ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 221 (เล่ม 41)

ไม่รู้เพราะยังอ่อน จึงทำ." แม้ในเวลาเป็นผู้ใหญ่ เขาไม่ปรารถนาเพื่อ
จะนุ่งผ้า. เป็นผู้เปลือยกายเที่ยวไป นอนบนแผ่นดิน, เคี้ยวกินแต่
สรีรวลัญชะของตนเท่านั้น. ลำดับนั้น มารดาและบิดาของเขา คิดว่า
" เด็กนี้ไม่สมควรแก่เรือนแห่งสกุล; เด็กนี้สมควรแก่พวกอาชีวก" ดังนี้
แล้ว จึงนำไปสู่สำนักของอาชีวกเหล่านั้น ได้มอบให้ว่า " ขอท่าน
ทั้งหลายจงยังเด็กนี้ให้บวชเถิด." ลำดับนั้น อาชีวกเหล่านั้นยังเขาให้บวช
แล้ว ก็แลครั้นให้บวชแล้ว พวกอาชีวกนั้นตั้งเขาไว้ในหลุมประมาณเพียง
คอ วางไม้เรียบไว้บนจะงอยบ่าทั้งสอง นั่งบนไม้เรียบเหล่านั้น ถอน
ผมด้วยท่อนแห่งแปรงตาล. ลำดับนั้น มารดาบิดาของเขา เชิญอาชีวก
เหล่านั้น เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้แล้ว หลีกไป. วันรุ่งขึ้น พวกอาชีวก
กล่าวกะเขาว่า "ท่านจงมา, พวกเราจักเข้าไปสู่บ้าน." เขากล่าวว่า "ขอ
เชิญพวกท่านไปเถิด, ข้าพเจ้าจักอยู่ในที่นี้แล" ดังนี้แล้ว ก็ไม่ปรารถนา.
ครั้งนั้น อาชีวกทั้งหลาย ได้ละเขาผู้กล่าวแล้ว ๆ เล่า ๆ ซึ่งไม่ปรารถนา
อยู่ ไปแล้ว. ฝ่ายเขาทราบความที่อาชีวกเหล่านั้นไปแล้ว เปิดประตูเวจกุฏี
ลงไปกินคูถปั้นให้เป็นคำด้วยมือทั้งสอง พวกอาชีวกส่งอาหารไปจากภาย-
ในบ้านเพื่อเขา. เขาไม่ปรารถนาแม้อาหารนั้น, แม้ถูกพวกอาชีวกกล่าวอยู่
บ่อย ๆ ก็กล่าวว่า "ข้าพเจ้าไม่ต้องการอาหารนี้. อาหารอันข้าพเจ้าได้
แล้ว." พวกอาชีวกถามว่า " ท่านได้อาหารที่ไหน ?" เขาตอบว่า "ื ได้
ในที่นี้นั้นเอง. "
แม้ในวันที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๘ เขาถูกพวกอาชีวกนั้น กล่าวอยู่แม้
มากอย่างนั้น ก็ยังกล่าว "ข้าพเจ้าจักอยู่ในที่นี้แหละ" ไม่ปรากฏนา
เพื่อจะไปบ้าน. พวกอาชีวิวก คิดว่า "อาชีวกนี้ ไม่ปรารถนาจะเข้า

221
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 222 (เล่ม 41)

