พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 281 (เล่ม 41)

อันภิกษุผู้จะให้ลาภเกิดขึ้น ควรทำอกุศลกรรมหน่อยหนึ่ง. การคดกาย
เป็นต้น น่าที่เธอจะพึงทำ. ด้วยว่า ในกาลใดภิกษุทำการคดบางอย่าง
บรรดาคดกายเป็นต้น, ในกาลนั้นลาภย่อมเกิดขึ้น. ก็เมื่อภิกษุหย่อนมือ
ลงตรง ๆ ในถาดเข้าปายาสไม่ให้งอแล้วยกขึ้น, มือเป็นแต่เพียงเปื้อน
เท่านั้น, แต่เมื่อหย่อนลง ทำให้งอแล้วยกขึ้น, มือย่อมช้อนก้อนข้าว
ปายาสออกมาได้แท้; ลาภและสักการะย่อมเกิดขึ้นในคราวทำการคดกาย
เป็นต้นอย่างนี้: นี้จัดเป็นข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภที่ไม่ชอบธรรม. แต่
ลาภที่เกิดขึ้นด้วยเหตุเห็นปานนี้ คือ "การถึงพร้อมด้วยอุปธิ๑ การ
ทรงไว้ซึ่งจีวร (การครองจีวร) ความเป็นพหูสูต ความมีบริวาร การ
อยู่ป่า" ชื่อว่าประกอบด้วยธรรม. ก็ภิกษุผู้บำเพ็ญข้อปฏิบัติอันยังสัตว์
ให้ถึงพระนิพพาน พึงละการคดกายเป็นต้นเสีย, อันภิกษุผู้บำเพ็ญข้อ
ปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน ไม่ใช่คนบอด เป็นเหมือนคนบอด
ไม่ใช่คนใบ้ เป็นเหมือนคนใบ้ ไม่ใช่คนหนวก เป็นเหมือนคนหนวก
จึงควร.
บทว่า เอวเมตํ เป็นต้น ความว่า ภิกษุชื่อว่าเป็นสาวก
เพราะอรรถว่า เกิดในที่สุดแห่งการฟัง หรือเพราะอรรถว่า ฟังโอวาท
และอนุสาสนี ของท่านผู้ชื่อว่าพุทธะ เพราะอรรถว่า ตรัสรู้สังขตธรรม
และอสังขตธรรมทั้งหมด ทราบข้อปฏิบัติเป็นเครื่องยังลาภให้เกิดขึ้น
และข้อปฏิบัติยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพานนั้น อย่างนั้นแล้ว ไม่พึงเพลิดเพลิน
๑. อุปธิสมฺปทา ฉบับยุโรปเป็น อุปสมฺปทา. คำว่า อุปธิ เป็นชื่อของกิเลสก็มี ของร่างกายก็มี
ในที่นี้เป็นชื่อของร่างกาย อุปธิสมฺปทา จึงหมายถึงรูปสมบัติ.

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 282 (เล่ม 41)

