ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 171 (เล่ม 41)

พระเทวีทูลพระราชานั้นว่า "เรื่องอะไรของหม่อมฉันต้องเกี่ยวข้องใน
พระองค์เล่า ? ก็พระราชาพระองค์นี้ เป็นสามีผู้ให้ความเป็นใหญ่แก่
หม่อมฉัน, หม่อมฉันไม่ไหว้พระราชาพระองค์นี้แล้ว จักไหว้พระองค์
เพราะเหตุไร ?" เมื่อชนนั้นเห็นอยู่นั้นเทียว รุกขเทวดากล่าวว่า "อย่าง
นั้น พระเทวีผู้เจริญ. อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ" แล้วบูชาพระเทวี
นั้น ด้วยดอกไม้กำมือหนึ่ง.
พระราชา ตรัสอีกว่า "ถ้าเธอไม่ไหว้เราไซร้. เพราะเหตุไร
จึงไม่ไหว้เทวดาของเราผู้มีอานุภาพมากอย่างนี้ ผู้ให้สิริแห่งความเป็น
พระราชาเล่า ?" พระเทวีทูลว่า "ข้าแต่มหาราช พระราชาทั้งหลาย
อันพระองค์ทรงตั้งอยู่ในบุญของพระองค์ จึงจับได้, ไม่ใช่เทวดาจับ
ถวาย." เทวดากล่าวกะพระเทวีอีกว่า "อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ,
อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ" แล้วบูชาเหมือนอย่างนั้น.
พระเทวีนั้นทูลพระราชาอีกว่า " พระองค์ตรัสว่า ' พระราชา
ทั้งหลายมีประมาณเท่านี้ เทวดาจับให้แก่เรา.' บัดนี้ ต้นไม้ถูกไฟไหม้
ณ ข้างซ้ายในเบื้องบนแห่งเทวดาของพระองค์ เพราะเหตุไร เทวดานั้น
จึงไม่อาจเพื่อจะยังไฟนั้นให้ดับได้ ? ถ้าเทวดามีอานุภาพมากอย่างนั้น."
เทวดากล่าวกะพระเทวีแม้อีกว่า " อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ. อย่างนั้น
พระเทวีผู้เจริญ " แล้วบูชาเหมือนอย่างนั้น.
พระเทวียืนตรัสอยู่ ทั้งทรงพระกันแสง ทั้งทรงพระสรวล. ลำดับ
นั้น พระราชา ตรัสกะพระเทวีนั้นว่า "เธอเป็นบ้าหรือ ?"
พระเทวี. ขอเดชะ เพราะเหตุไร ? พระองค์จึงตรัสอย่างนั้น,
หญิงทั้งหลายผู้เช่นกับหม่อมฉัน ไม่ใช่เป็นบ้า.

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 172 (เล่ม 41)

พระราชา เมื่อเช่นนั้น เพราะเหตุไร เธอจึงร้องไห้และหัวเราะ ?
พระเทวี ทูลว่า "ขอพระองค์จงสดับเถิด มหาราช; ก็ในอดีต-
กาล หม่อมฉันเป็นกุลธิดา เมื่ออยู่ในตระกูลสามี เห็นแขกผู้เป็นสหาย
ของสามีมาแล้ว ใคร่เพื่อหุงข้าวเพื่อแขกนั้น จึงให้กหาปณะแก่นางทาสี
ด้วยสั่งว่า ' เจ้าจงซื้อเนื้อมา' เมื่อนางทาสีนั้นไม่ได้เนื้อมาแล้ว กล่าวว่า
' เนื้อไม่มี ' จึงตัดศีรษะแม่แพะที่นอนอยู่เบื้องหลังเรือน จัดแจงภัต
เสร็จ; หม่อมฉันนั้น ตัดศีรษะแม่แพะตัวเดียว ไหม้ในนรก ด้วยเศษ
ผลแห่งกรรม จึงได้ถูกตัดศีรษะด้วยการนับขนแม่แพะนั้น; พระองค์
สำเร็จโทษชนมีประมาณเท่านี้ เมื่อไรจักพ้นจากทุกข์ หม่อมฉันระลึกถึง
ทุกข์อันใหญ่ของพระองค์ดังนี้ อย่างนั้นจึงร้องไห้" ดังนี้แล้ว จึงตรัส
พระคาถานี้ว่า :-
" หม่อมฉันตัดคอแม่แพะตัวเดียว ไหม้อยู่แล้ว
( ในนรก ) ด้วยการนับขน ( แพะ ), ข้าแต่พระ-
องค์ผู้เป็นกษัตริย์ พระองค์ตัดคอของมนุษย์เป็นอัน
มาก จักกระทำอย่างไร ?"
พระราชา. เมื่อเช่นนั้น เธอหัวเราะเพราะเหตุไร ?
พระเทวี. ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันยินดีว่า เราพ้นจากทุกข์นั้น
แล้ว' จึงหัวเราะ.
เทวดากล่าวกะพระเทวีนั้นอีกว่า " อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ,
อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ" แล้วบูชาด้วยดอกไม้กำมือหนึ่ง.
พระราชา ทรงดำริว่า "น่าสลด ! กรรมของเราหนัก ได้ยินว่า
พระเทวีนี้ ฆ่าแม่แพะตัวเดียว ไหม้ในนรกแล้ว ด้วยเศษแห่งผลกรรม

