ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 191 (เล่ม 41)

พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานี้ว่า :-
"ชื่อว่าคนพาลนี้ เข้าไปหา เข้าไปนั่งใกล้บัณฑิต แม้จนตลอดชีวิต
ย่อมไม่รู้ปริยัติธรรมอย่างนี้ว่า 'นี้เป็นพระพุทธพจน์ พระพุทธพจน์
มีประมาณเท่านี้' หรือซึ่งปฏิปัตติธรรมและปฏิเวธธรรมอย่างนี้ว่า 'ธรรม
นี้เป็นเครื่องอยู่. ธรรมนี้เป็นมรรยาท, นี้เป็นโคจรกรรม นี้เป็นไป
กับด้วยโทษ. กรรมนี้หาโทษมิได้. กรรมนี้ควรเสพ; กรรมนี้ไม่ควรเสพ;
สิ่งนี้พึงแทงตลอด, สิ่งนี้ควรกระทำให้แจ้ง."
ถามว่า " เหมือนอะไร ?"
แก้ว่า " เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกงฉะนั้น."
อธิบายว่า เหมือนอย่างว่า ทัพพี แม้คนแกงต่างชนิด มีประการ
ต่าง ๆ อยู่จนกร่อนไป ย่อมไม่รู้รสแกงป่า 'นี้รสเค็ม, นี้รสจืด, นี้รส
ขม, นี้รสขื่น, นี้รสเผ็ด, นี้รสเปรี้ยว, นี้รสฝาด ฉันใด; คนพาลเข้า
ไปนั่งใกล้บัณฑิตลอดชีวิต ย่อมไม่รู้ธรรมมีประการดังกล่าวแล้ว ฉันนั้น
เหมือนกัน.
ในกาลจบเทศนา จิตของพวกภิกษุอาคันตุกะ หลุดพ้นแล้วจาก
อาสวะทั้งหลาย ดังนี้แล.
เรื่องพระอุทายีเถระ จบ.

191
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 192 (เล่ม 41)

๖. เรื่องภิกษุชาวเมืองปาฐา [๕๐]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุชาว
เมืองปาฐา ประมาณ ๓๐ รูป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "มุหุตฺตมปิ
เจ วิญฺญู" เป็นต้น.
ภิกษุสมาทานธุดงค์
ความพิสดารว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมคราวแรกในชัฎ
แห่งป่าไร่ฝ้ายแก่สหาย ๓๐ นั้น ผู้แสวงหาหญิงอยู่. ในกาลนั้น สหาย
ทั้งหมดเทียว ถึงความเป็นเอหิภิกขุ เป็นผู้ทรงบาตรและจีวร อันสำเร็จ
แล้วด้วยฤทธิ์ สมาทานธุดงค์ ๑๓ ประพฤติอยู่ โดยล่วงไปแห่งกาลนาน
เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแม้อีก ฟังอนมตัคค๑ธรรมเทศนา บรรลุพระอรหัต
แล้ว อาสนะนั้นนั่นเอง.
ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันในธรรมสภาว่า " น่าอัศจรรย์หนอ !
ภิกษุเหล่านี้ รู้แจ้งธรรมพลันทีเดียว." พระศาสดา ทรงสดับกถานั้น
แล้ว ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น, แม้ในกาลก่อน
ภิกษุเหล่านี้เป็นนักเลง เป็นสหายกันประมาณ ๓๐ คน ฟังธรรมเทศนา
ของสุกรชื่อมหาตุณฑิละ ในตุณฑิลชาดก๒ รู้แจ้งธรรมได้ฉับพลันทีเดียว
สมาทานศีล ๕ แล้ว. เพราะอุปนิสัยนั้นนั่นเอง เขาเหล่านั้น จึงบรรลุ
พระอรหัต ณ อาสนะที่ตนนั่งแล้วทีเดียวในกาลบัดนี้ " ดังนี้แล้ว เมื่อ
๑. สํ. นิทาน. ๑๖/๒๐๒. ๒. ขุ. ชา. ฉักก. ๒๗/๒๐๐. อรรถกถา ๕/๗๘.

