พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 321 (เล่ม 41)

ชาวเมืองเขาจัดภัตเพื่อพระสงฆ์ แม้ฉันก็ถูกผู้ชักชวนบอกว่า 'จงถวาย
ภิกษาแก่ภิกษุรูปหนึ่ง. พวกเราจักถวายภิกษาแก่ภิกษุรูปหนึ่ง พรุ่งนี้."
ลำดับนั้น ภรรยาของเขาไม่พูดเลยว่า " พวกเราเป็นคนจน, แกรับคำ
เขาทำไม ?" กล่าวว่า " นาย แกทำดีแล้ว, เมื่อก่อนเราไม่ให้อะไร ๆ
ชาตินี้จึงเกิดเป็นคนยากจน, เราทั้งสองคน ทำงานจ้างแล้ว จักถวาย
แก่ภิกษุรูปหนึ่ง" แม้ทั้งสองคนได้ออกไปสู่ที่สำนักงานจ้าง. มหาเศรษฐี
เห็นมหาทุคตะ จึงถามว่า "เพื่อนมหาทุคตะ เธอจักทำงานจ้างหรือ ?"
มหาทุคตะ. ขอรับ กระผม.
มหาเศรษฐี. จักทำอะไร ?
มหาทุคตะ. แล้วแต่ท่านจักให้ทำ.
มหาเศรษฐีกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ เราจักเลี้ยงภิกษุ ๒ - ๓
ร้อย, จงมา ผ่าฟืนเถิด" แล้วก็ให้หยิบมีดและขวานมาให้. มหาทุคตะ
ถกเขมรอย่างแข็งแรง ถึงความอุตสาหะ วางมีด คว้าขวาน ทิ้งขวาน
ฉวยมีด ผ่าฟืนไป.
ลำดับนั้น เศรษฐีพูดกะเขาว่า "เพื่อน วันนี้ เธอขยันทำงาน
เหลือเกิน, มีเหตุอะไรหรือ ?"
มหาทุคตะ. นาย ผมจักเลี้ยงภิกษุรูปหนึ่ง.
เศรษฐีฟังคำนั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส คิดว่า น่าเลื่อมใสจริง
มหาทุคตะนี้ ทำกรรมที่ทำได้ยาก, เขาไม่ถึงความเฉยเมยด้วยคิดว่า
'เราจน' พูดว่า 'จักทำงานจ้างแล้วเลี้ยงภิกษุสักรูปหนึ่ง."
ฝ่ายภรรยาของเศรษฐี เห็นภรรยาของมหาทุคตะนั้นแล้ว ก็
ถามว่า " แม่ เจ้าจักทำงานอะไร ? เมื่อนางตอบว่า "แล้วแต่จะใช้

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 322 (เล่ม 41)

ดิฉันให้ทำ" จึงให้เข้าไปสู่โรงกระเดื่องแล้ว ให้มอบเครื่องมือมีกระด้ง
และสากเป็นต้นให้แล้ว. นางยินดีร่าเริง ทั้งตำและฝัดข้าวเหมือนจะ
รำละคร.
ลำดับนั้น ภรรยาเศรษฐีถามนางว่า "แม่ เจ้ายินดีร่าเริงทำงาน
เหลือเกิน. มีเหตุอะไรหรือ ?"
นาง. คุณนาย พวกดิฉันทำงานจ้างนี้แล้ว จักเลี้ยงภิกษุสักรูป
หนึ่ง.
ฝ่ายภรรยาเศรษฐี ฟังคำนั้นแล้ว เลื่อมใสในนางว่า "น่าเลื่อมใส
นางนี้ทำกรรมที่ทำได้ยาก."
ในเวลาที่มหาทุคตะผ่าฟืนเสร็จ เศรษฐีสั่งให้ให้ข้าวสาลี ๔
ทะนาน ด้วยพูดว่า "นี้ค่าจ้างของเธอ" แล้วสั่งให้ให้แม้อีก ๔ ทะนาน
ด้วยพูดว่า "นี้เป็นส่วนที่เพิ่มให้เพราะความยินดีแก่เธอ."
เขาไปสู่เรือน บอกกะภรรยาว่า " ฉันรับจ้างได้ข้าวสาลีมา, ส่วนนี้
จักเป็นกับ. เจ้าจงถือเอาของ คือ นมส้ม น้ำมัน และเครื่องเทศ
ด้วยค่าจ้าง ( แรงงาน ) ที่เจ้าได้แล้ว."
ฝ่ายภรรยาเศรษฐี สั่งให้จ่ายเนยใสขวดหนึ่ง นมส้มกระปุกหนึ่ง
เครื่องเทศหนึ่ง และข้าวสารสาลีอย่างเป็นตัวทะนานหนึ่งแก่นาง. เขา
ทั้งสองได้มีข้าวสารรวม ๕ ทะนาน ด้วยประการฉะนี้.
ทั้งสองผัวเมียยินดีร่าเริงว่า "เราได้ไทยธรรมแล้ว" ลุกขึ้นแต่
เช้าตรู่. ภรรยาพูดกับมหาทุคตะว่า "ไปหาผักมาซิ นาย" เขาไม่
เห็นผักในร้านตลาด จึงไปฝั่งแม่น้ำ มีใจร่าเริงว่า " จักได้ถวายโภชนะ
แก่พระผู้เป็นเจ้า " ร้องเพลงพลาง เลือกเก็บผักพลาง. ชาวประมงยืน

