พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 251 (เล่ม 41)

สนะนี้" ชื่อว่า ย่อมปรารถนาความเป็นใหญ่ในอาวาส.
บาทพระคาถาว่า ปุชา ปรกุเลสุ จ ความว่า ภิกษุผู้พาลย่อม
ไม่ปรารถนาการบูชาด้วยปัจจัย ๔ ในสกุลของมารดาและบิดาเลย และ
ของพวกญาติก็ไม่ปรารถนา. ( แต่ ) ย่อมปรารถนาในสกุลของชนเหล่า
อื่นเท่านั้น อย่างนี้ว่า " ไฉนหนอ ชนเหล่านั้น พึงถวายแก่เราคนเดียว
ไม่พึงถวายแก่ภิกษุเหล่านั้น."
บาทพระคาถาว่า มเมว กตมญฺญนฺตุ ความว่า ก็ความดำริ
ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้พาลใดว่า "พวกคฤหัสถ์และบรรพชิต แม้ทั้งสอง
จงสำคัญกิจอันตนทำแล้ว คือที่สำเร็จแล้วเพราะอาศัยเราเท่านั้น" ด้วย
ความประสงค์ อย่างนั้นว่า "นวกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เขาทำแล้วใน
วิหาร ด้วยสามารถการกระทำนวกรรมมีโรงอุโบสถเป็นต้น. นวกรรม
นั้นทั้งหมด อันพระเถระของพวกเราทำแล้ว."
บาทพระคาถาว่า นเมว อติวสา อสฺสุ ความว่า ความดำริ
ย่อมเกิดขึ้น (แก่ภิกษุผู้พาลนั้น) ว่า "คฤหัสถ์และบรรพชิตแม้ทั้งหมด
จงเป็นไปในอำนาจของเราแต่ผู้เดียว คือ พาหนะและเครื่องอุปกรณ์ทั้ง
หลาย เป็นต้นว่า เกวียน โค พร้า ขวาน หรือโดยที่สุดกิจทั้งหลาย
เป็นต้นว่า อุ่นแม้เพียงข้าวยาคูแล้วดื่ม อันคฤหัสถ์และบรรพชิตจะพึง
ได้ก็ตามเถิด. แต่บรรดากิจน้อยและกิจใหญ่ คือบรรดากรณียกิจทั้งน้อย
ทั้งใหญ่ เห็นปานนี้ คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลาย จงเป็นไปในอำนาจ
ของเราเท่านั้น ในกิจไร ๆ คือ แม้ในกิจอย่างหนึ่ง. อธิบายว่า จงถาม
เราเท่านั้นแล้วจึงกระทำ."
สองบทว่า อิติ พาลสฺส ความว่า ความอยากนั้น และความ

251
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 252 (เล่ม 41)

ดำริเห็นปานนี้ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้พาลใด, วิปัสสนา มรรคและผล
ย่อมไม่เจริญทีเดียวแก่ภิกษุผู้พาลนั้น, แต่ตัณหาซึ่งบังเกิดขึ้นในทวาร ๖
และมานะ ๙ อย่าง๑ ย่อมเจริญแก่ภิกษุผู้พาลนั้นอย่างเดียว เหมือนน้ำ
เจริญแก่ทะเลในเวลาพระจันทร์ขึ้นฉะนั้น๒.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
พระสุธรรมเถระบรรลุพระอรหัต
แม้พระสุธรรมเถระ ฟังพระโอวาทนี้แล้ว ถวายบังคมพระศาสดา
ลุกขึ้นจากอาสนะ กระทำประทักษิณแล้ว ไปกับภิกษุผู้เป็นอนุทูตนั้น
กระทำคืนอาบัติในคลองจักษุของอุบาสก ยังอุบาสกให้อดโทษแล้ว.
พระสุธรรมเถระนั้น อันอุบาสกให้อดโทษด้วยคำว่า "กระผมอดโทษ
ขอรับ. ถ้าโทษของกระผมมี, ขอท่านอดโทษแก่กระผม" ตั้งอยู่ใน
พระโอวาท ที่พระศาสดาประทานแล้ว โดย ๒-๓ วันเท่านั้น ก็บรรลุ
พระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแล้ว.
จิตตคฤหบดีไปเฝ้าพระศาสดา
ฝ่ายอุบาสก คิดว่า "เรายังไม่ได้เฝ้าพระศาสดาเลย เมื่อบรรลุโสดา-
ปัตติผลแล้ว, ยังไม่ได้เฝ้าพระศาสดาเหมือนกัน เมื่อดำรงอยู่ในอนาคามิผล,
๑. มานะ ๙ อย่าง ดูพิสดารในธรรมวิภาค ปริเฉทที่ ๒.
๒. นี้แปลตามฉบับสีหลและยุโรป แต่ฉบับของเราที่ใช่อยู่ เวลาแปลเติม นิสฺสาย เข้ามา
แปลว่า ตัณหาอันจะอาศัยฉันทะเป็นต้น เกิดขึ้นในทวาร ๖ และมานะ ๙ อย่างย่อมเจริญแก่..,
สี. ยุ. ฉนฺทาทโย เป็น จนฺโททเย.

