ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 201 (เล่ม 41)

คุ้ยฝุ่นออกแล้ว ถือเอาถุงทรัพย์ คุกคามว่า "แกปล้นเรือนแล้ว เทียว
ไปราวกับไถนาอยู่" โบยด้วยท่อนไม้ นำไปแสดงแก่พระราชาแล้ว.
พระราชา ทรงสดับความเป็นไปนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้ประหารชีวิตชาวนา
นั้น. พวกราชบุรุษ มัดชาวนานั้นให้มีแขนไพล่หลัง เฆี่ยนด้วยหวาย
นำไปสู่ตะแลงแกงแล้ว. ชาวนานั้นถูกราชบุรุษเฆี่ยนด้วยหวาย ไม่กล่าว
คำอะไร ๆ อื่น กล่าวอยู่ว่า "เห็นไหม อานนท์ อสรพิษ, 'เห็น
พระเจ้าข้า อสรพิษร้าย " เดินไปอยู่. ครั้งนั้น พวกราชบุรุษ ถามเขาว่า
" แกกล่าวถ้อยคำของพระศาสดาและพระอานนทเถระเท่านั้น, นี่ชื่อ
อะไร ?" เมื่อชาวนาตอบว่า "เราเมื่อได้เฝ้าพระราชาจึงจักบอก," จึง
นำไปสู่สำนักของพระราชา กราบทูลความเป็นไปนั้นแด่พระราชาแล้ว.
ชาวนาพ้นโทษเพราะอ้างพระสาดาเป็นพยาน
ลำดับนั้น พระราชา ตรัสถามชาวนานั้นว่า "เพราะเหตุไร เจ้า
จึงกล่าวดังนั้น ?" แม้ชาวนานั้น กราบทูลว่า "ข้าแต่สมมติเทพ
ข้าพระองค์ไม่ใช่โจร" แล้วก็กราบทูลเรื่องนั้นทั้งหมดแด่พระราชา จำเดิม
แต่กาลที่คนออกไปเพื่อต้องการจะไถนา. พระราชา ทรงสดับถ้อยคำของ
ชาวนานั้นแล้ว ตรัสว่า " พนาย ชาวนานี้อ้างเอาพระศาสดาผู้เป็นบุคคล
เลิศในโลกเป็นพยาน, เราจะยกโทษแก่ชาวนานี่ยังไม่สมควร, เราจักรู้สิ่งที่
ควรกระทำในเรื่องนี้" ดังนี้แล้ว ทรงพาชาวนานั้นไปยังสำนักของพระ-
ศาสดาในเวลาเย็น ทูลถามพระศาสดาว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระ-
องค์ได้เสด็จไปสู่ที่ไถนาของชาวนานั้น กับพระอานนท์เถระแลหรือ ?"
พระศาสดา. ขอถวายพระพร มหาบพิตร.

201
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 202 (เล่ม 41)

พระราชา. พระองค์ทอดพระเนตรเห็นอะไรในนานั้น ?
พระศาสดา. ถุงทรัพย์พันหนึ่ง มหาบพิตร.
พระราชา. ทอดพระเนตรเห็นแล้ว ได้ตรัสคำอะไร ?
พระศาสดา. คำชื่อนี้ มหาบพิตร.
พระราชา. พระเจ้าข้า ถ้าบุรุษนี้จักไม่ได้กระทำการอ้างบุคคลผู้
เช่นกับด้วยพระองค์แล้วไซร้, เขาจักไม่ได้ชีวิต. แต่เขากล่าวคำที่พระ-
องค์ตรัสแล้ว จึงได้ชีวิต.
ไม่ควรทำกรรมที่ให้ผลเดือดร้อนในภายหลัง
พระศาสดา ทรงสดับพระราชดำรัสนั้นแล้ว ตรัสว่า "ขอถวาย
พระพร มหาบพิตร, แม้ตถาคตกล่าวคำมีประมาณเท่านั้นนั่นเองแล้ว
ก็ไป, ความตามเดือดร้อนในภายหลังย่อมมี เพราะกระทำกรรมใด
กรรมนั้น ผู้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตไม่พึงกระทำ " ดังนี้ เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิ
แสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๘. น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ
ยสฺส อสฺสุมุโข โรทํ วิปากํ ปฏิเสวติ.
"บุคคลกระทำกรรมใดแล้ว ย่อมเดือดร้อนใน
ภายหลัง เป็นผู้มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้เสวย
ผลของกรรมใดอยู่ กรรมนั้น อันบุคคลกระทำแล้ว
ไม่ดีเลย."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ยํ กตฺวา ความว่า บุคคลกระทำ

