ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 161 (เล่ม 41)

จึงคิดว่า 'ความเป็นอยู่ของเรานั่นแหละ เป็นลาภของเรา' จึงสั่งให้จับ
สัตว์เหล่านั้นไว้แล้ว.
พระนางมัลลิกาเทวี ทูลว่า "ข้าแต่มหาราช พระองค์เป็นคน
อันธพาล; ทรงมีภักษามก พระองค์ย่อมเสวยโภชนะอันหุงด้วยข้าวตั้ง
ทะนาน มีสูปะและพยัญชนะหลาก ๆ หลายอย่าง พระองค์ทรงราชย์ใน
แคว้นทั้งสอง ก็จริง แต่พระปัญญาของพระองค์ยังเขลา."
ราชา. เพราะเหตุไร ? เธอจึงพูดอย่างนั้น.
มัลลิกา. การได้ชีวิตของคนอื่น เพราะการตายของคนอื่น พระ-
องค์เคยเห็น ณ ที่ไหน ? เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงเชื่อถ้อยคำของ
พราหมณ์ผู้อันธพาลแล้ว โยนทุกข์ไปในเบื้องบนของมหาชนเล่า ? พระ-
ศาสดา ผู้เป็นอัครบุคคลของโลกทั้งเทวโลก มีพระญาณไม่ขัดข้องในกาล
ทั้งหลายมีอดีตกาลเป็นต้น ประทับอยู่ในวิหารใกล้เคียง, พระองค์ทูลถาม
พระศาสดานั้นแล้ว จงทรงกระทำตามพระโอวาทของพระองค์เถิด.
ครั้งนั้นแล พระราชา เสด็จไปวิหารกับพระนางมัลลิกา ด้วยยาน
เบา ถูกมรณภัยคุกคามแล้ว ไม่อาจทูลอะไร ๆ ได้ ถวายบังคมพระศาสดา
แล้ว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทักทาย
พระราชานั้นก่อนว่า "เชิญเถิด มหาบพิตร พระองค์เสด็จมาจากไหนแต่
ยังวันนักเล่า ?" พระราชาแม้นั้น ก็ทรงนั่งนิ่งเงียบเสีย. ลำดับนั้น
พระนางมัลลิกา กราบทูลแด่พระผู้มีพระผู้มีภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ได้ทราบว่า พระราชาทรงสดับเสียง (ประหลาด) ในระหว่างแห่ง
มัชฌิมยาม, เมื่อเช่นนั้นท้าวเธอจึงทรงบอกเหตุนั้นแก่ปุโรหิต, ปุโรหิต
กราบทูลว่า 'อันตรายแห่งชีวิตจักมีแก่พระองค์, เมื่อพระองค์จับสัตว์อย่างละ

161
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 162 (เล่ม 41)