192
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 193 (เล่ม 41)

จะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๖. มุหุตฺตมปิ เจ วิญฺญู ปณฺฑิตํ ปยิรุปาสติ
ขิปฺปํ ธมฺมํ วิชานาติ ชิวฺหา สูปรสํ ยถา.
"ถ้าวิญญูชน เข้าไปนั่งใกล้บัณฑิต แม้ครู่
เดียว, เขาย่อมรู้แจ้งธรรมได้ฉับพลัน, เหมือนลิ้น
รู้รสแกงฉะนั้น.
แก้อรรถ
พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานี้ว่า :-
" ถ้าวิญญูชน คือว่า บุรุษผู้บัณฑิต เข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตอื่น
แม้ครู่เดียว, เขาเรียนอยู่ สอบสวนอยู่ ในสำนักบัณฑิตอื่นนั้น ชื่อว่า
ย่อมรู้แจ้งปริยัติธรรมโดยพลันทีเดียว, แต่นั้น เขาให้บัณฑิตบอกกัมมัฏฐาน
แล้ว เพียรพยายามอยู่ในข้อปฏิบัติ, เป็นบัณฑิต ย่อมรู้แจ้งแม้โลกุตรธรรม
พลันทีเดียว, เหมือนบุรุษผู้มีชิวหาประสาทอันโรคไม่กำจัดแล้ว พอวาง
อาหารลงที่ปลายลิ้นเพื่อจะรู้รส ย่อมรู้รส อันต่างด้วยรสเค็มเป็นต้นฉะนั้น."
ในกาลจบเทศนา ภิกษุเป็นอันมาก บรรลุพระอรหัตแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุชาวเมืองปาฐา จบ.

193
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 194 (เล่ม 41)

๗. เรื่องสุปปพุทธกุฏฐิ [๕๑]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภบุรุษโรค
เรื้อน ชื่อว่าสุปปพุทธะ ตรัสว่าธรรมเทศนานี้ว่า "จรนฺติ พาลา
ทุมฺเมธา" เป็นต้น.
สุปปพุทธะกราบทูลคุณวิเศษแด่พระศาสดา
เรื่องสุปปพุทธะนี้มาแล้วในอุทาน๑นั่นแล. ก็โนกาลนั้น สุปปพุทธ-
กุฏฐินั่งที่ท้ายบริษัท ฟังธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วบรรลุ
โสดาปัตติผล ปรารถนาจะกราบทูลคุณที่คนได้แล้ว แด่พระศาสดา (แต่)
ไม่อาจเพื่อจะหยั่งลงในท่ามกลางบริษัท ได้ไปยังวิหารในเวลามหาชน
ถวายบังคมพระศาสดากลับไปแล้ว.
คนมีอริยทรัพย์ ๗ เป็นผู้ไม่ขัดสน
ขณะนั้น ท้าวสักกเทวราช ทรงทราบว่า "สุปปพุทธกุฏฐินี้ใคร่
เพื่อกระทำคุณที่ตนได้ในศาสนาของพระศาสดาให้ปรากฏ" ทรงดำริว่า
"เราจักทดลองนายสุปปพุทธกุฏฐินั้น" เสด็จไปยืนในอากาศแล้ว ได้
ตรัสคำนี้ว่า "สุปปพุทธะ เธอเป็นมนุษย์ขัดสน เป็นมนุษย์ยากไร้,
เราจักให้ทรัพย์หาที่สิ้นสุดมิได้แก่เธอ, เธอจงกล่าวว่า 'พระพุทธไม่ใช่
พระพุทธ, พระธรรมไม่ใช่พระธรรม, พระสงฆ์ไม่ใช่พระสงฆ์, อย่าเลย
๑. ขุ. อุ. ๒๕/๑๔๖.