บ้านทุกวัน ๆ ทีเดียว, ไม่ปรารถนาจะกลืนกินอาหารที่พวกเรานำมาให้
กล่าวอยู่ว่า 'อาหารเราได้แล้วในที่นี้เทียว; เขาทำอะไรหนอแล ? พวก
เราจักจับผิดเขา' ดังนี้แล้ว เมื่อจะเข้าไปสู่บ้าน เว้นคนไว้คนหนึ่ง
สองคน เพื่อจับผิด แม้ซึ่งอาชีวกนั้น จึงไป. อาชีวกเหล่านั้น เป็น
ราวกะไปข้างหลัง ซ่อนอยู่แล้ว. แม้เขา รู้ความที่อาชีวกเหล่านั้นไป
แล้ว ลงสู่เวจกุฎี กินคูถโดยนัยก่อนนั้นแล. พวกอาชีวกนอกนี้ เห็น
กิริยาของเขาแล้ว จึงบอกแก่อาชีวกทั้งหลาย. พวกอาชีวก ฟังคำนั้น
แล้ว คิดว่า " โอ กรรมหนัก; ถ้าสาวกของพระสมณโคดม พึง
รู้ไซร้, พึงประกาศความเสื่อมเกียรติของพวกเราว่า 'อาชีวกทั้งหลาย
เที่ยวกินคูถ; อาชีวกนี้ไม่สมควรแก่พวกเรา" จึงขับไล่เขาออกจาก
สำนักของตนแล้ว. เขาถูกพวกอาชีวกเหล่านั้นไล่ออกแล้ว. มีหินดาด
ก้อนหนึ่ง ที่เขาลาดไว้ในที่ถ่ายอุจจาระของมหาชน, มีกระพังใหญ่บน
แผ่นหินนั้น, มหาชนอาศัยหินดาดเป็นที่ถ่ายอุจจาระ. เขาไปในที่นั้น
กินคูถในกลางคืน ในกาลที่มหาชนมาเพื่อต้องการถ่ายอุจจาระ เหนี่ยว
ก้อนหินข้างหนึ่งด้วยมือข้างหนึ่ง ยกเท้าขึ้นข้างหนึ่งตั้งไว้บนเข่า ยืน
เงยหน้าอ้าปากอยู่. มหาชนเห็นเขาแล้ว เข้าไปหา ไหว้แล้ว ถามว่า
" ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุไร พระผู้เป็นเจ้าจึงยืนอ้าปาก ?"
อาชีวก. (เพราะ) เรามีลมเป็นภักษา อาหารอย่างอื่นของเรา
ไม่มี.
มหาชน. เมื่อเช่นนั้น เพราะเหตุไร ท่านจึงยกเท้าข้างหนึ่งตั้งไว้
บนเข่ายืนอยู่เล่า ขอรับ ?
อาชีวก. เรามีตบะสูง มีตบะกล้า แผ่นดินถูกเราเหยียบด้วยเท้า

222
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 223 (เล่ม 41)

ทั้งสองย่อมหวั่นไหว; เพราะฉะนั้น เราจึงยกเท้าขึ้นข้างหนึ่งไว้บนเข่า
ยืนอยู่, ก็เราแลยืนอย่างเดียว ยิ่งกาลให้ล่วงไป ไม่นั่ง ไม่นอน.
ขึ้นชื่อว่าพวกมนุษย์โดยมาก มักเชื่อเพียงถ้อยคำเท่านั้น; เพราะ-
ฉะนั้น ชนชาวแคว้นอังคะและมคธะโดยมาก จึงลือกระฉ่อนว่า "แหม !
น่าอัศจรรย์จริง. ท่านผู้มีตบะชื่อแม้เห็นปานนี้ มีอยู่, ผู้เช่นนี้ พวกเรา
ยังไม่เคยเห็น" ดังนี้แล้ว ย่อมนำสักการะเป็นอันมากไปทุก ๆ เดือน.
อาชีวกนั้น กล่าวว่า "เรากินลมอย่างเดียว, ไม่กินอาหารอย่างอื่น.
เพราะเมื่อเรากินอาหารอย่างอื่น ตบะย่อมเสื่อมไป " ดังนี้แล้ว ไม่
ปรารถนาของอะไรๆ ที่พวกมนุษย์เหล่านั้นนำมา. พวกมนุษย์ อ้อนวอน
บ่อย ๆ ว่า " ท่านผู้เจริญ ท่านอย่าให้พวกกระผมฉิบหายเลย, การ
บริโภค อันคนผู้มีตบะกล้าเช่นท่านกระทำแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์
เพื่อความสุข แก่พวกกระผม สิ้นกาลนาน." อาชีวก กล่าวว่า "เรา
นั้นไม่ชอบใจอาหารอย่างอื่น" แต่ถูกมหาชนรบกวนด้วยการอ้อนวอน
จึงวางเภสัชมีเนยใสและน้ำอ้อยเป็นต้น อันชนเหล่านั้นนำมา ที่ปลายลิ้น
ด้วยปลายหญ้าคาแล้ว ส่งไป ด้วยคำว่า " พวกท่านจงไปเถิด, เท่านี้
พอละเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ท่านทั้งหลาย." อาชีวกนั้น
เป็นคนเปลือย เคี้ยวกินคูถ ถอนผม นอนบนแผ่นดิน ให้กาลล่วงไป
๕๕ ปี ด้วยประการฉะนี้.
พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดชัมพุกาชีวก
การตรวจดูสัตว์โลก ในเวลาใกล้รุ่ง๑ เป็นพุทธกิจ แม้อัน
๑. ปจฺจูสกาเล ปฏิ-อุส-กาล กาลเป็นที่กำจัดตอบซึ่งมืด.