๑๐๐ ทุกชนิด บูชายัญด้วยโลหิตในคอของสัตว์เหล่านั้น เพื่อประโยชน์
แก่อันขจัดอันตรายนั้น. พระองค์จักได้ชีวิต,' พระราชาให้จับสัตว์ไว้
เป็นอันมาก; เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันจึงนำพระราชามา ณ ที่นี้."
พระศาสดา. ได้ยินว่า อย่างนั้นหรือ ? มหาบพิตร.
ราชา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เสียง พระองค์ทรงสดับแล้ว อย่างไร ?
พระราชานั้น ทูลโดยทำนองที่พระองค์สดับแล้ว. แสงสว่างเป็น
อันเดียวได้ปรากฏแด่พระตถาคต เพราะทรงสดับเนื้อความนั้น. ลำดับ
นั้น พระศาสดา ตรัสกะพระราชานั้นว่า "พระองค์อย่าทรงหวาดหวั่น
เลย มหาบพิตร, อันตรายไม่มีแก่พระองค์, สัตว์ทั้งหลายผู้มีกรรมลามก
เมื่อกระทำทุกข์ของตน ๆ ให้แจ้ง จึงกล่าวอย่างนี้." พระราชา ทูลว่า
" ก็กรรมอะไร ? อันสัตว์เหล่านั้นกระทำไว้ พระเจ้าข้า."
พระศาสดาทรงแสดงโทษปรทาริกกรรม
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงกรรมของสัตว์นรกเหล่านั้น จึง
ตรัสว่า "ถ้ากระนั้น พระองค์จงทรงสดับ มหาบพิตร" แล้วทรงนำ
อดีตนิทานมา (ตรัส) ว่า:-
ในอดีตกาล เมื่อมนุษย์มีอายุ ๒ หมื่นปี พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่า กัสสป อุบัติขึ้นในโลก เสด็จเที่ยวจาริกไปกับด้วยพระขีณาสพ ๒ หมื่น
ได้เสด็จถึงกรุงพาราณสี. ชาวกรุงพาราณสี ๒ คนบ้าง ๓ คนบ้าง มาก
กว่าบ้าง รวมเป็นพวกเดียวกัน ยังอาคันตุกทานให้เป็นไปแล้ว. ในกาล
นั้น ในกรุงพาราณสีได้มีเศรษฐีบุตร ๔ คน มีสมบัติ ๔๐ โกฏิ เป็น

162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 163 (เล่ม 41)

สหายกัน เศรษฐีบุตรเหล่านั้น ปรึกษากันว่า ในเรือนของพวกเรามี
ทรัพย์มาก พวกเราจะกระทำอะไรด้วยทรัพย์นั้น."
เมื่อพระพุทธเจ้าเห็นปานนั้น เสด็จเที่ยวจาริกไปอยู่ บรรดาเศรษฐี
บุตรเหล่านั้น มิได้กล่าวว่า พวกเราจักถวายทาน จักกระทำบูชา จักรักษา
ศีล" คนหนึ่งกล่าวอย่างนี้ก่อนว่า" พวกเราดื่มสุราที่เข้ม เคี้ยวกินเนื้อ
มีที่รสอร่อย จักเที่ยวไป ชีวิตนี้ของพวกเราจักมีผล."
อีกคนหนึ่ง กล่าวอย่างนี้ว่า "พวกเราจักบริโภคภัตแห่งข้าวสาร
แห่งข้าวสาลีมีกลิ่นหอมที่เก็บค้างไว้ ๓ ปี ด้วยรสเลิศต่าง ๆ เที่ยวไป."
อีกคนหนึ่ง กล่าวอย่างนี้ว่า " พวกเราจักให้เขาทอดของควรเคี้ยว
แปลก ๆ มีประการต่าง ๆ เคี้ยวกินเที่ยวไป."
อีกคนหนึ่ง กล่าวอย่างนั้นว่า " แน่ะเพื่อน พวกเราจักไม่กระทำ
กิจอะไร ๆ แม้อย่างอื่น. หญิงทั้งหลาย เมื่อเรากล่าวว่า 'จักให้ทรัพย์.'
ชื่อว่าไม่ปรารถนา ย่อมไม่มี; เพราะเหตุนั้น พวกเรารวบรวมทรัพย์ไว้
แล้ว จักประเล้าประโลม (หญิง) ทำปรทาริกกรร (การประพฤติ
ผิดในภรรยาของชายอื่น)."
เศรษฐีบุตรทั้งหมด รับคำว่า "ดีล่ะ ๆ" ได้ตั้งอยู่ในถ้อยคำ
ของคนที่ ๔ นั้น. จำเดิมแต่นั้นมา เศรษฐีบุตรเหล่านั้น ส่งทรัพย์ไป
เพื่อ (บำเรอ) หญิงที่มีรูปงาม กระทำปรทาริกกรรมตลอด ๒ หมื่นปี
กระทำกาละแล้ว บังเกิดในอเวจีมหานรก.
เศรษฐีบุตรเหล่านั้น ไหม้แล้วในนรกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง กระทำ
กาละในนรกนั้น ด้วยเศษผลกรรม ก็เกิดในโลหกุมภีนรก (อันลึก)
๖๐ โยชน์ (จมลง) ถึงพื้นภายใต้ ๓ หมื่นปี (ลอยขึ้นมา) ถึงปาก

