จึงห่ม
จีวร ถือบาตร แสดงตนยืนอยู่ที่ประตูเรือนของนายตัมพทาฐิกะนั้น
นั่นแล.
นายตัมพทาฐิกะนั้น พอแลเห็นพระเถระก็มีจิตเลื่อมใส คิดว่า
"เรากระทำโจรฆาตกกรรมมานาน, เราฆ่ามนุษย์เสียเป็นอันมาก; บัดนี้
ในเรือนของเราตกแต่งยาคูเจือน้ำนมไว้, แลพระเถระก็มายืนอยู่ที่ประตู
เรือนของเรา; เราถวายไทยธรรมแก่พระผู้เป็นเจ้าเสียในเวลานี้ ก็ควร"
ดังนี้แล้ว จึงนำยาคูที่วางไว้ข้างหน้าออกไปแล้ว เข้าไปหาพระเถระ
ไหว้แล้วนิมนต์ให้นั่งภายในเรือน เกลี่ยยาคูเจือน้ำนมลงในบาตร ราดเนย
ใสใหม่แล้ว ได้ยืนพูดพระเถระอยู่. ทีนั้น อัธยาศัยเพื่อดื่มยาคูเจือน้ำนม
ได้มีกำลัง เพราะเขาไม่เคยได้แล้วสิ้นเวลานาน. พระเถระรู้อัธยาศัยของ
นายตัมพทาฐิกะนั้น จึงพูดกะเขาว่า " อุบาสก ท่านจงดื่มยาคูของตน
เถิด." เขาให้พูดในมือแก่ผู้อื่นแล้วดื่มยาคูเอง. พระเถระพูดกะบุรุษผู้
พัดว่า "ท่านจงไป จงพัดอุบาสกเถิด." เขาอันบุรุษนั้นพัดอยู่ ดื่มยาคู
เต็มท้องแล้วมายืนพัดพระเถระ ได้รับบาตรของพระเถระ ผู้กระทำภัตกิจ
เสร็จแล้ว. พระเถระเริ่มอนุโมทนาแก่เขาแล้ว เขาไม่อาจกระทำจิต
ของตนให้ไปตามธรรมเทศนาของพระเถระได้. พระเถระสังเกตได้จึงถาม
ว่า "อุบาสก เหตุไร ท่านจึงไม่อาจทำจิตให้ไปตามธรรมเทศนาได้ ?"
ตัมพทาฐิกะ. "ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทำกรรมหยาบช้ามาสิ้นกาล