พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 261 (เล่ม 41)

อุปัฏฐากของพระเถระในกรุงสาวัตถี. ก็ในขณะนั้นแล มารดาของเขา
บอกแก่สามีว่า "สัตว์เกิดในครรภ์ตั้งขึ้นในท้องของฉัน." สามีนั้นได้ให้
เครื่องบริหารครรภ์แก่มารดาของทารกนั้นแล้ว . เมื่อนางเว้นการบริโภค
อาหารวัตถุมีของร้อนจัด เย็นนัก และเปรี้ยวนักเป็นต้น รักษาครรภ์อยู่
โดยสบาย ความแพ้ท้องเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า "ไฉนหนอ เราพึงนิมนต์
ภิกษุ ๕๐๐ รูปมีพระสารีบุตรเถระเป็นประธานให้นั่งในเรือน ถวายปายาส๑
เจือด้วยน้ำนมล้วน แม้ตนเองนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ถือขันทองนั่งในที่สุด
แห่งอาสนะ แล้วบริโภคข้าวปายาสอันเป็นเดนของภิกษุประมาณเท่านี้."
ได้ยินว่า ความแพ้ท้องในเพราะการนุ่งห่มผ้ากาสาวะนั้นของนาง ได้เป็น
บุรพนิมิตแห่งการบรรพชาในพระพุทธศาสนาของบุตรในท้อง. ลำดับนั้น
พวกญาติของนาง คิดว่า "ความแพ้ท้องของธิดาพวกเราประกอบด้วย
ธรรม" ดังนี้แล้ว จึงถวายข้าวปายาสเจือด้วยน้ำนมล้วน แก่ภิกษุ ๕๐๐
รูป ทำพระสารีบุตรเถระให้เป็นพระสังฆเถระ. แม้นางก็นุ่งผ้ากาสาวะผืน
หนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ถือขันทองนั่งในที่สุดแห่งอาสนะ บริโภคข้าวปายาส
อันเป็นเดน ( ของภิกษุ ). ความแพ้ท้องสงบแล้ว. ในมงคลอันเขากระทำ
แล้วในระหว่าง ๆ แก่นางนั้น ตลอดเวลาสัตว์เกิดในครรภ์ตลอดก็ดี ใน
มงคลอันเขากระทำแล้วแก่นางผู้ตลอดบุตรแล้ว โดยล่วงไป ๑๐ เดือนก็ดี
พวกญาติก็ได้ถวายข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อย แก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป มี
พระสารีบุตรเถระเป็นประธานเหมือนกัน. ได้ยินว่า นี้เป็นผลแห่งข้าว
ปายาสที่ทารกถวายแล้ว ในเวลาที่คนเป็นพราหมณ์ในกาลก่อน. ก็ใน
วันมงคลที่พวกญาติกระทำในวันที่ทารกเกิด พวกญาติให้ทารกนั้นอาบน้ำ
๑. ข้าวชนิดหนึ่ง ที่หุงเจือด้วยน้ำนม น้ำผึ้ง น้ำตาล เป็นต้น หรือข้าวเปียกเจือนม.

261
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 262 (เล่ม 41)