163
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 164 (เล่ม 41)

หม้อโดย ๓ หมื่นปีอีก เป็นผู้ใคร่จะกล่าวคาถาตนละคาถา ( แต่) ไม่
อาจจะกล่าวได้ กล่าวตนละอักษรแล้ว ก็หมุนกลับลงไปสู่ก้นหม้ออย่างเดิม
อีก. พระองค์จงบอก มหาบพิตร, พระองค์ได้สดับเสียงข้ออย่างไร ?
ทีแรก. "
พระราชา. เสียงว่า ทุ. พระเจ้าข้า.
พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงคาถาที่สัตว์นรกนั้น กล่าวไม่เต็ม
ทำให้เต็ม จึงตรัสอย่างนี้ว่า :-
" เราทั้งหลายเหล่าใด๑ เมื่อโภคะทั้งหลายมีอยู่
ไม่ได้ถวายทาน, ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน, พวกเรา
เหล่านั้น จัดว่ามีชีวิตอยู่ชั่วช้าแล้ว."
ลำดับนั้น พระศาสดา ครั้นทรงประกาศเนื้อความแห่งคาถานี้แก่
พระราชาแล้ว จึงตรัสถามว่า " มหาบพิตร เสียงที่ ๒, เสียงที่ ๓,
เสียงที่ ๔, พระองค์ได้สดับอย่างไร ?" เมื่อพระราชาทูลว่า "ชื่อ
อย่างนั้น พระเจ้าข้า" เมื่อจะทรงยิ่งอรรถที่เหลือให้บริบูรณ์ จึงตรัส
( คาถา ) ว่า :-
" เมื่อเราทั้งหลาย ถูกไฟไหม้อยู่ในนรกครบ ๖
หมื่นปี โดยประการทั้งปวง, เมื่อไร ที่สุดจัก
ปรากฏ ? ผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ที่สุดย่อมไม่มี, ที่สุด
จักมีแต่ที่ไหน ? ที่สุดจะไม่ปรากฏ. เพราะว่ากรรมชั่ว
อันเราและท่านได้กระทำไว้แล้วในกาลนั้น. เรานั้น
ไปจากที่นี่แล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้รู้
๑. ปาฐะว่า เยสนฺโน ฯ เยสํโน เป็น ฉฏฺฐิปจฺจตฺตตฺถ ฯ บางปาฐะว่า เย สนฺเต ก็มี ฯ

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 165 (เล่ม 41)