252
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 253 (เล่ม 41)

เราควรเฝ้าพระศาสดาโดยแท้." คฤหบดีนั้น ให้เทียมเกวียน ๕๐๐ เล่ม
เต็มด้วยวัตถุมีงา ข้าวสาร เนยใส น้ำอ้อย และผ้านุ่งห่มเป็นต้นแล้ว
ให้บอกแก่หมู่ภิกษุว่า "พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายใด ประสงค์จะเฝ้าพระ-
ศาสดา. พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายนั้นจงไป, จักไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต
เห็นต้น" ดังนี้แล้ว ก็ให้แจ้งทั้งแก่หมู่ภิกษุณี ทั้งแก่พวกอุบาสก
ทั้งแก่พวกอุบาสิกา. ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ภิกษุณีประมาณ ๕๐๐ รูป
อุบาสกประมาน ๕๐๐ อุบาสิกาประมาณ ๕๐๐ ออกไปกับคฤหบดีนั้น.
เขาตระเตรียมแล้วโดยประการที่จะไม่มีความบกพร่องสักน้อยหนึ่ง ด้วยข้าว
ยาคูและภัตเป็นต้น ในหนทาง ๓๐ โยชน์ เพื่อชนสามพันคน คือ
เพื่อภิกษุเป็นต้นเหล่านั้นนั่นแล และเพื่อบริษัทของตน. ฝ่ายพวกเทวดา
ทราบความที่อุบาสกนั้นออกไปแล้ว ปลูกค่ายที่พักไว้ทุก ๆ โยชน์ บำรุง
มหาชนอันด้วยอาหารวัตถุ มีข้าวยาคู องควรเคี้ยว ภัตและน้ำดื่มเป็นต้น
อันเป็นทิพย์. ความบกพร่องด้วยวัตถุอะไร ๆ มิได้มีแล้วแก่ใคร ๆ.
มหาชนอันเทวดาทั้งหลาย บำรุงอยู่อย่างนั้น เดินทางได้วันละโยชน์ ๆ
โดยเดือนหนึ่งก็ถึงกรุงสาวัตถี. เกวียนทั้ง ๕๐๐ เล่ม ยังเต็มบริบูรณ์เช่น
เติมนั้นแหละ. คฤหบดี ได้สละบรรณาการ อันพวกเทวดานั้นแลและ
มนุษย์ทั้งหลายนำมา ไปแล้ว.
พระศาสดาทรงแสดงปฏิหาริย์
พระศาสดา ตรัสกะพระอานนท์เถระว่า " อานนท์ ในเวลาบ่าย
วันนี้ จิตตคฤหบดี อันอุบาสก ๕๐๐ ห้อมล้อมแล้ว จักมาไหว้เรา."
พระอานนท์. พระเจ้าข้า ก็ในกาลที่จิตตคฤหบดีนั้น ถวายบังคม

253
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 254 (เล่ม 41)