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 173 (เล่ม 41)

ถูกตัดศีรษะด้วยการนับขนแห่งแม่แพะนั้น, เราฆ่าชนมีประมาณเท่านี้
จักถึงความสวัสดีเมื่อไร ?" ดังนี้แล้ว จึงทรงปล่อยพระราชาทั้งหมด
ถวายบังคมพระราชาผู้แก่กว่าตน ทรงประคองอัญชลีแก่พระราชาที่หนุ่ม
กว่า ยังพระราชาทั้งหมดให้ทรงอดโทษแล้ว ทรงส่งไปสู่ที่ของตน ๆ
อย่างเดิม.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า
" อย่างนั้นภิกษุทั้งหลาย พระนางมัลลิกาอาศัยปัญญาของตน ประทาน
ชีวิตทานแก่มหาชนในบัดนี้เท่านั้นหามิได้. ถึงในกาลก่อน พระนางก็ได้
ประทานแล้วเหมือนกัน" แล้วทรงประชุมเรื่องอดีตว่า " พระเจ้า
พาราณสี ในกาลนั้น ได้เป็นพระเจ้าปเสนทิโกศล, พระนางธัมมทินนาเทวี
เป็นพระนางมัลลิกา, รุกขเทวดาคือเราเอง." ครั้นทรงประชุมเรื่องอดีต
อย่างนั้นแล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรมอีก จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย
ชื่อว่าปาณาติบาตเป็นโทษ ไม่สมควรที่บุคคลจะพึงกระทำ, เพราะว่า
บุคคลผู้ฆ่าสัตว์เป็นปกติ ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน" จึงตรัสพระคาถา
นี้ว่า :-
"ถ้าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้อย่างนี้ว่า ชาติสมภพ
นี้เป็นทุกข์, สัตว์ไม่พึงฆ่าสัตว์ เพราะว่า ผู้ฆ่าสัตว์
เป็นปกติ ย่อมเศร้าโศก."
เรื่องบุรุษคนใดคนหนึ่ง จบ.

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 174 (เล่ม 41)

๒. เรื่องสัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระ [๔๖]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภสัทธิวิหาริก
ของพระมหากัสสปเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "จรญฺเจ นาธิคจฺ-
เฉยฺย" เป็นต้น.
ผู้เกียจคร้านมักอ้างความดีของคนอื่น
เทศนาตั้งขึ้นในกรุงราชคฤห์. ได้ยินว่า สัทธิวิหาริก ๒ รูป
อุปัฏฐากพระเถระผู้อาศัยกรุงราชคฤห์อยู่ในถ้ำปิปผลิ. บรรดาภิกษุ ๒ รูป
นั้น รูปหนึ่งกระทำวัตรโดยเคารพ, รูปหนึ่งแสดงวัตรที่ภิกษุนั้นกระทำ
แล้วเป็นเหมือนคนกระทำ รู้ความที่น้ำล้างหน้าและไม้ชำระฟันอันภิกษุ
นั้นจัดแจงแล้ว จึงเรียน ( พระเถระ) ว่า "น้ำล้างหน้าและไม้ชำระฟัน
กระผมจัดแจงแล้ว ขอรับ, ขอท่านจงล้างหน้าเถิด." แม้ในกาลทำกิจมี
การล้างเท้าและสรงน้ำเป็นต้น ก็ย่อมเรียนอย่างนั้นเหมือนกัน.
ภิกษุนอกนี้ คิดว่า "ภิกษุนี้ย่อมแสดงวัตรที่เรากระทำแล้ว เป็น
เหมือนว่าตนกระ.แล้วตลอดกาลเป็นนิตย์, ช่างเถิดข้อนั้น, เราจัก
กระทำสิ่งที่ควรกระทำแก่เธอ;" เมื่อภิกษุนั้น ฉันแล้ว หลับอยู่นั่นแล,
ต้มน้ำอาบแล้ว ตักใส่ในหม้อใบหนึ่ง ตั้งไว้หลังซุ้ม. แต่ให้เหลือนั่นไว้
ในภาชนะต้มน้ำประมาณกระบวยหนึ่ง แล้วดังไว้ให้พ่นไออยู่.

