พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 411 (เล่ม 41)

เรือนยอด ๕๐๐ หลัง เพื่อภิกษุ ๕๐๐ รูป มีลาภ, มีบุญ. น่าชมจริง,"
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุม
กันด้วยถ้อยคำอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "ด้วยถ้อยคำ
ชื่อนี้พระเจ้าข้า," ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราไม่มีบุญ, ไม่มีบาป;
(เพราะ) บุญและบาปทั้งสองเธอละเสียแล้ว" ได้ตรัสพระคาถานี้ ใน
พราหมณวรรค ว่า:-
"บุคคลใดในโลกนี้ ล่วงเครื่องข้อง ๒ อย่าง
คือบุญและบาป, เราเรียกบุคคลนั้น ผู้ไม่โศก ปราศ-
จากกิเลสเพียงดังธุลี ผู้หมดจดว่า เป็นพราหมณ์."
เรื่องพระขทิรวนิยเรวตเถระ จบ.

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 412 (เล่ม 41)

๑๐. เรื่องหญิงคนใดคนหนึ่ง [๗๐]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภหญิงคนใด
คนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "รมณียานิ" เป็นต้น.
หญิงนครโสภิณียั่วจิตพระเถระให้หลง
ดังได้สดับมา ภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง เรียนกัมมัฏฐาน
ในสำนักของพระศาสดาแล้ว เข้าไปสู่สวนร้างสวนหนึ่งทำสมณธรรมอยู่.
ครั้งนั้นหญิงนครโสภิณีคนหนึ่ง ทำการนัดแนะกับบุรุษว่า "ฉันจักไปสู่
ที่ชื่อโน้น, เธอพึงมาในที่นั้น" ได้ไปแล้ว. บุรุษนั้นไม่มาแล้ว. นาง
แลดูทางมาของบุรุษนั้นอยู่ไม่เห็นเขา กระสันขึ้นแล้ว จึงเที่ยวไปข้างโน้น
ข้างนี้ เข้าไปสู่สวนนั้นพบพระเถระนั่งคู้บัลลังก์ แลไปข้างโน้นข้างนี้
ไม่เห็นใคร ๆ อื่น คิดว่า "ผู้นี้เป็นเป็นชายเหมือนกัน, เราจักยังจิตของ
ผู้นี้ให้ลุ่มหลง" ยืนอยู่ข้างหน้าของพระเถระนั้น เปลื้องผ้านุ่งแล้ว
(กลับ) นุ่งบ่อย ๆ, สยายผมแล้วเกล้า, ปรบมือแล้วหัวเราะ.
ความสังเวชเกิดขึ้นแก่พระเถระ แผ่ซ่านไปทั่วสรีระ. ท่านคิด
ว่า "นี้เป็นอย่างไรหนอแล ?"
พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่พระเถระ
ฝ่ายพระศาสดาทรงใคร่ครวญว่า " ความเป็นไปของภิกษุผู้เรียน
กัมมัฏฐานจากสำนักของเราไปแล้วด้วยตั้งใจว่า 'จักทำสมณธรรม'

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 413 (เล่ม 41)

