จึงคิดว่า 'ความเป็นอยู่ของเรานั่นแหละ เป็นลาภของเรา' จึงสั่งให้จับ
สัตว์เหล่านั้นไว้แล้ว.
พระนางมัลลิกาเทวี ทูลว่า "ข้าแต่มหาราช พระองค์เป็นคน
อันธพาล; ทรงมีภักษามก พระองค์ย่อมเสวยโภชนะอันหุงด้วยข้าวตั้ง
ทะนาน มีสูปะและพยัญชนะหลาก ๆ หลายอย่าง พระองค์ทรงราชย์ใน
แคว้นทั้งสอง ก็จริง แต่พระปัญญาของพระองค์ยังเขลา."
ราชา. เพราะเหตุไร ? เธอจึงพูดอย่างนั้น.
มัลลิกา. การได้ชีวิตของคนอื่น เพราะการตายของคนอื่น พระ-
องค์เคยเห็น ณ ที่ไหน ? เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงเชื่อถ้อยคำของ
พราหมณ์ผู้อันธพาลแล้ว โยนทุกข์ไปในเบื้องบนของมหาชนเล่า ? พระ-
ศาสดา ผู้เป็นอัครบุคคลของโลกทั้งเทวโลก มีพระญาณไม่ขัดข้องในกาล
ทั้งหลายมีอดีตกาลเป็นต้น ประทับอยู่ในวิหารใกล้เคียง, พระองค์ทูลถาม
พระศาสดานั้นแล้ว จงทรงกระทำตามพระโอวาทของพระองค์เถิด.
ครั้งนั้นแล พระราชา เสด็จไปวิหารกับพระนางมัลลิกา ด้วยยาน
เบา ถูกมรณภัยคุกคามแล้ว ไม่อาจทูลอะไร ๆ ได้ ถวายบังคมพระศาสดา
แล้ว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทักทาย
พระราชานั้นก่อนว่า "เชิญเถิด มหาบพิตร พระองค์เสด็จมาจากไหนแต่
ยังวันนักเล่า ?" พระราชาแม้นั้น ก็ทรงนั่งนิ่งเงียบเสีย. ลำดับนั้น
พระนางมัลลิกา กราบทูลแด่พระผู้มีพระผู้มีภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ได้ทราบว่า พระราชาทรงสดับเสียง (ประหลาด) ในระหว่างแห่ง
มัชฌิมยาม, เมื่อเช่นนั้นท้าวเธอจึงทรงบอกเหตุนั้นแก่ปุโรหิต, ปุโรหิต
กราบทูลว่า 'อันตรายแห่งชีวิตจักมีแก่พระองค์, เมื่อพระองค์จับสัตว์อย่างละ