แต่เช้าตรู่ ประดับแล้วให้นอนเบื้องบนผ้ากัมพลมีค่าแสนหนึ่งบนที่นอน
อันมีสิริ.
ทารกบริจาคทาน
ทารกนั้น นอนอยู่บนผ้ากัมพลนั้นเอง แลดูพระเถระแล้ว คิดว่า
" พระเถระนี้ เป็นบุรพาจารย์ของเรา, เราได้สมบัตินี้ เพราะอาศัยพระ-
เถระนี้, การที่เราทำการบริจาคอย่างหนึ่งแก่ท่านผู้นี้ ควร" อันญาติ
นำไปเพื่อประโยชน์แก่การรับสิกขาบท ได้เอานิ้วก้อยเกี่ยวผ้ากัมพลนั้น
ยึดไว้. ครั้งนั้น ญาติทั้งหลายของทารกนั้น คิดว่า " ผ้ากัมพลคล้องที่
นิ้วมือแล้ว" จึงปรารภจะนำออก. ทารกนั้น ร้องไห้แล้ว พวกญาติ
กล่าวว่า " ขอพวกท่านจงหลีกไปเถิด, ท่านทั้งหลายอย่ายังทารกให้ร้อง-
ไห้เลย" ดังนี้แล้ว จึงนำไปพร้อมกับผ้ากัมพลนั่นแล. ในเวลาไหว้พระ-
เถระ. ทารกนั้น ชักนิ้วมือออกจากผ้ากัมพล ให้ผ้ากัมพลตกลง ณ ที่ใกล้
เท้าของพระเถระ. ลำดับนั้น พวกญาติไม่กล่าวว่า " เด็กเล็กไม่รู้กระทำ
แล้ว" กล่าวว่า " ท่านเจ้าข้า ผ้าอันบุตรของพวกข้าพเจ้าถวายแล้ว จง
เป็นอันบริจาคแล้วทีเดียว" ดังนี้แล้ว กล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ขอพระผู้
เป็นเจ้าจงให้สิกขาบทแก่ทาสของท่าน ผู้ทำการบูชาด้วยผ้ากัมพลนั่นแหละ
อันมีราคาแสนหนึ่ง."
พระเถระ. เด็กนี้ชื่ออะไร ?
พากญาติ. ชื่อเหมือนกับพระผู้เป็นเจ้า ขอรับ.
พระเถระ. นี้จักชื่อ ติสสะ.
ได้ยินว่า พระเถระ ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ ได้มีชื่อว่า อุปติสส-
มาณพ, แม้มารดาของเด็กนั้น ก็คิดว่า "เราไม่ควรทำลายอัธยาศัยของ

262
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 263 (เล่ม 41)

บุตร." พวกญาติ ครั้นกระทำมงคลคือการขนานนามแห่งเด็กอย่างนั้น
แล้ว ในมงคลคือการบริโภคอาหาของเด็กนั้นก็ดี ในมงคลคือการเจาะหู
ของเด็กนั้นก็ดี ในมงคลคือการนุ่งผ้าของเด็กนั้นก็ดี ในมงคลคือการ
โกนจุกของเด็กนั้นก็ดี ได้ถวายข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อย แก่ภิกษุประมาณ
๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นประธาน. เด็กเจริญวัยแล้ว กล่าวกะ
มารดา ในเวลามีอายุ ๗ ขวบว่า "แม่ ฉันจักบวชในสำนักของพระเถระ."
มารดานั้น รับว่า " ดีละ ลูก, เมื่อก่อนแม่ก็ได้หมายใจไว้ว่า 'เราไม่ควร
ทำลายอัธยาศัยของลูก.' เจ้าจงบวชเถิดลูก" ดังนี้แล้ว ให้คนนิมนต์
พระเถระมา ถวายภิกษาแก่พระเถระนั้นผู้มาแล้ว กล่าวว่า " ท่านเจ้าข้า
ทาสของท่านกล่าวว่า ' จักบวช,' พวกดิฉันจักพาทาสของท่านนี้ไปสู่
วิหารในเวลาเย็น" ส่งพระเถระไปแล้ว ในเวลาเย็นพาบุตรไปสู่วิหาร
ด้วยสักการะและสัมมานะเป็นอันมาก แล้วก็มอบถวายพระเถระ.
การบวชทำได้ยาก
พระเถระกล่าวกับเด็กนั้นว่า " ติสสะ ชื่อว่าการบวชเป็นของที่ทำ
ได้ยาก, เมื่อความต้องการด้วยของร้อนมีอยู่ ย่อมได้ของเย็น, เมื่อความ
ต้องการด้วยของเย็นมีอยู่ ย่อมได้ของร้อน, ชื่อว่า นักบวชทั้งหลาย ย่อม
เป็นอยู่โดยลำบาก. ก็เธอเสวยความสุขมาแล้ว ."
ติสสะ. ท่านขอรับ กระผมจักสามารถทำได้ทุกอย่าง ตามทำนอง
ที่ท่านบอกแล้ว.
กัมมัฏฐานพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่เคยทรงละ
พระเถระ กล่าวว่า " ดีละ" แล้วบอกตจปัญจกกัมมัฏฐานด้วย

