พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 241 (เล่ม 41)

บุรุษเปลี้ยนั้นมาแล้ว ตรัสว่า "ปุโรหิตของเรา ปากกล้านัก เมื่อเรา
พูดแม้นิดหน่อย ก็พูดเสียมากมาย ย่อมเบียดเบียนเรา, ท่านอาจ เพื่อ
ดีดมูลแพะประมาณทะนานหนึ่ง เข้าในปากของปุโรหิตนั้นได้หรือ ?"
บุรุษเปลี้ยทูลว่า " อาจ พระเจ้าข้า, ขอพระองค์จงให้คนนำมูลแพะมา
แล้วประทับนั่งภายในม่านกับปุโรหิต, ข้าพระองค์ จักรู้กรรมที่ควร
กระทำในเรื่องนี้." พระราชา ได้ทรงกระทำเหมือนอย่างนั้น. บุรุษ
เปลี้ยนอกนี้ ให้กระทำช่องไว้ที่ม่านด้วยปลายแห่งกรรไกร เมื่อปุโรหิต
พูดกับด้วยพระราชา พออ้าปาก ก็ดีดมูลแพะไปทีละก้อน ๆ. ปุโรหิต
กลืนมูลแพะที่เข้าปากแล้ว ๆ. เมื่อมูลแพะหมด บุรุษเปลี้ยจึงสั่นม่าน
พระราชา ทรงทราบความที่มูลแพะหมดด้วยสัญญานั้นแล้ว จึงตรัสว่า
" ท่านอาจารย์ เราพูดกับท่าน จักไม่อาจจำคำไว้ได้ ท่านแม้กลืนกิน
มูลแพะประมาณทะนานหนึ่งแล้ว ยังไม่ถึงความเป็นผู้นิ่ง เพราะความที่
ท่านมีปากกล้านัก." พราหมณ์ถึงความเป็นผู้เก้อ จำเดิมแต่นั้น ไม่อาจ
เพื่ออ้าปากเจรจากับพระราชาได้. พระราชารับสั่งให้เรียกบุรุษเปลี้ยมาแล้ว
ตรัสว่า " เราได้ความสุขเพราะอาศัยท่าน. " ทรงพอพระทัย จึงพระ-
ราชทานชื่อหมวด ๘ แห่งวัตถุทั้งสิ้นแก่เขา ได้พระราชทานบ้านส่วย ๔
ตำบล ในทิศทั้ง ๔ แห่งเมือง. อำมาตย์ผู้พร่ำสอนอรรถและธรรมของ
พระราชาทราบความนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถานี้ว่า:-
" ชื่อว่าศิลปะ แม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ยังประ-
โยชน์ให้สำเร็จได้. ท่านจงดูเถิด, ด้วยการดีดตาม
ประสาคนเปลี้ย บุรุษเปลี้ยได้บ้านส่วย อันตั้งอยู่
ในทิศทั้ง ๔."

241
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 242 (เล่ม 41)