เป็นอย่างไรหนอแล ?" ทรงเห็นหญิงนั้นแล้ว ทรงทราบกิริยาอนาจาร
ของหญิงนั้น และความเกิดขึ้นแห่งอวามสังเวชของพระเถระ ประทับนั่ง
ในพระคันธกุฎนั่นแหละ ตรัสกับพระเถระนั้นว่า "ภิกษุ ที่ ๆ ไม่
รื่นรมย์ของพวกคนผู้แสวงหากามนั่นแหละ เป็นที่รื่นรมย์ของผู้มีราคะ
ปราศจากแล้วทั้งหลาย." ก็แลครั้นตรัสอย่างนั้นแล้ว ทรงแผ่พระโอภาส
ไป เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุนั้น ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑๐. รมณียานี อรญฺญนิ ยตฺถ น รมตี ชโน
วีตราคา รเมสฺสนฺติ น เต กามคเวสิโน.
"ป่าทั้งหลาย เป็นที่น่ารื่นรมย์, ท่านผู้มีราคะ
ไปปราศแล้วทั้งหลาย จักยินดีในป่าอันไม่เป็นที่
ยินดีของชน, ( เพราะ ) ท่านผู้มีราคะไปปราศแล้ว
นั้น เป็นผู้มีปกติไม่แสวงหากาม."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรญฺญานิ ความว่า ธรรมดาป่าทั้งหลาย
อันประดับด้วยไพรสณฑ์มีต้นไม้รุ่น ๆ มีดอกบานแล้ว สมบูรณ์ด้วย
น้ำใสสะอาด เป็นที่น่ารื่นรมย์. บทว่า ยตฺถ เป็นต้น ความว่า ชน
ผู้แสวงหากาม ย่อมไม่ยินดีในป่าทั้งหลายใด เหมือนแมลงวันบ้าน
ไม่ยินดีในป่าบัวหลวง ซึ่งมีดอกอันแย้มแล้วฉะนั้น.
บทว่า วีตราคา เป็นต้น ความว่า ก็ท่านผู้มีราคะไปปราศแล้ว
ทั้งหลาย คือพระขีณาสพ จักยินดีในป่าทั้งหลายเห็นปานนั้น เหมือน
แมลงภู่และแมลงผึ้ง ยินดีในป่าบัวหลวงฉะนั้น.

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 414 (เล่ม 41)

ถามว่า " เพราะเหตุไร ?"
แก้ว่า "เพราะท่านผู้มีราคะไปปราศแล้วเหล่านั้น เป็นผู้มีปกติ
ไม่แสวงหากาม." อธิบายว่า เพราะท่านเหล่านั้นย่อมไม่เป็นผู้มีปกติ
แสวงหากาม (จึงยินดีในป่าทั้งหลาย).
ในกาลจบเทศนา พระเถระนั้นนั่งตามปกตินั่นแล บรรลุพระอรหัต
พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย มาโดยอากาศ ทำความชมเชย ถวาย
บังคมพระบาททั้งสองของพระตถาคต ได้ไปแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องหญิงคนใดคนหนึ่ง จบ.
อรหันตวรรควรรณนา จบ.
วรรคที่ ๗ จบ.

414
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 415 (เล่ม 41)

คาถาธรรมบท
สหัสสวรรค๑ที่ ๘
ว่าด้วยสิ่งเดียวประเสริฐกว่าร้อยกว่าพัน
[๑๘] ๑. หากวาจาแม้ตั้งพัน ไม่ประกอบด้วยบทที่
เป็นประโยชน์ไซร้ บทที่เป็นประโยชน์บทเดียว ซึ่ง
บุคคลฟังแล้วสงบระงับได้ ประเสริฐกว่า.
๒. หากว่า คาถาแม้พันหนึ่ง ไม่ประกอบ
ด้วยบทเป็นประโยชน์ (ไม่ประเสริฐ ) บทแห่ง
คาถาบทเดียว ซึ่งบุคคลฟังแล้ว สงบระงับได้
ประเสริฐกว่า.
๓. ก็ผู้ใดพึงกล่าวคาถาตั้งร้อย ซึ่งไม่ประกอบ
ด้วยบทเป็นประโยชน์ บทแห่งธรรมบทเดียวที่บุคคล
ฟังแล้วสงบระงับได้ ประเสริฐกว่า (การกล่าวคาถา
ตั้งร้อยของผู้นั้น) ผู้ใดพึงชนะมนุษย์พันหนึ่งคูณด้วย
พันหนึ่ง (คือ ๑ ล้าน) ในสงคราม ผู้นั้นหาชื่อว่า
เป็นยอดแห่งชนผู้ชนะในสงครามไม่ ส่วนผู้ใดชนะ
ตนคนเดียวได้ ผู้นั้นแลเป็นยอดแห่งผู้ชนะใน
สงคราม.
๔. ตนนั่นแล บุคคลชนะแล้วประเสริฐ ส่วน
๑. วรรคที่ ๘ มีอรรถกถา ๑๔ เรื่อง.