พระองค์ ปาฏิหาริย์ไร ๆ จักมีหรือ ?
พระศาสดา. จักมี อานนท์.
อานนท์. ปาฏิหาริย์อะไร ? พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ในกาลที่จิตตคฤหบดีนั้น มาไหว้เรา ฝนลูกเห็บ
แห่งดอกไม้ทิพย์ มีสี ๕ สี จักตกโดยถ่องแถวประมาณเพียงเข่าใน
ประเทศประมาณ ๘ กรีส โดยวิธีนับอย่างของหลวง.
ชาวเมือง ฟังข่าวนั้นแล้ว คิดว่า " ได้ยินว่า จิตตคฤหบดีผู้มี
บุญมากอย่างนั้น จักมาถวายบังคมพระศาสดาวันนี้, เขาว่าปาฏิหาริย์เห็น
ปานนี้ จักมี, แม้พวกเรา จักได้เห็นผู้มีบุญมากนั้น" ดังนี้แล้วได้ถือ
เอาเครื่องบรรณาการไปยืนอยู่สองข้างทาง. ในกาลที่จิตตคฤหบดีมาใกล้
วิหาร ภิกษุ ๕๐๐ รูปมาถึงก่อน. จิตตคฤหบดี กล่าวกะพวกอุบาสิกาว่า
" แม่ทั้งหลาย พวกท่านจงมาข้างหลัง" แล้ว ส่วนตนอันอุบาสก ๕๐๐
แวดล้อมแล้ว ได้ไปสู่สำนักของพระศาสดา. ก็ชนทั้งหลาย ผู้ยืนก็ดี
นั่งก็ดี ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายมิได้มีข้างนี้หรือข้าง
โน้น ย่อมยืนอยู่แน่นขนัดเทียวในสองข้างแห่งพุทธวิถี. จิตตคฤหบดี
ก้าวลงสู่พุทธวิถีใหญ่แล้ว. ที่อันพระอริยสาวกผู้บรรลุผล ๓ แลดู ๆ
หวั่นไหวแล้ว. มหาชนแลดูแล้ว ด้วยคิดว่า " เขาว่า คนนั่นคือ
จิตตคฤหบดี." คฤหบดีนั้นเข้าเฝ้าพระศาสดา เข้าไปภายในพระพุทธรัศมี
มีพรรณะ ๖ จับพระบาทพระศาสดาที่ข้อพระบาททั้งสองถวายบังคมแล้ว.
ในขณะนั้นเอง ฝนดอกไม้มีประการดังกล่าวมา ตกแล้ว. สาธุการพัน
หนึ่งเป็นไปแล้ว.

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 255 (เล่ม 41)

จิตตคฤหบดีถวายทาน
คฤหบดีนั้น อยู่ในสำนักพระศาสดาสิ้นเดือนหนึ่งแล ได้นิมนต์
ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานทั้งสิ้น ให้นั่งในวิหารนั่นแหละ
ถวายทานใหญ่แล้ว. ทาภิกษุแม้ผู้มากับตนไว้ภายในวิหารนั้นแหละบำรุง
แล้ว. ไม่ต้องหยิบอะไร ๆ ในเกวียนของตน แม้สักวันหนึ่ง. ได้ทำกิจ
ทุกอย่าง ด้วยบรรณาการ อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนำมาเท่านั้น.
จิตตคฤหบดีนั้น ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า "พระเจ้าข้า
ข้าพระองค์มาด้วยตั้งใจว่า 'จักถวายทานแด่พระองค์ ได้พักอยู่ใน
ระหว่างทางเดือนหนึ่ง, เดือนหนึ่งของข้าพระองค์ล่วงไปแล้ว ในที่นี้,
ข้าพระองค์ ไม่ได้เพื่อจะถือเอาของอะไร ๆ ที่ข้าพระองค์นำมาเลย,
ได้ถวายทาน สิ้นกาลเท่านี้ ด้วยบรรณาการที่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
นำมาเท่านั้น, แม้ถ้าข้าพระองค์นั้น จักอยู่ในที่นี้ สิ้นปีหนึ่ง, ก็จักไม่
ได้เพื่อจะถวายไทยธรรมของข้าพระองค์แน่แท้, ข้าพระองค์ปรารถนาจัก
ถ่ายเกวียนแล้วไป, ขอพระองค์ จงโปรดให้บอกที่สำหรับเก็บแก่
ข้าพระองค์เถิด."
พระศาสดา ตรัสกะพระอานนทเถระว่า "อานนท์" เธอจงให้
จัดที่แห่งหนึ่งให้ว่าง ให้แก่อุบาสก." พระเถระ ได้กระทำอย่างนั้นแล้ว.
ได้ยินว่า พระศาสดา ทรงอนุญาตกัปปิยภูมิแก่จิตตคฤหบดีแล้ว.
จิตตคฤหบดีเดินทางกลับ
ฝ่ายอุบาสกกับชนสามพัน ซึ่งมาพร้อมกับตน เดินทางกลับด้วย
เกวียนเปล่าแล้ว. พวกเทวดาและมนุษย์ ลุกขึ้นแล้ว กล่าวว่า "พระผู้

