พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 271 (เล่ม 41)

บ้านโดยเร็ว ป่าวร้องว่า " พระอสีติมหาสาวกผู้เป็นเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น
นับแต่พระสารีบุตรเถระเป็นต้น มาสู่สำนักของสามเณร กับด้วยบริวาร
ของตน ๆ, ท่านทั้งหลายจงถือเอาเครื่องใช้ มี เตียง ตั่ง เครื่องปูลาด
ประทีปและน้ำมันเป็นต้น ออกไปโดยเร็วเถิด." ทันใดนั้นเอง พวก
มนุษย์ขนเตียงเป็นต้น เดินติดตามรอยพระเถระไป เข้าไปสู่วิหารพร้อม
กับพระเถระนั่นแหละ. สามเณรจำหมู่ภิกษุได้ รับบาตรและจีวรพระมหา-
เถระ ๒ - ๓ องค์แล้ว ได้ทำวัตร. เมื่อสามเณรนั้นจัดแจงที่อยู่เพื่อพระ-
เถระทั้งหลายเก็บบาตรและจีวรอยู่นั่นแล, ก็มืดพอดี. พระสารีบุตรเถระ
กล่าวกะพวกอุบาสกว่า " อุบาสกทั้งหลาย พวกท่านไปเถิด, ความมืด
เกิดแก่พวกท่าน."
พวกอุบาสก. ท่านผู้เจริญ วันนี้เป็นวันฟังธรรม, พวกกระผม
จักยังไม่ไป, จักฟังธรรม, ในกาลก่อนแต่นี้ แม้การฟังธรรมมิได้มีแก่
กระผมทั้งหลาย.
พระเถระ. สามเณร ถ้ากระนั้น เธอจงตามประทีปประกาศเวลา
ฟังธรรมเถิด.
สามเณรนั้น ได้ทำแล้วอย่างนั้น.
ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะสามเณรนั้นว่า "ติสสะ พวกอุปัฏฐาก
ของเธอ กล่าวอยู่ว่า ' พวกเราใคร่จะฟังธรรม เธอจงกล่าวธรรมแก่
อุปัฏฐากเหล่านั้น." พวกอุบาสก ลุกขึ้นพร้อมกันทันที กล่าวว่า
" ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้า ของพวกกระผม ยกแต่บท ๒ บทเหล่านี้
คือ ' ขอท่านทั้งหลายจงมีความสุข, จงพ้นจากทุกข์,' หารู้ธรรมกถา
อย่างอื่นไม่, ขอท่านทั้งหลาย จงให้พระธรรมกถึกรูปอื่นแก่พวกกระผม

271
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 272 (เล่ม 41)

เถิด." ก็สามเณรถึงบรรลุพระอรหัตแล้วก็มิได้กล่าวธรรมกถาแก่อุปัฏฐาก
เหล่านั้นเลย.
เหตุให้ถึงสุขและพ้นจากทุกข์
ก็ในกาลนั้น พระอุปัชฌายะ กล่าวกะสามเณรนั้นว่า " สามเณร
คนทั้งหลายจะมีความสุขได้อย่างไร ? [และ] จะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร ?
เธอจงกล่าวเนื้อความแห่งบททั้งสองนี้แก่เราทั้งหลาย." สามเณรนั้นรับว่า
" ดีละ ขอรับ " แล้วถือพัดอันวิจิตร ขึ้นสู่ธรรมาสน์ ชักผลและเหตุ
มาจากนิกายทั้ง ๔ จำแนกขันธ์ ธาตุ อายตนะ และโพธิปักขิยธรรม
ดุจมหาเมฆตั้งขึ้นใน ๔ ทวีป ยังฝนลูกเห็บให้ตกอยู่ กล่าวธรรมกถาด้วย
ยอดคือพระอรหัต แล้วกล่าวว่า " ท่านผู้เจริญ ความสุขย่อมมีแก่บุคคลผู้
บรรลุพระอรหัตอย่างนี้. ผู้บรรลุพระอรหัตแล้วนั่นแล ย่อมพ้นจากทุกข์,
คนที่เหลือไม่พ้นจากชาติทุกข์เป็นต้น และจากทุกข์ในนรกเป็นต้นได้."
พระเถระกล่าวว่า "ดีละ สามเณร การกล่าวโดยบทอันเธอกล่าวดีแล้ว
บัดนี้ จงกล่าวสรภัญญะเถิด." สามเณรนั้น กล่าวแม้สรภัญญะแล้ว.
เมื่ออรุณขึ้น พวกมนุษย์ที่บำรุงสามเณร ได้เป็น ๒ พวก. บางพวก
โกรธว่า " ในกาลก่อนแต่นี้ พวกเราไม่เคยเห็นคนหยาบช้าเช่นนี้.
ทำไม สามเณรรู้ธรรมกถาเห็นปานนี้ จึงไม่กล่าวบทแห่งธรรมแม้สักบท
หนึ่ง แก่พวกมนุษย์ผู้ตั้งอยู่ในฐานะเพียงดังมารดาบิดา อุปัฏฐากอยู่
สิ้นกาลประมาณเท่านี้. บางพวกยินดีว่า "เป็นลาภของพวกเราหนอ ผู้
แม้ไม่รู้คุณหรือโทษ บำรุงท่านผู้เจริญเห็นปานนี้, แต่บัดนี้ พวกเรา
ได้เพื่อฟังธรรมในสำนักของท่านผู้เจริญนั้น." ในเวลาใกล้รุ่งวันนั้น