สักการะคือปัจจัย๑ ๔ อันไม่ชอบธรรม คือไม่พึงห้ามสักการะอันชอบ
ธรรมนั้นนั่นแล พึงเจริญวิเวก มีกายวิเวกเป็นต้น.
บรรดาวิเวกเหล่านั้น ความเป็นผู้มีกายโดดเดี่ยว ชื่อว่ากายวิเวก,
สมาบัติ๒ ๘ ชื่อว่าจิตตวิเวก พระนิพพาน ชื่อว่าอุปธิวิเวก๓.
บรรดาวิเวกเหล่านั้น กายวิเวก ย่อมบรรเทาความคลุกคลีด้วยหมู่,
จิตตวิเวก ย่อมบรรเทาความหมักหมมด้วยกิเลส, อุปธิวิเวก ย่อมบรรเทา
ซึ่งความเกี่ยวข้องด้วยสังขาร; กายวิเวก ย่อมเป็นปัจจัยแห่งจิตตวิเวก,
จิตตวิเวก ย่อมเป็นปัจจัยแห่งอุปธิวิเวก. สมจริงดังคำที่พระสารีบุตรเถระ
แม้กล่าวไว้ว่า "กายวิเวกของผู้มีกายสงบแล้ว ยินดียิ่งแล้วในการออก
บวช, จิตตวิเวกของผู้มีจิตบริสุทธิ์แล้ว ถึงความผ่องแผ้วอย่างยิ่ง,
และอุปธิวิเวกของบุคคลผู้ไม่มีอุปธิ ถึงพระนิพพาน๔" พึงเจริญ คือ
พึงพอกพูน อธิบายว่า พึงเข้าไปสำเร็จวิเวก ๓ นี้อยู่.
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มี
โสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระวนวาสีติสสเถระ จบ.
พาลวรรควรรณนา จบ.
วรรคที่ ๕ จบ.
๑. จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัช. ๒. รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔. ๓. อุปธิมี ๔
คือ ขันธูปธิ, กิเลสสูปธิ, อภิสังขารูปธิ, กามูปธิ. ๔. ขุ. มหา. ๒๙/๑๗๒.

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 283 (เล่ม 41)

คาถาธรรมบท
บัณฑิตวรรค๑ที่ ๖
ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นบัณฑิต
[๑๖] ๑. บุคคลพึงเห็นผู้มีปัญญาใด ซึ่งเป็นผู้กล่าว
นิคคหะชี้โทษ ว่าเป็นเหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้
พึงคบผู้มีปัญญาเช่นนั้น ซึ่งเป็นบัณฑิต เพราะว่า
เมื่อคบท่านผู้เช่นนั้น มีแต่คุณอย่างประเสริฐ ไม่มี
โทษที่ลามก.
๒. ผู้ใดพึงว่ากล่าว พึงสอน และพึงห้ามจาก
ธรรมของอสัตบุรุษ ผู้นั้นแล ย่อมเป็นที่รักของ
สัตบุรุษทั้งหลาย ไม่เป็นที่รักของพวกอสัตบุรุษ.
๓. บุคคลไม่ควรคบบาปมิตร ไม่ควรคบบุรุษ
ต่ำช้า ควรคบกัลยาณมิตร ควรคบบุรุษสูงสุด.
๔. บุคคลผู้เอิบอิ่มในธรรม มีใจผ่องใส ย่อม
อยู่เป็นสุข บัณฑิตย่อมยินดีในธรรมที่พระอริยเจ้า
ประกาศแล้วทุกเมื่อ.
๕. อันคนไขน้ำทั้งหลายย่อมไขน้ำ ช่างศร
ทั้งหลายย่อมดัดศร ช่างถากทั้งหลายย่อมถากไม้
บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน.
๑. วรรคที่ ๖ มีอรรกถา ๑๑ เรื่อง.

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 284 (เล่ม 41)

๖. ภูเขาศิลาล้วน เป็นแท่งเดียว ย่อมไม่
สะเทือนด้วยลมฉันใด บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่
เอนเอียงในเพราะนินทาและสรรเสริญฉันนั้น.
๗. บัณฑิตทั้งหลาย ฟังธรรมแล้ว ย่อมผ่องใส
เหมือนห้วงน้ำลึก ใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัวฉะนั้น.
๘. สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมเว้นในธรรมทั้งปวง
แล สัตบุรุษทั้งหลาย หาใช่ผู้ปรารถนากามบ่นไม่
บัณฑิตทั้งหลาย อันสุขหรือทุกข์ถูกต้องแล้ว ย่อม
ไม่แสดงอาการขึ้นลง.
๙. บัณฑิตย่อมไม่ทำบาปเพราะเหตุแห่งตน
ย่อมไม่ทำบาปเพราะเหตุแห่งบุคคลอื่น บัณฑิตไม่
พึงปรารถนาบุตร ไม่พึงปรารถนาทรัพย์ ไม่พึง
ปรารถนาแว่นแคว้น ( และ) ไม่พึงปรารถนาความ
สำเร็จเพื่อตนโดยไม่เป็นธรรม บัณฑิตนั้นพึงเป็นผู้
มีศีล มีปัญญา ตั้งอยู่ในธรรม.
๑๐. บรรดามนุษย์ ชนผู้ถึงฝั่งมีจำนวนน้อย
ฝ่ายประชานอกนี้เลาะไปตามตลิ่งอย่างเดียว ก็ชน
เหล่าใดแล ประพฤติสมควรแก่ธรรมในธรรมที่เรา
กล่าวชอบแล้ว ชนเหล่านั้นล่วงบ่วงมารที่ข้ามได้ยาก
อย่างเอกแล้วจักถึงฝั่ง.