(ก็อำมาตย์นั้น) โดยสมัยนั้น ได้เป็นพระผู้มีพระภาคเจ้า คือเรานี่
เอง. ครั้งนั้น บุรุษคนหนึ่ง เห็นสมบัติอันบุรุษเปลี้ยได้แล้ว จึงคิดว่า
" บุรุษชื่อนี้ เป็นคนเปลี้ย อาศัยศิลปะนี้ จึงถึงแล้วซึ่งสมบัติใหญ่
แม้เราศึกษาศิลปะนี้ไว้ก็ควร. " เขาเข้าไปหาบุรุษเปลี้ย ไหว้แล้วกล่าวว่า
" ท่านอาจารย์ ขอท่านจงให้ศิลปะนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด. " บุรุษเปลี้ย กล่าวว่า
" พ่อ เราไม่อาจให้ได้. " เขาถูกบุรุษเปลี้ยนั้นห้ามแล้ว คิดว่า " ช่าง
เถอะ. เราจักยังบุรุษเปลี้ยนั้นให้ยินดี. " จึงกระทำกิจมีการนวดมือและ
เท้าเป็นต้น แก่บุรุษเปลี้ยนั้นอยู่ ให้บุรุษเปลี้ยนั้นยินดีแล้ว สิ้นกาลนาน
วิงวอนบ่อย ๆ แล้ว. บุรุษเปลี้ยคิดว่า " คนนี้มีอุปการะแก่เราเหลือเกิน "
จึงมิอาจเพื่อห้ามเขาได้ ให้เขาศึกษาศิลปะแล้ว กล่าวว่า " พ่อ ศิลปะ
ของท่านสำเร็จแล้ว, บัดนี้ท่านจักกระทำอะไรเล่า ? "
บุรุษ. ข้าพเจ้าจักไปทดลองศิลปะในภายนอก.
บุรุษเปลี้ย. ท่านจักทำอย่างไร ?
บุรุษ. ข้าพเจ้าจักดีดแม่โคหรือมนุษย์ให้ตาย.
บุรุษเปลี้ย กล่าวว่า " พ่อ เมื่อคนฆ่าแม่โค สินไหมมีอยู่ ๑๐๐,
เมื่อฆ่ามนุษย์ สินไหมมีอยู่ ๑ พัน, ท่านแม้ทั้งบุตรและภรรยา จักไม่
อาจเพื่อจะปลดเปลื้องสินไหมนั้นได้, ท่านจงอย่าฉิบหายเสียเลย เมื่อ
ท่านประหารบุคคลใด ไม่ต้องเสียสินไหม. ท่านจะตรวจดูใคร ๆ ผู้หา
มารดาบิดามิได้เช่นนั้น. " บุรุษนั้น รับว่า " ดีละ " แล้วเอากรวด
ใส่พกเที่ยวเลือกดูบุคคลเช่นนั้นอยู่ เห็นแม่โคแล้ว ไม่อาจดีดได้ด้วย
คิดว่า " แม่โคนี้มีเจ้าของ. " เห็นมนุษย์แล้วไม่อาจดีดได้ ด้วยคิดว่า
" คนนี้มีมารดาบิดา. "

242
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 243 (เล่ม 41)

ก็โดยสมัยนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่าสุเนตตะ อาศัยพระนคร
อยู่ในบรรณศาลา. บุรุษนั้น เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ผู้เข้าไปเพื่อ
บิณฑบาต ยืนอยู่ที่ระหว่างประตูพระนคร จึงคิดว่า " พระปัจเจกพุทธ-
เจ้านี้ เป็นผู้ไม่มีมารดาบิดา, เมื่อเราดีดผู้นี้ ไม่ต้องมีสินไหม, เราจัก
ดีดพระปัจเจกพุทธเจ้านี้ ทดลองศิลปะ " ดังนี้แล้ว จึงดีดก้อนกรวดไป
หมายช่องหูเบื้องขวาของพระปัจเจกพุทธเจ้า. ก้อนกรวดเข้าไปโดยช่องหู
เบื้องขวา ทะลุออกโดยช่องหูเบื้องซ้าย. ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแล้ว. พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า ไม่อาจจะเที่ยวไปเพื่อภิกษาได้. จึงไปสู่บรรณศาลาโดย
อากาศ ปรินิพพานแล้ว. พวกมนุษย์เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าไม่มา
คิดว่า " ความไม่ผาสุกอะไร ๆ จักมี " จึงไปที่บรรณศาลานั้น เห็นท่านปริ-
นิพพานแล้วร้องไห้คร่ำครวญแล้ว. แม้บุรุษนั้น เห็นมหาชนไปอยู่ ไป
ที่บรรณศาลานั้นแล้ว จำพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ จึงกล่าวว่า " พระปัจเจก-
พุทธเจ้าองค์นี้ เมื่อเข้าไปเพื่อบิณฑบาต พบเราที่ระหว่างประตู. เรา
เมื่อจะทดลองศิลปะของตน จึงประหารพระปัจเจกพุทธเจ้านี้. " พวกมนุษย์
กล่าวว่า " ได้ยินว่า คนชั่วนี้ ประหารพระปัจเจกพุทธเจ้า. พวกท่าน
จงจับ ๆ " โบยให้บุรุษนั้นถึงความสิ้นชีวิตในที่นั้นเอง. บุรุษนั้น เกิด
ในอเวจีไหม้แล้ว จนแผ่นดินใหญ่นี้หนาขึ้นโยชน์หนึ่ง บังเกิดเป็นสัฏฐิ-
กูฏเปรต ที่ยอดภูเขาคิชฌกูฏ ด้วยผลกรรมอันเหลือ.
พระศาสดาตรัสสอนพวกภิกษุ
พระศาสดา ครั้นตรัสบุรพกรรมนี้ของเปรตนั้นแล้ว จึงตรัสว่า
" ภิกษุทั้งหลาย ศิลปะหรือความเป็นอิสระ เมื่อเกิดขึ้นแก่ผู้ชื่อว่าคนพาล