272
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 273 (เล่ม 41)

แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรวจดูสัตวโลก ทรงเห็นพวกอุปัฎฐาก
ของวนวาสีติสสสามเณร ผู้เข้าไปภายในข่ายคือพระญาณของพระองค์.
ทรงใคร่ครวญอยู่ว่า "เหตุอะไรหนอแล จักมี" ทรงใคร่ครวญเนื้อ
ความนี้ว่า " พวกอุปัฏฐากของวนวาสีติสสสามเณร บางพวกโกรธ, บาง
พวกยินดี, ก็พวกที่โกรธสามเณรผู้เป็นบุตรของเราจักไปสู่นรก, เราควร
ไปที่นั้นเถิด, เมื่อเราไป, คนเหล่านั้นแม้ทั้งหมด จักทำเมตตาจิตใน
สามเณรแล้วพ้นจากทุกข์." มนุษย์แม้เหล่านั้น นิมนต์ภิกษุสงฆ์แล้วก็ไป
บ้าน ให้คนทำมณฑป จัดอาหารวัตถุมียาคูและภัตเป็นต้น ปูอาสนะไว้
แล้ว นั่งดูการมาของพระสงฆ์. แม้ภิกษุทั้งหลายทำการชำระสรีระแล้ว
เมื่อจะเข้าไปสู่บ้านในเวลาเที่ยวภิกษา จึงถามสามเณรว่า "ติสสะ เธอ
จักไปพร้อมกับพวกเราหรือ หรือจักไปภายหลัง ?"
สามเณร. กระผมจักไปในเวลาเป็นที่ไปของกระผมตามเคย, นิมนต์
ท่านทั้งหลายไปเถิด ขอรับ.
พวกมนุษย์เลื่อมใสติสสสามเณร
ภิกษุทั้งหลายถือบาตรและจีวรเข้าไปแล้ว.
พระศาสดา ทรงห่มจีวรในพระเชตวันนั่นแล แล้วทรงถือบาตร
เสด็จไปโดยขณะจิตเดียวเท่านั้น ทรงแสดงพระองค์ประทับยืนข้างหน้า
ภิกษุทั้งหลายทีเดียว. ชาวบ้านทั้งสิ้นได้ตื่นเต้นเอิกเกริกเป็นอย่างเดียวกัน
ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมา." พวกมนุษย์มีจิตร่าเริง นิมนต์
ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้นั่งแล้ว ถวายยาคูแล้ว ได้ถวาย
ของควรเคี้ยว. เมื่อภัตยังไม่ทันเสร็จนั้นแล สามเณรเข้าไปสู่ภายในบ้าน

273
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 274 (เล่ม 41)