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 224 (เล่ม 41)

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่ทรงละโดยแท้; เพราะฉะนั้น เมื่อพระผู้มี-
พระภาคเจ้า ทางพิจารณาดูสัตวโลกในเวลาใกล้รุ่งวันหนึ่ง, ชัมพุกาชีวก
นี้ ปรากฏภายในข่ายคือพระญาณแล้ว. พระศาสดา ทรงใคร่ครวญว่า
"อะไรหนอแล จักมี ?" ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัต พร้อมด้วย
ปฏิสัมภิทาของเขาแล้ว ทรงทราบว่า "เราจักทำชัมพุกาชีวกนั้นให้
เป็นต้นแล้ว กล่าวคาถา ๆ หนึ่ง, ในกาลจบคาถา สัตว์ ๘ หมื่น ๔ พัน
จักตรัสรู้ธรรม อาศัยกุลบุตรนี้ มหาชนจักถึงความสวัสดี" ดังนี้แล้ว
ในวันรุ่งขึ้น เสด็จเที่ยวไปในกรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาต เสด็จกลับจาก
บิณฑบาตแล้ว ตรัสกะพระอานนทเถระว่า "อานนท์ เราจักไปสู่สำนัก
ของชัมพุกาชีวก."
อานนท์. พระองค์เท่านั้น จักเสด็จไปหรือ พระเจ้าข้า ?
พระศาสดา. อย่างนั้น เราผู้เดียวจักไป.
พระศาสดา ครั้นตรัสอย่างนั้นแล้ว ในเวลาบ่าย เสด็จไปสู่สำนัก
ของชัมพุกาชีวกนั้น. เทวดาทั้งหลาย คิดว่า "พระศาสดาจะเสด็จไปสู่
สำนักของชัมพุกาชีวกในเวลาเย็น, ก็ชัมพุกาชีวกนั้น อยู่บนหินดาด
น่าเกลียด เป็นที่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ เศร้าหมองด้วยไม้ชำระฟัน,
พวกเราควรให้ฝนตก" ดังนี้แล้ว จึงยังฝนให้ตก ครู่เดียวเท่านั้น
ด้วยอานุภาพของตน. หินดาด ได้สะอาดปราศจากมลทินแล้ว. ลำดับนั้น
เทวดาทั้งหลาย ยังฝนเป็นวิการแห่งดอกไม้ ๕ สี ให้ตกลงบนหินดาด
นั้น. ในเวลาเย็น พระศาสดา เสด็จไปสู่สำนักของชัมพุกาชีวกแล้ว ได้
เปล่งพระสุรเสียงว่า "ชัมพุกะ." ชัมพุกะคิดว่า "นั่นใครหนอแล รู้ยาก

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 225 (เล่ม 41)