263
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 264 (เล่ม 41)

สามารถแห่งการกระทำไว้ในใจโดยความเป็นของปฏิกูลแก่เด็กนั้น ให้เด็ก
บวชแล้ว. จริงอยู่ การที่ภิกษุบอกอาการ ๓๒ แม้ทั้งสิ้นควรแท้, เมื่อ
ไม่อาจบอกได้ทั้งหมด พึงบอกตจปัญจกกัมมัฏฐานก็ได้ ด้วยว่ากัมมัฏฐาน
นี้ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ไม่ทรงละแล้วโดยแท้. การกำหนดภิกษุ
ก็ดี ภิกษุณีก็ดี อุบาสกก็ดี อุบาสิกาก็ดี ผู้บรรลุพระอรหัต ในเพราะ
บรรดาอาการทั้งหลายมีผมเป็นต้น ส่วนหนึ่ง ๆ ย่อมไม่มี. ก็ภิกษุทั้งหลาย
ผู้ไม่ฉลาด เมื่อยังกุลบุตรให้บวช ย่อมยังอุปนิสัยแห่งพระอรหัตให้ฉิบหาย
เสีย เพราะเหตุนั้น พระเถระพอบอกกัมมัฏฐานแล้ว จึงให้บวช ให้ตั้ง
อยู่ในศีล ๑๐. มารดาบิดาทำสักการะแก่บุตรผู้บวชแล้ว ได้ถวายข้าว
มธุปายาสมีน้ำน้อยเท่านั้นแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ใน
วิหารนั่นเองสิ้น ๗ วัน. ฝ่ายภิกษุทั้งหลายโพนทะนาว่า "เราทั้งหลาย
ไม่สามารถจะฉันข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยเป็นนิตย์ได้." มารดาบิดา แม้ของ
สามเณรนั้น ได้ไปสู่เรือนในเวลาเย็นในวันที่ ๗ ในวันที่ ๘ สามเณร
เข้าไปบิณฑบาตกับภิกษุทั้งหลาย.
สามเณรมีลาภมากเพราะผลทานในกาลก่อน
ชาวเมืองสาวัตถี กล่าวว่า " ได้ยินว่า สามเณรจักเข้าไปบิณฑบาต
ในวันนี้, พวกเราจักทำสักการะแก่สามเณรนั้น" ดังนี้แล้ว จึงทำเทริด
ด้วยผ้าสาฎกประมาณ ๕๐๐ ผืน จัดแจงบิณฑบาต ประมาณ ๕๐๐ ที่
ได้ถือไปยืนดักทางถวายแล้ว. ในวันรุ่งขึ้น ได้มาสู่ป่าใกล้วิหาร ถวายแล้ว.
สามเณรได้บิณฑบาตพันหนึ่ง กับผ้าสาฎกพันหนึ่ง โดย ๒ วันเท่านั้น
ด้วยอาการอย่างนี้ ให้คนถวายแก่ภิกษุสงฆ์แล้ว. ได้ยินว่า นั่นเป็นผล

264
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 265 (เล่ม 41)