202
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 203 (เล่ม 41)

กรรมใด คืออันสามารถจะให้เกิดในอบายภูมิทั้งหลายมีนรกเป็นต้น ได้แก่
มีทุกข์เป็นกำไร เมื่อตามระลึกถึง ชื่อว่าย่อมเดือดร้อนในภายหลัง คือ
ย่อมเศร้าโศกในภายหลัง ในขณะที่ระลึกถึงแล้ว ๆ, กรรมนั้น อันบุคคล
กระทำแล้วไม่ดี คือไม่งาม ได้แก่ ไม่สละสลวย.
สองบทว่า ยสฺส อสฺสุมุโข ความว่า เป็นผู้มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา
ร้องไห้ ย่อมเสวยผลกรรมใด.
ในเวลาจบเทศนา อุบาสกชาวนาบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว. แม้ภิกษุ
ผู้ประชุมกันเป็นอันมาก ก็บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น
ดังนี้แล.
เรื่องชาวนา จบ.

203
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 204 (เล่ม 41)

๙. เรื่องนายสุมนมาลาการ [๕๓]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภนายมาลาการ
ชื่อสุมนะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ "
เป็นต้น.
พระศาสดาเสด็จบิณฑบาต
ดังได้สดับมา นายมาลาการนั้น บำรุงพระเจ้าพิมพิสารด้วยดอก
มะลิ ๘ ทะนานแต่เช้าตรู่ทุกวัน ย่อมได้กหาปณะวันละ ๘ กหาปณะ.
ต่อมาวันหนึ่ง เมื่อนายมาลาการนั้นถือดอกไม้ พอเข้าไปสู่พระนคร
พระผู้มีพระภาคเจ้า อันภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อม ทรงเปล่งพระรัศมี
มีพรรณะ ๖ เสด็จเข้าไปสู่พระนคร เพื่อบิณฑบาต ด้วยพระพุทธานุภาพ
อันใหญ่ ด้วยพระพุทธลีลาอันใหญ่. แท้จริง ในกาลบางคราว พระ-
ผู้มีพระภาคทรงปิดพระรัศมีมีพรรณะ ๖ ด้วยจีวรแล้ว เสด็จไป เหมือน
ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปใดรูปหนึ่ง เหมือนเสด็จไปต้อนรับพระ-
อังคุลิมาล สิ้นทางตั้ง ๓๐ โยชน์. ในกาลบางคราว ทรงเปล่งพระรัศมี
มีพรรณะ ๖ เหมือนทรงเปล่งในเวลาเสด็จเข้าไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์เป็นต้น.
แม้ในวันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระรัศมีมีพรรณะ ๖ จาก
พระสรีระ เสด็จเข้าไปสู่กรุงราชคฤห์ ด้วยพระพุทธานุภาพอันใหญ่ ด้วย
พระพุทธลีลาอันใหญ่.