255
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 256 (เล่ม 41)

เป็นเจ้า ท่านทำกรรมคือการเดินไปด้วยเกวียนเปล่า" ดังนี้แล้ว ก็บรรจุ
เกวียนให้เต็มด้วยรัตนะ ๗ ประการ. คฤหบดี นั้น ได้บำรุงมหาชนด้วย
บรรณาการอันเขานำมาเพื่อตน ไปแล้ว.
พระอานนทเถระ ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า
" พระเจ้าข้า จิตตคฤหบดี แม้เมื่อมาสู่สำนักของพระองค์ มาแล้วโดย
เดือนหนึ่ง; อยู่ในที่นี้เดือนหนึ่งเหมือนกัน. ได้ถวายทานด้วยบรรณาการ
ที่เทวดาและมนุษย์นำมาเท่านั้น สิ้นกาลเท่านี้; ได้ยินว่า บัดนี้คฤหบดีนั้น
ทำเกวียน ๕๐๐ เล่ม ให้เปล่า จักไปโดยเดือนหนึ่งเหมือนกัน, แก่เทวดา
และมนุษย์ทั้งหลาย ลุกขึ้นแล้ว กล่าวแก่คฤหบดีนั้นว่า ' พระผู้เป็นเจ้า
ท่านทำกรรมคือการเดินไปด้วยเกวียนเปล่า" ดังนี้แล้ว ก็บรรจุเกวียน
ให้เต็มด้วยรัตนะ ๗ ประการ. ได้ยินว่า คฤหบดี บำรุงมหาชน ด้วย
เครื่องบรรณาการอันเทวดาและมนุษย์ นำมาเพื่อตนนั่นแหละจักกลับไป;
พระเจ้าข้า ก็สักการะนี้เกิดขึ้นแก่คฤหบดีนั่นผู้นาสู่สำนักของพระองค์เท่า
นั้นหรือ. หรือแม้ไปในที่อื่นก็เกิดขึ้นเหมือนกัน."
พระศาสดา ตรัสว่า "อานนท์ จิตตคฤหบดีนั้นมาสู่สำนักของเรา
ก็ดี ไป ณ ที่อื่นก็ดี สักการะย่อมเกิดขึ้นทั้งนั้น, เพราะอุบาสกนี้เป็นผู้
มีศรัทธา เลื่อมใส มีศีลสมบูรณ์, อุบาสกผู้เห็นปานนี้ ย่อมคบ (ไป)
ประเทศใด ๆ; ลาภสักการะ ย่อมเกิดแก่เขาในประเทศนั้น ๆ ทีเดียว"
ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถาในปกิณณกวรรคนี้ว่า :-
"ผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล เพียบพร้อม
ด้วยยศ และโภคะ ย่อมคบประเทศใด ๆ ย่อมเป็นผู้
อันเขาบูชาแล้ว ในประเทศนั้น ๆ ทีเดียว."

256
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 257 (เล่ม 41)