แห่งผ้าสาฎกเนื้อหยาบที่สามเณรถวายแล้วในคราวเป็นพราหมณ์. ลำดับนั้น
ภิกษุทั้งหลายขนานนามสามเณรนั้นว่า "ปิณฑปาตทายกติสสะ." รุ่งขึ้น
วันหนึ่งในฤดูหนาว สามเณรเที่ยวจาริกไปในวิหาร เห็นภิกษุทั้งหลาย
ผิงไฟอยู่ในเรือนไฟเป็นต้นในที่นั้น ๆ จึงเรียนว่า "ท่านขอรับ เหตุไร
ท่านทั้งหลายจึงนั่งผิงไฟ ?"
พวกภิกษุ. ความหนาวเบียดเบียนพวกเรา สามเณร.
สามเณร. ท่านขอรับ ธรรมดาในฤดูหนาว ท่านทั้งหลายควรห่มผ้า
กัมพล, เพราะผ้ากัมพลนั้น สามารถกันหนาวได้.
พวกภิกษุ. สามเณร เธอมีบุญมาก พึงได้ผ้ากัมพล, พวกเราจักได้
ผ้ากัมพลแต่ที่ไหน ?
สามเณร กล่าวว่า " ท่านขอรับ ถ้ากระนั้น พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย
ผู้มีความต้องการผ้ากัมพล จงมากับกระผมเถิด" แล้วให้บอกภิกษุใน
วิหารทั้งสิ้น. ภิกษุทั้งหลายคิดว่า "พวกเราจักไปกับสามเณรแล้ว นำผ้า
กัมพลมา" อาศัยสามเณรผู้มีอายุ ๗ ปี ออกไปแล้วประมาณพันรูป.
สามเณรนั้น มิให้แม้จิตเกิดขึ้นว่า " เราจักได้ผ้ากัมพลแต่ที่ไหน เพื่อ
ภิกษุประมาณเท่านี้ " พวกภิกษุเหล่านั้นบ่ายหน้าสู่พระนครไปแล้ว. จริงอยู่
ทานที่บุคคลถวายดีแล้ว ย่อมมีอานุภาพเช่นนี้. สามเณรนั้น เที่ยวไป
ตามลำดับเรือนภายนอกพระนครเท่านั้น ได้ผ้ากัมพลประมาณ ๕๐๐ ผืน
แล้ว จึงเข้าไปภายในพระนคร. พวกมนุษย์นำผ้ากัมพลมาแต่ที่โน้นที่นี้.
ส่วนบุรุษคนหนึ่งเดินไปโดยทางประตูร้านตลาด เห็นชาวร้านตลาดคน
หนึ่ง ผู้นั่งคลี่ผ้ากัมพล ๕๐๐ ผืน จึงพูดว่า " ผู้เจริญ สามเณรรูปหนึ่ง
รวบรวมผ้ากัมพลอยู่, ท่านจงซ่อมผ้ากัมพลของท่านเสียเถิด.

265
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 266 (เล่ม 41)

ชาวร้านตลาด. ก็สามเณรนั้น ถือเอาสิ่งที่เขาให้แล้วหรือที่เขายัง
ไม่ให้.
บุรุษ. ถือเอาสิ่งที่เขาให้แล้ว.
ชาวร้านตลาดพูดว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น, ถ้าเราปรารถนา เราจักให้;
หากเราไม่ปรารถนา, จักไม่ให้; ท่านจงไปเสียเถิด" ดังนี้แล้วก็ส่งเขาไป.
ลักษณะคนตระหนี่
จริงอยู่ พวกคนตระหนี่ผู้เป็นอันธพาล, เมื่อชนเหล่าอื่นให้ทาน
อย่างนี้ ก็ตระหนี่แล้ว จึงเกิดในนรก เหมือนกาฬอำมาตย์เห็นอสทิสทาน
แล้ว ตระหนี่อยู่ฉะนั้น. ชาวร้านตลาด คิดว่า "บุรุษนี้มาโดยธรรมดา
ของตน กล่าวกะเราว่า ' ท่านจงซ่อนผ้ากัมพลของท่านเสีย.' แม้เราก็ได้
กล่าวว่า " ถ้าสามเณรนั้น ถือเอาสิ่งที่เขาให้; ถ้าเราปรารถนา เราจักให้
ของ ๆ เรา; หากไม่ปรารถนา, เราก็จักไม่ให้; ก็เมื่อเราไม่ให้ของที่สาม-
เณรเห็นแล้ว ความละอายย่อมเกิดขึ้น, เมื่อเราซ่อนของ ๆ ตนไว้ ย่อม
ไม่มีโทษ; บรรดาผ้ากัมพล ๕๐๐ นี้ ผ้ากัมพล ๒ ผืนมีราคาตั้งแสน;
การซ่อนผ้า ๒ ผืนนี้ไว้ ควร" ดังนี้แล้ว จึงผูกผ้ากัมพลทั้งสองผืน ทำให้
เป็นชายด้วยชาย๑ วางซ่อนไว้ในระหว่างแห่งผ้าเหล่านั้น. ฝ่ายสามเณรถึง
ประเทศนั้นพร้อมด้วยภิกษุพันหนึ่ง. เพราะเห็นสามเณรเท่านั้น ความรัก
เพียงดังบุตรก็เกิดขึ้นแก่ชาวร้านตลาด. สรีระทั้งสิ้นได้เต็มเปี่ยมแล้วด้วย
ความรัก. เขาคิดว่า "ผ้ากัมพลทั้งหลายจงยกไว้, เราเห็นสามเณรนี้แล้วจะ
ให้แม้เนื้อคือหทัย ก็ควร." ชาวร้านตลาดนั้นนำผ้ากัมพลทั้งสองผืนนั้น
๑. เอาชายผ้า ๒ ผืนผูกติดกัน.

