ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 181 (เล่ม 41)

อธิบายว่า จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล กถาวัตถุ ๑๐ ธุดงคคุณ ๑๓
วิปัสสนาคุณ มรรค ๔ ผล ๔ วิชชา ๓ อภิญญา ๖ ชื่อว่าคุณเครื่อง
เป็นสหาย, คุณเครื่องเป็นสหายนี้ ย่อมไม่มีเพราะอาศัยคนพาล.
ในกาลจบเทศนา อาคันตุกภิกษุ บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว, ชน
แม้เหล่าอื่นเป็นอันมาก ก็บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น
เทศนาได้เป็นไปกับด้วยประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล.
เรื่องสัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระ จบ.

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 182 (เล่ม 41)

๓. เรื่องอานนทเศรษฐี [๔๗]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภอานนท-
เศรษฐี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ปุตฺตามตฺถิ ธนมตฺถิ" เป็นต้น.
อานนทเศรษฐีสั่งสอนบุตรให้ตระหนี่
ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี เศรษฐีชื่ออานนท์ มีสมบัติประมาณ
๘๐ โกฏิ (แต่) เป็นคนตระหนี่มาก. อานนท์เศรษฐีนั้น ให้พวกญาติ
ประชุมกันทุกกึ่งเดือนแล้ว กล่าวสอนบุตร (ของตน) ผู้ชื่อว่ามูลสิริ
ใน ๓ เวลาอย่างนี้ว่า " เจ้าอย่าได้ทำความสำคัญว่า ' ทรัพย์ ๔๐ โกฏิ
นี้มาก,' เจ้าไม่ควรให้ทรัพย์ที่มีอยู่, ควรยังทรัพย์ใหม่ให้เกิดขึ้น, เพราะ
เมื่อบุคคลทำกหาปณะแม้หนึ่ง ๆ ให้เสื่อมไป ทรัพย์ย่อมสิ้นด้วยเหมือนกัน;
เพราะเหตุนั้น
บุคคลผู้ฉลาด พึงเห็นความสิ้นแห่งยาสำหรับ
หยอด (ตา) ความก่อขึ้นแห่งตัวปลวกทั้งหลาย
และการประมวลมาแห่งตัวผึ้งทั้งหลาย พึงอยู่ครอง-
เรือน.
อานนท์เศรษฐีตายไปเกิดในตระกูลคนจัณฑาล
โดยสมัยอื่นอีก อานนท์เศรษฐีนั้นไม่บอกขุมทรัพย์ใหญ่ ๕ แห่ง
ของตนแก่บุตร อาศัยทรัพย์ มีความหม่นหมองเพราะมลทิน คือความ

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 183 (เล่ม 41)

