พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 371 (เล่ม 41)

ไม่ไปกับพระศาสดา,' ดังนี้นั่นแลเกิด เป็นจริง แล้ว."
ทรงชี้แจงเหตุที่พระมหากัสสปกลับ
พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของภิกษุทั้งหลายแล้วเสด็จกลับประทับ
ยืน ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอกล่าวชื่ออะไรกันนั่น ?" ภิกษุ
เหล่านั้นกราบทูลว่า "พวกข้าพระองค์ กล่าวปรารภพระมหากัสสปเถระ
พระเจ้าข้า" ดังนี้แล้ว กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดตามแนวความที่ตน
กล่าวแล้วนั่นแล.
พระศาสดาทรงสดับคำนั้นแล้ว ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวก
เธอกล่าว (หา) กัสสปว่า ข้องแล้วในตระกูลและในปัจจัยทั้งหลาย,'
(แต่ความจริง) เธอกลับแล้ว ด้วยทำในใจว่า 'เราจักทำตามคำของเรา
(ตถาคต).' ก็กัสสปนั่น แม้ในกาลก่อน เมื่อจะทำความปรารถนานั่นแล
ก็ได้ทำความปรารถนาว่า 'เราพึงเป็นผู้ไม่ข้องในปัจจัย ๔ มีอุปมาดัง
พระจันทร์ สามารถเข้าไปสู่ตระกูลทั้งหลายได้,' กัสสปนั่น ไม่มีความ
ข้องในตระกูลหรือในปัจจัยทั้งหลาย; เราเมื่อจะกล่าวข้อปฏิบัติอันเปรียบ
ด้วยพระจันทร์ และข้อปฏิบัติแห่งวงศ์ของพระอริยะ ก็กล่าวอ้างกัสสปให้
เป็นต้น."
พระศาสดาตรัสบุรพจริตของพระเถระ
ภิกษุทั้งหลายทูลถามพระศาสดาว่า "ก็พระเถระตั้งความปรารถนา
ไว้เมื่อไร ? พระเจ้าข้า."
พระศาสดา. พวกเธอประสงค์จะฟังหรือ ? ภิกษุทั้งหลาย.
พวกภิกษุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าข้า.

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 372 (เล่ม 41)

พระศาสดา ตรัสแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า "ภิกษุทั้งหลาย ในที่สุด
แห่งแสนกัลป์แต่กัลป์นี้ พระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ทรง
อุบัติขึ้นแล้วในโลก" ดังนี้แล้ว ตรัสความประพฤติในกาลก่อนของ
พระเถระทั้งหมด ตั้งต้นแต่ท่านตั้งความปรารถนาไว้ในกาลแห่งพระ-
พุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ. บุรพจริตนั้น พระธรรมสังคาหกา-
จารย์ให้พิสดารแล้ว ในพระบาลีอันแสดงประวัติของพระเถระนั่นแล.
ตรัสเปรียบพระเถระด้วยพระยาหงส์
ก็พระศาสดาครั้นตรัสบุรพจริตของพระเถระนี้ให้พิสดารแล้ว จึง
ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เพราะอย่างนี้แล เราจึงกล่าวข้อปฏิบัติอันเปรียบ
ด้วยพระจันทร์ และข้อปฏิบัติแห่งวงศ์ของพระอริยะ อ้างเอากัสสปบุตร
ของเราให้เป็นต้น. ชื่อว่าความข้องในปัจจัยก็ดี ตระกูลก็ดี วิหารก็ดี
บริเวณก็ดี ย่อมไม่มีแก่บุตรของเรา. บุตรของเราไม่ข้องในอะไร ๆ เลย
เหมือนพระยาหงส์ ร่อนลงในเปือกตม เที่ยวไปในเปือกตมนั้นแล้ว ก็บิน
ไปฉะนั้น" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรมจึงตรัสพระ-
คาถานี้ว่า:-
๒. อุยฺยุญฺชนฺติ สตีมนฺโต น นิเกเต รมนฺติ เต
หํสาว ปลฺลลํ หิตฺวา โอกโมกํ ชหนฺติ เต.
"ท่านผู้มีสติย่อมออก. ท่านย่อมไม่ยินดีใน
ที่อยู่; ท่านละความห่วงใยเสีย เหมือนฝูงหงส์
ละเปือกตมไปฉะนั้น."