แล้ว. ชาวบ้าน ได้นำออกไป ถวายภิกษุแก่สามเณรโดยเคารพ
สามเณรนั้นรับภิกษาเพียงยังอัตภาพ. ให้เป็นไปแล้ว ไปสู่สำนักพระศาสดา
น้อมบาตรเข้าไปแล้ว. พระศาสดาตรัสว่า " นำมาเถิด ติสสะ " แล้ว
ทรงเหยียดพระหัตถ์รับบาตร ทรงแสดงแก่พระเถระว่า "สารีบุตร จง
ดูบาตรของสามเณรของเธอ." พระเถระรับบาตรจากพระหัตถ์ของพระ-
ศาสดา ให้แก่สามเณรแล้ว กล่าวว่า "เธอจงไปนั่งทำภัตกิจในที่ที่ถึง
แก่ตน." ชาวบ้านอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วทูล
ขออนุโมทนากะพระศาสดา. พระศาสดาเมื่อจะทรงทำอนุโมทนา จึง
ตรัสอย่างนี้ว่า " อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย เป็นลาภของท่านทั้งหลาย
ซึ่งได้เห็นอสีติมหาสาวก คือ สารีบุตร โมคคัลลานะ กัสสป เป็นต้น
เพราะอาศัยสามเณรผู้เข้าถึงสกุลของตน ๆ. แม้เราก็มาแล้ว เพราะอาศัย
สามเณรผู้เข้าถึงสกุลท่านทั้งหลายเหมือนกัน. แม้การเห็นพระพุทธเจ้า
อันท่านทั้งหลายได้แล้ว เพราะอาศัยสามเณรนี้นั่นเอง, เป็นลาภของท่าน
ทั้งหลาย. ท่านทั้งหลายได้ดีแล้ว." มนุษย์ทั้งหลายคิดว่า " น่ายินดี !
เป็นลาภของพวกเรา. พวกเราได้เห็นพระผู้เป็นเข้าของพวกเรา ผู้สามารถ
ในการยังพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ให้โปรดปราน. และย่อมได้ถวาย
ไทยธรรมแก่พระผู้เป็นเจ้านั้น." พวกมนุษย์ที่โกรธสามเณรกับยินดีแล้ว
พวกที่ยินดีแล้วเลื่อมใสโดยประมาณยิ่ง. ก็ในเวลาจบอนุโมทนา ชนเป็น
อันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้นแล้ว พระศาสดา
เสด็จลุกจากอาสนะหลีกไปแล้ว. มนุษย์ทั้งหลายตามส่งเสด็จพระศาสดา
ถวายบังคมแล้วกลับ.
พระศาสดา เสด็จไปด้วยพระธุระอันเสมอกับสามเณร ตรัสถาม

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 275 (เล่ม 41)

ประเทศที่อุบาสกแสดงแล้วแก่สามเณรนั้น ในกาลก่อนว่า "สามเณร
ประเทศนี้ชื่ออะไร ? ประเทศนี้ชื่ออะไร ?" ดังนี้แล้ว ได้เสด็จไป.
แม้สามเณรก็กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ประเทศนี้ชื่อนี้,
ประเทศนี้ชื่อนี้ " ได้ไปแล้ว.
น้ำตาของมนุษย์มากกว่าน้ำในมหาสมุทร
พระศาสดา เสด็จถึงที่อยู่ของสามเณรนั้นแล้ว เสด็จขึ้นสู่ยอด
ภูเขา. ก็มหาสมุทรย่อมปรากฏแก่ผู้ที่ยืนอยู่บนยอดภูเขานั้น. พระศาสดา
ตรัสถามสามเณรว่า "ติสสะ เธอยืนอยู่บนยอดเขา แลดูข้างโน้นและ
ข้างนี้ เห็นอะไร ?"
สามเณร. เห็นมหาสมุทร พระเจ้าข้า
พระศาสดา. เห็นมหาสมุทรแล้วคิดอย่างไร ?
สามเณร. ข้าพระองค์คิดอย่างนี้ว่า 'เมื่อเราร้องไห้ในคราวที่ถึง
ทุกข์ น้ำตาพึงมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่' พระเจ้าข้า.
พระศาสดา ตรัสว่า "ดีละ ดีละ ติสสะ, ข้อนี้เป็นอย่างนั้น,
เพราะน้ำตาอันไหลออก ในเวลาที่สัตว์ผู้หนึ่ง ๆ ถึงซึ่งทุกข์ พึงเป็นของ
มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ โดยแท้." ก็แล ครั้นตรัสคำนี้แล้ว จึง
ตรัสพระคาถานี้ว่า:-
" น้ำในมหาสมุทรทั้งสีนิดหน่อย, น้ำคือน้ำตา
ของนระผู้อันทุกข์ถูกต้องแล้ว เศร้าโศกอยู่ มี
ประมาณไม่น้อย มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่นั้น,
สหาย เพราะเหตุไร ท่านจึงยังประมาทอยู่ ? "

