พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 351 (เล่ม 41)

๕๐๐ ได้ดื่มน้ำมีรสน้อยอันเลว ซึ่งถึงการนับว่า 'น้ำหาง' เพราะ
ความที่เขาเอาน้ำขยำกากอันเป็นแดนซึ่งเหลือจากน้ำลูกจันทน์มีรสชุ่ม ที่ม้า
สินธพชาติอาชาไนย ๕๐๐ ดื่มแล้ว จึงกรองด้วยผ้าเปลือกปอเก่า ๆ เป็น
เหมือนเมาน้ำหวาน เที่ยวร้องเอ็ดอึงอยู่" เมื่อจะทรงแสดงกิริยาของลา
เหล่านั้น อันพระโพธิสัตว์ผู้อันพระราชาทรงสดับเสียงของลาเหล่านั้น
ตรัสถามแล้ว ได้กราบทูลแด่พระราชา ตรัสวาโลทกชาดก๑นี้โดยพิสดาร
ว่า :-
"ความเมาย่อมบังเกิดแก่พวกลา เพราะดื่มกิน
น้ำหางมีรสน้อยอันเลว, แต่ความเมาย่อมไม่เกิดแก่
ม้าสินธพ เพราะดื่มรสที่ประณีตนี้.
ข้าแต่พระราชาผู้เป็นจอมนรชน ลานั้นเป็นสัตว์
มีชาติเลว ดื่มน้ำมีรสน้อย อันรสนั้นถูกต้องแล้ว
ย่อมเมา, ส่วนม้าอาชาไนย ผู้เอาธุระเสมอ เกิด
ในตระกูล (ที่ดี) ดื่มรสที่เลิศแล้วหาเมาไม่"
แล้ว ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษเว้นธรรมคือความโลภแล้ว ย่อม
เป็นผู้ไม่มีวิการเลย ทั้งในเวลาถึงสุข ทั้งในเวลาถึงทุกข์ อย่างนี้" เมื่อ
จะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๘. สพฺพตฺถ เว สปฺปุริสา วชนฺติ
น กามกามา ลปยนฺติ สนฺโต
สุเขน ผุฏฺฐา อถวา ทุกฺเขน
น อุจฺจาวจํ ปณฺฑิตา ทสฺสยนฺติ.
๑. ขุ. ชา. ๒๗/๖๕. อรรถกถา. ๓/๑๒๖.

351
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 352 (เล่ม 41)

" สัตบุรุษทั้งหลายย่อมเว้นในธรรมทั้งปวงแล.
สัตบุรุษทั้งหลาย หาใช่ผู้ปรารถนากามบ่นไม่,๑
บัณฑิตทั้งหลาย อันสุขหรือทุกข์ถูกต้องแล้ว ย่อม
ไม่แสดงอาการขึ้นลง. "
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพตฺถ ได้แก่ ในธรรมทั้งหมด
ต่างโดยธรรมมีขันธ์ เป็นต้น . บุรุษดี ชื่อว่า สปฺปุริสา.
บทว่า วชนฺติ ความว่า สัตบุรุษเมื่อคร่าฉันทราคะออกด้วย
อรหัตมรรคญาณ ชื่อว่าย่อมเว้นฉันทราคะ.
บทว่า น กามกามา ได้แก่ ผู้ใคร่กาม. ( อีกอย่างหนึ่ง) ได้
แก่ เพราะเหตุแห่งกาม คือเพราะกามเป็นเหตุ.
สองบทว่า ลปยนฺติ สนฺโต ความว่า สัตบุรุษทั้งหลายมีพระ-
พุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมไม่บ่นเพ้อด้วยตนเองเลย (ทั้ง ) ไม่ยังผู้อื่นให้
บ่นเพ้อ เพราะเหตุแห่งกาม. จริงอยู่ ภิกษุเหล่าใดเข้าไปเพื่อภิกษา
ตั้งอยู่ในอิจฉาจาร กล่าวคำเป็นต้นว่า " อุบาสก บุตรภรรยาของท่าน
ยังสุขสบายดีหรือ ? อุปัทวะไร ๆ ด้วยสามารถแห่งราชภัยและโจรภัย
เป็นต้น มิได้มีในสัตว์ ๒ เท้าและสัตว์ ๔ เท้าดอกหรือ ? " ภิกษุ
เหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมบ่นเพ้อเอง. ก็ครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว ( พูด )
ให้เขานิมนต์ตนว่า " อย่างนั้น ขอรับ พวกผมทุกคนมีความสุขดี.
๑. อีกนัยหนึ่ง แปลว่า สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่พร่ำเพ้อ เพราะความใคร่ในกาม.
๒. ขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์.