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 285 (เล่ม 41)

๑๑. บัณฑิตละธรรมดำแล้ว ออกจากอาลัย
อาศัยธรรม อันหาอาลัยมิได้แล้ว ควรเจริญธรรมขาว
ละกามทั้งหลายแล้ว หมดความกังวล พึงปรารถนา
ความยินดียิ่งในวิเวก อันเป็นที่ซึ่งประชายินดีได้ยาก
บัณฑิตควรทำตนให้ผ่องแผ้วจากเครื่องเศร้าหมอง
ชนเหล่าใดอบรมจิตดีแล้ว โดยชอบ ในองค์ธรรม
แห่งความตรัสรู้ ( และ) ชนเหล่าใดไม่ถือมั่น
ยินดีในการละ เลิกความถือมั่น ชนเหล่านั้น ฯ
เป็นพระขีณาสพ รุ่งเรื่อง ดับสนิทแล้วในโลก.
จบบัณฑิตวรรคที่ ๖

285
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 286 (เล่ม 41)

๖. บัณฑิตวรรควรรณนา
๑. เรื่องพระราธเถระ [๖๐]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับ อยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภท่านพระราธะ
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "นิธีนํว ปวตฺตารํ" เป็นต้น.
ราธพราหมณ์ซูบผอมเพราะไม่ได้บวช
ได้ยินว่า พระราธะนั้น ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ ได้เป็นพราหมณ์
ตกยากอยู่ในกรุงสาวัตถี. เขาคิดว่า " เราจักเลี้ยงชีพอยู่ในสำนักของ
ภิกษุทั้งหลาย" ดังนี้แล้ว ไปสู่วิหาร ตายหญ้า กวาดบริเวณ ถวาย
วัตถุมีน้ำล้างหน้าเป็นต้น อยู่ในวิหารแล้ว. ภิกษุทั้งหลายได้สงเคราะห์
เธอแล้วก็ตาม, แต่ก็ไม่ปรารถนาจะให้บวช. เขาเมื่อไม่ได้บวช จึง
ซูบผอมแล้ว.
ราธพราหมณ์มีอุปนิสัยพระอรหัต
ภายหลังวันหนึ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูสัตวโลกในเวลาใกล้รุ่ง
ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์นั้นแล้ว ทรงใคร่ครวญอยู่ว่า "เหตุอะไร
หนอ ?" ดังนี้แล้ว ทรงทราบว่า "ราธพราหมณ์จักเป็นพระอรหันต์"
ในเวลาเย็น เป็นเหมือนเสด็จเที่ยวจาริกไปในวิหาร เสด็จไปสู่สำนักของ

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 287 (เล่ม 41)