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 373 (เล่ม 41)

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บาทพระคาถาว่า อุยฺยุญฺชนฺติ สตีมนฺโต ความ
ว่า ท่านผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติ คือว่าท่านผู้มีอาสวะสิ้นแล้วย่อมขวน
ขวาย ร่ำอยู่ในคุณอันตนแทงตลอดแล้ว มีฌานและวิปัสสนาเป็นต้น
ด้วยนึกถึง ด้วยเข้าสมาบัติ ด้วยออกจากสมาบัติ ด้วยตั้งใจอยู่ในสมาบัติ
และด้วยพิจารณาถึง.
บาทพระคาถาว่า น นิเกเค รมนฺติ เต คือชื่อว่าความยินดีใน
ที่ห่วงของท่าน ย่อมไม่มี.
บทว่า หํสาว นี้ เป็นแง่แห่งเทศนา. ก็นี้ความอธิบายในคำนี้
ว่า :- ฝูงนกถือเอาเหยื่อของตน ในเปือกตมอันบริบูรณ์ด้วยเหยื่อแล้ว
ในเวลาไป ไม่ทำความห่วงสักหน่อยในที่นั้นว่า "น้ำของเรา, ดอก
ปทุมของเรา, ดอกอุบลของเรา, ดอกบุณฑริกของเรา. หญ้าของเรา"
หาความเสียดายมิได้เทียว ละประเทศนั้น บินเล่นไปในอากาศ ฉันใด :
พระขีณาสพทั้งหลายนั่น ก็ฉันนั้นแล แม้อยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ไม่ข้องแล้ว
ในสกุลเป็นต้นเทียวอยู่ แม้ในคราวไป ละที่นั้นไปอยู่ หาความห่วงหา
ความเสียดายว่า " วิหารของเรา, บริเวณของเรา, อุปัฏฐากของเรา"
มิได้เทียว ไปอยู่.
บทว่า โอกโมกํ คือ อาลัย, ความว่า ละความห่วงทั้งปวงเสีย.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระมหากัสสปเถระ จบ.

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 374 (เล่ม 41)

๓. เรื่องพระเพฬัฏฐสีสเถระ [๗๓]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชต วันทรงปรารภท่านเพฬัฏฐสีสะ
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "เยสํ สนฺนิจโย นตฺถิ" เป็นต้น.
ทรงบัญญัติสันนิธิการสิกขาบท
ดังได้สดับมา ท่านนั้นเที่ยวบิณฑบาตถนนหนึ่ง ภายในบ้าน
ทำภัตกิจแล้ว เที่ยวถนนอื่นอีก ถือเอาข้าวตากนำไปวิหารเก็บไว้ คิดเห็น
ว่า " ขึ้นชื่อว่าการเที่ยวแสวงหาบิณฑบาตร่ำไป เป็นทุกข์" ยังวันเล็ก
น้อยให้ล่วงไป ด้วยสุขในฌานแล้ว, เมื่อต้องการด้วยอาหารมีขึ้น, ย่อม
ฉันข้าวตากนั้น. พวกภิกษุรู้เข้าติเตียนแล้ว ทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า. พระศาสดาแม้ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย เพื่อประ-
โยชน์เว้นการสั่งสมต่อไปในเพราะเหตุนั้นแล้ว ก็ต่อเมื่อจะทรงประกาศ
ความหาโทษมิได้แห่งพระเถระ เพราะการเก็บอาหารนั้น อันพระเถระ
อาศัยความมักน้อย ทำเมื่อยังมิได้ทรงบัญญัติสิกขาบท เมื่อจะทรงสืบ
อนุสนธิแสดงธรรม ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๓. เยสํ สนฺนิจฺจโย นตฺถิ เย ปฺริญฺญาตโภชนา
สุญฺญโต อนิมิตฺโต จ วิโมกฺโข เยส โคจโร
อากาเสว สกุนฺตานํ คติ เตสํ ทุรนฺนยา.