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 175 (เล่ม 41)

กรรมตามทัน
ในเวลาเย็น ภิกษุนอกนี้ตื่นขึ้น เห็นไอพลุ่งออกอยู่ จึงคิดว่า น้ำ
จักเป็นน้ำอันภิกษุนั้นต้มแล้วตั้งไว้ในซุ้ม" รีบไปไหว้พระเถระแล้วเรียน
ว่า "น้ำกระผมตั้งไว้ในซุ้ม ขอรับ, นิมนต์ท่านสรงเถิด" แล้วเข้าไป
สู่ซุ้มกับด้วยพระเถระเหมือนกัน. พระเถระ เมื่อไม่เห็นน้ำ จึงกล่าวว่า
"น้ำอยู่ที่ไหน ? คุณ " ภิกษุหนุ่มไปยังโรงไฟ จ้วงกระบวยลงในภาชนะ
รู้ความที่ภาชนะเปล่า จึงโพนทะนาว่า " ขอท่านจงดูกรรมของภิกษุหัวดื้อ
เธอยกภาชนะเปล่าขึ้นตั้งไว้บนเตา แล้วไปไหนเสีย ? กระผมเรียนด้วย
เข้าใจว่า " น้ำมีอยู่ในซุ้ม" ดังนี้แล้วก็ได้ถือเอาหม้อน้ำไปยังท่าน้ำ.
ฝ่ายภิกษุนอกนี้ นำเอาน้ำมาจากหลังซุ้มแล้วตั้งไว้ในซุ้ม. แม้
พระเถระ คิดว่า " ภิกษุหนุ่มรูปนี้ กล่าวว่า ' น้ำกระผมต้มตั้งไว้ใน
ซุ้มแล้ว, นิมนต์ท่านมาสรงเถิด ขอรับ' บัดนี้ โพนทะนาอยู่ถือเอา
หม้อไปสู่ท่าน้ำ, นี่เหตุอะไรหนอแล ?" ใคร่ครวญดู ก็รู้ว่า " ภิกษุ
หนุ่มรูปนั้น ประกาศกิจวัตรที่ภิกษุนี้กระทำแล้ว เป็นดังว่าตนกระทำแล้ว
ตลอดกาลเท่านี้ " ได้ให้โอวาทแก่เธอผู้มานั่งในเวลาเย็นว่า "คุณ ชื่อว่า
ภิกษุ กล่าวกิจที่ตนกระทำแล้วนั่นแหละว่า 'ตนกระทำแล้ว' ย่อมควร,
จะกล่าวกิจที่คนมิได้กระทำว่า เป็นกิจที่ตนกระทำแล้ว ย่อมไม่ควร,
บัดนี้ เธอกล่าวว่า "น้ำผมตั้งไว้ในซุ้ม, นิมนต์ท่านสรงเถิด ขอรับ '
เมื่อเราเข้าไปยืนอยู่, ถือหม้อน้ำโพนทะนาไป, ชื่อว่าบรรพชิตกระทำอย่าง
นั้น ย่อมไม่ควร ."
ภิกษุนั้น กล่าวว่า ท่านทั้งหลาย จงดูกรรมของพระเถระ,
พระเถระ อาศัยเหตุสักว่าน้ำ จึงกล่าวกะเราอย่างนี้" โกรธแล้วในวัน

