พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 301 (เล่ม 41)

นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายนั่ง อังคาสด้วยโภชนะอันประณีต ใน
เวลาเสร็จภัตกิจ จึงพาหญิงทั้งหมดในบ้านนั้น พร้อมกับหญิงเหล่านั้น
นมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายแล้ว รับเอาปฏิญญาเพื่อประโยชน์แก่
การอยู่ตลอดไตรมาส แล้วป่าวร้องชาวบ้านอีกว่า "แม่และพ่อทั้งหลาย
บุรุษคนหนึ่ง ๆ แต่ตระกูลหนึ่ง ๆ จงถือเอาเครื่องมือมีมีดเป็นต้น เข้าไป
สู่ป่า นำเอาทัพสัมภาระมาสร้างที่เป็นที่อยู่ของพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย."
พวกชาวบ้านตั้งอยู่ในถ้อยคำของนางแล้ว คนหนึ่ง ๆ ทำที่แห่ง
หนึ่ง ๆ แล้วให้สร้างศาลามุงด้วยใบไม้พันหลัง พร้อมกับที่พักกลางคืน
และกลางวัน แล้วอุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เข้าจำพรรษาในบรรณ-
ศาลาของตน ๆ ด้วยตั้งใจว่า " เราจักอุปัฏฐากโดยเคารพ. เราจักอุปัฏฐาก
โดยเคารพ."
ในเวลาออกพรรษาแล้ว นางชักชวนว่า "ท่านทั้งหลายาจง
ตระเตรียมผ้าเพื่อจีวร ( ถวาย ) แด่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายผู้อยู่
จำพรรษาในบรรณศาลาของตน ๆ เถิด," แล้วให้ถวายจีวรมีค่าพันหนึ่ง
แด่พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ๆ. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายออก
พรรษาแล้ว ทำอนุโมทนาแล้วก็หลีกไป.
อานิสงส์ทานนำให้เกิดในดาวดึงส์
แม้พวกชาวบ้าน ครั้นทำบุญนี้แล้ว จุติจากอัตภาพนั้นแล้วเกิด
ในภพดาวดึงส์ ได้มีความว่าคณะเทวบุตรแล้ว. เทวบุตรเหล่านั้น เสวย
ทิพยสมบัติในภพดาวดึงส์นั้น ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระ-

301
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 302 (เล่ม 41)

นามว่ากัสสปะ (มา) เกิดในเรือนของกุฎุมพี ในกรุงพาราณสี. หัวหน้า
ช่างหูกได้เป็นบุตรของกุฎุมพีผู้ใหญ่. ฝ่ายภรรยาของเขา ก็ได้เป็นธิดา
ของกุฎุมพีผู้ใหญ่เหมือนกัน. หญิงเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ถึงควานเจริญวัย
แล้ว เมื่อจะไปสู่ตระกูลสามี ก็ได้ไปสู่เรือนของบุรุษเหล่านั้นนั่นแล.
กุฎุมพีถวายมหาทาน
ต่อมาวันหนึ่ง เขาป่าวร้องการฟังธรรมในวิหาร กุฎุมพีเหล่านั้น
แม้ทั้งหมด ได้ยินว่า "พระศาสดาจะทรงแสดงธรรม ปรึกษากันว่า
" เราทั้งหลายจักฟังธรรม" แล้วได้ไปสู่วิหารกับภรรยา. ในขณะที่ชน
เหล่านั้น เข้าไปสู่ท่ามกลางวิหาร ฝนได้ตั้งเค้าแล้ว. บรรพชิตทั้งหลาย
มีสามเณรเป็นต้น ผู้เป็นกุลุปกะหรือเป็นญาติของชนเหล่าใดมีอยู่; ชน
เหล่านั้นก็เข้าไปสู่บริเวณของบรรพชิตเหล่านั้น. แต่กุฎุมพีเหล่านั้นไม่
อาจจะเข้าไปในที่ไหน ๆ ได้ เพราะความที่กุลุปกะหรือญาติเห็นปานนั้น
ไม่มี ได้ยืนอยู่ท่ามกลางวิหารนั่นเอง.
ลำดับนั้น กุฎุมพีผู้เป็นหัวหน้า จึงกล่าวกะกุฎุมพีผู้บริวารเหล่า
นั้นว่า "ท่านทั้งหลาย จงดูอาการอันน่าเกลียดของพวกเรา, ธรรมดา
กุลบุตรทั้งหลาย ละอายด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ สมควรแล้ว."
บริวาร. นาย พวกเราจะทำอย่างไรเล่า ?
กุฎุมพี. พวกเราถึงอาการอันน่าเกลียดนี้ เพราะไม่มีสถานที่ซึ่งมี
คนคุ้นเคยกัน, เราทั้งหมดรวมทรัพย์กัน สร้างบริเวณเถอะ.
บริวาร. ดีละ นาย.
คนผู้หัวหน้า ได้ให้ทรัพย์พันหนึ่ง, ชนที่เหลือให้คนละ ๕๐๐,