204
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 205 (เล่ม 41)

นายมาลาการบูชาพระศาสดาด้วยดอกไม้
ครั้งนั้น นายมาลาการเห็นอัตภาพพระผู้มีพระภาคเจ้า เช่นกับด้วย
รัตนะอันมีค่าและทอง๑อันมีค่า แลดูพระสรีระซึ่งประดับแล้ว ด้วยมหา-
ปุริสลักษณะ ๓๒ มีส่วนความงามด้วยพระสิริคืออนุพยัญชนะ ๘๐ มีจิต
เลื่อมใสแล้ว คิดว่า "เราจักทำการบูชาอันยิ่งแด่พระศาสดาอย่างไรหนอ
แล ?" เมื่อไม่เห็นสิ่งอื่น จึงคิดว่า " เราจักบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย
ดอกไม้เหล่านี้" คิดอีกว่า "ดอกไม้เหล่านี้เป็นดอกไม้สำหรับบำรุง
พระราชาประจำ, พระราชา เมื่อไม่ทรงได้ดอกไม้เหล่านี้ พึงให้จองจำ
เราบ้าง พึงให้ฆ่าเราบ้าง พึงขับไล่เสียจากแว่นแคว้นบ้าง, เราจะทำ
อย่างไรหนอแล ?" ครั้งนั้น ความคิดอย่างนี้ได้มีแก่นายมาลาการนั้นว่า
" พระราชาจะทรงฆ่าเราเสียก็ตาม ขับไล่เสียจากแว่นแคว้นก็ตาม, ก็พระ-
ราชานั้น แม้เมื่อพระราชทานแก่เรา พึงพระราชทานทรัพย์สักว่าเลี้ยงชีพ
ให้อัตภาพนี้; ส่วนการบูชาพระศาสดา อาจเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและ
ความสุข แก่เราในโกฏิกัปเป็นอเนกทีเดียว" สละชีวิตของตน แด่พระ-
ตถาคตแล้ว. นายมาลาการนั้น คิดว่า " จิตเลื่อมใสของเราไม่กลับกลาย
เพียงใด; เราจักทำการบูชาเพียงนั้นทีเดียว" เป็นผู้ร่าเริงบันเทิงแล้ว มี
จิตเบิกบานและแช่มชื่น บูชาพระศาสดาแล้ว.
ความอัศจรรย์ของดอกไม้ที่เป็นพุทธบูชา
นายมาลาการนั้นบูชาอย่างไร ? ทีแรก นายมาลาการซัดดอกไม้
๒ กำ ขึ้นไปในเบื้องบนแห่งพระตถาคตก่อน. ดอกไม้ ๒ กำนั้น
๑. เช่นกับด้วยพวงแก้วและพวงทองก็ว่า โบราณว่า เช่นกับด้วยพนมแก้วและพนมทองก็มี.

205
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 206 (เล่ม 41)

ได้ตั้งเป็นเพดานในเบื้องบนพระเศียร. เขาซัดดอกไม้ ๒ กำอื่นอีก.
ดอกไม้ ๒ กำนั้นได้ย้อยลงมาตั้งอยู่ทางด้านพระหัตถ์ขวา โดยอาการอัน
มาลาบังไว้. เขาซัดดอกไม้ ๒ กำอื่นอีก. ดอกไม้ ๒ กำนั้น ได้ห้อย
ย้อยลงมาตั้งอยู่ทางด้านพระปฤษฎางค์ อย่างนั้นเหมือนกัน. เขาซัดดอก
ไม้ ๒ กำอื่นอีก. ดอกไม้ ๒ กำนั้นห้อยย้อยลงมาตั้งอยู่ทางด้านพระ-
หัตถ์ซ้าย อย่างนั้นเหมือนกัน. ดอกไม้ ๘ ทะนานเป็น ๘ กำ แวด
ล้อมพระตถาคตในฐานะทั้ง ๔ ด้วยประการฉะนี้. ได้มีทางพอเป็นประตู
เดินไปข้างหน้าเท่านั้น. ขั้วดอกไม้ทั้งหลายได้หันหน้าเข้าข้างใน, หัน
กลีบออกข้างนอก. พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นราวกะว่า แวดล้อมแล้วด้วย
แผ่นเงิน เสด็จไปแล้ว. ดอกไม้ทั้งหลาย แม้ไม่มีจิต อาศัยบุคคลผู้มีจิต
ไม่แยกกัน ไม่ตกลง ย่อมไปกับพระศาสดานั่นเทียว ย่อมหยุดในที่
ประทับยืน. รัศมีเป็นราวกะว่าสายฟ้าแลบตั้งแสนสาย ออกจากพระสรีระ
ของพระศาสดา. พระรัศมีที่ออก (จากพระกายนั้น) ออกทั้งข้างหน้า
ทั้งข้างหลัง ทั้งข้างขวาทั้งข้างซ้าย ทั้งเบื้องบนพระเศียร. พระรัศมี
แม้แต่สายหนึ่ง ไม่หายไปทางที่ตรงเบื้องพระพักตร์ แม้ทั้งหมดกระทำ
ประทักษิณพระศาสดา ๓ รอบแล้ว รวมเป็นพระรัศมี มีประมาณเท่า
ลำตาลหนุ่ม พุ่งตรงไปข้างหน้าทางเดียว.
นายมาลาการบอกแก่ภรรยา
นครทั้งสิ้นเลื่องลือแล้ว. บรรดาชน ๑๘ โกฏิ คือในภายในนคร
๙ โกฏิ ภายนอกนคร ๙ โกฏิ ชายหรือหญิงแม้คนหนึ่ง ชื่อว่าจะไม่
ถือเอาภิกษาออกไปย่อมไม่มี. มหาชนบันลือสีหนาท ทำการยกท่อนผ้า