266
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 267 (เล่ม 41)

ออกมาวางไว้แทบเท้าของสามเณร ไหว้แล้วได้กล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ผมพึง
มีส่วนแห่งธรรมที่ท่านเห็นแล้ว." สามเณรแม้นั้นได้ทำอนุโมทนาแก่เขาว่า
" จงสำเร็จอย่างนั้นเถิด" สามเณรได้ผ้ากัมพล ๕๐๐ ผืนแม้ในภายใน
พระนคร. ในวันเดียวเท่านั้น ได้ผ้ากัมพลพันหนึ่ง ได้ถวายแก่ภิกษุพันหนึ่ง
ด้วยประการฉะนี้. ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลาบขนานนามของสามเณรนั้นว่า
" กัมพลทายกติสสะ." ผ้ากัมพลที่สามเณรให้ในวันตั้งชื่อ ถึงความเป็น
ผ้ากัมพลพันหนึ่ง ในเวลาตนมีอายุ ๗ ปี ด้วยประการฉะนี้.
ให้ของน้อยแต่ได้ผลมาก
ของน้อยอันบุคคลให้แล้วในฐานะใด ย่อมมีผลมาก. ของมากที่
บุคคลให้แล้วในฐานะใด ย่อมมีผลมากกว่า. ฐานะอื่นนั้น ยกพระพุทธ-
ศาสนาเสียมิได้มี. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า " ภิกษุ
ทั้งหลาย ของน้อยที่บุคคลให้แล้วในหมู่ภิกษุเช่นใดมีผลมาก; ของมาก
ที่บุคคลให้แล้วในหมู่ภิกษุเช่นมีผลมากกว่า, หมู่ภิกษุนี้ก็เป็นเช่นนั้น."
แม้สามเณรมีอายุ ๗ ปี ได้ผ้ากัมพลพันหนึ่ง ด้วยผลแห่งผ้ากัมพลผืนหนึ่ง
ด้วยประการฉะนี้.
เมื่อสามเณรนั้นอยู่ในพระเชตวัน พวกเด็กที่เป็นญาติมาสู่สำนัก
พูดจาปราศรัยเนือง ๆ. สามเณรนั้นคิดว่า "อันเราเมื่ออยู่ในที่นี้ เมื่อเด็ก
ที่เป็นญาติมาพูดอยู่, ไม่อาจที่จะไม่พูดได้, ด้วยการเนิ่นช้าคือการสนทนา
กับเด็กเหล่านี้ เราไม่อาจทำที่พึ่งแก่ตนได้, ไฉนหนอเราเรียนกัมมัฏฐานใน
สำนักของพระศาสดาแล้ว พึงเข้าไปสู่ป่า."
ติสสสามเณรออกป่าทำสมณธรรม
ติสสสามเณรนั้น เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ทูลให้พระ-

267
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 268 (เล่ม 41)