302
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 303 (เล่ม 41)

พวกหญิงให้คนละ ๒๕๐. ชนเหล่านั้นรวบรวมทรัพย์นั้นแล้วเริ่ม ( สร้าง )
ชื่อบริเวณใหญ่ เพื่อประโยชน์เป็นที่ประทับของพระศาสดาซึ่งมีเรือนยอด
พันหลังเป็นบริวาร. เมื่อทรัพย์ไม่เพียงพอ เพราะความที่นวกรรมเป็น
งานใหญ่, จึงได้ออกอีกคนละกึ่ง จากทรัพย์ที่ตนให้แล้วในก่อน. เมื่อ
บริเวณเสร็จแล้ว. ชนเหล่านั้นเมื่อจะทำการฉลองวิหาร จึงถวายมหาทาน
แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วัน แล้วจัดจีวรเพื่อภิกษุ
สองหมื่นรูป.
ภรรยาของกุฎุมพีถวายดอกอังกาบ
ฝ่ายภรรยาของกุฎุมพีผู้เป็นหัวหน้า ไม่ทำให้มีส่วนเสมอด้วยชน
ทั้งหมด ตั้งอยู่ด้วยปัญญาของตน คิดว่า "เราจักบูชาพระศาสดาทำให้
ยิ่ง (กว่าเขา)" จึงถือเอาผอบดอกอังกาบ กับผ้าสาฎกมีสีดังดอกอังกาบ
ราคาพันหนึ่ง ในเวลาอนุโมทนา บูชาพระศาสดาด้วยดอกอังกาบแล้ว
วางผ้าสาฎกนั้นไว้ แทบบาทมูลของพระศาสดาตั้งความปรารถนาว่า
" ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอสรีระของหม่อมฉันจงมีสีดุจดอกอังกาบนี้แหละ
ในที่หม่อมฉันเกิดแล้ว ๆ, และขอหม่อมฉันจงมีนามว่า อโนชา นั้นแล."
พระศาสดาได้ทรงทำอนุโมทนาว่า "จงสำเร็จอย่างนั้นเถิด."
กุฎุมพีภรรยาและบริวารเกิดในราชตระกูล
ชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ดำรงอยู่จนตลอดอายุแล้ว จุติจากอัตภาพ
นั้นแล้วก็เกิดในเทวโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ จุติจากเทวโลกแล้ว.
กุฎุมพีผู้เป็นหัวหน้าเกิดในราชตระกูล ในกุกกุฏวดีนคร ถึงความเจริญ

303
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 304 (เล่ม 41)