206
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 207 (เล่ม 41)

ขึ้นตั้งพันอยู่ข้างหน้าของพระศาสดาเทียว. แม้พระศาสดาเพื่อจะทรงทำ
คุณของนายมาลาการให้ปรากฏ ได้เสด็จเที่ยวไปในพระนครประมาณ ๓
คาวุต โดยหนทางเป็นที่เที่ยวไปด้วยยกลองนั้นเอง. สรีระทั้งสิ้น ของนาย
มาลาการเต็มเปี่ยมด้วยปีติมีวรรณะ ๕. นายมาลาการนั้นเที่ยวไปกับพระ-
ตถาคตหน่อยหนึ่งเท่านั้น เข้าไปในภายในแห่งพุทธรัศมี เป็นราวกะว่า
จมลงในรสแห่งมโนสิลา ชมเชยถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ได้ถือเอา
กระเช้าเปล่านั่นแลไปสู่เรือน.
ครั้งนั้น ภรรยาถามเขาว่า " ดอกไม้อยู่ที่ไหน ?"
มาลาการ. เราบูชาพระศาสดาแล้ว.
ภรรยา. บัดนี้ ท่านจักทำอะไรแด่พระราชาเล่า ?
มาลาการ. พระราชาจะทรงฆ่าเราก็ตาม ขับไล่จากแว่นแคว้น
ก็ตาม, เราสละชีวิตบูชาพระศาสดาแล้ว, ดอกไม้ทั้งหมดมี ๘ กำ, บูชา
ชื่อเห็นปานนี้เกิดแล้ว, มหาชนทำการโห่ร้องตั้งพัน เที่ยวไปกับพระ-
ศาสดา นั่นเสียงโห่ร้องของมหาชนในที่นั้น.
ภรรยาไม่เลื่อมใสฟ้องพระราซา
ลำดับนั้น ภรรยาของเขาเป็นหญิงอันธพาล ไม่ยังความเลื่อมใส
ในพระปาฏิหาริย์เห็นปานนั้นให้เกิด ด่าเขาแล้ว กล่าวว่า " ธรรมดา
พระราชาทั้งหลาย เป็นผู้ดุร้าย กริ้วคราวเดียวก็กระทำความพินาศแม้
มาก ด้วยการตัดมือและเท้าเป็นต้น, ความพินาศพึงมีแม้แก่เรา เพราะ
กรรมที่เธอกระทำ" พาพวกบุตรไปสู่ราชตระกูล ผู้อันพระราชาตรัส

207
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 208 (เล่ม 41)