ศาสดาตรัสบอกกัมมัฏฐานจนถึงพระอรหัต ไหว้พระอุปัชฌายะแล้ว ถือ
บาตรและจีวรออกไปจากวิหารแล้ว คิดว่า " ถ้าเราจักอยู่ในที่ใกล้ไซร้,
พวกญาติจะร้องเรียกเราไป" จึงได้ไปสิ้นทางประมาณ ๑๒๐ โยชน์.
ครั้งนั้น สามเณรเดินไปทางประตูบ้านแห่งหนึ่ง เห็นชายแก่คนหนึ่ง จึง
ถามว่า " อุบาสก วิหารในป่าของภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในประเทศนี้มีไหม ?"
อุบาสก. มี ขอรับ.
สามเณร. ถ้าอย่างนั้น ขอท่านช่วยบอกทางแก่ฉัน.
ก็ความรักเพียงดังบุตรเกิดขึ้นแล้วแก่อุบาสก เพราะเห็นสามเณร
นั้น. ลำดับนั้น อุบาสกยืนอยู่ในที่นั้นนั่นแล ไม่บอกแก่สามเณรนั้น
กล่าวว่า " มาเถิด ขอรับ, ผมจักบอกแก่ท่าน" ได้พาสามเณรนั้นไป
แล้ว. สามเณร เมื่อไปกับอุบาสกแก่นั้น เห็นประเทศ๑ ๖ แห่ง ๕ แห่ง
อันประดับแล้วด้วยดอกไม้และผลไม้ต่าง ๆ ในระหว่างทาง จึงถามว่า
"ประเทศนี้ชื่ออะไร ? อุบาสก" ฝ่ายอุบาสกนั้น บอกชื่อประเทศเหล่า
นั้น แก่สามเณรนั้น ถึงวิหารอันตั้งอยู่ในป่าแล้ว กล่าวว่า "ท่านขอรับ
ที่นี่เป็นที่สบาย, ขอท่านจงอยู่ในที่นี้เถิด" แล้วถามชื่อว่า "ท่านชื่อ
อะไร ? ขอรับ" เมื่อสามเณรบอกว่า "ฉันชื่อวนวาสีติสสะ อุบาสก."
จึงกล่าวว่า "พรุ่งนี้ ท่านควรไปเที่ยวบิณฑบาตในบ้านของพวกกระผม"
แล้วกลับไปสู่บ้านของตนนั่นแหละ บอกแก่พวกมนุษย์ว่า สามเณร
ชื่อวนวาสีติสสะมาสู่วิหารแล้ว. ขอท่านจงจัดแจงอาหารวัตถุมียาคูและภัต
เป็นต้น เพื่อสามเณรนั้น." ครั้งแรกทีเดียว สามเณรเป็นผู้ชื่อว่า "ติสสะ"
แต่นั้นได้ชื่อ ๓ ชื่อเหล่านี้คือ ปิณฑปาตทายกติสสะ กัมพลทายกติสสะ
๑. คำว่าประเทศในที่นี้ หมายความเพียงบ้านหนึ่งหรือตำบลหนึ่งเท่านั้น.

268
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 269 (เล่ม 41)