ถ้อยคำที่ยาจกกล่าว ถึงพร้อมด้วยศีล ทำกุศลให้มาก
แน่.๑"
พระศาสดา ครั้นตรัสคาถาเหล่านี้โดยลำดับ ประกาศเนื้อความ
แล้ว จึงตรัสว่า " มหาบพิตร ชนทั้ง ๔ นั้น ปรารถนาจะกล่าวคาถา
คนละคาถา เมื่อไม่อาจจะกล่าวได้ กล่าวคนละอักษรเท่านั้น และลง
ไปสู่โลหกุมภีนั้นนั่นแลอีก ด้วยประการฉะนี้แล."
ได้ยินว่า จำเดิมแต่กาลแห่งเสียงนั้น อันพระเจ้าปเสนทิโกศลทรง
สดับแล้ว ชนเหล่านั้น พลัดลงไป ณ ภายใต้อย่างเดิม แม้จนวันนี้ก็ยัง
ไม่ล่วงหนึ่งพันปี. ความสังเวชใหญ่ ได้เกิดขึ้นแก่พระราชา เพราะทรง
สดับเทศนานั้น. ท้าวเธอทรงดำริว่า "ชื่อว่าปรทาริกกรรมนี้หนักหนอ,
ได้ยินว่า ชนทั้ง ๔ ไหม้แล้วในอเวจีนรก ตลอดพุทธันดรหนึ่ง จุติ
จากอเวจีนรกนั้นแล้ว เกิดในโลหกุมภี อันลึก ๖๐ โยชน์ ไหม้แล้วใน
โลหกุมภีนั้น๒ ถึง ๖ หมื่นปี, แม้อย่างนี้ กาลเป็นที่พ้นจากทุกข์ของชน
เหล่านั้น ยังไม่ปรากฏ; แม้เราทำความเยื่อใยในภรรยาของชายอื่น ไม่
ได้หลับตลอดคืนยังรุ่ง, บัดนี้ จำเดิมแต่นี้ไปเราจักไม่ผูกความพอใจใน
ภรรยาของชายอื่นละ" จึงกราบทูลพระตถาคตว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์ทราบความที่แห่งราตรีนานในวันนี้."
ฝ่ายบุรุษนั้น นั่งอยู่ในที่นั้นนั่นแล ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว คิดว่า
" ปัจจัยมีกำลัง เราได้แล้ว" จึงกราบทูลพระศาสดาว่า "ข้าแต่พระ-
องค์ผู้เจริญ พระราชา ทรงทราบความที่แห่งราตรีนาน ในวันนี้ก่อน,
ส่วนข้าพระองค์เองได้ทราบความที่แห่งโยชน์ไกลในวันวาน."
๑. ขุ. เปต. ๒๖/๒๕๗.
๒. คำว่า อฏฺฐ...สี. ม. ยุ. เป็น ตตฺถ...

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 166 (เล่ม 41)

พระศาสดา ทรงเทียบเคียงถ้อยคำของคนแม้ทั้งสองแล้ว ตรัสว่า
" ราตรีของคนบางคนย่อมเป็นเวลานาน, โยชน์ของคนบางคนเป็นของ
ไกล, ส่วนสงสารของคนพาลย่อมเป็นสภาพยาว" เมื่อจะทรงแสดงธรรม
จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๑. ทีฆา ชาครโต รตฺติ ทีฆํ สนฺตสฺส โยชนํ
ทีโฆ พาลาน สํสาโร สทฺธมฺมํ อวิชานตํ.
"ราตรีของคนผู้ตื่นอยู่ นาน, โยชน์ของคนล้า
แล้ว ไกล, สงสารของคนพาลทั้งหลาย ผู้ไม่รู้อยู่
ซึ่งสัทธรรม ย่อมยาว."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทีฆา เป็นต้น ความว่า ชื่อว่าราตรี
นี้มีเพียง ๓ ยามเท่านั้น, แต่สำหรับผู้ตื่นอยู่ อยู่ข้างนาน คือว่า ย่อม
ปรากฏเป็นราวกะว่า ๒ เท่า ๓ เท่า; บุคคลผู้เกียจคร้านมาก ทำตนให้
เป็นเหยื่อของหมู่เรือด นอนกลิ้งเกลือกอยู่ตลอดจนพระอาทิตย์ขึ้นก็ดี
ผู้เสพกาม บริโภคโภชนะที่ดีแล้ว นอนอยู่บนที่นอนอันเป็นสิริก็ดี ย่อม
ไม่รู้ความที่ราตรีนั้นนาน, ส่วนพระโยคาวจร ผู้เริ่มตั้งความเพียรตลอด
คืนยังรุ่งก็ดี พระธรรมกถึก แสดงพระธรรมกถาตลอดคืนยังรุ่งก็ดี บุคคล
ผู้นั่งฟังธรรมอยู่ในที่ใกล้อาสนะตลอดคืนยังรุ่งก็ดี ผู้ที่ถูกโรคทั้งหลาย
มีโรคในศีรษะเป็นต้นถูกต้องแล้ว หรือผู้ถึงทุกข์ มีการตัดมือและเท้า
เป็นต้น ถูกเวทนาครอบงำก็ดี คนเดินทางไกล เดินทางตลอดคืนก็ดี
ย่อมรู้ความที่ราตรีนั้นนาน.

