พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 341 (เล่ม 41)

๖. เรืองพระลกุณฏกภัททิยเถระ [๖๕]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระลกุณฏก-
ภัททิยเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "เสโล ยถา" เป็นต้น.
พระเถระถูกล้อเลียนเพราะร่างเล็ก
ได้ยินว่า สหธรรมิกมีสามเณรเป็นต้น ซึ่งเป็นปุถุชน เห็นพระ-
เถระแล้ว จับที่ศีรษะบ้าง ที่หูบ้าง ที่จมูกบ้าง พลางกล่าวว่า " อาจ๊ะ
อาจ๋า อาไม่กระสัน ยังยินดีแน่นแฟ้น ในพระศาสนาหรือ ?" พระเถระ
ไม่โกรธ ไม่ประทุษร้ายในสหธรรมิกเหล่านั้นเลย.
ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า "ผู้มีอายุทั้งหลาย พวก
ท่านจงดูเถิด สหธรรมมิกมีสามเณรเป็นต้น เห็นพระลกุณฏกภัททิยเถระ
แล้ว ย่อมรังแกอย่างนั้นอย่างนี้, ท่านไม่โกรธ ไม่ประทุษร้ายในสห-
ธรรมิกเหล่านั้นเลย."
พระขีณาสพเป็นดังศิลา
พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ
พูดอะไรกัน ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้น กราบทูลว่า " เรื่องชื่อนี้พระเจ้าข้า"
จึงตรัสว่า "อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาพระขีณาสพ ย่อมไม่โกรธ
ไม่ประทุษร้ายเลย, เพราะท่านเหล่านั้นไม่หวั่นไหว ไม่สะเทือน เช่นกับ
ศิลาแท่งทึบ" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม ตรัสพระ-
คาถานี้ว่า:-

341
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 342 (เล่ม 41)

๖. เสโล ยถา เอกฆโน วาเตน น สมีรติ
เอวํ นินฺทาปสํสาสุ น สมฺนิญฺชนฺติ ปณฺฑิตา.
"ภูเขาศิลาล้วน เป็นแท่งเดียว ย่อมไม่
สะเทือนด้วยลมฉันใด, บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่
เอนเอียงในเพราะนินทาและสรรเสริญฉันนั้น.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า นินฺทาปสํสาสุ นี้ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสโลกธรรมไว้ ๒ ก็จริง, ถึงอย่างนั้น พึงทราบเนื้อความด้วย
สามารถแห่งโลกธรรมแม้ทั้ง ๘. อธิบายว่า เหมือนอย่างว่าภูเขาศิลาล้วน
เป็นแท่งเดียว คือ ไม่มีโพรง ย่อมไม่สะเทือน คือ ไม่เอนเอียง ไม่
หวั่นไหว ด้วยลม ต่างด้วยลมพัดมาแต่ทิศตะวันออกเป็นต้นฉันใด; เมื่อ
โลกธรรมแม้ทั้ง ๘ ครอบงำอยู่ บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่เอนเอียง คือไม่
หวั่นไหว ไม่สะเทือน ด้วยอำนาจความยินร้ายหรือยินดีฉันนั้น."
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมาก บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มี
โสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระลกุณฏกภัททิยเถระ จบ.

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 343 (เล่ม 41)