เรียกมาถามว่า " อะไรกันนี่ ?" จึงกราบทูลว่า " สามีของหม่อมฉัน
เอาดอกไม้สำหรับบำรุงพระองค์บูชาพระศาสดาแล้ว มีมือเปล่ามาสู่เรือน
ถูกหม่อมฉันถามว่า " ดอกไม้อยู่ไหน ? ' ก็กล่าวคำชื่อนี้, หม่อมฉันด่า
เขาแล้วกล่าวว่า ' ธรรมดาพระราชาทั้งหลายเป็นผู้ดุร้าย กริ้วคราวเดียวก็
กระทำความพินาศแม้มาก ด้วยการตัดมือและเท้าเป็นต้น, ความพินาศ
พึงมีแม้แก่เรา เพราะกรรมที่เธอกระทำ ' ดังนี้แล้วก็ทิ้งเขามาในที่นี้;
กรรมที่เขากระทำ จงเป็นกรรมดีก็ตาม จงเป็นกรรมชั่วก็ตาม, กรรม
นั้นจงเป็นของเขาผู้เดียว; ขอเดชะ พระองค์จงทรงทราบความที่เขาอัน
หม่อมฉันทิ้งแล้ว."
พระราชาทรงทำเป็นกริ้ว
พระราชาทรงบรรลุโสดาปัตติผล ถึงพร้อมด้วยศรัทธา เป็น
อริยสาวก ด้วยการเห็นทีแรกนั้นแล ทรงดำริว่า "โอ ! หญิงนี้เป็น
อันธพาล ไม่ยังความเลื่อมใสในคุณเห็นปานนี้ให้เกิดขึ้น." ท้าวเธอ
ทำเป็นดังกริ้ว ตรัสว่า " เจ้าพูดอะไร แม่ ? นายมาลาการนั้นกระทำ
การบูชา ด้วยดอกไม้สำหรับบำรุงเราหรือ ?" หญิงนั้น ทูลว่า
" ขอเดชะ พระเจ้าข้า." พระราชาตรัสว่า " ความดีอันเจ้าทิ้งเขา
กระทำแล้ว, เราจักรู้กิจที่ควรกระทำแก่นายมาลาการผู้กระทำการบูชาด้วย
ดอกไม้ทั้งหลายของเรา," ทรงส่งหญิงนั้นไปแล้ว รีบเสด็จไปในสำนัก
พระศาสดา ถวายบังคมแล้ว เสด็จเที่ยวไปกับด้วยพระศาสดานั่นเทียว.
พระศาสดาทรงทราบความเลื่อมใสแห่งพระหฤทัย ของพระราชานั้น
เสด็จเที่ยวไปสู่พระนครตามถนนเป็นที่เที่ยวไปด้วยกลองแล้ว ได้เสด็จไป

208
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 209 (เล่ม 41)

สู่พระทวารแห่งพระราชมนเฑียรของพระราชา. พระราชาทรงรับบาตร
ได้ทรงมีพระประสงค์จะเชิญเสด็จพระศาสดาเข้าไปสู่พระราชมนเฑียร. ส่วน
พระศาสดา ได้ทรงแสดงพระอาการที่จะประทับนั่งในพระลานหลวง
นั่นเอง. พระราชาทรงทราบพระอาการนั้นแล้ว รับสั่งให้กระทำปะรำใน
ขณะนั้นนั่นเอง ด้วยพระดำรัสว่า "ท่านทั้งหลายจงกระทำปะรำโดยเร็ว."
พระศาสดาประทับนั่งกับหมู่ภิกษุแล้ว.
ถามว่า " ก็เพราะเหตุไร พระศาสดาจึงไม่เสด็จเข้าสู่พระราช-
มนเทียร ? "
แก้ว่า " (เพราะ) ได้ยินว่า ความปริวิตกอย่างนี้ได้มีแก่พระ-
องค์ว่า 'ถ้าว่าเราพึงเข้าไปนั่งในภายในไซร้, มหาชนไม่พึงได้เพื่อจะ
เห็นเรา. คุณของนายมาลาการจะไม่พึงปรากฏ, แต่ว่ามหาชนจักได้เพื่อ
เห็นเราผู้นั่งอยู่ ณ พระลานหลวง, คุณของนายมาลาการจักปรากฏ."
พระราชาทรงพระราชทานสิ่งของอย่างละ ๘ อย่าง
จริงอยู่ พระพุทธเจ้าของเราเท่านั้น ย่อมอาจเพื่อกระทำคุณของ
บุคคลผู้มีคุณทั้งหลายให้ปรากฏ, ชนที่เหลือเมื่อจะกล่าวคุณของบุคคลผู้มี
คุณทั้งหลาย ย่อมประพฤติตระหนี่ (คือออมเสีย). แผ่นดอกไม้ ๔ แผ่น
ได้ตั้งอยู่ในทิศทั้ง ๔ แล้ว. มหาชนแวดล้อมพระศาสดาแล้ว. พระราชา
ทรงอังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยอาหารอันประณีต.
ในเวลาเสร็จภัตกิจ พระศาสดาทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว อันแผ่น
ดอกไม้ ๔ แผ่น แวดล้อมโดยนัยก่อนนั่นแล อันมหาชนผู้บันลือสีหนาท
แวดล้อม ได้เสด็จไปสู่วิหารแล้ว. พระราชา ตามส่งพระศาสดา กลับ