ตระหนี่ ทำกาละแล้ว, ถือปฏิสนธิในท้องของหญิงจัณฑาลคนหนึ่ง
ในจำพวกจัณฑาลพันตระกูล ที่อยู่อาศัยในบ้านใกล้ประตูแห่งหนึ่ง แห่ง
พระนครนั้นนั่นเอง. พระราชา ทรงทราบการทำกาละของอานนท์เศรษฐี
แล้ว รับสั่งให้เรียกมูลสิริผู้บุตรของเขามา ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเศรษฐี.
ตระกูลแห่งคนจัณฑาลตั้งพันแม้นั้น ทำงานเพื่อค่าจ้าง โดยความ
เป็นพวกเดียวกันเทียว เป็นอยู่ จำเติมแต่กาลถือปฏิสนธิของทารกนั้น
ย่อมไม่ได้ค่าจ้างเลย ทั้งไม่ได้แม้ก้อนข้าวเกินไปกว่าอาหารพอยังอัตภาพ
ให้เป็นไป. พวกเขากล่าวว่า "บัดนี้ เราทั้งหลายแม้ทำการงานอยู่ ย่อม
ไม่ได้อาหารสักว่าก้อนข้าว, หญิงกาลกิณีพึงมีในระหว่างเราทั้งหลาย"
ดังนี้แล้ว จึงแยกกันออกเป็น ๒ พวก จนแยกมารดาบิดาของทารกนั้นอยู่
แผนกหนึ่งต่างหาก, ไล่มารดาของทารกนั้นออก ด้วยคิดว่า "หญิง
กาลกิณีเกิดในตระกูลนี้." ทารกนั้นยังอยู่ในท้องของหญิงนั้นตราบใด,
หญิงนั้นได้อาหารแม้สักว่ายังอัตภาพให้เป็นไปโดยฝืดเคืองตราบนั้น คลอด
บุตรแล้ว.
ทารกนั้น ได้มีมือและเท้า นัยน์ตา หู จมูก และปากไม่ตั้งอยู่
ในที่ตามปกติ. ทารกนั้น ประกอบด้วยความวิกลแห่งอวัยวะเห็นปานนั้น
ได้มีรูปน่าเกลียดเหลือเกิน ดุจปิศาจคลุกฝุ่น. แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ มารดา
ก็ไม่ละบุตรนั้น. จริงอยู่ มารดาย่อมมีความเยื่อใยเป็นกำลังในบุตรที่อยู่
ในท้อง. นางเลี้ยงทารกนั้นอยู่โดยฝืดเคือง, ในวันที่พาเขาไป ไม่ได้
อะไร ๆ เลย, ในวันที่ให้เขาอยู่บ้านแล้วไปเองนั่นแล จึงได้ค่าจ้าง.
มารดาปล่อยบุตรไปขอทานเลี้ยงชีพเอง
ต่อมา ในกาลที่ทารกนั้นสามารถเที่ยวไป เพื่อก้อนข้าวเลี้ยงตัวได้

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 184 (เล่ม 41)

นางวางกระเบื้องไว้บนมือแล้ว กล่าวกะบุตรนั้นว่า "พ่อ แม่อาศัยเจ้า
ถึงความลำบากมาก. บัดนี้ แม่ไม่อาจเลี้ยงเจ้าได้, อาหารวัตถุทั้งหลาย
มีข้าวเป็นต้นที่เขาจัดไว้ เพื่อคนทั้งหลายมีคนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้น
มีอยู่ในนครนี้, เจ้าจงเที่ยวไปเพื่อภิกษาในนครนั้นเลี้ยงชีพเถิด." ดังนี้
แล้ว ปล่อยบุตรนั้นไป. ทารกนั้นเที่ยวไปตามลำดับเรือน ถึงที่แห่งตน
เกิดในคราวเป็นอานนท์เศรษฐีแล้ว เป็นผู้ละลึกชาติได้ เข้าไปสู่เรือน
ของตน. ใคร ๆ ไม่ได้สังเกตเขาในซุ้มประตูทั้งสาม ในซุ้มประตูที่ ๔
พวกบุตรของมูลสิริเศรษฐีเห็น (เขา) แล้วมีใจหวาดเสียวร้องไห้แล้ว.
ลำดับนั้น พวกบุรุษของเศรษฐีกล่าวกะทารกนั้นว่า " เองจงออกไป
คนกาลกิณี" โบยพลางนำออกไปโยนไว้ที่กองหยากเยื่อ.
พระศาสดาแสดงธรรมแก่มูลสิริเศรษฐี
พระศาสดา มีพระอานนทเถระเป็นปัจฉาสมณะ เสด็จบิณฑบาต
ถือที่นั้นแล้ว ทอดพระเนตรดูพระเถระ อันพระเถระนั้นทูลถามแล้ว
ตรัสบอกพฤติการณ์นั้น, พระเถระให้เชิญมูลสิริเศรษฐีมาแล้ว. หมู่มหาชน
ประชุมกันแล้ว. พระศาสดา ตรัสเรียกมูลสิริเศรษฐีมาแล้ว ตรัสถามว่า
" ท่านรู้จักทารกนั่นไหม ?" เมื่อมูลสิริเศรษฐีนั้นทูลว่า "ไม่รู้จัก"
จึงตรัสว่า "ทารกนั้น คืออานนท์เศรษฐีผู้บิดาของท่าน" แล้วยังทารก
นั้นให้บอก (ขุมทรัพย์) ด้วยพระดำรัสว่า "อานนท์เศรษฐี ท่านจง
บอกขุมทรัพย์ใหญ่ ๕ แห่งแก่บุตรของท่าน" แล้วทรงยังมูลสิริเศรษฐี
ผู้ไม่เชื่ออยู่นั้นให้เชื่อแล้ว. มูลสิริเศรษฐีนั้นได้ถึงพระศาสดาเป็นสรณะ
แล้ว. พระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่มูลลิริเศรษฐีนั้น จึงตรัส