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 375 (เล่ม 41)

" คติของชนทั้งหลายผู้หาสั่งสมมิได้, ผู้กำหนด
รู้โภชนะ, มีสุญญตวิโมกข์ และอนิมิตตวิโมกข์เป็น
อารมณ์, ไปตามยาก เหมือนทางไปของฝูงนกใน
อากาศฉะนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า สนฺนิจโย๑ สั่งสมมี ๒ อย่าง คือ
สั่งสมกรรม ๑ สั่งสมปัจจัย ๑; ในการสั่งสม ๒ อย่างนั้น กรรมที่
เป็นกุศลและอกุศล ชื่อว่าสั่งสมกรรม. ปัจจัย ๔ ชื่อว่าสั่งสมปัจจัย.
ในสั่งสม ๒ อย่างนั้น สั่งสมปัจจัยย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้อยู่ในวิหาร เก็บน้ำ
อ้อยก้อนหนึ่ง เนยใสสักเท่าเสี้ยวที่ ๔ และข้าวสารทะนานหนึ่งไว้.
ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เก็บไว้ยิ่งกว่านั้น; สั่งสม ๒ อย่างนี้ของชนเหล่าใดไม่มี.
บทว่า ปริญฺญาตโภชนา คือกำหนดรู้โภชนะด้วยปริญญา ๓.
ก็การรู้โภชนะมีข้าวต้มเป็นต้น โดยความเป็นข้าวต้มเป็นต้น ชื่อว่า
ญาตปริญญา (กำหนดรู้ด้วยอันรู้อยู่แล้ว). ส่วนการกำหนดรู้โภชนะ
ด้วยอำนาจสำคัญเห็นในอาหารปฏิกูล ชื่อว่าตีรณปริญญา (กำหนดรู้ด้วย
อันไตร่ตรอง). ญาณเป็นเหตุถอนความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจใน
โภชนาหารออกเสีย ชื่อว่าปหานปริญญา (กำหนดรู้ด้วยอันละเสีย);
ชนเหล่าใด กำหนดรู้โภชนะด้วยปริญญา ๓ นี้.
ในบาทพระคาถาว่า สุญฺญโต อนิมิตฺโต จ นี้ แม้อัปปณิหิต-
วิโมกข์ ก็ทรงถือเอาด้วยแท้. เหตุว่า บทเหล่านั้นทั้ง ๓ เป็นชื่อแห่ง
๑. บาลี เป็น สนฺนิจฺจโย.

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 376 (เล่ม 41)

พระนิพพานนั่นแล. จริงอยู่ พระนิพพานท่านกล่าวว่าสุญญตวิโมกข์
เหตุว่า ว่าง เพราะไม่มีแห่งราคะโทสะโมหะ และพ้นจากราคะโทสะ
โมหะนั้น, พระนิพพานนั้น ท่านกล่าวว่าอนิมิตตวิโมกข์ เหตุว่า
หานิมิตมิได้ เพราะไม่มีแห่งนิมิตมีราคะเป็นต้น และพ้นแล้วจากนิมิต
เหล่านั้น. อนึ่งท่านกล่าวว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ เหตุว่า มิได้ตั้งอยู่
เพราะไม่มีแห่งปณิธิ คือกิเลสเป็นเหตุตั้งอยู่มีราคะเป็นต้น และพ้นแล้ว
จากปณิธิเหล่านั้น. วิโมกข์ ๓ อย่างนั้น เป็นอารมณ์ของชนเหล่าใด ผู้
ทำพระนิพพานนั้นให้เป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจเข้าสมาบัติ สัมปยุตด้วย
ผลจิตอยู่.
บาทพระคาถาว่า คติ เตสํ ทุรนฺวยา ความว่า เหมือนอย่าง
ว่า ทางไปของฝูงนกผู้ไปแล้วโดยอากาศไปตามยาก คือไม่อาจจะรู้ เพราะ
ไม่เห็นรอยเท้า ฉันใด; คติของชนทั้งหลายผู้หาสั่งสม ๒ อย่างนี้มิได้
ผู้กำหนดรู้โภชนะด้วยปริญญา ๓ นี้ และผู้มีวิโมกข์มีประการอันกล่าว
แล้วนี้เป็นอารมณ์ ก็ไปตามยาก คือไม่อาจบัญญัติ เพราะไม่ปรากฏแห่ง
การไปว่า "ไปแล้ว ในส่วน ๕ นี้ คือ ' ภพ ๓ กำเนิด ๔ คติ ๕
วิญญาณฐิติ ๗ สัตตาวาส ๙ ' โดยส่วนชื่อนี้ ๆ " ฉันนั้นแล.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระเพฬัฎฐสีสเถระ จบ.