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 176 (เล่ม 41)

รุ่งขึ้น ไม่เข้าไปบิณฑบาตกับพระเถระ. พระเถระไปสู่ประเทศแห่งหนึ่ง
กับภิกษุนอกนี้. เมื่อพระเถระไปแล้ว ภิกษุนั้น ไปสู่ตระกูลอุปัฏฐาก
ของพระเถระ ถูกอุปัฏฐากถามว่า "พระเถระไปไหน ? ขอรับ" จึง
บอกว่า " ความไม่ผาสุกเกิดแก่พระเถระ, ท่านนั่งอยู่ในวิหารนั่นเอง."
อุปัฏฐาก. ก็ได้อะไรเล่า จึงจะควร ? ขอรับ.
ภิกษุ. ได้ยินว่า ท่านทั้งหลายจงถวายอาหารชื่อเห็นปานนี้.
อุปัฏฐากทั้งหลาย ได้จัดแจงตามทำนองที่ภิกษุนั้นกล่าวนั่นเอง
ถวายแล้ว. ภิกษุนั้น ฉันอาหารนั้นในระหว่างหนทางแล ไปสู่วิหารแล้ว.
พระเถระจับความเลวทรามของศิษย์ได้
ฝ่ายพระเถระ ได้ผ้าเนื้อละเอียดผืนใหญ่ในที่ที่ไปแล้ว ก็ได้ให้
แก่ภิกษุหนุ่มผู้ไปกับด้วยตน. ภิกษุหนุ่มนั้น ย้อมผ้านั้นแล้ว ได้กระทำ
ให้เป็นผ้าสำหรับนุ่งห่มแห่งตน. ในวันรุ่งขึ้น พระเถระไปสู่ตระกูล
อุปัฏฐากนั้น, เมื่อพวกอุปัฏฐาก กล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้า
ทราบว่า 'ได้ยินว่า ความไม่ผาสุกเกิดแก่ท่าน' จึงจัดแจงอาหารส่งไป
โดยทำนองที่ภิกษุหนุ่มกล่าวนั่นเอง ความผาสุกเกิดแก่ท่านเพราะฉันแล้ว
หรือ ?" ก็นิ่งเสีย ก็พระเถระไปสู่วิหารแล้ว กล่าวกะภิกษุหนุ่มนั้นผู้
ไหว้แล้ว นั่งอยู่ในเวลาเย็นอย่างนี้ว่า " คุณ ได้ยินว่า วานนี้ เธอกระทำ
กรรมชื่อนี้, กรรมนี้ ไม่สมควรแก่บรรพชิตทั้งหลาย. บรรพชิตกระทำ
วิญญัติ ( ขอ) แล้วฉัน ย่อมไม่สมควร."
ประทุษร้ายแก่ผู้มีคุณตายไปเกิดในอเวจี
ภิกษุนั้น โกรธแล้ว ผูกอาฆาตในพระเถระว่า "ในวันก่อน

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 177 (เล่ม 41)