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 185 (เล่ม 41)

พระคาถานี้ว่า:-
๓. ปุตฺตา มตฺถิ ธนมตฺถิ อิติ พาโล วิหญฺญติ
อตฺตา หิ อตฺตโน นตฺถิ กุโต ปุตฺตา กุโต ธนํ.
"คนพาล ย่อมเดือดร้อนว่า 'บุตรทั้งหลาย
ของเรามีอยู่, ทรัพย์ (ของเรา) มีอยู่,' ตนแล
ย่อมไม่มีแก่ตน, บุตรทั้งหลายจักมีแต่ที่ไหน ? ทรัพย์
จักมีแต่ที่ไหน ?"
แก้อรรถ
พึงทราบเนื้อความแห่งคาถานี้ว่า :-
"คนพาลย่อมเดือดร้อนด้วยความอยากในบุตร และด้วยความ
อยากในทรัพย์ว่า 'บุตรทั้งหลายของเรามีอยู่, ทรัพย์ของเรามีอยู่.' คือ
ย่อมลำบาก ย่อมถึงทุกข์; คือย่อมเดือดร้อนว่า "บุตรทั้งหลายของเรา
ฉิบหายแล้ว," ย่อมเดือดร้อนว่า "ฉิบหายอยู่," ย่อมเดือดร้อนว่า
" จักฉิบหาย." แม้ในทรัพย์ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. คนพาลย่อมเดือดร้อน
ด้วยอาการ ๖ อย่าง ด้วยประการฉะนี้, คนพาลแม้พยายามอยู่ในที่ทั้งหลาย
มีทางบกและทางน้ำเป็นต้น ทั้งกลางคืนและกลางวันโดยประการต่าง ๆ
ด้วยคิดว่า "เราจักเลี้ยงบุตรทั้งหลาย" ชื่อว่าย่อมเดือดร้อน, แม้ทำกรรม
ทั้งหลายมีการทำนาและการค้าขายเป็นต้น ด้วยคิดว่า "เราจักยังทรัพย์
ให้เกิดขึ้น" ชื่อว่าย่อมเดือดร้อนเหมือนกัน; ก็เมื่อเขาเดือดร้อนอยู่อย่างนั้น
ตนแลชื่อว่าย่อมไม่มีแก่ตน, เมื่อเขาไม่อาจทำคนที่ถึงทุกข์ด้วยความคับแค้น
นั้นให้ถึงสุขได้ แม้ในปัจจุบันกาล ตนของเขาแล ชื่อว่าย่อมไม่มี

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 186 (เล่ม 41)