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 323 (เล่ม 41)

ทอดแหใหญ่อยู่ รู้ว่า " เป็นเสียงของมหาทุคตะ" จึงเรียกเขามาถาม
ว่า " แกมีจิตยินดีเหลือเกิน ร้องเพลงอยู่, มีเหตุอะไรหรือ ?"
มหาทุคตะ. เก็บผัก เพื่อน.
ชาวประมง. จักทำอะไรกัน ?
มหาทุคตะ. จักเลี้ยงภิกษุสักรูปหนึ่ง.
ชาวประมง. โอ ! อิ่มละ ภิกษุที่ฉันผักของแก.
มหาทุคตะ. จะทำอย่างไรได้ ? เพื่อน, กันต้องเลี้ยงภิกษุด้วย
ผักที่กันได้.
ชาวประมง. ถ้าอย่างนั้น มานี่เถิด.
มหาทุคตะ. จะทำอย่างไร ? เพื่อน.
ชาวประมง. จงถือเอาปลาเหล่านี้ ร้อยให้เป็นพวง มีราคาบาทหนึ่ง
บ้าง กึ่งบาทบ้าง กหาปณะหนึ่งบ้าง. เขาได้กระทำอย่างนั้น.
ชาวเมืองซื้อปลาที่มหาทุคตะร้อยไว้ ๆ ไป เพื่อประโยชน์แก่ภิกษุ
ที่ตนนิมนต์แล้ว ๆ. เมื่อเขากำลังร้อยปลาอยู่นั้นแล, ก็ถึงเวลาภิกขาจาร
แล้ว. เขากำหนดเวลาแล้ว กล่าวว่า " จักต้องไป เพื่อน, นี้ เป็น
เวลาที่ภิกษุมา."
ชาวประมง. ก็พวงปลายังมีอยู่ไหม ?
มหาทุคตะ. ไม่มี เพื่อน, หมดสิ้นแล้ว.
ชาวประมง. " ถ้าอย่างนั้น ปลาตะเพียน ๔ ตัว ข้าหมกทรายไว้
เพื่อประโยชน์แก่ตน, แม้ถ้าแกต้องการจะเลี้ยงภิกษุ, จงเอาปลาเหล่านี้
ไปเถิด" ดังนี้แล้ว ก็ได้ให้ปลาตะเพียนเหล่านั้นแก่เขาไป.

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 324 (เล่ม 41)