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 276 (เล่ม 41)

สถานที่สัตว์เคยตายและไม่เคยตาย
ลำดับนั้น พระศาสดา ตรัสถามสามเณรนั้นอีกว่า "ติสสะ เธอ
อยู่ที่ไหน ?
สามเณร. อยู่ที่เงื้อมเขานี้ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ก็เมื่ออยู่ในที่นั้น คิดอย่างไร ?
สามเณร. ข้าพระองค์คิดว่า ' การกำหนดที่ทิ้งสรีระ อันเราผู้ตาย
อยู่ ทำแล้วในที่นี้ ไม่มี' พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ตรัสว่า "ดีละ ดีละ ติสสะ, ข้อนี้ อย่างนั้น,
เพราะชื่อว่าสถานที่แห่งสัตว์เหล่านี้ ผู้ที่ไม่นอนตายบนแผ่นดิน ไม่มี "
ดังนี้แล้ว จึงตรัสอุปสาฬหกชาดก๑ในทุกนิบาตนี้ว่า :-
" พราหมณ์ นามว่าอุปสาฬหก หมื่นสี่พัน
ถูกไฟไหม้แล้วในประเทศนี้, สถานที่อันสัตว์ไม่เคย
ตายไม่มีในโลก. ความสัตย์ ๑ ธรรม ๑ ความไม่
เบียดเบียน ๑ ความสำรวม ๑ ความฝึกฝน
(ทรมาน) ๑ มีอยู่ที่ใด, พระอริยเจ้าทั้งหลาย
ย่อมเสพที่เช่นนั้น, สถานที่นั้นชื่อว่า อันสัตว์ไม่
เคยตายในโลก."
เมื่อสัตว์ทั้งหลาย ทำการทอดทิ้งสรีระไว้เหนือแผ่นดิน ตายอยู่,
สัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าตายในประเทศที่ไม่เคยตาย ย่อมไม่มี ด้วยประการ
ฉะนี้.
๑. ขุ. ชา. ๒๗/๕๗. อรรถกถา. ๓/๗๐.

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 277 (เล่ม 41)