วัยแล้ว ได้เป็นพระราชาพระนามว่า พระเจ้ามหากัปปินะ, ชนที่เหลือ
วัยเกิดในตระกูลอำมาตย์; ภรรยาของกุฎุมพีผู้เป็นหัวหน้าเกิดในราชตระกูล
ในสาคลนคร ในมัททรัฐ, พระนางได้มีพระสรีระเช่นกับสีดอกอังกาบ
นั่นเทียว, พระญาติขนานพระนามแก่พระนางว่า " อโนชา" นั่นแล.
พระนางทรงถึงความเจริญวัยแล้ว ก็ไปสู่พระราชมณเฑียรของพระเจ้า
กัปปินะ ได้เป็นพระเทวีมีพระนามว่าอโนชาแล้ว, แม้หญิงทั้งหลายที่เหลือ
เกิดในตระกูลอำมาตย์ทั้งหลายถึงความเจริญวัยแล้ว ก็ได้ไปสู่เรือนแห่ง
บุตรอำมาตย์เหล่านั้นเหมือนกัน. ชนเหล่านั้นแม้ทุกคน ได้เสวยสมบัติ
เช่นกับสมบัติของพระราชา. ในกาลใด พระราชาทรงประดับ เครื่องอลัง-
การทั้งปวง ทรงช้างเที่ยวไป; ในกาลนั้น แม้ชนเหล่านั้นก็เที่ยวไปเหมือน
อย่างนั้น. เมื่อพระราชาเสด็จเที่ยวไปด้วยม้าหรือด้วยรถ, แม้ชนเหล่านั้น
ก็เที่ยวไปเหมือนอย่างนั้น. ชนเหล่านั้นเสวยสมบัติร่วมกัน ด้วยอานุภาพ
แห่งบุตรที่ทำร่วมกัน ด้วยประการฉะนี้.
ก็ม้าของพระราชามีอยู่ ๕ ตัว คือ " ม้าชื่อพละ ๑ พลวาหนะ ๑
ปุปผะ ๑ ปุปผวาหนะ ๑ สุปัตตะ ๑. บรรดาม้าเหล่านั้น ม้าชื่อ
สุปัตตะ พระราชาทรงเอง. ม้า ๔ ตัว นอกนี้ ได้พระราชทานแก่พวกม้า
ใช้ เพื่อประโยชน์นำข่าวสารมา.
พระราชาให้สืบข้าวพระรัตนตรัย
พระราชาให้ม้าใช้เหล่านั้น บริโภคแต่เช้าตรู่แล้ว ทรงส่งไปด้วย
พระดำรัสว่า "พวกท่านไปเถิด, เที่ยวไป ๒ หรือ ๓ โยชน์แล้วทราบ
ว่าพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์อุบัติแล้ว จงนำข่าวที่ให้เกิดสุข

304
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 305 (เล่ม 41)

มาแก่เรา." ม้าใช้เหล่านั้น ออกโดยประตูทั้ง ๔ เที่ยวไปได้ ๒-๓ โยชน์
ไม่ได้ข่าวแล้วก็กลับ.
พระราชาได้ข่าวพระรัตนตรัยจากพ่อค้าม้า
ต่อมาวันหนึ่ง พระราชาทรงม้าชื่อสุปัตตะ อันอำมาตย์พันหนึ่ง
แวดล้อม เสด็จไปพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นพวกพ่อค้าประมาณ
๕๐๐ ผู้มีร่างกายอ่อนเพลียกำลังเข้าสู่พระนคร แล้วทรงดำริว่า "ชนเหล่านี้
ลำบากในการเดินทางไกล. เราจักได้ฟังข่าวดีอย่างหนึ่งจากสำนักแห่งชน
เหล่านี้เป็นแน่ " จึงรับสั่งให้เรียกพ่อค้าเหล่านั้นมาแล้วตรัสถามว่า "ท่าน
ทั้งหลายมาจากเมืองไหน ?"
พ่อค้า. พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์มาจากนครชื่อสาวัตถีซึ่งมีอยู่
ในที่สุดประมาณ ๑๒๐ โยชน์ แต่พระนครนี้.
พระราชา. ก็ข่าวอะไร ๆ อุบัติขึ้นในประเทศของพวกท่านมี
อยู่หรือ ?
พ่อค้า. พระเจ้าข้า ข่าวอะไร ๆ อย่างอื่นไม่มี, แต่พระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว.
พระราชามีพระสรีระอันปีติมีวรรณะ ๕ ถูกต้องแล้ว ในทันใด
นั้นนั่นเอง ไม่อาจเพื่อจะกำหนดอะไร ๆ ได้ ทรงยับยั้งอยู่ครู่หนึ่งแล้ว
ตรัสถามว่า "พวกท่านกล่าวอะไร ? พ่อ. " พวกพ่อค้ากราบทูลว่า
" พระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว." แม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓
พระราชาก็ทรงยับยั้งอยู่เหมือนอย่างนั้น, ในวาระที่ ๔ ตรัสถามว่า พวก
ท่านกล่าวอะไร ? พ่อ" เมื่อพ่อค้าเหล่านั้น กราบทูลว่า "พระเจ้าข้า

305
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 306 (เล่ม 41)

พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว." จึงตรัสว่า "พ่อทั้งหลาย เราให้ทรัพย์
แก่พวกท่านแสนหนึ่ง " แล้วตรัสถามว่า "ข่าวอะไร ๆ แม้อื่นอีก มี
อยู่หรือ ? พ่อ." พวกพ่อค้ากราบทูลว่า " มีอยู่ พระเจ้าข้า, พระธรรม
อุบัติขึ้นแล้ว." พระราชาทรงสดับแม้คำนั้นแล้ว ทรงยับยังอยู่ตลอด ๓
วาระโดยนัยก่อนนั่นแล. ในวาระที่ ๔ เมื่อพวกพ่อค้ากราบทูลบทว่า
" ธมฺโม " จึงตรัสว่า "แม้ในเพราะบทนี้ เราให้ทรัพย์แก่พวกท่าน
แสนหนึ่ง " แล้วตรัสถามว่า " ข่าวแม้อื่นอีก มีอยู่หรือ ? พ่อ." พวก
พ่อค้ากราบทูลว่า " พระเจ้าข้า มีอยู่, พระสังฆรัตนะอุบัติขึ้นแล้ว."
พระราชาทรงสดับแม้คำนั้นแล้วทรงยับยั้งอยู่ตลอด ๓ วาระอย่างนั้นเหมือน
กัน, ในวาระที่ ๔ เมื่อพวกพ่อค้ากราบทูลบทว่า " สงฺโฆ " จึงตรัสว่า
" แม้ในเพราะบทนี้ เราให้ทรัพย์แก่พวกท่านแสนหนึ่ง " แล้วทรงแลดู
อำมาตย์พ้นหนึ่งตรัสถามว่า "พ่อทั้งหลาย พวกท่านจักทำอย่างไร ?"
อำมาตย์. พระเจ้าข้า พระองค์จักทรงทำอย่างไรเล่า ?
พระราชา. พ่อทั้งหลาย เราได้สดับว่า ' พระพุทธเจ้าทรงอุบัติ
ขึ้นแล้ว, พระธรรมอุบัติขึ้นแล้ว, พระสงฆ์อุบัติขึ้นแล้ว จักไม่กลับ
อีก, เราจักอุทิศต่อพระศาสดาไปบวชในสำนักของพระองค์.
อำมาตย์. แม้ข้าพระองค์ทั้งหลาย ก็จักบวชพร้อมด้วยพระองค์
พระเจ้าข้า.
พระราชาออกผนวชพร้อมกับอำมาตย์
พระราชารับสั่งให้เจ้าพนักงานอาลักษณ์จารึกอักษรลงในแผ่นทอง
แล้ว ตรัสกะพวกพ่อค้าว่า "พระเทวีพระนามว่าอโนชา จักพระราช-

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 307 (เล่ม 41)

ทานทรัพย์ ๓ แสนแก่พวกท่าน; ก็แลพวกท่านพึงทูลอย่างนี้ว่า 'ได้
ยินว่า พระราชาทรงสละความเป็นใหญ่ถวายพระองค์แล้ว, พระองค์จง
เสวยสมบัติตามสบายเถิด; ก็ถ้าพระเทวีจักตรัสถามพวกท่านว่า 'พระราชา
เสด็จไปที่ไหน ?" พวกท่านพึงทูลว่า 'พระราชาตรัสว่าจักบวชอุทิศ
พระศาสดา" แล้วก็เสด็จไป
แม้อำมาตย์ทั้งหลายก็ส่งข่าวไปแก่ภรรยาของตน ๆ อย่างนั้นเหมือน
กัน. พระราชาทรงส่งพวกพ่อค้าไปแล้ว อันอำมาตย์พันหนึ่งแวดล้อม
เสด็จออกไปในขณะนั้นนั่นแล.
ในวันนั้น แม้พระศาสดาเมื่อทรงตรวจดูสัตวโลกในกาลใกล้รุ่ง
ได้ทอดพระเนตรเห็นพระเจ้ามหากัปปินะพร้อมทั้งบริวาร ทรงดำริว่า
" พระเจ้ามหากัปปินะนี้ ได้ทรงสดับความที่รัตนะ ๓ อุบัติขึ้นแต่สำนัก
ของพวกพ่อค้าแล้ว ทรงบูชาคำของพ่อค้าเหล่านั้นด้วยทรัพย์ ๓ แสน
ทรงสละราชสมบัติ อันอำมาตย์พันหนึ่งแวดล้อม ทรงประสงค์เพื่อจะ
ผนวช อุทิศเรา จักเสด็จออกไปในวันพรุ่งนี้, ท้าวเธอพร้อมทั้งบริวาร
จักบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย, เราจักทำการต้อนรับ
ท้าวเธอ" ดังนี้แล้ว ในวันรุ่งขึ้น ทรงบาตรและจีวรด้วยพระองค์เอง
ทีเดียว เสด็จต้อนรับสิ้นทาง ๑๒๐ โยชน์ ดุจพระเจ้าจักรพรรดิทรง
ต้อนรับกำนันฉะนั้น ประทับนั่งเปล่งพระรัศมี มีวรรณะ ๖ ภายใต้โคน
ต้นนิโครธริมฝั่งแม่น้ำจันทภาคานที.
ฝ่ายพระราชาเสด็จมาถึงแม่น้ำแห่งหนึ่งแล้ว ตรัสถามว่า "นี่ชื่อ
แม่น้ำอะไร ?"