พระเถระอาศัยเหตุสักว่าน้ำ กระทำเราให้เป็นคนมักพูดเท็จ ในวันนี้
เพราะเหตุที่เราบริโภคภัตกำมือหนึ่งในสกุลอุปัฏฐากของตน จึงกล่าวกะ
เราว่า ' บรรพชิตกระทำวิญญัติบริโภค ย่อมไม่ควร' แม้ผ้าท่านก็ให้แก่
ภิกษุผู้บำรุงตนเท่านั้น; โอ ! กรรมของพระเถระหนัก, เราจักรู้สิ่งที่เรา
ควรกระทำแก่พระเถระนั้น" ในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระเถระเข้าไปสู่บ้าน.
ส่วนตนพักอยู่ในวิหาร จับท่อนไม้ ทุบวัตถุทั้งหลาย มีภาชนะสำหรับ
ใช้สอยเป็นต้น แล้วจุดไฟที่บรรณศาลาของพระเถระ, สิ่งใดไฟไม่ไหม้,
เอาพลองทุบทำลายสิ่งนั้นแล้วออกหนีไป กระทำกาละแล้ว เกิดในอเวจี
มหานรก. มหาชนตั้งเรื่องสนทนากันว่า " ได้ยินว่า สัทธิวิหาริกของ
พระเถระ ไม่อดทนเหตุสักว่าการกล่าวสอน โกรธเผาบรรณศาลาแล้ว
หนีไป. "
ต่อมาภายหลัง ภิกษุรูปหนึ่ง ออกจากกรุงราชคฤห์ ใคร่จะเฝ้า
พระศาสดา ไปถึงพระเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดา อันพระศาสดา
ทรงกระทำปฏิสันถารแล้ว ตรัสถามว่า " เธอมาจากไหน ? ทูลว่า
"มาจากกรุงราชคฤห์ พระเจ้าข้า."
พระศาสดา. มหากัสสปบุตรเรา อยู่สบายหรือ ?
ภิกษุ. สบาย พระเจ้าข้า. แต่ว่า สัทธิวิหาริกของท่านรูปหนึ่ง
โกรธด้วยเหตุสักว่าการกล่าวสอน เผาบรรณศาลาแล้วหนีไป.
พระศาสดา ตรัสว่า "ภิกษุนั้น พึงโอวาทแล้วโกรธในบัดนี้
เท่านั้นหามิได้. แม้ในกาลก่อน ก็โกรธแล้วเหมือนกัน . และภิกษุนั้น
ประทุษร้ายกุฎีในบัดนี้เท่านั้นหามิได้. แม้ในกาลก่อน ก็ประทุษร้ายแล้ว
เหมือนกัน;" ดังนี้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัส) ว่า:-

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 178 (เล่ม 41)

เรื่องนกขมิ้นกับลิงวิวาทกัน
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุง-
พาราณสี นกขมิ้นตัวหนึ่ง ทำรังอยู่ในหิมวันตประเทศ. ต่อมาวันหนึ่ง
เมื่อฝนกำลังตก, ลิงตัวหนึ่ง สะท้านอยู่เพราะความหนาว ได้ไปยังประเทศ
นั้น. นกขมิ้นเห็นลิงนั้น จึงกล่าวคาถาว่า๑:-
" วานร ศีรษะและมือเท้าของท่านก็มีเหมือน
ของมนุษย์, เมื่อเช่นนั้น เพราะโทษอะไรหนอ ?
เรือนของพ่านจึงไม่มี."
ลิง คิดว่า " มือและเท้าของเรามีอยู่ก็จริง, ถึงกระนั้น เรา
พิจารณาแล้ว พึงกระทำเรือนด้วยปัญญาใด, ปัญญานั้นของเราย่อมไม่มี."
ใคร่จะประกาศเนื้อความนั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
" นกขมิ้น ศีรษะและมือเท้าของเรา ย่อมมี
เหมือนของมนุษย์, บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ปัญญาใด
ประเสริฐในมนุษย์ทั้งหลาย, ปัญญานั้น ย่อมไม่มี
แม้แก่เรา.๒"
ลำดับนั้น เมื่อนกขมิ้นจะติเตียนลิงนั้นว่า "การอยู่ครองเรือน
จักสำเร็จแก่ท่านผู้เห็นปานนี้ได้อย่างไร ?" จึงกล่าว ๒ คาถานี้ว่า:-
" สุขภาพ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้มีจิตไม่มั่นคง
มีจิตเบา (กลับกลอก) มักประทุษร้ายมิตร มีปกติ
ไม่ยังยืนเป็นนิตย์ ท่านนั้นจงกระทำอานุภาพเถิด
๑. ขุ. ชา. จตุกก. ๒๗/๑๒๔. อรรถกถา. ๔/๓๑๕.
๒. ถ้าตัดบท ยาห เป็น ยา - อหุ ก็แปลว่า แต่ข้าพเจ้าไม่มีปัญหา ที่เป็นสิ่งประเสริฐสุด
ในหมู่มนุษย์.