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 167 (เล่ม 41)

บทว่า โยชน์ เป็นต้น ความว่า แม้โยชน์ก็มีเพียง ๔ คาวุต
เท่านั้น, แต่สำหรับผู้ล้าแล้ว คือผู้บอบช้ำแล้ว อยู่ข้างไกล คือว่า ย่อม
ปรากฏเป็นราวกะว่า ๒ เท่า ๓ เท่า. จริงอยู่ คนเดินทางตลอดทั้งวัน
ล้าแล้ว พบคนเดินสวนทางมา ถามว่า "บ้านข้างหน้าไกลเท่าไร ?"
เมื่อเขาบอกว่า "โยชน์หนึ่ง" ไปได้หน่อยหนึ่ง ก็ถามคนแม้อื่นอีก,
แม้เมื่อคนอื่นนั้นบอกว่า " โยชน์หนึ่ง" ไปได้หน่อยหนึ่งอีก ก็ถามแม้
คนอื่นอีก, แม้เขาก็กล่าวว่า "โยชน์หนึ่ง" คนเหล่านั้น ถูกคนผู้เดิน
ทางนั้นถามแล้ว ๆ ก็บอกว่า "โยชน์หนึ่ง" เขาคิดว่า โยชน์นี้ ไกล
จริงหนอ" ย่อมสำคัญโยชน์หนึ่งเป็นราวกับว่า ๒-๓ โยชน์.
บทว่า พาลานํ เป็นต้น ความว่า ส่วนสงสารของชนพาลทั้งหลาย
ผู้ไม่รู้ประโยชน์ในโลกนี้และประโยชน์ในโลกหน้า คือผู้ไม่อาจเพื่อกระทำ
ที่สุดแห่งสังสารวัฏ ผู้ไม่รู้แจ้งสัทธรรม อันต่างด้วยธรรม มีโพธิปักขิย-
ธรรม ๓๗ เป็นต้น ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายรู้แล้วกระทำที่สุดแห่งสงสารได้
ย่อมชื่อว่ายาว. แท้จริง สงสารนั้น ชื่อว่ายาว ตามธรรมดาของตนเอง.
สมจริงดังพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๑ ภิกษุทั้งหลาย สงสาร
นี้มีที่สุดอันใคร ๆ ไปตามไม่รู้แล้ว เบื้องต้น เบื้องปลา (แห่ง
สงสารนั้น) ย่อมไม่ปรากฏ." แต่สำหรับชนพาลทั้งหลาย ผู้ไม่สามารถ
จะทำที่สุดได้ ย่อมยาวแท้ทีเดียว.
ในกาลจบเทศนา บุรุษนั้น บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ชนแม้เหล่า
อื่นเป็นอันมาก ก็บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น เทศนา
มีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว ดังนี้แล.
๑. สํ. นิทาน. ๑๖/๒๑๒.

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 168 (เล่ม 41)

พระราชาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กำลังเสด็จไป รับสั่งให้
ปล่อยสัตว์เหล่านั้น จากเครื่องจองจำแล้ว. บรรดามนุษย์และสัตว์เหล่า
นั้น หญิงและชายทั้งหลาย พ้นจากเครื่องผูก สนานศีรษะแล้วไปสู่เรือน
ของตน ๆ กล่าวสรรเสริญพระคุณแห่งพระนางมัลลิกาว่า เราทั้งหลาย
ได้ชีวิตเพราะอาศัยพระเทวีองค์ใด ขอพระนางมัลลิกาพระเทวีองค์นั้น
ผู้เป็นพระแม่เจ้าของเราทั้งหลาย จงทรงพระชนม์อยู่ตลอดกาลนานเทอญ."
ในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า "น่าสรร-
เสริญ ! พระนางมัลลิกานี้ฉลาดหนอ ทรงอาศัยพระปัญญาของพระองค์
ได้ให้ชีวิตทานแก่ชนมีประมาณเท่านี้แล้ว."
พระนางมัลลิกาเคยช่วยทุกข์คนในชาติก่อน
พระศาสดาเสด็จนาแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอ
ทั้งหลาย นั่งประชุมกันด้วยถ้อยคำอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบ
ทูลว่า "ด้วยถ้อยคำชื่อนี้" ภิกษุทั้งหลาย พระนางมัลลิกา ทรงอาศัย
พระปัญญาของตน ให้ชีวิตทานแก่มหาชนในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ ถึงใน
กาลก่อน พระนางก็ได้ให้แล้วเหมือนกัน" เมื่อจะทรงประกาศความนั้น
จึงทรงน่าอดีตนิทานมา (ตรัส ) ว่า.
ในอดีตกาล โอรสของพระเจ้าพาราณสีเข้าไปสู่ต้นไทรต้นหนึ่ง
แล้ว ทรงอ้อนวอนเทวดาผู้เกิด ณ ต้นไทรนั้นว่า "ข้าแต่เทวราชผู้เป็น
เจ้า ในชมพูทวีปนี้ มีพระราชา ๑๐๑ พระอัครมเหสี ๑๐๑, ถ้าข้าพเจ้า
จักได้ราชสมบัติโดยกาลล่วงไปแห่งบิดาไซร้, ข้าพเจ้าจักทำพลีด้วยเลือด
ในลำคอของพระราชาและพระอัครมเหสีเหล่านั้น." พระกุมารนั้น เมื่อ
พระบิดาสวรรคตแล้ว ได้รับราชสมบัติ (สมพระประสงค์) ทรงคิดว่า

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 169 (เล่ม 41)

"เราได้รับราชสมบัติด้วยอานุภาพของเทวดา เราจักทำพลีแก่เทวดานั้น"
จึงเสด็จออกไปด้วยเสนาหมู่ใหญ่ ยังพระราชาพระองค์หนึ่ง ให้เป็นไป
ในอำนาจของตนแล้ว ทำพระราชาพระองค์อื่นและอื่นอีก กับด้วยพระ-
ราชาพระองค์นั้น ให้อยู่ในอำนาจของตน ทำพระราชาทั้งหมดให้อยู่ใน
อำนาจของตน ด้วยประการฉะนี้แล้ว ทรงพาไปพร้อมกับพระอัครมเหสี
ทั้งหลาย. ทรงละพระเทวีพระนามว่าธัมมทินนา ผู้ทรงพระครรภ์แก่
ซึ่งเป็นพระอัครมเหสีของพระราชาพระนามว่าอุคคเสน ซึ่งเป็นพระราชา
องค์เล็กว่าพระราชาทั้งปวงไว้ เสด็จไป ทรงดำริว่า " เราจักให้ชน
เหล่านี้ดื่มน้ำเจือยาพิษให้ตาย" จึงให้ชนทั้งหลายชำระโคนไม้ให้สะอาด
แล้ว .
เทวดาคิดว่า "พระราชาองค์นี้ เมื่อจับพระราชาประมาณเท่านี้
ทรงอาศัยเราจึงจับ, ท้าวเธอทรงใคร่จะทำพลีกรรมแก่เราด้วยโลหิตใน
ลำพระศอของพระราชาเหล่านั้น, ก็ถ้าพระราชานี้ จักทรงสำเร็จโทษ
พระราชาเหล่านั้นไซร้. พระราชวงศ์ในชมพูทวีปจักขาดสูญ, แม้โคนไม้
ของเรา ก็จักไม่สะอาด, เราจักอาจห้ามพระราชานั้นได้ไหมหนอแล ?"
เทวดานั้น ใคร่ครวญอยู่ก็รู้ว่า " เราจักไม่อาจ" จึงเข้าไปหาเทวดาองค์
อื่น บอกเนื้อความนั้นแล้ว กล่าวว่า "ท่านจักอาจหรือ ?" เทวดานั้น
แม้อันเทวดา (ที่ถูกถาม ) นั้นห้ามแล้ว, จึงเข้าไปหาเทวดาในจักรวาล
ทั้งสิ้น อย่างนี้คือ 'เข้าไปหาเทวดาองค์อื่นและองค์อื่น' แม้ถูกเทวดา
เหล่านั้นห้ามแล้ว จึงไปสำนักของท้าวมหาราชทั้งสี่ ในเวลาที่แม้ท้าว-
มหาราชทั้งสี่นั้น ห้ามแล้วด้วยคำว่า "พวกเราไม่อาจ, แต่ว่าพระราชา
ของเราทั้งหลาย เป็นผู้วิเศษกว่าพวกเราด้วยบุญและปัญญา, ท่านจง