พราหมณ์แล้วตรัสถามว่า "พราหมณ์ เธอเที่ยวทำอะไรอยู่ ?" เขา
กราบทูลว่า " ข้าพระองค์ทำวัตรปฏิวัตรแก่ภิกษุทั้งหลายอยู่ พระเจ้าข้า."
พระศาสดา. เธอได้การสงเคราะห์จากสำนักของภิกษุเหล่านั้น
หรือ ?
พราหมณ์. ได้พระเจ้าข้า, ข้าพระองค์ได้แต่เพียงอาหาร, แต่
ท่านไม่ให้ข้าพระองค์บวช.
พระสารีบุตรเป็นผู้กตัญญูกตเวที
พระศาสดารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเรื่องนั้นแล้ว ตรัส
ถามความนั้นแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย ใคร ๆ ระลึกถึงคุณของ
พราหมณ์นี้ได้ มีอยู่บ้างหรือ ?" พระสารีบุตรเถระกราบทูลว่า
"พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ระลึกได้, เมื่อข้าพระองค์เที่ยวบิณฑบาตอยู่ใน
กรุงราชคฤห์ พราหมณ์นี้ให้คนถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง ที่เขานำมาเพื่อตน,
ข้าพระองค์ระลึกถึงคุณของพราหมณ์นี้ได้." เมื่อพระศาสดาตรัสว่า
" สารีบุตร ก็การที่เธอเปลื้องพราหมณ์ผู้มีอุปการะอันกระทำแล้วอย่างนั้น
จากทุกข์ ไม่ควรหรือ ?" ท่านกราบทูลว่า " ดีละ พระเจ้าข้า, ข้า-
พระองค์จักให้เขาบวช" จึงให้พราหมณ์นั้นบวชแล้ว.
พราหมณ์บวชแล้วเป็นคนว่าง่าย
อาสนะที่สุดแห่งอาสนะในโรงฉันย่อมถึงแก่ท่าน. ท่านลำบากอยู่
ด้วยอาหารวัตถุมีข้าวยาคูและภัตเป็นต้น. พระเถระพาท่านหลีกไปสู่ที่

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 288 (เล่ม 41)

จาริกแล้ว, กล่าวสอน พร่ำสอนท่านเนือง ๆ ว่า " สิ่งนี้ คุณควรทำ,
สิ่งนี้ คุณไม่ควรทำ " เป็นต้น. ท่านได้เป็นผู้ว่าง่าย มีปกติรับเอา
โอวาทโดยเคารพแล้ว, เพราะฉะนั้น เมื่อท่านปฏิบัติตามคำที่พระเถระ
พร่ำสอนอยู่ โดย ๒-๓ วันเท่านั้น ก็ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว. พระเถระ
พาท่านไปสู่สำนักพระศาสดา ถวายบังคมนั่งแล้ว.
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกะท่านแล้ว ตรัสว่า
" สารีบุตร อันเตวาสิกของเธอเป็นผู้ว่าง่ายแลหรือ ?"
พระเถระ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า. เธอเป็นผู้ว่าง่ายเหลือเกิน
เมื่อโทษไร ๆ ที่ข้าพระองค์แม้กล่าวสอนอยู่. ไม่เคยโกรธเลย.
พระศาสดา. สารีบุตร เธอเมื่อได้สัทธิวิหาริกเห็นปานนี้ จะพึง
รับได้ประมาณเท่าไร ?
พระเถระ. ข้าพระองค์พึงรับได้แม้มากทีเดียว พระเจ้าข้า.
พวกภิกษุสรรเสริญพระสารีบุตรและพระราธะ
ภายหลังวันหนึ่ง พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมว่า "ได้ยินว่า
พระสารีบุตรเถระเป็นผู้กตัญญูกตเวที ระลึกถึงอุปการะสักว่าภิกษาทัพพี
หนึ่ง ให้พราหมณ์ตกยากบวชแล้ว; แม้พระราธเถระก็เป็นผู้อดทนต่อ
โอวาท ย่อมได้ท่านผู้ควรแก่การให้โอวาทเหมือนกันแล้ว."
พระศาสดาทรงแสดงอลีนจิตตชาดก
พระศาสดาทรงสดับกถาของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า "ภิกษุ
ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น, ถึงในกาลก่อน สารีบุตรเป็นผู้

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 289 (เล่ม 41)