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 308 (เล่ม 41)

อำมาตย์. ชื่ออารวปัจฉานที พระเจ้าข้า.
พระราชา. พ่อทั้งหลาย แม่น้ำนี้ประมาณเท่าไร ?
อำมาตย์. โดยลึก คาวุตหนึ่ง, โดยกว้าง ๒ คาวุต พระเจ้าข้า.
พระราชา. ก็ในแม่น้ำนี้ เรือหรือแพมีไหม ?
อำมาตย์. ไม่มี พระเจ้าข้า.
พระราชาตรัสว่า " เมื่อเราทั้งหลายมัวหายานมีเรือเป็นต้น, ชาติ
ย่อมนำไปสู่ชรา, ชราย่อมนำไปสู่มรณะ, เราไม่มีความสงสัย ออกบวช
อุทิศพระรัตนตรัย. ด้วยอานุภาพแห่งพระรัตนตรัยนั้น น้ำนี้ อย่าได้
เป็นเหมือนน้ำเลย" ดังนี้แล้ว ทรงระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ระลึกถึง
พุทธานุสสติว่า " แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็น
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า" เป็นต้น พร้อมทั้งบริวารเสด็จไปบน
หลังน้ำด้วยม้าพันหนึ่ง. ม้าสินธพทั้งหลายก็วิ่งไป ดุจวิ่งไปบนหลังแผ่น
หิน. ปลายกีบก็ไม่เปียก.๑
พระราชาเสด็จข้ามแม่น้ำแล้ว เสด็จไปข้างหน้า ทอดพระเนตร
เห็นแม่น้ำอื่นอีก จึงตรัสถามว่า "แม่น้ำนี้ชื่ออะไร ?"
อำมาตย์. ชื่อนีลวาหนานที พระเจ้าข้า.
พระราชา. แม่น้ำนี้ประมาณเท่าไร ?"
อำมาตย์. ทั้งส่วนลึก ทั้งส่วนกว้าง ประมาณกึ่งโยชน์พระเจ้าข้า.
คำที่เหลือก็เช่นกับคำก่อนนั้นแล.
ก็พระราชา ทอดพระเนตรเห็นแม่น้ำนั้นแล้ว ทรงระลึกถึงธรรมา-
นุสสติว่า "พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว" เป็นต้นเสด็จไป
๑. ถ้าบาลีเป็น อคฺคาเนว เตมึสุ ก็แปลว่า ปลายกีบเท่านั้น เปียกน้ำ.

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 309 (เล่ม 41)