แก่ตน, เมื่อเขานอนแล้วบนเตียงเป็นที่ตาย ถูกเวทนาทั้งหลายมีความตาย
เป็นที่สุด เผาอยู่ราวกะว่าถูกเปลวเพลิงเผาอยู่ เมื่อเครื่องต่อและเครื่องผูก
(เส้นเอ็น ) จะขาดไป เมื่อร่างกระดูกจะแตกไป แม้เมื่อเขาหลับตา
เห็นโลกหน้า ลืมตาเห็นโลกนี้อยู่ ตนแลแม้อันเขาให้อาบน้ำวันละ ๒ ครั้ง
ให้บริโภควันละ ๓ ครั้ง ประดับด้วยของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น
เลี้ยงแล้วตลอดชีวิต ก็ชื่อว่าย่อมไม่มีแก่ตน เพราะความที่ตนเป็นผู้ไม่
สามารถจะทำเครื่องต้านทานทุกข์โดยความเป็นสหายได้; บุตรจักมีแต่
ที่ไหน ? ทรัพย์จักมีแต่ที่ไหน ? คือว่าในสมัยนั้น; บุตรหรือทรัพย์
จักทำอะไรได้เล่า ? แม้เมื่ออานนท์เศรษฐีไม่ให้อะไร ๆ แก่ใคร ๆ
รวบรวมทรัพย์ไว้เพื่อประโยชน์แก่บุตร นอนบนเตียงเป็นที่ตายในกาลก่อน
ก็ดี ถึงทุกข์นี้ในบัดนี้ก็ดี, บุตรแต่ที่ไหน ? ทรัพย์แต่ที่ไหน ? คือว่า
บุตรหรือทรัพย์นำทุกข์อะไรไปได้ ? หรือให้สุขอะไรเกิดขึ้นได้เล่า ?"
ในกาลจบเทศนา การตรัสรู้ธรรมได้มีแก่สัตว์ ๘๔,๐๐๐, เทศนา
ได้มีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องอานนทเศรษฐี จบ.

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 187 (เล่ม 41)

๔. เรื่องโจรผู้ทำลายปม [๔๘]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพวกโจรผู้
ทำลายปม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "โย พาโล มญฺญตี พาลฺยํ"
เป็นต้น.
โจรลักของที่ขอดไว้ที่พกผ้า
ได้ยินว่า โจร ๒ คนนั้นเป็นสหายกัน ไปสู่พระเชตวันกับมหาชน
ผู้ไปอยู่เพื่อต้องการฟังธรรม. โจรคนหนึ่งได้ฟังธรรมกถาแล้ว, โจร
คนหนึ่งมองดูของที่ตนควรถือเอา. บรรดาโจรทั้งสองนั้น โจรผู้ฟังธรรม
อยู่ บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว. โจรนอกนี้ได้ทรัพย์ประมาณ ๕ มาสกที่
ขอดไว้ที่ชายผ้าของอุบาสกคนหนึ่ง. ทรัพย์นั้นเป็นค่าอาหารในเรือนของ
เขาแล้ว. ย่อมไม่สำเร็จผลในเรือนของโจรผู้โสดาบันนอกนี้.
ครั้งนั้น โจรผู้สหายกับภรรยาของตน เมื่อจะเย้ยหยันโจรผู้
โสดาบันนั้น จึงกล่าวว่า "ท่านไม่ยังแม้ค่าอาหารให้สำเร็จในเรือนของตน
เพราะความที่คนฉลาดเกินไป." สหายผู้โสดาบันนอกนี้คิดว่า " เจ้าคนนี้
ย่อมสำคัญความที่คนเป็นบัณฑิต ด้วยความเป็นพาลทีเดียวหนอ" เพื่อ
จะกราบทูลความเป็นไปนั้นแด่พระศาสดา จึงไปสู่พระเชตวันกับญาติ
ทั้งหลาย กราบทูลแล้ว.
ผู้รู้สึกตัวว่าโง่ย่อมเป็นบัณฑิตได้
พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่เขา จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 188 (เล่ม 41)