กตัญญูกตเวทีเหมือนกัน" ดังนี้แล้ว เพื่อจะประกาศความนั้น จึงตรัส
อลีนจิตตชาดก๑ ในทุกนิบาตนี้ ให้พิสดารว่า:-
" เสนาหมู่ใหญ่อาศัยเจ้าอลีนจิตตกุมาร ร่าเริง
ทั่วกันแล้ว ได้ให้ช้างจับพระเจ้าโกศลทั้งเป็น ผู้ไม่
พอพระทัยด้วยราชสมบัติ, ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยนิสัย
อย่างนี้ เป็นผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว เจริญ
กุศลธรรมอยู่, เพื่อบรรลุธรรมเป็นแดนเกษมจาก
โยคะ พึงบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์
ทั้งปวงโดยลำดับ."
ได้ยินว่า ช้างตัวหนึ่งเที่ยวไปตัวเดียว รู้อุปการะที่พวกช่างไม้
ทำแล้วแก่ตน โดยภาวะคือทำเท้าให้หายโรค แล้วให้ลูกช้างตัวขาวปลอด
ในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตรเถระแล้ว .
ภิกษุควรเป็นผู้ว่าง่ายอย่างพระราธะ
พระศาสดาครั้นตรัสชาดกปรารภพระเถระอย่างนั้นแล้ว ทรง
ปรารภพระราธเถระ ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาภิกษุควรเป็น
ผู้ว่าง่ายเหมือนราธะ, แม้อาจารย์ชี้โทษกล่าวสอนอยู่ ก็ไม่ควรโกรธ
อนึ่ง ควรเห็นบุคคลผู้ให้โอวาท เหมือนบุคคลผู้บอกขุมทรัพย์ให้ฉะนั้น
ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑. ข. ชา. ๒๗/ข้อ ๑๖๑. อรรถกถา. ๓/๒๓.

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 290 (เล่ม 41)

๑. นิธีนํว ปวตฺตารํ ยํ ปสฺเส วชฺชทสฺสินํ
นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช
ตาทิสํ ภชมานสฺส เสยฺโย โหติ น ปาปิโย
"บุคคลพึงเห็นผู้มีปัญญาใด ซึ่งเป็นผู้กล่าว
นิคคหะ ชี้โทษ ว่าเป็นเหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้,
พึงคบผู้มีปัญญาเช่นนั้น ซึ่งเป็นบัณฑิต, ( เพราะว่า)
เมื่อคบท่านผู้เช่นนั้น มีแต่คุณอย่างประเสริฐ ไม่มี
โทษที่ลามก."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิธีนํ ได้แก่ หม้อแห่งขุมทรัพย์อัน
เต็มด้วยเงินทองเป็นต้น ซึ่งเขาฝังเก็บไว้ในที่นั้น ๆ
บทว่า ปวตฺตารํ คือ เหมือนอย่างผู้ทำความอนุเคราะห์คนเข็ญใจ
ซึ่งเป็นอยู่โดยฝืดเคือง แล้วชักชวนว่า " ท่านจงมา, เราจักชี้อุบาย
เลี้ยงชีพโดยสะดวกแก่ท่าน" ดังนี้แล้ว นำไปยังที่ขุมทรัพย์แล้ว เหยียด
มือออกบอกว่า " ท่านจงถือเอาทรัพย์นี้เลี้ยงชีพตามสบายเถิด."
วินิจฉัยในบทว่า วชฺชทสฺสินํ ภิกษุผู้ชี้โทษมี ๒ จำพวก คือ
ภิกษุคอยแส่หาโทษ ด้วยคิดว่า "เราจักข่มภิกษุนั้นด้วยมารยาทอันไม่
สมควร หรือด้วยความพลั้งพลาดอันนี้ในท่ามกลางสงฆ์" ดังนี้ จำพวก ๑,
ภิกษุผู้ดำรงอยู่แล้วตามสภาพ ด้วยสามารถแห่งการอุ้มชูด้วยการแลดูโทษ
นั้น ๆ เพื่อประโยชน์จะให้รู้สิ่งที่ยังไม่รู้ เพื่อต้องการจะได้ตามถือเอาสิ่ง
ที่รู้แล้ว เพราะความเป็นผู้ปรารถนาความเจริญแห่งคุณมีศีลเป็นต้นแก่ผู้

290