มหาทุคตะได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้า
ก็วันนั้น พระศาสดาทรงตรวจดูสัตวโลก ในเวลาใกล้รุ่ง ทรง
เห็นมหาทุคตะ เข้าไปในภายในข่ายคือพระญาณของพระองค์ ทรงรำพึง
ว่า " จักมีเหตุอะไรหนอ ?" ทรงดำริว่า " มหาทุคตะ " คิดว่า จักเลี้ยง
ภิกษุรูปหนึ่ง, จึงได้ทำงานจ้างกับภรรยาแล้วในวันวาน, เขาจักได้ภิกษุ
รูปไหนหนอ ?" จึงทรงใคร่ครวญว่า " คนทั้งหลาย จักพาภิกษุไปคาม
ชื่อที่จดไว้ในบัญชีแล้ว ให้นั่งในเรือนของตน ๆ. มหาทุคตะเว้น เรา
เสียแล้ว จักไม่ได้ภิกษุอื่น."
ได้ยินว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงทำความอนุเคราะห์ใน
พวกคนเข็ญใจ. เพราะฉะนั้น พระศาสดาทรงทำสรีรกิจแต่เช้าตรู่แล้ว
เสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี ประทับนั่ง ด้วยทรงดำริว่า "จักสงเคราะห์มหา-
ทุคตะ." แม้เมื่อมหาทุคตะ กำลังถือปลาเข้าไปสู่เรือน, บัณฑุกัมพล-
ศิลาอาสน์ของท้าวสักกะ แสดงอาการร้อน. ท้าวเธอทรงพิจารณาว่า
" เหตุอะไรกันหนอ ?" ทรงดำริว่า "วานนี้ มหาทุคตะได้ทำงานจ้าง
กับภรรยาของตน ด้วยจงใจว่า 'จักถวายภิกษาแก่ภิกษุสัก ๑ รูป' เขา
จักได้ภิกษุรูปไหนหนอ ?" ทรงทราบว่า "ภิกษุอื่นไม่มีสำหรับเขา, แต่
พระศาสดา ประทับนั่งในพระคันกุฎีนั่นเอง ด้วยตั้งพระทัยว่า 'จัก
สงเคราะห์มหาทุคตะ,' มหาทุคตะ พึงถวายข้าวต้มข้าวสวย และมีผัก
เป็นกับ อย่างที่ตัวบริโภคเองแด่พระตถาคต. ถ้ากระไร เราควรไปยัง
เรือนของมหาทุคตะ ทำหน้าที่เป็นพ่อครัว" ดังนี้แล้ว จึงทรงจำแลง
เพศมิให้ใครรู้จัก เสด็จไปที่ใกล้เรือนของมหาทุคตะนั้นแล้ว ตรัสถาม
ว่า "ใคร ๆ มีงานจ้างอะไรบ้างหรือ ?" มหาทุคตะเห็นท้าวสักกะแล้ว

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 325 (เล่ม 41)

จึงกล่าวว่า "จักทำงานอะไร ? เพื่อน."
ชายแปลง. ข้าพเจ้ารู้วิชาการทุกอย่าง นาย, ชื่อว่าวิชาการสิ่งไร
ที่ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ไม่มีเลย, รู้จนการปรุงข้าวต้ม ข้าวสวยเป็นต้น.
มหาทุคตะ. เพื่อน พวกข้าพเจ้ามีความต้องการด้วยการงานของ
ท่าน, แต่ยังไม่เห็นค่าจ้างที่ควรจะให้แก่ท่าน.
ชายแปลง. ก็ท่านต้องการทำอะไร ?
มหาทุคตะ. ข้าพเจ้าประสงค์จะถวายภิกษาแก่ภิกษุรูปหนึ่ง,
ประสงค์จัดแจงข้าวต้มข้าวสวยถวายภิกษุนั้น.
ชายแปลง. ถ้าท่านจะถวายภิกษาแก่ภิกษุ. ข้าพเจ้าไม่ต้องการ
ค่าจ้าง, ท่านให้บุญแก่ข้าพเจ้า ไม่ควรหรือ ?
มหาทุคตะ. เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เป็นการดีละ เพื่อน, เชิญเข้า
ไปเถิด.
ท้าวสักกะนั้น เสด็จเข้าไปในเรือนของมหาทุคตะนั้นแล้ว ให้นำ
ข้าวสารเป็นต้นมาแล้ว ทรงส่งมหาทุคตะนั้นไปด้วยคำว่า "ไปเถิดท่าน,
จงนำภิกษุที่ถึงแก่ตนมา."
ฝ่ายผู้จัดการทาน ได้จ่ายภิกษุไปสู่เรือนของพวกชนเหล่านั้น ๆ
ตามรายการที่จดไว้ในบัญชีนั่นแล. มหาทุคตะไปยังสำนักของเขาแล้ว
พูดว่า "จงให้ภิกษุที่ถึงแก่ผมเถิด" เขาได้สติขึ้นในขณะนั้น จึงพูดว่า
"ฉันลืมภิกษุสำหรับแกเสียแล้ว" มหาทุคตะเป็นเหมือนถูกประหารที่
ท้องด้วยหอกอันคม ประคองแขนร่ำไรว่า " เหตุไรจึงให้ผมฉิบหาย
เสียเล่า ? คุณ, แม้ผมอันท่านชวนแล้วเมื่อวาน ก็พร้อมด้วยภรรยาทำงาน