194
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 195 (เล่ม 41)

ด้วยพระพุทธแก่เรา, อย่าเลยด้วยพระธรรมแก่เรา, อย่าเลยด้วยพระ-
สงฆ์แก่เรา." ลำดับนั้น สุปปพุทธกุฏฐินั้น กล่าวกะท้าวสักกะนั้นว่า
"ท่านเป็นใคร ?"
สักกะ. เราเป็นท้าวสักกะ.
สุปปพุทธะ. ท่านผู้อันธพาล ผู้ไม่มียางอาย, ท่านเป็นผู้ไม่สมควร
จะพูดกับเรา. ท่านพูดกะเราว่า  เป็นคนเข็ญใจ เป็นคนขัดสน เป็น
คนกำพร้า.' เราไม่ใช่คนเข็ญใจ ไม่ใช่คนขัดสนเลย เราเป็นผู้ถึงความ
สุข มีทรัพย์มาก,
"ทรัพย์เหล่านี้คือ ทรัพย์คือศรัทธา ๑, ทรัพย์
คือศีล ๑, ทรัพย์คือหิริ ๑, ทรัพย์คือโอตตัปปะ ๑,
ทรัพย์คือสุตะ ๑, ทรัพย์คือจาคะ ๑, ปัญญาแล
เป็นทรัพย์ที่ ๗, ย่อมมีแก่ผู้ใด จะเป็นหญิงก็ตาม
เป็นชายก็ตาม, บัณฑิตทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่า
' เป็นคนไม่ขัดสน.' ชีวิตของบุคคลนั้นไม่ว่างเปล่า.๑"
เพราะเหตุนั้น อริยทรัพย์มีอย่าง ๗ นี้ มีอยู่แก่ชนเหล่าใดแล,
ชนเหล่านั้น อันพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หรือพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมไม่กล่าวว่า เป็นคนจน.'
ท้าวสักกะ ทรงสดับถ้อยคำของสุปปพุทธะนั้นแล้ว ทรงละเขาไว้
ในระหว่างทาง เสด็จไปสู่สำนักของพระศาสดา กราบทูลการโต้ตอบถ้อย
คำนั้นทั้งหมดแด่พระศาสดาแล้ว. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัส
กะท้าวสักกะนั้นว่า "ท้าวสักกะ ทั้งร้อยทั้งพันแห่งคนทั้งหลายผู้เช่นกับ
๑. องฺ. สตฺตก. ๒๓/๔.

195
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 196 (เล่ม 41)

พระองค์ ไม่อาจเพื่อจะให้สุปปพุทธกุฏฐิ กล่าวว่า ' พระพุทธไม่ใช่
พระพุทธ พระธรรมไม่ใช่พระธรรม หรือพระสงฆ์ไม่ใช่พระสงฆ์
ได้เลย."
ฝ่ายสุปปพุทธะแล ไปสู่สำนักของพระศาสดา มีความบันเทิงอัน
พระศาสดาทรงกระทำแล้ว กราบทูลคุณอันตนได้แล้วแต่งระศาสดา ลูก
จากอาสนะหลีกไปแล้ว. ขณะนั้น แม่โคลูกอ่อน ปลงสุปปพุทธะนั้น
ผู้หลีกไปแล้วไม่นานจากชีวิตแล้ว.
บุรพกรรมของสุปปพุทธะและแม่โค
ได้ยินว่า โคแม่ลูกอ่อนนั้น เป็นยักษิณีตนหนึ่ง เป็นแม่โคปลง
ชนทั้ง ๔ นี้ คือกุลบุตรชื่อปุกกุสาติ ๑ พาหิยทารุจีริยะ ๑ นายโจร-
ฆาตกะชื่อตัมพทาฐิกะ ๑ สุปปพุทธกุฎฐิ ๑ จากชีวิตคนละร้อยอัตภาพ.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล ชนเหล่านั้น เป็นบุตรเศรษฐีทั้ง ๔ คน นำ
หญิงแพศยาผู้เป็นนครโสเภณีคนหนึ่งไปสู่สวนอุทยาน เสวยสมบัติตลอด
วันแล้ว ในเวลาเย็น ปรึกษากันอย่างนี้ว่า " ในที่นี้ไม่มีคนอื่น, เรา
ทั้งหลาย จักถือเอากหาปณะพันหนึ่ง และเครื่องประดับทั้งหมดที่พวก
เราให้แก่หญิงนี้แล้ว ฆ่าหญิงนี้เสียไปกันเกิด." หญิงนั้นฟังถ้อยคำของ
เศรษฐีบุตรเหล่านั้นแล้ว คิดว่า "ชนพวกนี้ไม่มียางอาบ อภิรมย์กับ
เราแล้ว บัดนี้ ปรารถนาจะฆ่าเรา, เราจักรู้กิจที่ควรกระทำแก่ชนเหล่า
นั้น" เมื่อถูกชนเหล่านั้นฆ่าอยู่ ได้กระทำความปรารถนาว่า " ขอเรา
พึงเป็นยักษิณี ผู้สามารถเพื่อฆ่าชนเหล่านั้น เหมือนอย่างที่พวกนี้ฆ่าเรา
ฉะนั้นเหมือนกัน."