เรียกเราด้วยวาทะว่าชัมพุกะ" จึงคิดว่า "นั่นใคร ?"
พระศาสดา. เรา ชัมพุกะ.
ชัมพุกะ. ทำไม มหาสมณะ ?
พระศาสดา. วันนี้ เธอจงให้ที่อยู่ในที่นี้แก่เรา สักคืนหนึ่ง.
ชัมพุกะ. มหาสมณะ ที่อยู่ในที่นี้ ไม่มี.
พระศาสดา. ชัมพุกะ เธออย่ากระทำอย่างนั้น, เธอจงให้ที่อยู่
แก่เรา สักคืนหนึ่ง; ชื่อว่าพวกบรรพชิตย่อมปรารถนาบรรพชิต,
พวกมนุษย์ย่อมปรารถนามนุษย์, พวกปศุสัตว์ย่อมปรารถนาพวกปศุสัตว์.
ชัมพุกะ. ก็ท่านเป็นบรรพชิตหรือ ?
พระศาสดา. เออ เราเป็นบรรพชิต.
ชัมพุกะ. ถ้าท่านเป็นบรรพชิต, น้ำเต้าของท่านอยู่ที่ไหน ? ทัพพี
สำหรับโบกควันของท่านอยู่ที่ไหน ? ด้าย๑สำหรับบูชายัญของท่านอยู่
ที่ไหน ?
พระศาสดา. น้ำเต้าเป็นต้นนั่น ของเรามีอยู่, แต่การถือเอาเป็น
แผนก ๆ เที่ยวไปลำบาก เพราะฉะนั้น เราจึงเก็บไว้ภายในเท่านั้นเที่ยว
ไป. อาชีวกนั้นโกรธว่า "ท่านจักไม่ถือน่าเต้าเป็นต้นนั่นเที่ยวไปได้
หรือ ?" ลำดับนั้น พระศาสดา ตรัสกะอาชีวกนั้นว่า "ช่างเถอะ
ชัมพุกะ, เธออย่าโกรธเลย. เธอจงบอกที่อยู่แก่เราเถิด." เขากล่าวว่า
"มหาสมณะ ที่อยู่ในที่นี้ ไม่มี."
พระศาสดา เมื่อจะทรงชี้เงื้อมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ในที่ไม่ไกลจากที่
อยู่ของเขา จึงตรัสว่า "ที่เงื้อมนั่น ใครอยู่ ?"
๑. ยัชโญปวีต สายเครื่องหมายวรรณะพราหมณ์.

225
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 226 (เล่ม 41)

ชัมพุกะ. มหาสมณะ ที่เงื้อมนั่น ไม่มีใครอยู่.
พระศาสดา. ถ้าเช่นนั้น เธอจงให้เงื้อมนั่นแก่เรา.
ชัมพุกะ. มหาสมณะ ท่านจงรู้เองเถิด.
พระศาสดา ทรงปูผ้านั่ง ประทับนั่งที่เงื้อมแล้ว.
ชัมพุกาชีวกได้บรรลุพระอรหัต
ครั้งนั้น ท้าวมหาราชทั้งสี่ ทำทิศทั้งสี่ ให้มีแสงสว่างเป็นอัน
เดียวกัน มาสู่ที่บำรุงในปฐมยาม. ชัมพุกะเห็นแสงสว่างแล้ว คิดว่า
" นั่น ชื่อแสงสว่างอะไรกัน ?" ในมัชฌิมยาม ท้าวสักกเทวราชเสด็จ
มาแล้ว. ชัมพุกะเห็นแม้ท้าวสักกเทวราชนั้น คิดว่า "ชื่อว่าใครนั่น ?"
ในปัจฉิมยาม ท้าวมหาพรหม ผู้สามารถยังจักรวาลหนึ่ง ให้สว่างด้วย
นิ้วมือนิ้วหนึ่ง ยังจักรวาลสองจักรวาล ให้สว่างด้วยนิ้วมือ ๒ นิ้ว ฯลฯ
ยังจักรวาลสิบจักรวาล ให้สว่างด้วยนิ้วมือ ๑๐ นิ้ว ทำป่าทั้งสิ้นให้มีแสง
สว่างเป็นอันเดียวมาแล้ว. ชัมพุกะเห็นท้าวมหาพรหมแม้นั้น คิดว่า "นั่น
ใครหนอแล ?" ดังนี้แล้ว จึงไปสู่สำนักพระศาสดาแต่เช้าตรู่ กระทำ
ปฏิสันถารแล้ว ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ทูลถามพระศาสดาว่า
" มหาสมณะ ใคร ยังทิศทั้งสี่ให้สว่าง มาสู่สำนักของท่านในปฐม-
ยาม ?"
พระศาสดา. ท้าวมหาราชทั้งสี่.
ชัมพุกะ. มาเพราะเหตุไร ?"
พระศาสดา. มาเพื่อบำรุงเรา.
ชัมพุกะ. ก็ท่านเป็นผู้ยอดเยี่ยมกว่าท้าวมหาราชทั้งสี่หรือ ?