ส่วนพระเถระทั้งหลาย เช่นพระอานนทเถระ ย่อมปรินิพพาน
ในประเทศที่สัตว์ไม่เคยตาย.
การปรินิพพานของพระอานนท์
ดังได้สดับมา พระอานนทเถระ พิจารณาดูอายุสังขารในกาลที่มี
อายุได้ ๑๒๐ ปี ทราบความที่อายุนั้นสิ้นไปรอบ จึงบอกว่า " เราจัก
ปรินิพพานในวันที่ ๗ แต่วันนี้." บรรดามนุษย์ผู้อยู่ที่ฝั่งทั้งสองแห่ง
แม่น้ำโรหิณี ทราบข่าวนั้นแล้ว ผู้ที่อยู่ฝั่งนี้ กล่าวว่า "พวกเรา มี
อุปการะมากแก่พระเถระ, พระเถระจักปรินิพพานในสำนักของพวกเรา."
ผู้ที่อยู่ฝั่งโน้นก็กล่าวว่า " พวกเรามีอุปการะมากแก่พระเถระ, พระเถระ
จักปรินิพพานในสำนักของพวกเรา." พระเถระฟังคำของชนเหล่านั้นแล้ว
คิดว่า "แม้พวกชนผู้ที่อยู่ฝั่งทั้งสองก็มีอุปการะแก่เราทั้งนั้น. เราไม่อาจ
กล่าวว่า ' ชนเหล่านี้ไม่มีอุปการะ' ได้, ถ้าเราจักปรินิพพานที่ฝั่งนี้,
ผู้อยู่ฝั่งโน้นจักทำการทะเลาะกับพวกฝั่งนี้ เพื่อจะถือเอา (อัฐิ) ธาตุ;
ถ้าเราจักปรินิพพานที่ฝั่งโน้น, พวกที่อยู่ฝั่งนี้ ก็จักทำเหมือนอย่างนั้น;
ความทะเลาะแม้เมื่อจะเกิด ก็จักเกิดขึ้นอาศัยเราแน่แท้, แม้เมื่อจะสงบ
ก็จะสงบอาศัยเราเหมือกัน" ดังนี้แล้ว กล่าวว่า "ทั้งพวกที่อยู่ฝั่งนี้
ย่อมมีอุปการะแก่เรา, ทั้งพวกที่อยู่ฝั่งโน้น ก็มีอุปการะแก่เรา. ใคร ๆ
ชื่อว่าไม่มีอุปการะไม่มี; พวกที่อยู่ฝั่งนี้จงประชุมกันที่ฝั่งนี้แหละ, พวก
ที่อยู่ฝั่งโน้นก็จงประชุมกันที่ฝั่งโน้นแหละ." ในวันที่ ๗ แต่วันนั้น
พระเถระนั่งโดยบัลลังก์ในอากาศประมาณ ๗ ชั่วลำตาล ในท่ามกลางแห่ง
แม่น้ำ กล่าวธรรมแก่มหาชนแล้วอธิษฐานว่า "ขอสรีระของเราจงแตก

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 278 (เล่ม 41)

ในท่ามกลาง, ส่วนหนึ่งจงตกฝั่งนี้, ส่วนหนึ่งจงตกฝั่งโน้น" นั่งอยู่ตาม
ปกตินั่นแหละ เข้าสมาบัติมีเตโชธาตุเป็นอารมณ์. เปลวไฟตั้งขึ้นแล้ว.
สรีระแตกแล้วในท่ามกลาง. ส่วนหนึ่งตกฝั่งนี้; ส่วนหนึ่งตกที่ฝั่งโน้น.
มหาชนร้องไห้แล้ว. เสียงร้องไห้ ได้เป็นราวกะว่าเสียงแผ่นดินทรุด
น่าสงสาร แม้กว่าเสียงร้องไห้ในวันปรินิพพานแห่งพระศาสดา. พวก
มนุษย์ร้องไห้ร่ำไรอยู่ตลอด ๔ เดือน เที่ยวบ่นเพ้ออยู่ว่า " เมื่อพระเถระ
ผู้รับบาตรจีวรของพระศาสดายังดำรงอยู่, ได้ปรากฏแก่พวกเรา เหมือน
การที่พระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่, บัดนี้ พระศาสดาของพวกเรา
ปรินิพพานแล้ว."
พระศาสดาสนทนากับติสสสามเณร
พระศาสดา ตรัสถามสามเณรอีกว่า " ติสสะ เธอไม่กลัวในเพราะ
เสียงแห่งสัตว์ทั้งหลายมีเสือเหลืองเป็นต้น ในชัฏป่านี้หรือ ?"
สามเณรกราบทูลว่า " ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์
ย่อมไม่กลัว, ก็แลอีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าความยินดีในป่า ย่อมเกิดขึ้นแก่
ข้าพระองค์ เพราะฟังเสียงแห่งสัตว์เหล่านั้น" แล้วกล่าวพรรณนาป่าด้วย
คาถาประมาณ ๖๐ คาถา.
ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสเรียกสามเณรนั้นว่า "ติสสะ."
สามเณร. อะไร ? พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. พวกเราจะไป เธอจักไปหรือจักกลับ ?
สามเณร. เมื่ออุปัชฌายะของข้าพระองค์ พาข้าพระองค์ไป,
ข้าพระองค์จักไป, เมื่อให้ข้าพระองค์กลับ, ข้าพระองค์ก็จักกลับพระเจ้าข้า.