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 377 (เล่ม 41)

๔. เรื่องพระอนุรุทธเถระ
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพระอนุรุทธเถระ
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ยสฺสาสวา ปริกฺขีณา " เป็นต้น.
เทพธิดาถวายผ้าแก่พระอนุรุทธเถระ
ความพิสดารว่า ในวันหนึ่ง พระเถระมีจีวรเก่าแล้ว แสวงหา
จีวรในที่ทั้งหลายมีกองหยากเยื่อเป็นต้น. หญิงภรรยาเก่าของพระเถระนั้น
ในอัตภาพที่ ๓ แต่อัตภาพนี้ ได้เกิดเป็นเทพธิดาชื่อชาลินี ในดาวดึงส-
ภพ. นางชาลินีเทพธิดานั้น เห็นพระเถระเที่ยวแสวงหาท่อนผ้าอยู่
ถือผ้าทิพย์ ๓ ผืน ยาว ๓ ศอก กว้าง ๔ ศอก แล้วคิดว่า " ถ้าเรา
จักถวายโดยทำนองนี้. พระเถระจักไม่รับ " จึงวางผ้าไว้บนกองหยากเยื่อ
แห่งหนึ่ง ข้างหน้าของพระเถระนั้น ผู้แสวงหาท่อนผ้าทั้งหลายอยู่ โดย
อาการที่เพียงชายผ้าเท่านั้น จะปรากฏได้. พระเถระเที่ยวแสวงหาท่อนผ้า
อยู่โดยทางนั้น เห็นชายผ้าของท่อนผ้าเหล่านั้นแล้ว จึงจับที่ชายผ้านั้น
นั่นแลฉุดมาอยู่ เห็นผ้าทิพย์มีประมาณดังกล่าวแล้วถือเอาด้วยคิดว่า " ผ้านี้
เป็นผ้าบังสุกุลอย่างอุกฤษฏ์หนอ " ดังนี้แล้วหลีกไป.

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 378 (เล่ม 41)

พระศาสดาทรงช่วยทำจีวร
ครั้นในวันทำจีวรของพระเถระนั้น พระศาสดามีภิกษุ ๕๐๐ รูป
เป็นบริวาร เสด็จไปวิหารประทับนั่งแล้ว. แม้พระเถระผู้ใหญ่ ๘๐ รูป
ก็นั่งแล้วอย่างนั้นเหมือนกัน. พระมหากัสสปเถระนั่งแล้วตอนต้น เพื่อ
เย็บจีวร. พระสารีบุตรเถระนั่งในท่ามกลาง. พระอานนท์เถระนั่งในที่สุด.
ภิกษุสงฆ์กรอด้าย. พระศาสดาทรงร้อยด้ายนั้นในรูเข็ม. พระมหา-
โมคคัลลานเถระ. ความต้องการด้วยวัตถุใด ๆ มีอยู่. เที่ยวน้อมนำวัตถุ
นั้น ๆ มาแล้ว. แม้เทพธิดาเข้าไปสู่ภายในบ้านแล้ว ชักชวนให้รับภิกษา
ว่า " ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พระศาสดาทรงทำจีวรแก่พระอนุรุทธเถระ
ผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลายวันนี้ อันพระอสีติมหาสาวกแวดล้อม ประทับ
นั่งอยู่ในวิหาร กับภิกษุ ๕๐๐ รูป. พวกท่านจงถือข้าวยาคูเป็นต้น ไป
วิหาร. " แม้พระมหาโมคคัลลานเถระ นำชิ้นชมพู่ใหญ่มาแล้วในระหว่าง
ภัต. ภิกษุ ๕๐๐ รูปไม่อาจเพื่อขบฉันให้หมดได้. ท้าวสักกะได้ทรงทำ
การประพรมในที่เป็นที่กระทำจีวร. พื้นแผ่นดินได้เป็นราวกะว่าย้อมด้วย
น้ำครั่ง. กองใหญ่แห่งข้าวยาคูของควรเคี้ยวและภัต อันภิกษุทั้งหลาย
ฉันเหลือ ได้มีแล้ว.
พระขีณาสพไม่พูดเกี่ยวกับปัจจัย
ภิกษุทั้งหลายโพนทะนาว่า " ประโยชน์อะไร ? ของภิกษุมีประมาณ
เท่านี้ ด้วยข้าวยาคูเป็นต้นอันมากอย่างนั้น. ญาติและอุปัฏฐาก อันภิกษุ
ทั้งหลายกำหนดประมาณแล้ว พึงพูดว่า 'พวกท่าน จงนำวัตถุชื่อมี
ประมาณเท่านี้มา มิใช่หรือ ? พระอนุรุทธเถระเห็นจะประสงค์ให้เขารู้