196
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 197 (เล่ม 41)

คนโง่ทำกรรมลามก
ภิกษุหลายรูป กราบทูลการกระทำกาละของสุปปพุทธะนั้นแด่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลถามว่า "คติของสุปปพุทธะนั้น เป็นอย่างไร ?
เพราะเหตุไรเล่า ? เขาจึงถึงความเป็นคนมีโรคเรื้อน."
พระศาสดา ทรงพยากรณ์ความที่สุปปพุทธะนั้นบรรลุโสดาปัตติผล
แล้ว เกิดในดาวดึงสภพ และการเห็นพระตครสีขีปัจเจกพุทธเจ้าถ่ม
(น้ำลาย) แล้ว หลีกไปทางซ้าย๑ ไหม้แเล้วในนรกตลอดกาลนาน ด้วย
วิบากที่เหลือ ถึงความเป็นคนมีโรคเรื้อนในบัดนี้แล้ว ตรัสว่า " ภิกษุ
ทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้ เที่ยวกระทำกรรมมีผลเผ็ดร้อนแก่ตนเองแล "
ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรมให้ยิ่งขึ้น จึงตรัสพระคาถา
นี้ว่า :-
๗. จรนฺติ พาลา ทุมฺเมธา อมิตฺเตเนว อตฺตนา
กโรนฺตา ปาปกํ กมฺมํ ยํ โหติ กฏุกปฺผลํ.
"ชนพาลทั้งหลาย มีปัญญาทราม มีตนเป็นดัง
ข้าศึก เที่ยวทำกรรมลามกซึ่งมีผลเผ็ดร้อนอยู่."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จรนฺติ ความว่า เที่ยวกระทำอกุศล
ถ่ายเดียว ด้วยอิริยาบถ ๔ อยู่.
ชนทั้งหลาย ผู้ไม่รู้ประโยชน์ในโลกนี้ และประโยชน์โนโลกหน้า
ข้อว่าพาล ในบทว่า พาลา นี้.
๑. อปพฺยามํ กตฺวา ถือเอาความว่า หลีกซ้าย. ธรรมดาบัณฑิต เห็นพุทธบุคคลแล้วย่อมหลีก
ทางขวา. ดูใน อรรถกถาอุทาน หน้า ๓๖๘.

197
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 198 (เล่ม 41)

บทว่า ทุมฺเมธา คือมีปัญญาเขลา. บทว่า อมิตฺเตเนว ความว่า
เป็นราวกะว่าคนมีเวรผู้มิใช่มิตร. บทว่า กฏุกปฺผลํ ความว่า มีผล
เข้มแข็ง คือมีทุกข์เป็นผล.
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปิตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องสุปปพุทธกุฏฐิ จบ.

198
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 199 (เล่ม 41)