ก็เนื้อความแห่งพระคาถานั้น จักแจ่มแจ้งในปกิณณกวรรคนั้นแล.
บุรพกรรมของจิตตคฤหบดี
เมื่อพระคาสดา ตรัสอย่างนั้นแล้ว, พระอานนทเถระ จึงทูลถาม
บุรพกรรมของจิตตคฤหบดี. ลำดับนั้น พระศาสดา เมื่อจะตรัสแก่พระ-
อานนทเถระนั้น จึงตรัสว่า :-
" อานนท์ จิตตคฤหบดีนี้ มีอภินิหารอันทำไว้แทบบาทมูลของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์
สิ้นแสนกัลป์ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสป เกิดในสกุล
ของพรานเนื้อ ถึงควานเจริญแล้ว วันหนึ่ง เมื่อฝนตกอยู่ถือหอกไปสู่ป่า
เพื่อต้องการจะล่าเนื้อ ตรวจดูหมู่เนื้ออยู่ เห็นภิกษุรูปหนึ่งนั่งคลุมศีรษะ
ที่เงื้อมเกิดเอง๑แห่งหนึ่ง จึงคิดว่า "พระผู้เป็นเจ้ารูปเดียว จักนั่งทำ
สมณธรรม, เราจักนำอาหารมา เพื่อพระผู้เป็นเจ้านั้น" ดังนี้แล้ว รีบไป
สู่เรือน ให้คนปิ้งเนื้อที่ตนนำมาเมื่อวานที่เตาแห่งหนึ่ง ให้หุงข้าวที่เตา
แห่งหนึ่ง เห็นภิกษุเที่ยวบิณฑบาตพวกอื่น รับบาตรของภิกษุแม้เหล่านั้น
นิมนต์ให้นั่งเหนืออาสนะที่จัดแจงไว้ ตระเตรียมภิกษาแล้ว สั่งคนอื่นว่า
" พวกท่านจงอังคาสพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย แล้ว ใส่ภัตนั้นลงในตะกร้า
ถือเดินไป เลือกเก็บดอกไม้ต่าง ๆ ในระหว่างทาง ห่อด้วยใบไม้ ไป
สู่ที่พระเถระนั่งแล้วกล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงทำความสงเคราะห์
แก่กระผมเถิด" ดังนี้แล้ว รับบาตร ให้เต็มด้วยภัตแล้ววางไว้ในมือของ
พระเถระ กระทำการบูชาด้วยดอกไม้เหล่านั้น ตั้งความปรารถนาว่า
๑. อกตปพฺภาร เงื้อมที่บุคคลไม่ได้ทำ หมายความว่า เกิดเป็นเองตามธรรมชาติ

257
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 258 (เล่ม 41)

" บิณฑบาตอันมีรสนี้ พร้อมด้วยดอกไม้เครื่องบูชา ยังจิตของข้าพเจ้า
ให้ยินดีฉันใด; ขอบรรณาการพันหนึ่ง จงมายังจิตของข้าพเจ้าให้ยินดี
ในที่ที่ข้าพเจ้าเกิดแล้ว ๆ ฉันนั้น, และขอฝนดอกไม้มีสี ๕ สีจงตก."
เขาบำเพ็ญกุศลจนตลอดชีพแล้ว เกิดในเทวโลก. ฝนดอกไม้ทิพย์ ตกแล้ว
โดยถ่องแถว ประมาณเพียงเข่า ในที่ที่เขาเกิดแล้ว. แม้ในกาลนี้ ฝน
ดอกไม้ (ทิพย์) ก็ตกในวันที่เขาเกิดแล้ว และเมื่อเขามาในที่นี้ การ
นำบรรณาการมา และการที่เกวียนเต็มด้วยรัตนะ ๗ ประการ ก็เป็นผล
แห่งกรรมนั้นแล."
เรื่องพระสุธรรมเถระ จบ.

258
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 259 (เล่ม 41)