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 326 (เล่ม 41)

จ้างตลอดวัน วันนี้ แต่เช้าตรู่ เที่ยวไปที่ฝั่งแม่น้ำ เพื่อต้องการผัก
แล้วจึงมา ขอท่านจงให้ภิกษุแก่ผมสักรูปหนึ่งเถิด."
มหาทุคตะไปนิมนต์พระศาสดา
คนทั้งหลายประชุมกันแล้ว ถามว่า "มหาทุคตะ นั่นอะไรกัน ?"
เขาบอกเนื้อความนั้น. คนเหล่านั้น ถามผู้จัดการว่า "จริงไหม ? เพื่อน,
ได้ยินว่า มหาทุคตะนี้ ท่านชักชวนว่า 'จงทำงานจ้างแล้วถวายภิกษา
แก่ภิกษุรูปหนึ่ง.
ผู้จัดการ. ขอรับ นาย.
คนเหล่านั้น. ท่านจัดการภิกษุมีประมาณถึงเท่านี้ ไม่ได้ให้ภิกษุ
แก่มหาทุคตะนี้สักรูปหนึ่ง ทำกรรมหนักเสียแล้ว.
เขาละอายใจ ด้วยคำพูดของคนเหล่านั้น จึงพูดกะมหาทุคตะ
นั้นว่า "เพื่อนมหาทุคตะ อย่าให้ฉันฉิบหายเลย, ฉันถึงความลำบาก
ใหญ่ เพราะเหตุแห่งท่าน. คนทั้งหลาย นำภิกษุที่ถึงแก่ตน ๆ ไปตาม
รายการที่จดไว้ในบัญชี, ชื่อว่าคนผู้ซึ่งจะถอนภิกษุผู้ซึ่งนั่งในเรือนของตน
ให้ ไม่มี, ส่วนพระศาสดา สรงพระพักตร์แล้วประทับนั่งอยู่ในพระ-
คันธกุฎีนั่นเอง, พระเจ้าแผ่นดิน ยุพราช และคนโต ๆ มีเสนาบดี
เป็นต้น นั่งแลดูการเสด็จออกจากพระคันธกุฎีแห่งพระศาสดา คิดว่า
'จักรับบาตรของพระศาสดาไป,' ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อม
ทรงทำอนุเคราะห์ในคนยากจน, ท่านจงไปวิหาร กราบทูลพระศาสดา
ว่า 'ข้าพระองค์เป็นคนยากจน พระเจ้าข้า, ขอพระองค์ จงทรงทำ

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 327 (เล่ม 41)

ความสงเคราะห์แก่ข้าพระองค์เถิด; ถ้าท่านมีบุญ. ท่านจักได้แน่" เขา
ได้ไปสู่วิหารแล้ว.
พระศาสดาประทานบาตรแก่มหาทุคตะ
ลำดับนั้น พระเจ้าแผ่นดินและยุพราชเป็นต้น ตรัสกะเขาว่า
"มหาทุคตะ ไม่ใช่เวลาภัตก่อน, เจ้ามาทำไม?" เพราะเคยเห็นเขา
โดยความเป็นคนกินเดนในวิหาร ในวันอื่น ๆ. มหาทุคตะกราบทูลว่า
" ข้าพระองค์ทราบอยู่ว่า 'ไม่ใช่เวลาภัตก่อน' แต่ข้าพระองค์มาก็เพื่อ
ถวายบังคมพระศาสดา" ดังนี้แล้ว จึงซบศีรษะลงที่ธรณีพระคันธกุฎี
ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กราบทูลว่า " ผู้ที่ยากจนกว่า
ข้าพระองค์ในพระนครนี้ไม่มี พระเจ้าข้า, ขอทรงเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระองค์
เถิด, ขอทรงทำความสงเคราะห์แก่ข้าพระองค์เถิด." พระศาสดาทรง
เปิดพระทวารพระคันธกุฎี ทรงนำบาตรมาประทานในมือของเขา. เขา
ได้เป็นเหมือนบรรลุจักรพรรดิสิริ. พระเจ้าแผ่นดินและยุพราชเป็นต้น
ต่างทรงดูแลดูพระพักตร์กันและกัน.
แท้จริง ใครๆ ชื่อว่าสามารถเพื่อจะรับบาตรที่พระศาสดาประทาน
แก่มหาทุคตะ ด้วยอำนาจความเป็นใหญ่ หามีไม่. เป็นแต่กล่าวอย่างนี้
ว่า "เพื่อนมหาทุคตะ ท่านจงให้บาตรของพระศาสดาแก่พวกเรา,
พวกเราจักให้ทรัพย์มีประมาณเท่านี้ คือ พันหนึ่งหรือแสนหนึ่ง แก่ท่าน.
ท่านเป็นคนเข็ญใจ จงเอาทรัพย์เถิด, ประโยชน์อะไรของท่านด้วยบาตร
เล่า ?" มหาทุคตะ ตอบว่า "ข้าพเจ้าจักไม่ให้ใคร, ข้าพเจ้าไม่มี
ความต้องการด้วยทรัพย์, จักให้พระศาสดาเท่านั้นเสวย." ชนทั้งหลาย