415
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 416 (เล่ม 41)

หมู่สัตว์นอกนี้ บุคคลชนะแล้วไม่ประเสริฐเลย
(เพราะ) เมื่อบุรุษฝึกตนแล้ว ประพฤติสำรวม
เป็นนิตย์ เทวดา คนธรรพ์ มาร พร้อมทั้งพรหม
พึงทำความชนะของสัตว์เห็นปานนั้น ให้กลับแพ้
ไม่ได้เลย.
๕. ผู้ใด พึงบูชาด้วยทรัพย์พันหนึ่งทุก ๆ
เดือนสิ้น ๑๐๐ ปี ส่วนการบูชานั้นนั่นแลของผู้ที่พึง
บูชา ท่านผู้มีตนอบรมแล้วคนเดียว แม้ครู่หนึ่ง
ประเสริฐกว่าการบูชาของผู้นั้น การบูชาสิ้น ๑๐๐ ปี
จะประเสริฐอะไรเล่า.
๖. ก็สัตว์ใด พึงบำเรอไฟในป่าตั้ง ๑๐๐ ปี
ส่วนเขาพึงบูชาท่านผู้มีตนอบรมแล้วผู้เดียว แม้ครู่
หนึ่ง การบูชานั้นนั่นแลประเสริฐกว่า (การบูชาไฟ
ในป่าตั้ง ๑๐๐ ปี) การบูชา ๑๐๐ ปี จะประเสริฐ
อะไรเล่า.
๗. ผู้มุ่งบุญพึงบูชายัญและทำบำบวงอย่างใด
อย่างหนึ่งในโลกตลอดปี ทานนั้นแม้ทั้งหมดไม่ถึง
ส่วน ๔ การอภิวาทในท่านผู้ดำเนินตรงประเสริฐสุด.
๘. ธรรม ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ
สุขะ พละ เจริญแก่บุคคลผู้กราบไหว้เป็นปกติ
ผู้อ่อนน้อมต่อท่านผู้เจริญเป็นนิตย์.
๙. ก็ผู้ใดทุศีล มีใจไม่ตั้งมั่น พึงเป็นอยู่

416
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 417 (เล่ม 41)

๑๐๐ ปี ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้มีศีล มีฌาน
ประเสริฐกว่า (ความเป็นอยู่ของผู้นั้น).
๑๐. ก็ผู้ใดมีปัญญาทราม มีใจตั้งมั่น พึงเป็น
อยู่ ๑๐๐ ปี ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้มีปัญญา มี
ฌาน ประเสริฐกว่า (ความเป็นอยู่ของผู้นั้น).
๑๑. ก็ผู้ใดเกียจคร้านมีความเพียรอันทราม
พึงเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ความเป็นอยู่วันเดียวของท่านผู้
ปรารภความเพียรมั่น ประเสริฐกว่าชีวิตของผู้นั้น.
๑๒. ก็ผู้ใดไม่เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อม
อยู่ พึงเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ความเป็นอยู่วันเดียวของ
ผู้เห็นความเกิดและความเสื่อม ประเสริฐกว่า
ความเป็นอยู่ของผู้นั้น.
๑๓. ก็ผู้ใดไม่เห็นบทอันไม่ตาย พึงเป็นอยู่
๑๐๐ ปี ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้เห็นบทอันไม่
ตาย ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ของผู้นั้น.
๑๔. ผู้ใดไม่เห็นธรรมอันยอดเยี่ยม พึงเป็น
อยู่ ๑๐๐ ปี ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้เห็นธรรม
อันยอดเยี่ยม ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ของผู้นั้น.
จบสหัสสวรรคที่ ๘.