๗. เรื่องมารดาของนางกาณา [๖๖]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภมารดาของ
นางกาณา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ยถาปิ รหโท คมฺภีโร"
เป็นต้น .
เรื่องมาแล้วในวินัย๑ แล.
นางกาณาด่าภิกษุ
ก็ครั้งนั้น ในกาลเมื่อมารดาของนางกาณาทอดขนม เพื่อส่งธิดา
ให้เป็นผู้ไม่มีมือเปล่า ไปสู่ตระกูลผัวแล้ว ถวายแก่ภิกษุ ๔ รูปเสีย ถึง
๔ ครั้ง เมื่อพระศาสดาทรงบัญญัติสิกขาบทในเพราะเรื่องนั้น, เมื่อสามี
ของนางกาณา นำภรรยาใหม่มาแล้ว, นางกาณาได้ฟังเรื่องนั้น จึงด่า
จึงบริภาษพวกภิกษุ ซึ่งตนได้เห็นแล้วและเห็นแล้วว่า "การครองเรือน
ของเรา อันภิกษุเหล่านี้ ให้ฉิบหายแล้ว." ภิกษุทั้งหลายไม่อาจเดินไป
สู่ถนนนั้นได้.
นางกาณาบรรลุโสดาปัตติผล
พระศาสดาทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว จึงได้เสด็จไปในที่นั้น. มารดา
ของนางกาณา ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว นิมนต์ให้ประทับนั่งบนอาสนะ
ที่ตนตกแต่งไว้ ได้ถวายข้าวยาคูและของควรเคี้ยวแล้ว;
๑. มหาวิภงฺค ๒/๓๒๒. แต่ในคัมภีร์นั้น กล่าวถึงจำนวนภิกษุรับขนมเพียง ๓ องค์ และ
มารดาของนางกาณาก็ทอดขนมถวายภิกษุเพียง ๓ ครั้งเท่านั้น.

343
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 344 (เล่ม 41)

พระศาสดาเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ตรัสถามว่า "กาณาไป
ไหน ?"
กาณมารดา. พระเจ้าข้า นางเห็นพระองค์แล้ว เป็นผู้เก้อยืน
ร้องไห้อยู่.
พระศาสดา. เพราะเหตุอะไรเล่า ?
กาณมารดา. นางด่าบริภาษพวกภิกษุ; เพราะฉะนั้น นางเห็น
พระองค์แล้ว จึงเป็นผู้เก้อ ยืนร้องไห้อยู่ พระเจ้าข้า.
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงมีรับสั่งให้เรียกนางกาณามาแล้ว ตรัส
ถามว่า "กาณา เจ้าเห็นเราแล้ว จึงเก้อเขิน แอบร้องไห้ทำไม ?"
ครั้งนั้น มารดาของนางกราบทูลกิริยาที่นางกระทำแล้ว (ให้ทรงทราบ).
ทีนั้น พระศาสดาตรัสกะมารดาของนางกาณาว่า "กาณมารดา ก็สาวก
ทั้งหลายของเรา ถือเอาสิ่งที่เธอให้แล้วหรือว่าที่ยังมิได้ให้เล่า ?"
กาณมารดา. ถือเอาสิ่งที่หม่อมฉันถวายแล้ว พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ถ้าสาวกของเราเที่ยวบิณฑบาต ถึงประตูเรือนของ
เธอแล้ว ถือเอาสิ่งที่เธอให้แล้ว , จะมีโทษอะไรแก่สาวกเหล่านั้นเล่า ?
กาณมารดา. โทษของพระผู้เป็นเจ้าไม่มี พระเจ้าข้า. โทษของ
นางนี่เท่านั้น มีอยู่.
พระศาสดา. ตรัสกะนางกาณาว่า "กาณา ได้ยินว่า สาวกของเรา
เที่ยวบิณฑบาต มาถึงประตูเรือนนี้แล้ว, เมื่อเป็นเช่นนี้ มารดาของเจ้า
ได้ถวายขนมแก่สาวกเหล่านั้น, ในเรื่องนี้ ชื่อว่าโทษอะไรจักมีแก่พวก
สาวกทั้งหลายของเราเล่า ?" .

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 345 (เล่ม 41)