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 379 (เล่ม 41)

ความที่แห่งญาติและอุปัฏฐากของตนมีมาก." ลำดับนั้น พระศาสดา
ตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพูดอะไรกัน ?"
เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "พูดเรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า" จึงตรัสถาม
ว่า "ภิกษุทั้งหลาย ก็พวกเธอสำคัญว่า 'ของนี้อันอนุรุทธะให้นำมา
แล้วหรือ ?" ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า "อย่างนั้น พระเจ้าข้า" พระ-
ศาสดาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย อนุรุทธะผู้บุตรของเรา ไม่กล่าวถ้อยคำ
เห็นปานนั้น, แท้จริง พระขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวกถาปฏิสังยุต
ด้วยปัจจัย ก็บิณฑบาตนี้ เกิดแล้วด้วยอานุภาพของเทวดา" เมื่อจะ
ทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๔. ยสฺสาสวา ปริกฺขีณา อาหาเร จ อนิสฺสิโต
สุญฺญโต อนิมิตฺโต จ วิโมกฺโข ยสฺส โคจโร
อากาเสว สกุนฺตานํ ปทนฺตสฺส ทุรนฺนยํ.
"อาสวะทั้งหลาย ของบุคคลใด สิ้นแล้ว,
บุคคลใด ไม่อาศัยแล้ว ในอาหาร, และสุญญต-
วิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ เห็นโคจรของบุลคลใด,
ร่องรอยของบุคคลนั้น ๆ รู้ได้ยาก เหมือนรอยของ
นกทั้งหลายในอากาศฉะนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺสาสวา ความว่า อาสวะ ๔
ของบุคคลใด สิ้นแล้ว. บาทพระคาถาว่า อาหาเร จ อนิสฺสิโต ความว่า
อันตัณหานิสัยและทิฏฐินิสัย ไม่อาศัยแล้ว ในอาหาร.

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 380 (เล่ม 41)

บาทพระคาถาว่า ปทนฺตสฺส ทุรนฺวยํ ความว่า อันบุคคลไม่อาจ
เพื่อจะรู้รอยของนกทั้งหลายซึ่งไปในอากาศว่า "นกทั้งหลายเหยียบด้วย
เท้าในที่นี้บินไปแล้ว, กระแทกที่นี้ด้วยอกบินไปแล้ว, ที่นี้ด้วยศีรษะ,
ที่นี้ด้วยปีกทั้งสองฉันใด, อันใคร ๆ ก็ไม่อาจเพื่อบัญญัติ ซึ่งรอยของ
ภิกษุผู้เห็นปานนี้ โดยนัยเป็นต้นว่า 'ภิกษุนี้ ไปแล้วโดยทางนรก
หรือไปแล้วโดยทางดิรัจฉานกำเนิด" ฉันนั้นเหมือนกัน .
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระอนุรุทธเถระ จบ.

380