๑๕. เรื่องพระวนวาสีติสสเถระ [๕๙]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระติสสเถระ
ผู้มีปกติอยู่ในป่า ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อญฺญา หิ ลาภูปนิสา "
เป็นต้น.
พระสารีบุตรอนุเคราะห์พราหมณ์ผู้ยากจน
เทศนาตั้งขึ้นแล้วในกรุงราชคฤห์. ได้ยินว่า สหายของวังคันต-
พราหมณ์ ผู้บิดาของพระสารีบุตรเถระ ชื่อ มหาเสนพราหมณ์ อยู่ในกรุง-
ราชคฤห์. วันหนึ่ง พระสารีบุตรเถระเที่ยวบิณฑบาต ได้ไปยังประตูเรือน
ของพราหมณ์นั้น เพื่อนุเคราะห์เขา. แต่พราหมณ์นั้น มีสมบัติหมด
เสียแล้ว กลับเป็นคนยากจน. เขาคิดว่า "บุตรของเราจักมาเพื่อเที่ยว
บิณฑบาตที่ประตูเรือนของเรา, แต่เราเป็นคนยากจน. บุตรของเราเห็น
จะไม่ทราบความที่เราเป็นคนยากจน, ไทยธรรมอะไร ๆ ของเราก็ไม่มี,"
เมื่อไม่อาจจะเผชิญหน้าพระเถระนั้นได้จึงหลบเสีย. ถึงในวันอื่น แม้พระ-
เถระได้ไป (อีก). พราหมณ์ก็ได้หลบเสียอย่างนั้นเหมือนกัน. เขาคิด
อยู่ว่า "เราได้อะไร ๆ แล้วนั่นแหละจักถวาย" ก็ไม่ได้ (อะไร ๆ).
ภายหลังวันหนึ่งเขาได้ถาดเต็มด้วยข้าวปายาสพร้อมกับผ้าสาฎกเนื้อหยาบ
ในที่บอกลัทธิของพราหมณ์แห่งหนึ่ง ถือไปถึงเรือน นึกถึงพระเถระขึ้น
ได้ว่า " การที่เราถวายบิณฑบาตนี้แก่พระเถระ ควร."
ในขณะนั้นนั่นเอง แม้พระเถระเข้าฌาน ออกจากสมาบัติแล้ว

259
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 260 (เล่ม 41)

เห็นพราหมณ์นั้น คิดว่า " พราหมณ์ได้ไทยธรรมแล้ว หวังอยู่ซึ่งกรรม
ของเรา. การที่เราไปในที่นั้น ควร" ดังนี้แล้ว จึงห่มผ้าสังฆาฏิ ถือ
บาตร แสดงตนยืนอยู่แล้วที่ประตูเรือนของพราหมณ์นั้นนั่นเอง. เพราะ
เห็นพระเถระเท่านั้น จิตของพราหมณ์เลื่อมใสแล้ว. ลำดับนั้น เขาเข้า
ไปหาพระเถระนั้น ไหว้แล้ว กระทำปฏิสันถารนิมนต์ให้นั่งภายในเรือน
ถือถาดอันเต็มด้วยข้าวปายาส เกลี่ยลงในบาตรของพระเถระ. พระเถระ
รับกึ่งหนึ่งแล้วจึงเอามือปิดบาตร. ทีนั้น พราหมณ์กล่าวกะพระเถระนั้นว่า
" ท่านผู้เจริญ ข้าวปายาสนี้สักว่าเป็นส่วนของคน ๆ เดียวเท่านั้น. ขอ
ท่านจงทำความสงเคราะห์ในปรโลกแก่กระผมเถิด, อย่าทำความสงเคราะห์
ในโลกนี้เลย; กระผมปรารถนาถวายไม่ให้เหลือทีเดียว" ดังนี้แล้ว จึง
เกลี่ยลงทั้งหมด. พระเถระฉันในที่นั้นนั่นแล. ครั้นในเวลาเสร็จภัตกิจ
เขาถวายผ้าสาฎกแม้นั้น แก่พระเถระนั้น ไหว้แล้ว กล่าวอย่างนี้ว่า "ท่าน
ผู้เจริญ แม้กระผมพึงบรรลุธรรมที่ท่านเห็นแล้วเหมือนกัน." พระเถระ
ทำอนุโมทนาแก่พราหมณ์นั้นว่า "จงสำเร็จอย่างนั้น พราหมณ์" ลุกขึ้น
จากอาสนะหลีกไป เที่ยวจาริกโดยลำดับ ได้ถึงพระเชตวันแล้ว.
พราหมณ์ยากจนตายไปเกิดในกรุงสาวัตถี
ก็ทานที่บุคคลถวายแล้วในคราวที่ตนตกยาก ย่อมยังผู้ถวายให้ร่าเริง
อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น แม้พราหมณ์ถวายทานนั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส เกิด
โสมนัสแล้ว ได้ทำความสิเนหามีประมาณยิ่งในพระเถระ. ด้วยความ
สิเนหาในพระเถระนั่นแล พราหมณ์นั้น ทำกาละแล้ว ถือปฏิสนธิในสกุล

260