๘. เรื่องชาวนา [๕๒]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภชาวนาคน
หนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ" เป็นต้น.
โจรเข้าลักทรัพย์ในตระกูลมั่งคั่ง
ได้ยินว่า ชาวนานั้น ไถนาแห่งหนึ่งอยู่ในที่ไม่ไกลจากกรุงสาวัตถี.
พวกโจรเข้าไปสู่พระนครโดยท่อน้ำ ทำลายอุโมงค์ในตระกูลมั่งคั่งตระกูล
หนึ่ง เข้าไปถือเอาเงินและทองเป็นอันมากแล้วก็ออกไปโดยทางท่อน้ำ
นั่นเอง. โจรคนหนึ่ง ลวงโจรเหล่านั้น กระทำถุงที่บรรจุทรัพย์พันหนึ่ง
ถุงหนึ่งไว้ที่เกลียวผ้าแล้วไปถึงนานั้น แบ่งภัณฑะกับโจรทั้งหลายเหล่านั้น
แล้ว ถือพาเดินไปอยู่ ไม่ได้กำหนดถึงถุงบรรจุทรัพย์พันหนึ่งที่ตกลงจาก
เกลียวผ้า.
พระศาสดาทรงเล็งเห็นอุปนิสัยของชาวนา
ในวันนั้น เวลาใกล้รุ่ง พระศาสดา ทรงตรวจดูสัตวโลก ทรง
เห็นชาวนานั้น ผู้เข้าไปในภายในข่ายคือพระญาณของพระองค์ แล้วทรง
ใคร่ครวญอยู่ว่า "เหตุอะไรหนอแล ? จักมี" ได้ทรงเห็นเหตุนี้ว่า
" ชาวนาคนนี้ จักไปเพื่อไถนาแต่เช้าตรู่, แม้พวกเจ้าของภัณฑะ ไป
ตามรอยเท้าของโจรทั้งหลายแล้ว เห็นถึงที่บรรจุทรัพย์พันหนึ่งในนาของ

199
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 200 (เล่ม 41)

ชาวนานั้นแล้วก็จักจับชาวนานั่น, เว้นเราเสีย คนอื่นชื่อว่าผู้เป็นพยาน
ของชาวนานั้นจักไม่มี; แม้อุปนิสัยแห่งโสดาปัตติมรรค ของชาวนานั้น
ก็มีอยู่, เราไปในที่นั้น ย่อมควร." ฝ่ายชาวนานั้น ไปเพื่อไถนาแต่
เช้าตรู่. พระศาสดามีพระอานนทเถระเป็นปัจฉาสมณะ ได้เสด็จไปในที่
นั้นแล้ว. ชาวนาเห็นพระศาสดาแล้ว ไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วเริ่มไถนาอีก. พระศาสดา ไม่ตรัสอะไร ๆ กับเขา เสด็จไปยังที่ ๆ
ถุงบรรจุทรัพย์พันหนึ่งตก ทอดพระเนตรเห็นถุงนั้นแล้ว จึงตรัสกะพระ-
อานนท์เถระว่า "อานนท์ เธอเห็นไหม อสรพิษ." พระอานนท์เถระ
ทูลว่า "เห็น พระเจ้าข้า อสรพิษร้าย." ชาวนาได้ยินถ้อยคำนั้น คิดว่า
" ที่นี้เป็นที่เที่ยวไปในเวลาหรือมิใช่เวลาแห่งเรา. ได้ยินว่า อสรพิษมีอยู่
ในที่นั่น " เมื่อพระศาสดาตรัสคำมีประมาณเท่านั้นหลีกไปแล้ว, จึงถือ
เอาด้ามปฏักเดินไปด้วยตั้งใจว่า " จักฆ่าอสรพิษนั้น เห็นถุงบรรจุ
ทรัพย์พันหนึ่ง แล้วคิดว่า " คำนั้น จักเป็นคำอันพระศาสดาตรัสหมาย
เอาถุงบรรจุทรัพย์พันหนึ่งนี้ " จึงถือถุงบรรจุทรัพย์พันหนึ่งนั้นกลับไป
เพราะความที่ตนเป็นคนไม่ฉลาด จึงซ่อนมันไว้ในที่สมควรแห่งหนึ่ง
กลบด้วยฝุ่นแล้วเริ่มจะไถนาอีก.
ชาวนาถูกจับไปประหารชีวิต
แม้พวกมนุษย์ เมื่อราตรีสว่างแล้ว เห็นกรรมอันพวกโจรกระทำ
ในเรือน จึงเดินตามรอยเท้าไป ถึงนานั้นแล้ว เห็นที่ ๆ พวกโจรแบ่ง
ภัณฑะกันในนานั้น ได้เห็นรอยเท้าของชาวนาแล้ว. มนุษย์เหล่านั้น
ไปตามแนวรอยเท้าของชาวนานั้น เห็นที่แห่งถุงทรัพย์ที่ชาวนาเก็บเอาไว้

200