๔. โย พาโล มญฺญตี พาลฺยํ ปณฺฑิโต วาปิ เตน โส
พาโล จ ปณฺฑิตมานี ส เว พาโลติ วุจฺจติ.
"บุคคลใดโง่ ย่อมสำคัญความที่แห่งตนเป็น
คนโง่, บุคคลนั้นจะเป็นบัณฑิตเพราะเหตุนั้นได้บ้าง;
ส่วนบุคคลใดเป็นคนโง่ มีความสำคัญว่าตนเป็น
บัณฑิต บุคคลนั้นแล เราเรียกว่า 'คนโง่.'
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า โย พาโล ความว่า บุคคลใด
เป็นคนโง่ คือมิใช่เป็นบัณฑิต ย่อมสำคัญ คือย่อมรู้ความที่ตนเป็นคนโง่
คือความเป็นคนเขลานั้น ด้วยตนเองว่า "เราเป็นคนเขลา."
สองบทว่า เตน โส ความว่า ด้วยเหตุนั้น บุคคลนั้นจะเป็น
บัณฑิตได้บ้าง หรือจะเป็นเช่นกับบัณฑิตได้บ้าง.
ก็เขารู้อยู่ว่า "เราเป็นคนโง่" เข้าไปหา เข้าไปนั่งใกล้คนอื่น
ซึ่งเป็นบัณฑิต อันบัณฑิตนั้นกล่าวสอนอยู่ พร่ำสอนอยู่ เพื่อประโยชน์
แก่ความเป็นบัณฑิต เรียนเอาโอวาทนั้นแล้ว ย่อมเป็นบัณฑิต หรือ
เป็นบัณฑิตกว่าได้.
สองบทว่า ส เว พาโล ความว่า ส่วนบุคคลใดเป็นคนโง่อยู่
เป็นผู้มีความสำคัญว่าคนเป็นบัณฑิตถ่ายเดียวอย่างนั้นว่า " คนอื่นใครเล่า ?
จะเป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก ทรงวินัย มีวาทะกล่าวคุณเครื่องขจัดกิเลส
เช่นกับด้วยเรามีอยู่" บุคคลนั้นไม่เข้าไปหา ไม่เข้าไปนั่งใกล้บุคคลอื่น
ซึ่งเป็นบัณฑิต ย่อมไม่เรียนปริยัติเลย, ย่อมไม่บำเพ็ญข้อปฏิบัติ, ย่อม

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 189 (เล่ม 41)

ถึงความเป็นคนโง่โดยส่วนเดียวแท้. บุคคลนั้นย่อมเป็นเหมือนโจรทำลาย
ปมฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำนี้ว่า " ส เว
พาโลติ วุจฺจติ."
ในกาลจบเทศนา มหาชนพร้อมด้วยญาติทั้งหลายของโจรผู้โสดาบัน
นอกนี้ บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องโจรผู้ทำลายปม จบ.

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 190 (เล่ม 41)

๕. เรื่องพระอุทายีเถระ [๔๙]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระอุทายี-
เถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ยาวชีวมฺปิ เจ พาโล" เป็นต้น.
คนไม่รู้มักถือตัว
ได้ยินว่า พระอุทายีเถระนั้น เมื่อพระเถระผู้ใหญ่หลีกไปแล้ว ไปสู่
โรงธรรมแล้ว นั่งบนธรรมาสน์. ต่อมาวันหนึ่ง พวกภิกษุอาคันตุกะเห็น
พระอุทายีเถระนั้นแล้วเข้าใจว่า " ภิกษุนี้จักเป็นพระมหาเถระผู้พหูสูต"
จึงถามปัญหาปฏิสังยุตด้วยขันธ์เป็นต้นแล้ว ติเตียนท่านผู้ไม่รู้อยู่ซึ่งพระ-
พุทธวจนะอะไร ๆ ว่า "นี่พระเถระอะไร ? อยู่ในพระวิหารเดียวกัน
กับพระพุทธเจ้า ยังไม่รู้ธรรมแม้สักว่าขันธ์ธาตุและอายตนะ" ดังนี้แล้ว
จึงกราบทูลความเป็นไปนั้นแด่พระตถาคต. ลำดับนั้น พระศาสดา เมื่อ
จะทรงแสดงธรรมแก่พวกภิกษุอาคันตุกะนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๕. ยาวชีวมฺปิ เจ พาโล ปณฺฑิตํ ปยิรุปาสติ
น โส ธมฺมํ วิชานาติ ทพฺพี สูปรสํ ยถา.
"ถ้าคนพาล เข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตอยู่ แม้จน
ตลอดชีวิต, เขาย่อมไม่รู้ธรรม เหมือนทัพพีไม่รู้รส
แกงฉะนั้น."

190