243
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 244 (เล่ม 41)

ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความฉิบหาย, ด้วยว่า คนพาลได้ศิลปะหรือความเป็น
อิสระแล้ว ย่อมทำความฉิบหายแก่ตนถ่ายเดียว" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรง
สืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๑๓. ยาวเทว อนตฺถาย ญตฺตํ พาลสฺส ชายติ
หนฺติ พาลสฺส สุกฺกํสํ มุทฺธํ อสฺส วิปาตยํ.
"ความรู้ย่อมเกิดแก่คนพาล เพียงเพื่อความ
ฉิบหายเท่านั้น, ตามรู้นั้น ยังหัวคิดของเขาให้
ตกไป ย่อมฆ่าส่วนสุกกธรรมของคนพาลเสีย."
แก้อรรถ
ศัพท์ว่า ยาวเทว ในคาถานั้นเป็นนิบาต ในอรรถคือความ
กำหนดซึ่งแดน. ภาวะคือความรู้ ชื่อว่า ญตฺตํ. บุคคลย่อมรู้ศิลปะ
แม้ใด, หรือบุคคลดำรงอยู่ในความเป็นใหญ่ใด หรือด้วยความถึงพร้อม
ด้วยยศใด อันชนย่อมรู้จัก คือปรากฏ ได้แก่เป็นผู้โด่งดัง, คำว่า ญตฺตํ
นี้ เป็นชื่อแห่งศิลปะ ความเป็นใหญ่และความถึงพร้อมด้วยยศนั้น. แท้
จริง ศิลปะหรือความเป็นใหญ่เป็นต้น ย่อมเกิดแก่คนพาล เพื่อความ
ฉิบหายถ่ายเดียว คือคนพาลนั้น อาศัยศิลปะเป็นต้นนั้น ย่อมทำความ
ฉิบหายแก่คนอย่างเดียว. บทว่า หนฺติ ได้แก่ ให้พินาศ. บทว่า
สุกฺกํสํ คือส่วนแห่งกุศล. อธิบายว่า ก็ศิลปะหรือความเป็นใหญ่ เมื่อ
เกิดขึ้นแก่คนพาล ย่อมเกิดขึ้นฆ่าส่วนอันเป็นกุศลอย่างเดียว. บทว่า มุทฺธํ
นี้ เป็นชื่อว่าของปัญญา. บทว่า วิปาตยํ คือกำจัดอยู่ อธิบายว่า
ก็ความรู้นั้น ฆ่าส่วนกุศลของคนพาลนั้น ยังมุทธา กล่าวคือปัญญา

244
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 245 (เล่ม 41)

ให้ตกไป คือขจัดอยู่นั้นแหละ ชื่อว่าฆ่า.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องสัฏฐิกูฏเปรต จบ.