แล้ว. ครั้นเสด็จข้ามแม่น้ำแม่นั้นไปได้แล้ว ทอดพระเนตรเห็นแม้แม่น้ำ
อื่นอีก จึงตรัสถามว่า "แม่น้ำนี้ชื่ออะไร ?"
อำมาตย์. แม่น่านี้ชื่อว่าจันทภาคานที พระเจ้าข้า.
พระราชา. แม่น้ำนี้ประมาณเท่าไร ?
อำมาตย์. ทั้งส่วนลึก ทั้งส่วนกว้าง ประมาณโยชน์หนึ่ง พระ-
เจ้าข้า.
คำที่เหลือก็เหมือนกับคำก่อนนั่นแล.
ส่วนพระราชาทอดพระเนตรเห็นแม่น้ำนี้แล้ว ทรงระลึกถึงสังฆา-
นุสสติว่า "พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว"
เป็นต้น เสด็จไปแล้ว. ก็เมื่อเสด็จข้ามแม่น้ำนั้นไป ได้ทอดพระเนตร
เห็นพระรัศมีมีวรรณะ ๖ แต่พระสรีระของพระศาสดา. กิ่งค่าคบ และใบ
แห่งต้นนิโครธ ได้เป็นราวกะว่าสำเร็จด้วยทองคำ.
พระราชาและอำมาตย์ได้บรรลุคุณวิเศษ
พระราชาทรงดำริว่า " แสงสว่างนี้ ไม่ใช่แสงจันทร์, ไม่ใช่แสง
อาทิตย์, ไม่ใช่แสงสว่างแห่งเทวดา มาร พรหม นาค ครุฑเป็นต้น
ผู้ใดผู้หนึ่ง เราอุทิศพระศาสดามาอยู่ จักเป็นผู้อันพระมหาโคดมพุทธเจ้า
ทรงเห็นแล้วโดยแน่แท้." ในทันใดนั้นนั่นแล ท้าวเธอเสด็จลงจาก
หลังม้าทรงน้อมพระสรีระ เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ตามสายพระรัศมี เสด็จ
เข้าไปภายในแห่งพระพุทธรัศมี ราวกะว่าดำลงไปในมโนสิลารส ถวาย
บังคมพระศาสดาแล้ว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งพร้อมกับอำมาตย์
พันหนึ่ง

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 310 (เล่ม 41)

พระศาสดาทรงแสดงอนุปุพพีกถาแล้ว. ในเวลาจบเทศนาพระราชา
พร้อมด้วยบริวาร ตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผล. ลำดับนั้นชนเหล่านั้น
ทั้งหมด ลุกขึ้นทูลขอบรรพชาแล้ว.
พระศาสดาทรงใคร่ครวญว่า "บาตรจีวรสำเร็จแล้วด้วยฤทธิ์ของ
กุลบุตรเหล่านี้ จักมาหรือหนอแล ?" ทรงทราบว่า " กุลบุตรเหล่านี้
ได้ถวายจีวรพันผืน ได้พระปัจเจกพุทธเจ้าพันองค์, ในกาลแห่งพระ-
พุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ได้ถวายจีวรสองหมื่น แม้แก่ภิกษุสองหมื่นรูป,
ความมาแห่งบาตรและจีวรอันสำเร็จแล้วด้วยฤทธิ์ของกุลบุตรเหล่านี้ ไม่น่า
อัศจรรย์" ดังนี้แล้ว ทรงเหยียดพระหัตถ์ขวา ตรัสว่า " ท่านทั้งหลาย
จงเป็นภิกษุมาเถิด. ท่านทั้งหลายจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุด
ทุกข์โดยชอบเถิด." ทันใดนั้นนั่นเองกุลบุตรเหล่านั้นเป็นราวกะพระเถระ
มีพรรษาตั้ง ๑๐๐ ทรงบริขาร ๘ เหาะขึ้นสู่เวหาส กลับลงมาถวาย
บังคมพระศาสดานั่งอยู่แล้ว.
พระนางอโนชาเทวีเสด็จออกผนวช
ฝ่ายพ่อค้าเหล่านั้นไปสู่ราชตระกูลแล้ว ให้เจ้าหน้าที่กราบทูลข่าวที่
พระราชาทรงส่งไป. เมื่อพระเทวีรับสั่งว่า "จงมาเถิด" เข้าไปถวาย
บังคมแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระเทวีตรัสถาม
พ่อค้าเหล่านั้นว่า " พ่อทั้งหลาย พวกท่านมาเพราะเหตุอะไร ?"
พ่อค้า. พระราชาทรงส่งพวกข้าพระองค์มายังสำนักของพระองค์,
นัยว่า ขอพระราชทานทรัพย์ ๓ แสนแก่พวกข้าพระองค์.
พระเทวี. พ่อทั้งหลาย พวกท่านพูดมากเกินไป, พวกท่านทำอะไร

310