209
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 210 (เล่ม 41)

แล้ว รับสั่งให้หานายมาลาการมาแล้ว ตรัสถามว่า " เจ้าว่าอย่างไร
จึงบูชาพระศาสดาด้วยดอกไม้ อันตนพึงนำมาเพื่อเรา ?" นายมาลาการ
กราบทูลว่า "ขอเดชะ ข้าพระองค์คิดว่า 'พระราชาจะฆ่าเราก็ตาม
จะขับไล่เราเสียจากแว่นแคว้นก็ตาม' ดังนี้แล้ว จึงสละชีวิตบูชาพระ-
ศาสดา." พระราชาตรัสว่า "เจ้าชื่อว่าเป็นมหาบุรุษ" แล้วพระราชทาน
ของที่ควรให้ ชื่อหมวด ๘ แห่งวัตถุทั้งปวงนี้ คือช้าง ๘ ม้า ๘ ทาส ๘
ทาสี ๘ เครื่องประดับใหญ่ ๘ กหาปณะ ๘ พัน นารี ๘ นาง ที่นำมา
จากราชตระกูล ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง และบ้านส่วย ๘ ตำบล
พระศาสดาตรัสสรรเสริญนายมาลาการ
พระอานนท์เถร ะ คิดว่า "วันนี้ ตั้งแต่เช้าตรู่ เสียงสีหนาท
ตั้งพัน และการยกท่อนผ้าขึ้นตั้งพันย่อมเป็นไป. วิบากของนายมาลาการ
เป็นอย่างไรหนอแล ?" พระเถระนั้น ทูลถามพระศาสดาแล้ว ลำดับนั้น
พระศาสดา ตรัสกะพระเถระนั้นว่า " อานนท์ เธออย่าได้กำหนดว่า
กรรมมีประมาณเล็กน้อย อันนายมาลาการนี้กระทำแล้ว' ก็นายมาลาการ
นี้ได้สละชีวิตกระทำการบูชาเราแล้ว, เขายังจิตให้เลื่อมใสในเราด้วยอาการ
อย่างนั้น จักไม่ไปสู่ทุคติ ตลอดแสนกัลป์" ดังนี้แล้ว ตรัสว่า :-
"นายมาลาการ จักดำรงอยู่ในเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย จักไม่ไปสู่ทุติ ตลอดแสนกัลป์, นี่เป็น
ผลแห่งกรรมนั้น, ภายหลังเขาจักเป็นพระปัจเจก-
พุทธะ นามว่าสุมนะ."
ก็ในเวลาพระศาสดาเสด็จถึงวิหาร เข้าไปสู่พระคันธกุฎี ดอกไม้
เหล่านั้นตกลงที่ซุ้มพระทวารแล้ว.

210