226
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 227 (เล่ม 41)

พระศาสดา. เออ ชัมพุกะ เราแลเป็นพระราชายอดเยี่ยมกว่าพระ-
ราชาทั้งหลาย.
ชัมพุกะ. ก็ในมัชฌิมยาม ใครมา ?
พระศาสดา. ท้าวสักกเทวราช.
ชัมพุกะ. เพราะเหตุไร ?
พระศาสดา. เพื่อบำรุงเราเหมือนกัน .
ชัมพุกะ. ก็ท่านเป็นผู้ยอดเยี่ยมกว่าท้าวสักกเทวราชหรือ?
พระศาสดา. เออ ชัมพุกะ, เราเป็นผู้ยอดเยี่ยมแม้กว่าท้าวสักกะ,
ก็ท้าวสักกะนั่น เป็นคิลานุปัฏฐากของเรา เช่นเดียวกับสามเณรผู้เป็น
กัปปิยการก.
ชัมพุกะ. ก็ใคร ยังป่าทั้งสิ้นให้สว่าง มาแล้วในปัจฉิมยาม ?
พระศาสดา. ชนทั้งหลาย มีพราหมณ์เป็นต้น ในโลก จามแล้ว
พลาดพลั้งแล้ว ย่อมกล่าวว่า 'ขอความนอบน้อม จงมี แก่มหาพรหม'
อาศัยผู้ใด ผู้นั้นแหละ เป็นท้าวมหาพรหม.
ชัมพุกะ. ก็ท่านเป็นผู้ยอดเยี่ยมแม้กว่าท้าวมหาพรหมหรือ ?
พระศาสดา. เออ ชัมพุกะ, เราแลเป็นพรหมยิ่งแม้กว่าพรหม.
ชัมพุกะ. มหาสมณะ ท่านเป็นผู้อัศจรรย์, ก็เมื่อเราอยู่ในที่นี้
สิ้น ๕๕ ปี บรรดาเทวดาเหล่านั้น แม้องค์หนึ่ง ก็ไม่เคยมาเพื่อบำรุง
เรา; ก็เราเป็นผู้มีลมเป็นภักษา ยืนอย่างเดียว ให้กาลนานประมาณ
เท่านี้ล่วงไปแล้ว, เทวดาเหล่านั้น ไม่เคยมาสู่ที่บำรุงของเราเลย.
ลำดับนั้น พระศาสดา ตรัสกะชัมพุกะนั้นว่า "ชัมพุกะ เธอ
ลวงมหาชนผู้อันธพาลในโลก ยังปรารถนาจะลวงแม้ซึ่งเรา; เธอเคี้ยวกิน

227
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 228 (เล่ม 41)