352
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 353 (เล่ม 41)

อุปัทวะไร ๆ มิได้มี, บัดนี้ เรือนของพวกผมมีข้าวน้ำเหลือเฟือ. นิมนต์
ท่านอยู่ในที่นี้แหละ " ดังนี้ ชื่อว่าให้บุคคลอื่นบ่นเพ้อ. ส่วนสัตบุรุษ
ทั้งหลาย ย่อมไม่ทำการบ่นเพ้อแม้ทั้งสองอย่างนั้น.
คำว่า สุเขน ผุฏฺฐา อถวา ทุกฺเขน นี้ สักว่าเป็นเทศนา.
อธิบายว่า " บัณฑิตทั้งหลายผู้อันโลกธรรม๑ ๘ ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่
แสดงอาการขึ้นลง ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้ยินดีและความเป็นผู้เก้อเขิน
หรือด้วยสามารถแห่งการกล่าวคุณและกล่าวโทษ. "
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูป จบ.
๑. โลกธรรม ๘ คือ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์.

353
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 354 (เล่ม 41)

๙. เรื่องพระเถระผู้ตั้งอยู่ในธรรม [๖๘]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระธรรมิก-
เถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "น อตฺตเหตุ" เป็นต้น.
อุบาสกหนีไปบวชได้บรรลุพระอรหัต
ได้ยินว่า อุบาสกคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี อยู่ครองเรืองโดยชอบ
ธรรม. อุบาสกนั้นเป็นผู้ใคร่จะบวช วันหนึ่งเมื่อนั่งสนทนาถึงถ้อยคำ
ปรารภความสุขกับภรรยา จึงพูดว่า "นางผู้เจริญ ฉันปรารถนาจะ
บวช." ภรรยาอ้อนวอนว่า "นาย ถ้ากระนั้น ขอท่านจงคอย จน
กว่าดิฉันจะคลอดบุตรซึ่งอยู่ในท้องก่อนเถิด." เขาคอยแล้ว ในเวลา
ที่เด็กเดินได้ จึงอำลานางอีก เมื่อนางวิงวอนว่า "นาย ขอท่านจงคอย
จนกว่าเด็กนี้เจริญวันเถิด." จึงมาคิดว่า "ประโยชน์อะไรของเราด้วย
หญิงนี้ ที่เราลาแล้วหรือไม่ลา, เราจักทำการสลัดออกจากทุกข์แก่ตนละ"
ดังนี้แล้ว ออกไปบวชแล้ว. ท่านเรียนกัมมัฏฐาน พากเพียนพยายามอยู่
ยังกิจแห่งบรรพชิตของตนให้สำเร็จแล้วจึง (กลับ) ไปเมืองสาวัตถีอีก
เพื่อประโยชน์แก่การเยี่ยมบุตรและภรรยาเหล่านั้น แล้วได้แสดงธรรมกถา
แก่บุตร.
บุตรและภรรยาออกบวชได้บรรลุพระอรหัต
แม้บุตรนั้นออกบวชแล้ว. ก็แลครั้นบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้
บรรลุพระอรหัต. ฝ่ายภรรยาเก่าของภิกษุ (ผู้เป็นบิดา) นั้นคิดว่า

354
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 355 (เล่ม 41)