วนวาสีติสสะ ได้ชื่อ ๔ ชื่อภายในอายุ ๗ ปี. รุ่งขึ้น สามเณรนั้นเข้าไป
บิณฑบาตยังบ้านนั้นแต่เช้าตรู่. พวกมนุษย์ถวายภิกษาไหว้แล้ว. สามเณร
กล่าวว่า "ขอท่านทั้งหลายจงถึงซึ่งความสุข, จงพ้นจากทุกข์เถิด." แม้
มนุษย์คนหนึ่งถวายภิกษาแก่สามเณรนั้นแล้ว ก็ไม่สามารถจะ ( กลับ)
ไปยังเรือนได้อีก, ทุกคนได้ยืนแลดูอยู่ทั้งนั้น. แม้สามเณรนั้นก็รับภัตพอ
ยังอัตภาพให้เป็นไปเพื่อตน. ชาวบ้านทั้งสิ้นหมอบลงด้วยอก แทบเท้า
ของสามเณรนั้นแล้ว กล่าวว่า ท่านเจ้าข้า เมื่อท่านอยู่ในที่นี้ตลอดไตร-
มาสนี้ พวกกระผมจักรับสรณะ ๓ ตั้งอยู่ในศีล ๕ จักทำอุโบสถกรรม
๘ ครั้งต่อเดือน. ขอท่านจงให้ปฏิญญาแก่กระผมทั้งหลาย เพื่อประโยชน์
แห่งการอยู่ในที่นี้." สามเณรนั้นกำหนดอุปการะ จึงให้ปฏิญญาแก่มนุษย์
เหล่านั้น เที่ยวบิณฑบาตในบ้านนั้นนั่นแลเป็นประจำ. ก็ในขณะที่เขา
ไหว้แล้ว ๆ กล่าวเฉพาะ ๒ บทว่า "ขอท่านทั้งหลายจงถึงซึ่งความสุข,
จงพ้นจากทุกข์" ดังนี้แล้ว หลีกไป. สามเณรนั้นให้เดือนที่ ๑ และ
เดือนที่ ๒ ล่วงไปแล้ว ณ ที่นั้น เมื่อเดือนที่ ๓ ล่วงไป, ก็บรรลุพระอรหัต
พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา.
อุปัญฌายะไปเยี่ยมสามเณร
ครั้นเวลาปวารณาออกพรรษาแล้ว พระอุปัชฌาย์ของสามเณรนั้น
เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า " ข้าแต่พระองค์-
ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะไปยังสำนักติสสสามเณร."
พระศาสดา. ไปเถิด สารีบุตร.
พระสารีบุตรเถระนั้น เมื่อพาภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ซึ่งเป็น

269
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 270 (เล่ม 41)

บริวารของตน หลีกไป กล่าวว่า "โมคคัลลานะผู้มีอายุ กระผมจะไป
ยังสำนักติสสสามเณร" พระโมคคัลลานเถระ กล่าวว่า "ท่านผู้มีอายุ
แม้กระผมก็จักไปด้วย" ดังนี้แล้ว ก็ออกไปพร้อมกับภิกษุประมาณ ๕๐๐
รูป. พระมหาสาวกทั้งปวง คือ พระมหากัสสปเถระ. พระอนุรุทธเถระ
พระอุบาสีเถระ พระปุณณเถระเป็นต้น ออกไปพร้อมกับภิกษุประมาณ
องค์ละ ๕๐๐ รูป โดยอุบายนั้นแล. บริวารของพระมหาสาวกแม้ทั้งหมด
ได้เป็นภิกษุประมาณ ๔ หมื่น. อุบาสกผู้บำรุงสามเณรเป็นประจำ เห็น
ภิกษุเหล่านั้น ผู้เดินทางประมาณ ๑๒๐ โยชน์ ถึงโคจรคามแล้ว ณ ประตู
บ้านนั่นเองต้อนรับไหว้แล้ว. ลำดับนั้น พระสารีบุตรเถระ ถามอุบาสก
นั้นว่า "อุบาสก วิหารอันตั้งอยู่ในป่าในประเทศนี้มีอยู่หรือ ?"
อุบาสก. มีขอรับ.
พระเถระ. มีภิกษุไหม ?
อุบาสก. มีขอรับ.
พระเถระ. ใคร อยู่ในที่นั้น ?
อุบาสก. วนวาสีติสสสามเณร ขอรับ.
พระเถระ. ถ้ากระนั้น ท่านจงบอกทางแก่พวกฉัน.
อุบาสก. ท่านเป็นภิกษุพวกไหน ? ขอรับ.
พระเถระ. พวกเรามาสู่สำนักของสามเณร.
อุบาสกแลดูภิกษุเหล่านั้น จำพระมหาสาวกแม้ทั้งหมดได้ นับ
ตั้งแต่พระธรรมเสนาบดีเป็นต้น . เขามีสรีระอันปีติถูกต้องแล้วหาระหว่าง
มิได้ กล่าวว่า "ท่านขอรับ ขอท่านจงหยุดก่อนเถิด" แล้วเข้าไปสู่

270