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 328 (เล่ม 41)

ที่เหลือ อ้อนวอนเขา ไม่ได้บาตรแล้วจึงกลับไป.
ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดิน ทรงดำริว่า " มหาทุคตะ แม้ถูกเขาเล้าโลม
ล่อด้วยทรัพย์ ก็ไม่ให้บาตรของพระศาสดา, ก็ใคร ๆ ไม่อาจจะรับบาตร
ที่พระศาสดาประทานแล้วด้วยพระองค์เองได้, อันไทยธรรมของมหา
ทุคตะนี้ จักมีประมาณเท่าไร ? ในเวลามหาทุคตะนี้ถวายไทยธรรม
เสร็จ เราจักนำพระศาสดาไปยังเรือน ถวายอาหารที่เขาจัดไว้สำหรับเรา"
ดังนี้แล้ว จึงได้ตามเสด็จไปพร้อมด้วยพระศาสดาทีเดียว.
พระศาสดาเสด็จไปเรือนของมหาทุคตะ
ฝ่ายท้าวสักกเทวราช จัดอาหารภัตมีข้าวต้มข้าวสวยและผักเป็นต้น
ปูอาสนะที่สมควรเป็นที่ประทับแห่งพระศาสดาแล้วประทับนั่ง. มหา
ทุคตะนำพระศาสดาไปแล้ว กราบทูลว่า "จงเสด็จเข้าไปเถิด
พระเจ้าข้า." ก็เรือนที่อยู่ของเขาต่ำ, ผู้ที่ไม่ก้ม ไม่อาจเข้าไปได้, ก็แต่
ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อเสด็จเข้าสู่เรือน ไม่ต้องก้มเสด็จเข้าไป,
เพราะว่า ในเวลาเสด็จเข้าสู่เรือน แผ่นดินใหญ่ย่อมยุบลงภายใต้. หรือ
เรือนสูงขึ้น. นี่เป็นผลแห่งทานที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นถวายไว้ดีแล้ว.
ในเวลาที่พระองค์เสด็จออกไปแล้ว ทุกสิ่งเป็นปกติเหมือนเดิมอีก; เพราะ-
ฉะนั้น พระศาสดา ทั้งประทับยืนอยู่นั่นเอง เสด็จเข้าสู่เรือนแล้ว
ประทับนั่งบนอาสนะที่ท้าวสักกะปูไว้แล้ว. เมื่อพระศาสดาประทับนั่งแล้ว
พระราชารับสั่งว่า " เพื่อนมหาทุคตะ ท่านไม่ให้บาตรของพระศาสดา
แก่พวกเรา แม้ผู้อ้อนวอนอยู่, พวกเราจะดูก่อน, สักการะที่ท่านจัด
ถวายพระศาสดาเป็นเช่นไร ?" ลำดับนั้น ท้าวสักกะเปิดข้าวยาคูและภัต

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 329 (เล่ม 41)