"เราอยู่ครองเรือนเพื่อประโยชน์แก่ชนเหล่าใด, ชนเหล่านั้นแม้ทั้งสอง
ก็บวชแล้ว, บัดนี้ ประโยชน์อะไรของเราด้วยการครองเรือนเล่า ? เรา
จักบวชละ " แล้วจึงออกไปบวชในสำนักงานภิกษุณี, ก็แลครั้นบวชแล้ว
ไม่นานเลยก็ได้บรรลุพระอรหัต.
พวกภิกษุสรรเสริญพระธรรมิกะ
ภายหลังวันหนึ่ง พวกภิกษุสนทนากันขึ้นในธรรมสภาว่า "ผู้มี
อายุทั้งหลาย ธรรมิกอุบาสก ออกบวช บรรลุพระอรหัตแล้ว ทั้งได้
เป็นที่พึ่งแก่บุตรและภรรยา ก็เพราะความที่ตนตั้งอยู่ในธรรม."
พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้
พวกเธอ นั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไรหนอ ?" เมื่อพวกภิกษุกราบทูลว่า
"ด้วยกถาชื่อนี้พระเจ้าข้า" แล้ว, จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดา
ว่าบัณฑิตไม่พึงปรารถนาความสำเร็จเพราะเหตุแห่งตน (และ) ไม่พึง
ปรารถนาความสำเร็จเพราะเหตุแห่งคนอื่น, แต่พึงเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม
มีธรรมเป็นที่พึ่งโดยแท้" เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระ-
คาถานี้ว่า :-
๙. น อตฺตเหตุ น ปรสฺส เหตุ
น ปุตฺตมิจฺเฉ น ธนํ น รฏฺฐ
น อิจฺเฉยฺย อธมฺเมน สมิทฺธิมตฺตโน
ส สีลวา ปญฺญวา ธมฺมิโก สิยา.
"บัณฑิตย่อมไม่ทำบาป เพราะเหตุแห่งตน,
ย่อมไม่ทำบาป เพราะเหตุแห่งบุคคลอื่น, บัณฑิต

355
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 356 (เล่ม 41)

ไม่พึงปรารถนาบุตร, ไม่พึงปรารถนาทรัพย์ ไม่พึง
ปรารถนาแว่นแคว้น, ( และ) ไม่พึงปรารถนาความ
สำเร็จเพื่อตน โดยไม่เป็นธรรม, บัณฑิตนั้นพึง
เป็นผู้มีศีล มีปัญญา ตั้งอยู่ในธรรม."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น อตฺตเหตุ ความว่า ธรรมดา
บัณฑิต ย่อมไม่ทำบาป เพราะเหตุแห่งตนหรือเพราะเหตุแห่งบุคคลอื่น.
บทว่า น ปุตฺตมิจฺเฉ ความว่า บัณฑิตไม่พึงปรารถนาบุตร
หรือทรัพย์ หรือแว่นแคว้น ด้วยกรรมอันลามก. บัณฑิตเมื่อปรารถนา
แม้สิ่งเหล่านั้น ย่อมไม่กระทำกรรมลามกเลย.
บทว่า สมิทฺธิมตฺตโน ความว่า บัณฑิตไม่พึงปรารถนา แม้
ความสำเร็จเพื่อตน โดยไม่เป็นธรรม. อธิบายว่า บัณฑิตย่อมไม่ทำบาป
แม้เพราะเหตุแห่งความสำเร็จ
บทว่า ส สีลวา ความว่า บุคคลผู้เห็นปานนี้นั่นแล พึงเป็น
ผู้มีศีล มีปัญญา และตั้งอยู่ในธรรม อธิบายว่า ไม่พึงเป็นอย่างอื่น.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระเถระผู้ตั้งอยู่ในธรรม จบ.

356
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 357 (เล่ม 41)

๑๐. เรื่องการฟังธรรม [๖๙]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภการฟังธรรม
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อปฺปกา เต มนุสฺเสสุ" เป็นต้น.
คนอาศัยภพแล้วติดภพมีมาก
ดังได้สดับมา พวกมนุษย์ผู้อยู่ถนนสายเดียวกัน ในกรุงสาวัตถี
เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ถวายทานโดยรวมกันเป็นคณะแล้ว ก็ให้ทำการ
ฟังธรรมตลอดคืนยังรุ่ง, แต่ไม่อาจฟังธรรมตลอดคืนยังรุ่งได้; บางพวก
เป็นผู้อาศัยความยินดีในกามก็กลับไปเรือนเสียก่อน, บางพวกเป็นผู้อาศัย
โทสะไปแล้ว, แต่บางพวกง่วงงุนเต็มที นั่งสัปหงกอยู่ในที่นั้นนั่นเอง
ไม่อาจจะฟังได้. ในวันรุ่งขึ้น พวกภิกษุยังถ้อยคำให้ตั้งขึ้นในโรงธรรม
เจาะจงถึงเรื่องนั้น. พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย
บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุทั้งหลาย
กราบทูลว่า " ด้วยเรื่องชื่อนี้" จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดา
สัตว์เหล่านี้ อาศัยภพแล้วเลยข้องอยู่ในภพนั่นเอง โดยดาษดื่น, ชนิดผู้
ถึงฝั่งมีจำนวนน้อย," เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม ได้ตรัสพระ-
คาถาเหล่านี้ว่า :-
๑๐. อปฺปกา เต มนุสฺเสสุ เย ชนา ปารคามิโน
อถายํ อิตรา ปชา ตีรเมวานุธาวติ.