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 279 (เล่ม 41)

พระศาสดา เสด็จหลีกไปกับภิกษุสงฆ์. แต่อัธยาศัยของสามเณร
ใคร่จะกลับอย่างเดียว. พระเถระทราบอัธยาศัยนั้น จึงกล่าวว่า " ติสสะ
ถ้าเธอใคร่จะกลับ, ก็จงกลับเถิด." สามเณรถวายบังคมพระศาสดาและ
ไหว้ภิกษุสงฆ์แล้วกลับ. พระศาสดาได้เสด็จไปยังพระเชตวันแล้วเทียว.
พวกภิกษุสรรเสริญสามเณร
การสนทนาของภิกษุทั้งหลาย เกิดขึ้นในโรงธรรมว่า "น่า
อัศจรรย์หนอ ติสสสามเณร ทำกรรมที่บุคคลทำได้ยาก; จำเดิมแต่ถือ
ปฏิสนธิ พวกญาติของเธอ ได้ถวายข้าวปายาสมีน้ำน้อยแก่ภิกษุประมาณ
๕๐๐ ในมงคล ๗ ครั้ง, ในเวลาบวชแล้ว ก็ได้ถวายข้าวมธุปายาสมีน้ำ
น้อยเหมือนกัน แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ภายในวิหาร
สิ้น ๗ วัน ครั้นบวชแล้ว ในวันที่ ๘ เข้าไปสู่บ้าน ได้บิณฑบาตพัน
หนึ่งกับผ้าสาฎกพันหนึ่ง โดย ๒ วันเท่านั้น, วันรุ่งขึ้น ได้ผ้ากัมพลพัน
หนึ่ง ในเวลาเธออยู่ในที่นี้ ลาภและสักการะมากก็เกิดขึ้นแล้ว ด้วย
ประการฉะนี้. บัดนี้ เธอทิ้งลาภสละสักการะเห็นปานนี้เสีย แล้วเข้าไปสู่
ป่า ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารที่เจือกัน; สามเณรทำกรรมที่ทำได้
โดยยากหนอ."
ข้อปฏิบัติ ๒ อย่าง
พระศาสดา เสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้
พวกเธอนึ่งสนทนากันด้วยเรื่องอันใดหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้น กราบ
ทูลว่า "ด้วยเรื่องชื่อนี้" จึงตรัสว่า "อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่า
ข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภนั้นเป็นอย่างอื่น, ข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึง

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 280 (เล่ม 41)

พระนิพพาน เป็นอย่างอื่น ก็อบาย๑ ๔ มีประตูอันเปิดแล้วนั้นแล
ดังอยู่ เพื่อภิกษุผู้รักษาข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภ ด้วยสามารถแห่งการ
สมาทานธุดงค์ มีการอยู่ป่าเป็นต้น ด้วยหวังว่า ' เราจักได้ลาภด้วยการ
ปฏิบัติอย่างนี้' ส่วนภิกษุผู้ละลาภและสักการะอันเกิดขึ้น ด้วยข้อปฏิบัติ
อันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพานแล้วเข้าไปสู่ป่า เพียรพยายามอยู่ ย่อมยึดเอา
พระอรหัตไว้ได้" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัส
พระคาถานี้ว่า :-
๑๕. อญฺญา หิ ลาภูปนิสา อญฺญา นิพฺพานคามินี
เอวเมตํ อภิญฺญาย ภิกฺขุ พุทฺธสฺส สาวโก
สกฺการํ นาภินนฺเทยฺย วิเวกมนุพฺรูหเย.
"ก็ข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภ เป็นอย่างอื่น,
ข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน เป็นอย่างอื่น
(คนละอย่าง). ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า
ทราบเนื้อความนั้นอย่างนี้แล้ว ไม่พึงเพลิดเพลิน
สักการะ พึงตามเจริญวิเวก."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บาทพระคาถาว่า อญฺญา หิ ลาภูปนิสา
ความว่า ชื่อว่าข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภนี้เป็นอย่างนี้แล; ข้อปฏิบัติ
อันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน เป็นอย่างอื่น ( เป็นคนละอย่าง). จริงอยู่
๑. อบาย ๔ คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน.

280