245
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 246 (เล่ม 41)

๑๔. เรื่องพระสุธรรมเถระ [๕๘]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระสุธรรม-
เถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อสนฺตํ ภาวมิจฺเฉยฺย" เป็นต้น.
จิตตคฤหบดีถวายสวนเป็นสังฆาราม
ก็เทศนาตั้งขึ้นแล้ว ในมัจฉิกาสัณฑนคร จบแล้วในกรุงสาวัตถี.
ความพิสดารว่า จิตตคฤหบดี ในมัจฉิกาสัณฑนคร เห็นพระ-
มหานามเถระ ภายในพวกภิกษุปัญจวัคคีย์ เที่ยวบิณฑบาตอยู่ เลื่อมใส
ในอิริยาบถของพระเถระแล้ว จึงรับบาตร นิมนต์ให้เข้าไปสู่เรือนให้ฉัน
แล้ว ในกาลเสร็จภัตกิจ สดับธรรมกถา บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว เป็น
ผู้มีศรัทธาไม่หวั่นไหว ใคร่เพื่อจะทำอุทยานของตนอันชื่อว่าอัมพาฏกวัน
ให้เป็นสังฆาราม จึงหลั่งน้ำลงไปในมือของพระเถระ มอบถวายแล้ว. ใน
ขณะนั้น มหาปฐพี ทำน้ำที่สุด ก็หวั่นไหวด้วยบอกเหตุว่า " พระพุทธ-
ศาสนาตั้งมั่นแล้ว."
มหาเศรษฐี ให้สร้างวิหารใหญ่ในอุทยาน ได้เป็นผู้มีประตูเปิดไว้
เพื่อพวกภิกษุผู้มาจากทิศทั้งปวงแล้ว. พระสุธรรมเถระ ได้เป็นเจ้าอาวาส
อยู่ในมัจฉิกาสัณฑ์.
คฤหบดีบรรลุอนาคามิผล
โดยสมัยอื่น พระอัครสาวกทั้งสอง สดับกถาพรรณนาคุณของ

246
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 247 (เล่ม 41)

จิตตคฤหบดีแล้ว ใคร่จะทำความสงเคราะห์แก่คฤหบดีนั้น จึงได้ไปสู่มัจ-
ฉิกาสัณฑนคร. จิตตคฤหบดี ทราบการมาของพระอัครสาวกทั้งสองนั้น
จึงไปต้อนรับสิ้นทางประมาณกึ่งโยชน์ พาพระอัครสาวกทั้งสองนั้น มา
แล้ว นิมนต์ให้เข้าไปสู่วิหารของตน ทำอาคันตุกวัตรแล้ว อ้อนวอน
พระธรรมเสนาบดีว่า " ท่านผู้เจริญ กระผมปรารถนาฟังธรรมกถาสัก
หน่อย." ครั้งนั้น พระเถระกล่าวกะเขาว่า "อุบาสก อาตมะทั้งหลาย
เหน็ดเหนื่อยแล้วโดยทางไกล, อนึ่ง ท่านจงฟังเพียงนิดหน่อยเถิด"
ดังนี้แล้ว ก็กล่าวธรรมกถาแก่เขา. คฤหบดีนั้นฟังธรรมกถาของพระเถระ
อยู่แล บรรลุอนาคามิผลแล้ว. เขาไหว้พระอัครสาวกทั้งสองแล้วนิมนต์ว่า
"ท่านผู้เจริญ พรุ่งนี้ขอท่านทั้งสอง กับภิกษุพันรูป รับภิกษาที่เรือน
กระผม" แล้วนิมนต์พระสุธรรมเถระเจ้าอาวาสภายหลังว่า " ท่านขอรับ
พรุ่งนี้แม้ท่านก็พึงมากับพระเถระทั้งหลาย."
พระสุธรรมเถระด่าคฤหบดี
พระสุธรรมเถระนั้น โกรธว่า " อุบาสกนี้ นิมนต์เราภายหลัง "
จึงห้ามเสีย แม้อันคฤหบดีอ้อนวอนอยู่บ่อย ๆ ก็ห้ามแล้วนั่นแล. อุบาสก
กล่าวว่า "ท่านจักปรากฏ ขอรับ" แล้วหลีกไป ในวันรุ่งขึ้นจัดแจง
ทานใหญ่ไว้ในที่อยู่ของตน. ในเวลาใกล้รุ่งแล แม้พระสุธรรมเถระ คิดว่า
" คฤหบดี จัดแจงสักการะเช่นไรหนอแล ? เพื่อพระอัครสาวกทั้งสอง
พรุ่งนี้เราจักไปดู" แล้วได้ถือบาตรและจีวรไปสู่เรือนของคฤหบดีนั้นแต่
เช้าตรู่. พระสุธรรมเถระนั้น แม้อันคฤหบดี กล่าวว่า "นิมนต์นั่งเถิด
ขอรับ" ก็กล่าวว่า "เราไม่นั่ง, จักเที่ยวบิณฑบาต" แล้วตรวจดู