357
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 358 (เล่ม 41)

เย จ โข สมฺมทกฺขาเต ธมฺเม ธมฺมานุวตฺติโน
เต ชนา ปารเมสฺสนฺติ มจฺจุเธยฺยํ สุทุตฺตรํ.
"บรรดามนุษย์ ชนผู้ถึงฝั่งมีจำนวนน้อย, ฝ่าย
ประชานอกนี้เลาะไปตามตลิ่งอย่างเดียว. ก็ชน
เหล่าใดแล ประพฤติสมควรแก่ธรรมในธรรมที่เรา
กล่าวชอบแล้ว, ชนเหล่านั้นล่วงบ่วงมารที่ข้ามได้
ยากอย่างเอกแล้ว จึงถึงฝั่ง."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปกา คือ นิดหน่อย ได้แก่
ไม่มาก. บทว่า ปารคามิโน คือบรรลุพระนิพพาน. บาทพระคาถาว่า
อถายํ อิตรา ปชา ความว่า ฝ่ายประชาที่เหลือนี้ใด ย่อมเลาะไปตาม
ริมตลิ่ง คือ สักกายทิฏฐิ, นี้แล มากนัก.
บทว่า สมฺมทกฺขาเต คือตรัสโดยชอบ ได้แก่ตรัสถูกต้อง.
บทว่า ธมฺเม คือ ในเทศนาธรรม. บทว่า ธมฺมานุวตฺติโน ความ
ว่า ประพฤติสมควรแก่ธรรม ด้วยสามารถแห่งการฟังธรรมนั้นแล้ว
บำเพ็ญปฏิปทาเหมาะแก่ธรรมนั้นแล้ว กระทำมรรคผลให้แจ้ง.
บทว่า ปารเมสฺสนฺติ ความว่า ชนเหล่านั้น คือเห็นปานนั้น
จึงถึงฝั่งคือนิพพาน. บทว่า มจฺจุเธยฺยํ ได้แก่ วัฏฏะอันเป็นไปใน ๓
ภูมิ อันเป็นสถานที่อยู่อาศัยของมัจจุ กล่าวคือกิเลสมาร.
บทว่า สุทุตฺตรํ ความว่า ชนเหล่าใดประพฤติธรรมสมควรแก่
ธรรม, ชนเหล่านั้นล่วงคือเลยบ่วงมารที่ข้ามได้ยากอย่างเอก คือก้าวล่วง

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 359 (เล่ม 41)

ได้ยากนักแล้วนั้น จักถึงฝ่ายคือพระนิพพาน.
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้.
เรื่องการฟังธรรม จบ.

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 360 (เล่ม 41)

๑๑. เรื่องภิกษุอาคันตุกะ [๗๐]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพวกภิกษุ
อาคันคุกะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "กณฺหํ ธมฺมํ วิปฺปหาย"
เป็นต้น .
พระศาสดาตรัสเหมาะแก่ความประพฤติ
ดังได้ทราบมาว่า ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป จำพรรษาอยู่ใน
แคว้นโกศล ออกพรรษาแล้ว ปรึกษากันว่า "จักเฝ้าพระศาสดา"
จึงไปยังพระเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่สุแห่งหนึ่ง.
พระศาสดาทรงพิจารณาธรรมอันเป็นปฏิปักษ์แก่จริยาของพวกเธอ เมื่อ
จะทรงแสดงธรรม ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า:-
๑๑. กณฺหํ ธมฺมํ วิปฺปหาย สุกฺกํ ภาเวถ ปณฺฑิโต
โอกา อโนกมาคมฺม วิเวเก ยตฺถ ทูรมํ
ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย หิตฺวา กาเม อกิญฺจโน
ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตเกฺลเสหิ ปณฺฑิโต.
เยสํ สมฺโพธิยงฺเคสุ สมฺมา จิตฺตํ สุภาวิตํ
อาทานปฏินิสฺสคฺเค อนุปาทาย เย รตา
ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินิพฺพุตา.
" บัณฑิตละธรรมดำแล้ว ออกจากอาลัย อาศัย
ธรรมอันหาอาลัยมิได้แล้ว ควรเจริญธรรมขาว, ละ
กามทั้งหลายแล้ว หมดความกังวล พึงปรารถนา

360