นางกาณา. โทษของพระผู้เป็นเจ้า ไม่มี พระเจ้าข้า, หม่อมฉัน
เท่านั้น มีโทษ.
นางถวายบังคมพระศาสดา ให้ทรงอดโทษแล้ว. ครั้งนั้น พระ-
ศาสดาได้ตรัสอนุบุพพีกถาแก่นาง. นางบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว.
พระราชาทรงตั้งนางกาณาในตำแหน่งเชษฐธิดา
พระศาสดาเสด็จลุกจากอาสนะแล้ว เมื่อจะเสด็จไปสู่วิหาร ได้
เสด็จไปทางพระลานหลวง . พระราชาทอดพระเนตรเห็นแล้ว ตรัสถามว่า
" พนาย นั่นดูเหมือนพระศาสดา," เมื่อราชบุรุษกราบทูลว่า "ถูกแล้ว
พระเจ้าข้า" ดังนี้แล้ว จึงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า "จงไป จงกราบทูล
ความที่เราจะมาถวายบังคม" แล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ซึ่งประทับ
ยืนอยู่ ณ พระลานหลวง ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้ว ทูล
ถามว่า "พระองค์จะเสด็จไปไหน ? พระเจ้าข้า."
พระศาสดา. มหาบพิตร อาตมภาพจะไปสู่เรือนมารดาของนาง
กาณา.
พระราชา. เพราะเหตุอะไร ? พระองค์จึงเสด็จไป พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ได้ข่าวว่า นางกาณาด่าบริภาษภิกษุ. อาตมภาพไป
เพราะเหตุนั้น.
พระราชา. ก็พระองค์ทรงทำความที่นางไม่ด่าแล้วหรือ ? พระ-
เจ้าข้า.
พระศาสดา. ถวายพระพร มหาบพิตร อาตมภาพทำนางมิให้
เป็นผู้ด่าภิกษุแล้ว และให้เป็นเจ้าของทรัพย์อันเป็นโลกกุตระแล้ว.

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 346 (เล่ม 41)

พระราชา. "พระองค์ทรงทำให้นางเป็นเจ้าของทรัพย์ที่เป็น
โลกุตระแล้วก็ช่างเถิด พระเจ้าข้า. ส่วนหม่อมฉัน จักทำนางให้เป็นเจ้า
ของทรัพย์ที่เป็นโลกีย์" ดังนี้แล้ว ถวายบังคมพระศาสดาเสด็จกลับแล้ว
ทรงส่งยานใหญ่ที่ปกปิดไป รับสั่งให้เรียกนางกาณามาแล้วประดับด้วย
เครื่องอาภรณ์ทุกอย่าง ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งพระธิดาผู้ใหญ่แล้ว ตรัสว่า
" ผู้ใดสามารถเลี้ยงดูธิดาของเราได้; ผู้นั้นจงรับเอานางไป."
มหาอำมาตย์รับเลี้ยงนางกาณา
ครั้งนั้น มหาอำมาตย์ผู้สำเร็จราชกิจทุกอย่างคนหนึ่ง กราบทูลว่า
" ข้าพระองค์จักเลี้ยงดูพระธิดาของผ่าพระบาท" ดังนี้แล้ว นำนาไปยัง
เรือนของตน มอบความเป็นใหญ่ทุกอย่างให้แล้ว กล่าวว่า " เจ้าจงทำ
บุญตามชอบใจเถิด."
จำเดิมแต่วันนั้นมา นางกาณาตั้งบุรุษไว้ที่ประตูทั้ง ๔ ก็ยังไม่ได้
ภิกษุและภิกษุณีที่ตนพึงบำรุง. ของควรเคี้ยวและของควรบริโภคที่นาง
กาณาตระเตรียมตั้งไว้ที่ประตูเรือน ย่อมเป็นเหมือนห้วงน้ำใหญ่.
พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมว่า " ผู้มีอายุ ในกาลก่อนพระ-
เถระ ๔ รูป ทำความเดือดร้อนให้แก่นางกาณา, นางแม้เป็นผู้เดือดร้อน-
อย่างนั้น อาศัยพระศาสดา ได้ความถึงพร้อมด้วยศรัทธาแล้ว; พระศาสดา
ได้ทรงทำประตูเรือนของนาง ให้เป็นสถานที่ควรเข้าไปของพวกภิกษุอีก,
บัดนี้ นางแม้แสวงหาภิกษุหรือภิกษุณีทั้งหลายที่คนจะพึงบำรุง ก็ยังได้,
โอ ! ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มีคุณน่าอัศจรรย์จริง.
พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 347 (เล่ม 41)

พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้น กราบ
ทูลว่า "ด้วยกถาชื่อนี้." จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุแก่เหล่านั้น
ทำความเดือดร้อนแก่นางกาณา มิใช่แต่บัดนี้เท่านั้น. แม้ในกาลก่อน
พวกเธอก็ทำแล้วเหมือนกัน; อนึ่ง เราได้ทำให้นางกาณาทำตามถ้อยคำ
ของเรา มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น, ถึงในกาลก่อน เราก็ทำแล้วเหมือนกัน
อันพวกภิกษุผู้ใคร่จะฟังเนื้อความนั้น ทูลวิงวอนแล้วจึงตรัสพัพพุชาดกนี้๑
โดยพิสดารว่า:-
" แมวตัวหนึ่งได้หนูและเนื้อในที่ใด, แมว
ตัวที่ ๒ ก็ย่อมเกิดในที่นั้น. ตัวที่ ๓ และตัว
ที่ ๔ ก็ย่อมเกิดในที่นั้น. แมวเหล่านั้นทำลาย
ปล่องนี้แล้ว (ถึงแก่ความตาย). "
แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า " ภิกษุแก่ ๔ รูป (ในบัดนี้) ได้เป็นแมว
๔ ตัวในครั้งนั้น. หนูได้เป็นนางกาณา. นายช่างแก้ว คือเรานั่นเอง "
ดังนี้แล้ว ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย แม้ในอดีตกาล นางกาณาได้
เป็นผู้มีใจหม่นหมอง มีจิตขุ่นมัวอย่างนั้น (แต่ ) ได้เป็นผู้มีจิตผ่องใส
เหมือนห้วงน้ำมีน้ำใส เพราะคำของเรา เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดง
ธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๗. ยถาปิ รหโท คมฺภีโร วิปฺปสนฺโน อนาวิโล
เอวํ ธมฺมานิ สุตฺวาน วิปฺปสีทนฺติ ปณฺฑิตา.
" บัณฑิตทั้งหลาย ฟังธรรมแล้ว ย่อมผ่องใส
เหมือนห้วงน้ำลึก ใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัว ฉะนั้น. "
๑. ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๔๔. อรรถกถา. ๒/๓๖๔.

347
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 348 (เล่ม 41)

แก้อรรถ
ห้วงน้ำใด แม้เมื่อเสนาทั้ง ๔ เหล่า๑ ข้ามอยู่ ย่อมไม่กระเพื่อม.
ห้วงน้ำเห็นปานนี้ ชื่อว่า รหโท ในพระคาถานั้น.
ก็นีลมหาสมุทรซึ่งลึกถึง ๘ หมื่น ๔ พันโยชน์ โดยอาการทั้งปวง
ชื่อว่า ห้วงน้ำ. แท้จริง น้ำในที่มีประมาณ ๔ หมื่นโยชน์ ภายใต้
นีลมหาสมุทรนั้น ย่อมหวั่นไหวเพราะฝูงปลา. น้ำในที่มีประมาณเท่านั้น
เหมือนกัน ในเบื้องบน ย่อมหวั่นไหวเพราะลม. (ส่วน) น้ำในที่มี
ประมาณ ๔ พันโยชน์ในท่ามกลาง (นีลมหาสมุทรนั้น) ไม่หวั่นไหว
ตั้งอยู่; นี้ ชื่อว่าห้วงน้ำลึก.
บทว่า ธมฺมานิ ได้แก่ เทศนาธรรมทั้งหลาย. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสคำอธิบายนี้ไว้ว่า " ห้วงน้ำนั้น ชื่อว่า ใสแจ๋ว เพราะเป็นน้ำไม่
อากูล ชื่อว่า ไม่ขุ่นมัว เพราะเป็นน้ำไม่หวั่นไหว ฉันใด; บัณฑิต
ทั้งหลาย ฟังเทศนาธรรมของเราแล้ว ถึงความเป็นผู้มีจิตปราศจาก
อุปกิเลส ด้วยสามารถแห่งมรรคมีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น ชื่อว่า ย่อม
ผ่องใส ฉันนั้น. ส่วนท่านผู้บรรลุพระอรหัตแล้วย่อมเป็นผู้ผ่องใสโดย
ส่วนเดียวแล."
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องมาดาของนางกาณา จบ.
๑. ได้แก่ จตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า.