ออกอวด. กลิ่นเครื่องอบอาหารภัตเหล่านั้น ได้ตลบทั่วพระนครตั้งอยู่.
พระราชาทรงตรวจดูข้าวยาคูเป็นต้นแล้ว กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อนฉัน คิดว่า ' ไทยธรรมของมหาทุคตะ
จักมีสักเท่าไร ? เมื่อมหาทุคตะนี้ถวายไทยธรรมแล้ว จักนำเสด็จ
พระศาสดาไปยังเรือน ถวายอาหารที่เขาจัดไว้สำหรับตน' ดังนี้ จึง
มาแล้ว, อาหารเห็นปานนี้ หม่อมฉันไม่เคยเห็นเลย, เมื่อหม่อมฉันอยู่
ในที่นี้ มหาทุคตะต้องลำบากเหลือเกิน หม่อมฉันจะกลับ" ถวายบังคม
พระศาสดาแล้ว เสด็จหลีกไป.
บ้านของมหาทุคตะเต็มด้วยแก้ว ๗ อย่าง
ฝ่ายท้าวสักกะ ถวายยาคูเป็นต้น ทรงอังคาสพระศาสดาโดยเคารพ.
แม้พระศาสดา ทรงทำภัตกิจแล้ว ทรงทำอนุโมทนา เสด็จลุกจากอาสนะ
หลีกไป. ท้าวสักกะได้ให้สัญญาแก่มหาทุคตะ. เขารับบาตร ตามเสด็จ
พระศาสดา. ท้าวสักกะเสด็จกลับ ประทับยืนอยู่ที่ประตูเรือนของมหา
ทุคตะ ทรงแลดูอากาศแล้ว. ฝนแก้ว ๗ ประการตกลงจากอากาศ
เต็มภาชนะทั้งหมดในเรือนของเขาแล้ว ยังล้นไปทั่วเรือน. ในเรือนของ
เขาไม่มีที่ว่าง ภรรยาของเขาได้จูงมือพวกเด็ก นำออกไปยืนอยู่ภายนอก.
เขาตามเสด็จพระศาสดาแล้วกลับมาเห็นเด็กข้างถนน จึงถามว่า "นี่
อะไร ?" ภรรยาของเขาตอบว่า " นาย เรือนของเราเต็มไปด้วยแก้ว ๗
ประการทั่วทั้งหลัง, ไม่มีช่องจะเข้าไปได้." เขาคิดว่า "ทานของเรา
ให้ผลในวันนี้เอง" ดังนี้แล้วจึงไปสู่พระราชสำนัก ถวายบังคมพระราชา
แล้ว, เมื่อพระราชารับสั่งถามว่า " มาทำไม ?" จึงกราบทูลว่า

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 330 (เล่ม 41)

" พระเจ้า เรือนของข้าพระองค์ เต็มไปด้วยแก้ว ๗ ประการ, ขอ
พระองค์ทรงถือเอาทรัพย์นั้นเถิด."
พระราชาทรงดำริว่า "น่าอัศจรรย์ ทานที่เขาถวายแด่พระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ถึงที่สุดวันนี้เอง" ดังนี้แล้ว จึงรับสั่งกะเขาว่า "เธอควรจะ
ได้อะไร ?"
มหาทุคตะ. ขอจงพระราชทานเกวียนพันเล่ม เพื่อต้องการนำ
ทรัพย์มา.
พระราชาทรงส่งเกวียนพันเล่มไป ให้นำทรัพย์มา เกลี่ยไว้ที่
พระลานหลวง. กองทรัพย์ได้เป็นกองสูงประมาณเท่าต้นตาล. พระราชา
รับสั่งให้ชาวเมืองประชุมกันแล้ว ตรัสถามว่า "ในกรุงนี้ ใครมีทรัพย์
ถึงเท่านี้ไหม ?"
ชาวเมือง. ไม่มี พระเจ้าข้า.
พระราชา. จะควรทำอย่างไร ? แก่คนมีทรัพย์มากอย่างนั้น.
ชาวเมือง. ควรตั้งเป็นเศรษฐี พระเจ้าข้า.
พระราชาทรงทำสักการะเป็นอันมากแก่เขาแล้ว รับสั่งให้พระ-
ราชทานตำแหน่งเศรษฐี.
ลำดับนั้น ท้าวเธอตรัสบอกที่บ้านของเศรษฐีคนหนึ่งในกาลก่อน
แก่เขาแล้ว ตรัสว่า " เธอจงให้ถางพุ่มไม้ที่เกิดในที่นี้แล้ว ปลูกเรือน
อยู่เถิด." เมื่อเขาแผ้วถางที่นั้น ขุดพื้นที่ทำให้เรียบอยู่. หม้อทรัพย์ได้
ผุดขึ้นยัดเยียดกันและกัน. เมื่อเขากราบทูลแด่พระราชา, ท้าวเธอจึง
รับสั่งว่า "หม้อทรัพย์เกิดเพราะบุญของเธอนั่นเอง, เธอนั่นแหละจงถือ
เอาเถิด."

330