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 179 (เล่ม 41)

จงเป็นไปล่วงความเป็นปกติ (ของตน) เสีย,
จงกระทำกระท่อมเป็นที่ป้องกันหนาวและลมเกิด
กบี่."
ลิง คิดว่า "นกขมิ้นตัวนี้ ย่อมกระทำเราให้เป็นผู้มีจิตไม่มั่นคง
มีจิตเบา มักประทุษร้ายมิตร มีปกติไม่ยั่งยืน, บัดนี้ เราจักแสดงความ
ที่เรามักเป็นผู้ประทุษร้ายมิตรต่อมัน" จึงขยี้รังโปรยลงแล้ว. นกขมิ้น
เมื่อลิงนั้น จับเอารังอยู่นั่นแหละ หนีออกไปโดยข้างหนึ่งแล้ว.
ทรงประมวลชาดก
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประมวล
ชาดกว่า "ลิงในกาลนั้น ได้เป็นภิกษุผู้ประทุษร้ายกุฎีในบัดนี้, นก
ขมิ้น คือกัสสป." ครั้นประมวลชาดกนาแล้ว จึงตรัสว่า "อย่างนั้น
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้น ประทุษร้ายกุฎีในบัดนี้เท่านั้นหามิได้, แม้ใน
กาลก่อน ภิกษุนั้นโกระในเพราะโอวาทแล้ว ก็ประทุษร้ายกุฎีแล้ว
(เหมือนกัน); การอยู่ของกัสสปบุตรเราคนเดียวเท่านั้น ดีกว่าการอยู่
ร่วมกับคนพาลผู้เห็นปานนั้น" ดังนี้แล้ว ตรัสพะคาถานี้ว่า:-
๒. จรญฺเจ นาธิคจฺเฉยฺย เสยฺยํ สนทิสมตฺตโน
เอกจริยํ ทฬฺหํ กยิรา นตฺถิ พาเล สหายตา.
ถ้าบุคคลเมื่อเที่ยวไป ไม่พึงประสบสหายผู้
ประเสริฐกว่า ผู้เช่นกับ (ด้วยคุณ) ของตนไซร้,
พึงพำการเที่ยวไปคนเดียวให้มั่น, เพราะว่า คุณ
เครื่องเป็นสหาย ย่อมไม่มีในเพราะคนพาล"

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 180 (เล่ม 41)

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า จรํ บัณฑิตพึงทราบการเที่ยวไป
ด้วยใจ ไม่เกี่ยวกับการเที่ยวไปด้วยอิริยาบถ. อธิบายว่า เมื่อแสวงหา
กัลยาณมิตร.
บาทพระคาถาว่า เสยฺยํ สทิสมตฺตโน ความว่า ถ้าไม่พึงได้
สหายผู้ยิ่งกว่า หรือผู้แม้กัน ด้วยคุณคือศีล สมาธิ ปัญญาของตน.
บทว่า เอกจริยํ ความว่า ก็ในสหายเหล่านั้น บุคคลเมื่อได้
สหายผู้ดีกว่า ย่อมเจริญด้วยคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น, เมื่อได้สหายผู้เช่นกัน
ย่อมไม่เสื่อมจากคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น, แต่เมื่ออยู่โดยร่วมกันกับสหาย
ที่เลว ทำการสมโภคและบริโภคโดยความเป็นพวกเดียวกัน ย่อมเสื่อม
จากคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสคำนี้ว่า "บุคคลผู้เห็น
ปานนั้น อันบัณฑิตไม่พึงเสพ ไม่พึงคบ ไม่พึงเข้าไปนั่งใกล้, เว้น ไว้
แต่ความเอ็นดู เว้นไว้แต่ความอนุเคราะห์."
เพราะเหตุนั้น หากบุคคลอาศัยความการุญ คิดว่า " บุคคลนี้
อาศัยเรา จักเจริญด้วยคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น" ไม่หวังตอบแทนอยู่ซึ่ง
วัตถุอะไร ? จากบุคคลนั้น ชื่อว่าย่อมอาจสงเคราะห์บุคคลนั้นได้, การ
อาศัยความการุญ สงเคราะห์ดังนี้นั้นเป็นการดี; ถ้าไม่อาจจะสงเคราะห์
(อย่างนั้น) ได้. พึงทำความเที่ยวไปผู้เดียวให้มั่น คือว่า ทำความ
เป็นคนโดดเดี่ยวเท่านั้นให้มั่น อยู่แต่ผู้เดียวในอิริยาบถทั้งปวง
ถามว่า " เพราะเหตุอะไร?"
ตอบว่า "เพราะคุณเครื่องเป็นสหาย ย่อมไม่มีในพระชนพาล."

180