คูถเท่านั้น, นอนบนแผ่นดินอย่างเดียว, เป็นผู้เปลือยเที่ยวไป, ถอนผม
ด้วยท่อนแปรงตาลสิ้น ๕๕ ปี มิใช่หรือ ? ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอลวง
โลก กล่าวว่า ' เราเป็นผู้มีลมเป็นภักษา, ยืนด้วยเท้าข้างเดียว, ไม่นั่ง
ไม่นอน,' ยังเป็นผู้ปรารถนาจะลวงแม้ซึ่งเรา ? แม้ในกาลก่อน เธอ
อาศัยทิฏฐิอันชั่วช้าลามก เป็นผู้มีคูถเป็นภักษาสิ้นกาลประมาณเท่านี้ เป็น
ผู้นอนเหนือแผ่นดิน เปลือยกายเที่ยวไป ถึงการถอนผมด้วยท่อนแปรง
ตาล, แม้ในบัดนี้ เธอยังถือทิฏฐิอันชั่วช้าลามกเหมือนเดิม."
ชัมพุกะ. มหาสมณะ ก็เราทำกรรมอะไรไว้.
ลำดับนั้น พระศาสดา ตรัสบอกกรรมที่เขากระทำแล้วในก่อนแก่
ชัมพุกะนั้น. เมื่อพระศาสดา ตรัสอยู่นั่นแหละ ความสังเวชเกิดขึ้นแก่
เขาแล้ว, หิริโอตตัปปะปรากฏแล้ว. เขานั่งกระโหย่งแล้ว. ลำดับนั้น
พระศาสดา ได้ทรงโยนผ้าสาฎกสำหรับอาบน้ำไปให้เขา. เขานุ่งผ้านั้น
แล้ว ถวายบังคมพระศาสดา นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ฝ่ายพระศาสดา
ตรัสอนุบุพพีกถาแสดงธรรมแก่เขา. ในกาลจบเทศนา เขาบรรลุพระ-
อรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ถวายบังคมพระศาสดาแล้วลุกขึ้นจากที่นั่ง
ทูลขอบรรพชาและอุปสมบท. ด้วยอาการเพียงเท่านี้ กรรมในก่อนของ
ชัมพุกะนั้นสิ้นแล้ว . ก็ชัมพุกะนี้ ด่าพระมหาเถระผู้ขีณาสพ ด้วยอักโกส-
วัตถุ ๔ อย่าง, ไหม้แล้วในอเวจี ตราบเท่ามหาปฐพีนี้หนาขึ้น ๑ โยชน์
ยิ่งด้วย ๓ คาวุต ถึงอาการอันน่าเกลียดนี้สิ้น ๕๕ ปี ด้วยเศษแห่งผล
กรรม ในเพราะการด่านั้น, กรรมนั้นของเธอสิ้นแล้ว เพราะบรรลุพระ-
อรหันต์นั้น, กรรมที่เธอทำแล้วนั้น ไม่อาจยังผลแห่งสมณธรรม ที่
ชัมพุกาชีวกนี้ทำแล้วสิ้น ๒ หมื่นปีให้ฉิบหายได้; เพราะฉะนั้น พระ-

228
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 229 (เล่ม 41)

ศาสดาจึงทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวาออก ตรัสกะชัมพุกะนั้นว่า "เธอ
จงเป็นภิกษุมาเถิด, จงประพฤติพรหมจรรย์เถิด." ขณะนั้นเอง เพศ
คฤหัสถ์ของเธอ หายไปแล้ว. เธอเป็นผู้ทรงบริขาร ๘ ได้เป็นประดุจ
พระเถระมีพรรษา ๖๐ แล้ว.
ชัมพุกะบอกความจริงแก่มหาชน
ได้ยินว่า วันนั้น เป็นวันแห่งชาวอังคะและมคธะ ถือสักการะมา
เพื่อชัมพุกะนั่น; เพราะฉะนั้น ชาวแว่นแคว้นทั้งสอง ถือสักการะมาแล้ว
เห็นพระตถาคตแล้ว จึงคิดว่า "ชัมพุกะผู้เป็นเจ้าของพวกเราเป็นใหญ่
หรือหนอแล ? หรือว่า พระสมณโคดมเป็นใหญ่" คิดว่า "ถ้า
พระสมณโคดม พึงเป็นใหญ่, ชัมพุกะนี้ พึงไปสู่สำนักของพระสมณ-
โคดม, แต่เพราะความที่ชัมพุกาชีวกเป็นใหญ่ พระสมณโคดมจึงเสด็จมา
สู่สำนักชัมพุกาชีวกนี้."
พระศาสดา ทรงทราบความปริวิตกของมหาชน จึงตรัสว่า
" ชัมพุกะ เธอจงตัดความสงสัยของพวกอุปัฏฐากของเธอเสีย." เธอ
กราบทูลว่า แม้ข้าพระองค์ ก็หวังพระพุทธดำรัสมีประมาณเท่านี้
เหมือนกัน พระเจ้าข้า" ดังนี้แล้ว เข้าฌานที่ ๔ ลุกขึ้น เหาะขึ้นสู่
เวหาสประมาณชั่วลำตาล กราบทูลว่า "พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นพระศาสดาของข้าพระองค์, ข้าพระองค์เป็นสาวก" แล้วลงมา
ถวายบังคม เหาะขึ้นสู่เวหาสประมาณ ๗ ชั่วลำตาลอีก ด้วยอาการอย่างนี้
คือ ประมาณ ๒ ชั่วลำตาล ประมาณ ๓ ชั่วลำตาล แล้วลงมา ยัง
มหาชนให้ทราบความที่ตนเป็นสาวก. มหาชนเห็นเหตุนั้นแล้ว คิดว่า

229
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 230 (เล่ม 41)

" โอ ! ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้น่าอัศจรรย์ มีพระคุณไม่
ทรามเลย."
พระศาสดาเมื่อตรัสกับมหาชน ตรัสอย่างนี้ว่า "ชัมพุกะนี้ วาง
สักการะที่พวกท่านนำมาแล้ว ที่ปลายลิ้นด้วยปลายหญ้าคา ตลอดกาล
ประมาณเท่านี้ อยู่ในที่นี้ ด้วยหวังว่า ' เราบำเพ็ญการประพฤติตบะ;'
ถ้าเธอพึงบำเพ็ญการประพฤติตบะสิ้น ๑๐๐ ปีด้วยอุบายนี้ไซร้, ก็การ
บำเพ็ญตบะนั้น ยังไม่ถึงเสี้ยวแม้ที่ ๑๖ แห่งกุศลเจตนาเป็นเครื่องตัดภัต
ของเธอผู้รังเกียจสกุลหรือภัต แล้วไม่บริโภคในบัดนี้" ดังนี้แล้ว เมื่อ
จะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑๑. มาเส มาเส กุสคฺเตน พาโล ภุญฺเชถ โภชนํ
น โส สงฺขาตธมฺมานํ กลํ อคฺฆติ โสฬสึ.
"คนพาล พึงบริโภคโภชนะด้วยปลายหญ้าคา
ทุก ๆ เดือน, เขาย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งท่าน
ผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว."
แก้อรรถ
พึงทราบเนื้อความแห่งคาถานั้นว่า :-
" ถ้าคนพาล คือผู้มีธรรมยังไม่กำหนดรู้ เหินห่างจากคุณมีศีล
เป็นต้น บวชในลัทธิเดียรถีย์ บริโภคโภชนะด้วยปลายหญ้าคาทุก ๆ เดือน
ที่ถึงแล้ว ด้วยหวังว่า "เราจักบำเพ็ญการประพฤติตบะ" ชื่อว่า พึง
บริโภคโภชนะตลอด ๑๐๐ ปี.
ในกึ่งพระคาถาว่า น โส สงฺขาตธมฺมานํ กลํ อคฺฆติ โสฬสึ

230