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 349 (เล่ม 41)

๙. เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูป [๖๗]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ ๕๐๐
รูป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " สพฺพตฺถ เว สปฺปุริสา วชนฺติ "
เป็นต้น.
พระธรรมเทศนาตั้งขึ้นที่เมืองเวรัญชา.
พระศาสดาเสด็จเมืองเวรัญชา
ความพิสดารว่า ครั้งปฐมโพธิกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไป
เมืองเวรัญชา อันพราหมณ์ชื่อว่าเวรัญชะทูลนิมนต์แล้ว จึงเสด็จจำพรรษา
พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป. เวรัญชพราหมณ์ถูกมารดลใจ๑มิให้เกิดสติ
ปรารภถึงพระศาสดาแม้สักวันหนึ่ง. แม้เมืองเวรัญชาได้เป็นเมืองข้าวแพง
แล้ว. พวกภิกษุเที่ยวไปบิณฑบาตตลอดเมืองเวรัญชา ทั้งภายในภายนอก
เมื่อไม่ได้บิณฑบาต จึงลำบากมาก.
พวกพ่อค้าม้าจัดแจงภิกษา มีข้าวแดงราวแล่งหนึ่ง ๆ เพื่อภิกษุ
เหล่านั้น. พระมหาโมคคัลลานเถระเห็นภิกษุเหล่านั้นลำบาก ได้มีความ
ประสงค์จะให้ภิกษุฉันง้วนดิน และประสงค์จะให้พวกภิกษุเข้าไปสู่อุตตร-
กุรุทวีป เพื่อบิณฑบาต. พระศาสดาได้ทรงห้ามท่านเสีย. แม้ในวันหนึ่ง
พวกภิกษุมิได้มีความสะดุ้งเพราะปรารภบิณฑบาต. ภิกษุทั้งหลายเว้น
ความประพฤติด้วยอำนาจความอยากแลอยู่แล้ว.
๑. มาราวฏฺฏเนน อาวฏฺโฏ อันเครื่องหมุนไปทั่วแห่งหารให้หมุนทั่วแล้ว.

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 350 (เล่ม 41)

พระศาสดาเสด็จไปกรุงสาวัตถี
พระศาสดาประทับอยู่ที่เมืองเวรัญชานั้น สิ้นไตรมาสแล้ว ทรง
อำลาเวรัญชพราหมณ์ มีสักการะสัมมานะอันพราหมณ์นั้นกระทำแล้ว
ทรงให้เขาตั้งอยู่ในสรณะแล้ว เสด็จออกจากเมืองเวรัญชานั้นเสด็จจาริก
ไปโดยลำดับ สมัยหนึ่ง เสด็จถึงกรุงสาวัตถี ประทับอยู่ในพระเชตวัน
ชาวกรุงสาวัตถี กระทำอาคันตุกภัตแด่พระศาสดาแล้ว.
ก็ในกาลนั้น พวกกินแดนประมาณ ๕๐๐ คน อาศัยพวกภิกษุ
อยู่ภายในวิหารนั่นเอง. พวกเขากินโภชนะอันประณีต ที่เหลือจากภิกษุ
ทั้งหลายฉันแล้ว ก็นอนหลับ ลุกขึ้นแล้ว ไปสู่ฝั่งแม่น้ำ แผดเสียง
โห่ร้อง กระโดดโลดเต้น ซ้อมมวยปล้ำ เล่นกันอยู่ประพฤติแต่อนาจาร
เท่านั้น ทั้งภายในวิหาร ทั้งภายนอกวิหาร.
พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมว่า "ดูเถิด ผู้มีอายุทั้งหลาย,
ในเวลาเกิดทุพภิกขภัย พวกกินเดนเหล่านี้ มิได้แสดงวิการอะไร ๆ
ในเมืองเวรัญชา, แต่บัดนี้ กินโภชนะอันประณีตเห็นปานนี้แล้ว เที่ยว
แสดงอาการแปลก ๆ เป็นอเนกประการ ; ส่วนพวกภิกษุ สงบอยู่ แม้
ในเมืองเวรัญชา ถึงในบัดนี้ ก็พากันอยู่อย่างเสงี่ยมเหมือนกัน.
พระศาสดาตรัสวาโลทกชาดก
พระศาสดาเสด็จไปสู่โรงธรรมแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย
พวกเธอพูดอะไรกัน ? " เมื่อพวกภิกษุกราบทูล "เรื่องชื่อนี้" ดังนี้แล้ว
ตรัสว่า "แม้ในกาลก่อน คนกินเดนเหล่านี้ เกิดในกำเนิดลา เป็นลา

350