247
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 248 (เล่ม 41)

สักการะอันคฤหบดีเตรียมไว้เพื่อพระอัครสาวกทั้งสอง ใคร่จะเสียดสี
คฤหบดีโดยชาติ จึงกล่าวว่า "คฤหบดีสักการะของท่านล้นเหลือ, ก็แต่
ในสักการะนี้ ไม่มีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น."
คฤหบดี. อะไร ขอรับ ?
พระเถระ ตอบว่า " ขนมแดกงา คฤหบดี" ถูกคฤหบดีรุกราน
ด้วยวาจาอุปมาด้วยกา โกรธแล้ว กล่าวว่า " คฤหบดี นั่นอาวาสของ
ท่าน, เราจักหลีกไป." แม้อันคฤหบดีห้ามถึง ๓ ครั้ง ก็หลีกไปสู่สำนัก
พระศาสดา กราบทูลลำที่จิตตคฤหบดี และตนกล่าวแล้ว.
พระสุธรรมเถระถูกสงฆ์ลงปฏิสารณียกรรม
พระศาสดา ตรัสว่า "อุบาสกเป็นคนมีศรัทธาเลื่อมใส อันเธอ
ด่าด้วยคำเลว" ดังนี้แล้ว ทรงปรับโทษแก่พระสุธรรมเถระนั้นนั่นแล
แล้วรับสั่งให้สงฆ์ลงปฏิสารณียกรรม๑ แล้วส่งไปว่า "เธอจงไป, ให้
จิตตคฤหบดีอดโทษเสีย." พระเถระไปในที่นั้นแล้ว แม้กล่าวว่า
" คฤหบดี นั่นโทษของอาตมะเท่านั้น, ท่านจงอดโทษแก่อาตมะเถิด "
อันคฤหบดีนั้น ห้ามว่า "ผมไม่อดโทษ" เป็นผู้เก้อ ไม่อาจให้คฤหบดี
นั้นอดโทษได้, จึงกลับมาสู่สำนักพระศาสดาอีกเทียว. พระศาสดา แม้
ทรงทราบว่า "อุบาสกจักไม่อดโทษแก่พระสุธรรมนั้น ทรงดำริว่า
"ภิกษุนี้ กระด้างเพราะมานะ จงไปสู่ทาง ๓ โยชน์แล้วกลับมา" จึง
ไม่ทรงบอกอุบายให้อดโทษเลย ทรงส่งไปแล้ว.
๑. กรรมอันให้ระลึกถึงความผิด.

248
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 249 (เล่ม 41)