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 170 (เล่ม 41)

ทูลถามพระราชานั้นเถิด" ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปเฝ้าท้าวสักกะ กราบทูล
เนื้อความนั้นแล้ว ทูลว่า " ขอเดชะ เมื่อพระองค์ถึงความเป็นผู้ขวนขวาย
น้อยเสียแล้ว ขัตติยวงศ์จักขาดสูญ, ขอพระองค์จงทรงเป็นที่พำนักแห่ง
ขัตติยวงศ์นั้นเถิด."
ท้าวสักกะตรัสว่า "แม้เราก็ไม่อาจเพื่อจะห้ามพระราชานั้น, แต่
จักบอกอุบายแก่ท่าน" แล้วทรงบอกอุบายว่า "ไปเถิดท่าน. เมื่อพระ-
ราชาทรงเห็นอยู่นั้นแหละ. ท่านจงนุ่งผ้าแดง แสดงอาการดุจออกไปจาก
ต้นไม้ของตน, เมื่อเช่นนั้น พระราชาทรงดำริว่า 'เทวดาของเราไปอยู่'
เราจักให้เทวดานั้นกลับมา" แล้วจักอ้อนวอนท่านด้วยประการต่าง ๆ,
เมื่อเช่นนั้น ท่านพึงกล่าวกะพระราชานั้นว่า 'ท่านบนต่อเราไว้ว่า จัก
นำพระราชา ๑๐๑ กับพระอัครมเหสีทั้งหลายมาทำพลีด้วยโลหิตในลำพระ-
ศอของพระราชาเหล่านั้น' (แต่) ทรงทิ้งพระเทวีของพระอุคคเสนไว้
แล้วเสด็จมา; เราจักไม่รับพลีของคนผู้มักพูดเท็จ เช่นกับพระองค์; นัยว่า
เมื่อท่านกล่าวอย่างนั้น พระราชาจักให้นำพระเทวีนั้นมา, พระเทวีนั้น
จักแสดงธรรมแก่พระราชา ให้ชีวิตทานแก่ชนมีประมาณเท่านี้." ท้าว-
สักกะ ตรัสบอกอุบายนี้แก่เทวดาด้วยเหตุนี้. เทวดาได้กระทำตามนั้น
แล้ว แม้พระราชาก็รับสั่งให้นำพระเทวีนั้นมาแล้ว.
เทวดาบูชาพระนางมัลลิกา
พระเทวีนั้นมาถวายบังคมพระราชา (ผู้สวามี) ของตนเท่านั้น
แม้ประทับนั่ง ณ ที่สุดแห่งพระราชาเหล่านั้น, พระราชากริ้วต่อพระเทวี
นั้นว่า "เมื่อเราดำรงอยู่ในตำแหน่งผู้ใหญ่กว่าพระราชาทั้งปวง นางยัง
ไหว้สามีของตน ซึ่งเป็นผู้น้อยกว่าพระราชาทั้งปวงได้." ลำดับนั้น

170