417
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 418 (เล่ม 41)

๘. สหัสสวรรควรรณนา
๑. เรื่องบุรุษผู้ฆ่าโจรมีเคราแดง [๘๑]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภบุรุษผู้ฆ่าโจร
มีเคราแดง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "สหสฺสมปิ เจ วาจา "
เป็นต้น.
เพชฌฆาตเคราแดง
ดังได้สดับมา โจร ๔๙๙ คน ทำกรรมมีการปล้นชาวบ้านเป็นต้น
สำเร็จความเป็นอยู่แล้ว. ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่งมีตาเหลือกเหลือง มีเครา
แดง ไปยังสำนักของโจรเหล่านั้น กล่าวว่า "แม้เราจักเป็นอยู่กับ
พวกท่าน." ทีนั้นพวกโจรแสดงบุรุษนั้นแก่หัวหน้าโจร แล้วกล่าวว่า
"ชายแม้นี้ ปรารถนาจะอยู่ในสำนักของพวกเรา." ครั้งนั้นหัวหน้าโจร
แลดูบุรุษนั้นแล้วคิดว่า "บุรุษผู้นี้ กักขฬะนัก สามารถในการที่จะ
ตัดนมของแม่ หรือนำเลือดในลำคอของพ่อออกแล้ว กินได้" จึงห้ามว่า
" กิจคือการอยู่ ในสำนักของพวกเราสำหรับบุรุษนี้ไม่มี." บุรุษนั้นแม้ถูก
หัวหน้าโจรห้ามแล้วอย่างนั้นก็ไม่ไป บำรุงศิษย์คนหนึ่งของหัวหน้าโจร
นั้นนั่นแลให้พอใจแล้ว. โจรนั้นพาบุรุษนั้นเข้าไปหาหัวหน้าโจรแล้ว
อ้อนวอนว่า "นาย ผู้นี้เป็นคนดี มีอุปการะแก่พวกเรา, ขอท่านจง

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 419 (เล่ม 41)

สงเคราะห์เขาเถิด" ให้หัวหน้าโจรรับไว้แล้ว. ภายหลังวันหนึ่ง พวก
ชาวเมืองร่วมกันกับพวกราชบุรุษจับโจรเหล่านั้นได้ จึงนำไปสู่สำนักของ
พวกอำมาตย์ผู้วินิจฉัยทั้งหลาย. พวกอำมาตย์สั่งบังคับการตัดศีรษะของโจร
เหล่านั้นด้วยขวาน. ลำดับนั้น พวกชาวเมืองปรึกษากันว่า "ใครหนอ
แล ? จักฆ่าโจรเหล่านี้" แสวงหาอยู่ ไม่เห็นใคร ๆ ผู้ปรารถนาเพื่อ
จะฆ่าโจรเหล่านั้น จึงพูดกะหัวหน้าโจรว่า ท่านฆ่าโจรเหล่านี้แล้ว
จักได้ทั้งชีวิต ทั้งความนับถือทีเดียว. ท่านจงฆ่าโจรเหล่านั้น." แม้
หัวหน้าโจรนั้น ก็ไม่ปรารถนาจะฆ่า เพราะความที่พวกโจรนั้นอาศัยตน
อยู่แล้ว. พวกชาวเมืองถามโจร ๔๙๙ คนโดยอุบายนั้น. แม้โจรทั้งหมด
ก็ไม่ปรารถนาแล้ว. พวกชาวเมือง ถามนายตัมพทาฐิกะ ( เคราแดง)
ผู้มีตาเหลือกเหลืองนั้น ภายหลังโจรทั้งหมด. นายตัมพทาฐิกะนั้นรับคำ
ว่า " ดีละ " แล้ว ฆ่าโจรทั้งหมดนั้น ได้ทั้งชีวิตทั้งความนับถือแล้ว.
เพชฌฆาตออกจากตำแหน่งเวลาแก่
พวกชาวเมืองนำโจร ๕๐๐ คนมาแม้แต่ทิศทักษิณแห่งเมืองแล้ว
แสดงแก่พวกอำมาตย์โดยอุบายนั้น, เมื่อพวกอำมาตย์นั้นสั่งบังคับให้ตัด
ศีรษะโจรเหล่านั้น, จึงถามตั้งแต่หัวหน้าโจรเป็นต้นไป ไม่เห็นใครผู้
ปรารถนาจะฆ่า จึงถามว่า "ในวันก่อน บุรุษหนึ่งฆ่าโจร ๕๐๐ คนแล้ว,
บุรุษนั่นอยู่ที่ไหนหนอแล ?" เมื่อชนทั้งหลายตอบว่า "พวกข้าพเจ้า
เห็นเขาแล้วในที่ชื่อโน้น" จึงให้เรียกเขาแล้วสั่งบังคับว่า "ท่านจงฆ่า
โจรเหล่านี้, ท่านจะได้ความนับถือ." นายตัมพทาฐิกะนั้นรับว่า "ดีละ"
แล้วฆ่าโจรเหล่านั้น ได้ความนับถือแล้ว.