สมณะไม่ควรทำมานะและริษยา
ครั้นในกาลที่พระสุธรรมเถระนั้นกลับมา พระศาสดา ประทาน
ภิกษุผู้อนุทูตแก่เธอผู้นำมานะออกแล้ว ตรัสว่า "เธอจงไปเถิด, ไปกับ
ภิกษุนี้ จงให้อุบาสกอดโทษ" ดังนี้แล้ว ตรัสว่า "ธรรมดาสมณะ
ไม่ควรทำมานะหรือริษยาว่า 'วิหารของเรา, ที่อยู่ของเรา, อุบาสกของ
เรา, อุบาสิกาของเรา, เพราะเมื่อสมณะทำอย่างนั้น เหล่ากิเลส มีริษยา
และมานะเป็นต้น ย่อมเจริญ" เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึง
ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า:-
๑๔. อสนฺตํ ภาวมิจฺเฉยฺย ปุเรกฺขารญฺจ ภิกฺขุสุ
อาวาเสสุ จ อิสฺสริยํ ปูชา ปรกุเลสุ จ
มเนว กตมญฺญนฺตุ คิหี ปพฺพชิตา อุโภ
มเมว อติวสา อสฺสุ กิจฺจากิจฺเจสุ กิสฺมิจิ
อิติ พาลสฺส สงฺกปฺโป อิสฺสา มโน จ วฑฺฒตฺ.
"ภิกษุผู้พาล พึงปรารถนาความยกย่องอันไม่
มีอยู่ ความแวดล้อมในภิกษุทั้งหลาย ความเป็นใหญ่
ในอาวาส และการบูชาในตระกูลแห่งชนอื่น ความ
ดำริ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้พาลว่า 'คฤหัสถ์และ
บรรพชิตทั้งสองจงสำคัญกรรม อันเขาทำเสร็จแล้ว
เพราะอาศัยเราผู้เดียว จงเป็นไปในอำนาจของเรา
เท่านั้น ในกิจน้อยใหญ่ กิจไร ๆ, ริษยาและมานะ
ย่อมเจริญ (แก่เธอ)."

249
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 250 (เล่ม 41)

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสนฺตํ ความว่า ภิกษุผู้พาล พึง
ปรารถนาความสรรเสริญอันไม่มีอยู่ คือภิกษุผู้พาล ไม่มีศรัทธา เป็น
ผู้ทุศีล สดับน้อย ไม่สงัด เกียจคร้าน มีสติไม่ตั้งมั่น มีจิตไม่มั่นคง
มีปัญญาทราม ไม่ใช่ขีณาสพ ย่อมปรารถนาความยกย่องอันไม่มีอยู่นี้ว่า
"ไฉนหนอ ชนพึงรู้จักเราว่า ' ภิกษุนี้ มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต
เป็นผู้สงัด ปรารภความเพียร มีสติตั้งมั่น มีจิตมั่นคง มีปัญญา เป็น
พระขีณาสพ" โดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ในปาปิจฉตานิทเทส๑ว่า " ภิกษุ
เป็นผู้ไม่มีศรัทธาเลย ย่อมปรารถนาว่า 'ชนจงรู้จักเราว่า 'ผู้มีศรัทธา"
เป็นต้น.
บทว่า ปุเรกฺขารํ คือ ซึ่งบริวาร. อธิบายว่า ภิกษุผู้พาล ตั้ง
อยู่ในความประพฤติด้วยอำนาจความอยากอย่างนี้ว่า " ไฉนหนอ ภิกษุ
ในวิหารทั้งสิ้น พึงแวดล้อมเราถามปัญหาอยู่" ชื่อว่า ย่อมปรารถนา
ความแวดล้อมในภิกษุทั้งหลาย.
บทว่า อาวาเสสุ ได้แก่ ในอาวาสอันเป็นของสงฆ์. อธิบายว่า
ภิกษุผู้พาล จัดเสนาสนะประณีตในท่ามกลางวิหารเพื่อภิกษุทั้งหลาย
มีภิกษุที่เป็นเพื่อนเห็นและเพื่อนคบเป็นต้นของตัว ด้วยบอกว่า "พวก
ท่าน จงอยู่ในเสนาสนะนี้" ส่วนตนเกียดกันเสนาสนะที่ดี จัดเสนาสนะ
อันทรามและเสนาสนะอันอมนุษย์หวงแหนแล้ว ซึ่งตั้งอยู่สุดท้าย เพื่อ
อาคันตุกภิกษุที่เหลือทั้งหลาย ด้วยบอกว่า "พวกท่าน จงอยู่ในเสนา-
๑. อภิ. วิ. ๓๕/ ๔๗๓.

250