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 420 (เล่ม 41)

ครั้งนั้นชาวเมืองเหล่านั้นปรึกษากันว่า "บุรุษคนนี้ดี, พวกเรา
จักทำเขาให้เป็นคนฆ่าโจรประจำทีเดียว" ดังนี้แล้ว จึงให้ตำแหน่งนั้น
แก่เขา กระทำความนับถือแล้ว.
นายตัมพทาฐิกะนั้นฆ่าโจร (คราวละ) ๕๐๐ ๆ ซึ่งเขานำมาแต่
ทิศปัศจิมบ้าง ทิศอุดรบ้าง. เขาฆ่าโจร (สิ้น) ๒ พันคน ซึ่งนำมา
แต่ทิศทั้ง ๔ ด้วยอุบายอย่างนั้น จำเดิมแต่นั้น เมื่อฆ่ามนุษย์ที่เขานำมา ๆ
คือ "คนหนึ่ง สองคน" ทุกวัน ๆ ได้กระทำโจรฆาตกกรรมสิ้น ๕๕ ปี.
ื้ในเวลาเป็นคนแก่ เขาไม่อาจจะตัดศีรษะด้วยการฟันทีเดียวได้, ต้องฟัน
๒-๓ ที ทำให้มนุษย์ทั้งหลายลำบาก. พวกชาวเมืองคิดกันว่า "คนฆ่าโจร
แม้อื่นจักเกิดขึ้น, ผู้นี้ทำมนุษย์ทั้งหลายให้ลำบากเหลือเกิน. จะต้องการ
อะไรด้วยผู้นี้" จึงถอนตำแหน่งนั้นของเขาเสีย.
นายตัมพทาฐิกะนั้น กระทำโจรฆาตกรรมอยู่ในกาลก่อน จึงไม่ได้
กิจ อย่างนี้ คือ "การนุ่งผ้าใหม่ การดื่มยาคูเจือน้ำนมที่ปรุงด้วย
เนยใสใหม่ การประดับดอกมะลิ การทาด้วยของหอม." ในวันที่ถูก
ออกจากตำแหน่ง เขากล่าวว่า " ท่านทั้งหลาย จงดื่มยาคูเจือน้ำนมแก่
เรา" แล้ว ให้คนถือผ้าใหม่ ระเบียบดอกมะลิและเครื่องทา ไปยังแม่น้ำ
อาบน้ำแล้ว นุ่งผ้าใหม่ ประดับดอกไม้ มีตัวทาด้วยของหอมมาสู่เรือน
นั่งแล้ว. ทีนั้นชนทั้งหลายวางยาคูเจือน้ำนมที่ปรุงด้วยเนยใสใหม่ข้างหน้า
ของเขาแล้ว นำน้ำสำหรับล้างมือมา.
นายตัมพทาฐิกะกระทำบุญแก่พระสารีบุตร
ในขณะนั้น พระสารีบุตรเถระออกจากสมาบัติ พิจารณาทางเที่ยว

420